25 กุมภาพันธ์, 2568

ประวัติอำเภอพระพรหม

อำเภอพระพรหม คำขวัย: ผ้ายกประดิษฐ์ ผลิตจักรสาน พื้นบ้านข้าวหลาม งดงามมหาวิทยาลัย มะนาวไข่พันธุ์ดี ประวัติความเป็นมา
วัดพระเพรง ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม ได้พบเทวรูปพระวิษณุ ทรงสวมกิรีฏมุกุฏและกุณฑล พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือดอกบัวตูม พระหัตถ์ช้ายหน้าทรงถือสังข์อยู่ข้างพระโสณี ส่วนพระหัตถ์หลังทั้ง ๒ ข้างหักหายไป รศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ให้คำอธิบายว่า มีอายุประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นรูปแบบที่นิยมอย่างมากของศิลปกรรมในราชวงศ์คุปตะ และมีความสัมพันธ์ต่อประติมากรรมรูปพระวิษณุในศิลปะของอาณาจักรฟูนัน นอกจากนี้ยังพบเทวรูปพระวิษณุศิลาลักษณะเดียวกันนี้ ที่เทวสถานพระนารายณ์ ในเขตตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เทวรูปที่พบที่วัดพระเพรงดังกล่าว จึงสอดคล้องและสัมพันธ์กับหลักฐานเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ที่บริเวณเขาคา อำเภอสิชล อันแสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานของศาสนาพราหมณ์ไวษณพนิกาย ในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว แหล่งโบราณคดีวัดพระเพรง อยู่ใกล้วัดพระเพรง ในเขตตำบลนาสาร กิ่งอำเภอพระพรหม มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๑ พบเทวรูปพระวิษณุศิลา ประทับยืนบนปัทมอาสน์ ทำด้วยสำริด สูง ๑๙ เซนติเมตร มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาแสดงปางประทานพร พระหัตถ์หน้าซ้ายถือนิโลตบล (ดอกบัวสีน้ำเงิน) พระหัตถ์หลังขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์หลังซ้ายถือหนังสือ เกล้าพระเกศาเป็นมวยทรงสูง เรียกชฎามงกุฎ มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ปางสมาธิประดับบนมวยผม คล้องสายยัชโญปวีด เฉียงบนพระอังสะซ้าย ทรงผ้ายาวกรอบพระบาทคาดทับด้วยหนังสือที่บริเวณพระโสณี จะเห็นหัวเสือที่พระโสณีเบื้องขวา มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ที่บริเวณตำบลท้ายสำเภาเคยพบเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์ถังและสมัยราชวงศ์ซ้องเป็นจำนวนมากกระจายเชื่อมตลอดไปจนถึงคลองท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งแสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองเก่าสำคัญของอาณาจักรตามพรลิงค์ ที่สัมพันธ์กับชนชาติจีนและอินเดียต่อเนื่องมายาวนานมีนามสถานที่สะท้อนวัฒนธรรมดังกล่าวหลายแห่ง เช่น บ้านพระพรหม ตำบลนาพรุ (เคยขุดพบเทวรูป ฐานพระสยมและศิวลึงค์ ในการขุดดินทำถนน จากตำบลนาพรุไปอำเภอลานสกา) บ้านนาพรุ ตำบลนาพรุ (ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานแสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นทุ่งพรุ แล้วเป็นนาพรุ) บ้านท่าช้าง ตำบลช้างซ้าย (เคยเป็นท่าน้ำกว้าง ใช้เป็นที่ให้ช้างกินน้ำและอาบน้ำให้ช้าง) บ้านพระเพรง ตำบลนาสาร (ที่พบเทวรูปพระวิษณุ ดังกล่าวมาแล้ว) บ้านท้ายสำเภา ตำบลท้ายสำเภา (เคยขุดพบสมอเรือและเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์ถังและสมัยราชวงศ์ซ้อง) เป็นต้น วัดป่าตอ (วัดร้าง) เคยมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา กล่าวคือ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยังมีพระประธานองค์ใหญ่ สมัยกรุงศรีอยุธยาประดิษฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน มีหลักฐานและคำบอกเล่าว่า เมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ นั้น ได้มีพระเถระผู้ใหญ่จากกรุงศรีอยุธยาหนีภัยมาพำนักอยู่นครศรีธรรมราชและได้สร้าง "วัดป่าตอ" ขึ้น ภายหลังเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จลงมาปราบก๊กเจ้านคร พระองค์ได้ทรงนิมนต์พระเถระผู้นี้ไปเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่กรุงธนบุรี สถิตอยู่ที่วัดหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตาราม) ในปี พ.ศ.๒๓๑๒ ได้ทรงยกวัดหว้าใหญ่เป็นพระอารามหลวง และได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระไตรปิฎกไปจากเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชและพระเถรานุเถระ สังคายนาจนสำเร็จสมบูรณ์ตามพระราชประสงค์ ณ วัดนี้ ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระสังฆราชรูปนี้ยังได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ต่อมาเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช (ลี) อันเป็นปฐมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดห้วยพระ ตำบลนาพรุ เป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญมากอีกวัดหนึ่ง ได้เก็บรักษาตัวหนังตะลุงรุ่นเก่าซึ่งมีอายุประมาณเกือบ ๒๐๐ ปีไว้ (ปัจจุบันได้มอบให้ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช) เป็นรูปที่มีคุณค่าทั้งด้านพัฒนาการของรูปหนังตะลุง และสะท้อนวัฒนธรรมอื่น ๆ ของภาคใต้ ตลอดจนบ่งว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งสำคัญด้านศิลปะและวัฒนธรรมของภาคใต้แหล่งหนึ่ง และหลายอย่างยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน พุทธศาสนาก็เจริญเรื่อยมาตามคำกล่าวที่ว่า "นครดอนพระ" จึงมีศาสนสถานทางพุทธศาสนาทับซ้อนกันอยู่กับเทวสถานบ้าง แทรกสลับอยู่บ้าง เช่น บ้านห้วยพระ (เล่ากันว่าเคยพบพระพุทธรูปในลำห้วยนี้) บ้านเนกข์ (ตามคำบอกเล่าว่ามาจาก "เนกข์ม" หมายถึง การออกบวชโดยชาวบ้านนี้ไปบวชที่วัดโมคลาน ที่สร้างขึ้นเป็นวัดแรกของเมืองนครศรีธรรมราช) วัดพระเพรง เป็นต้น ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ที่ว่าด้วยกัลปนาที่สำหรับคณะลังการาม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่าบรรดาญาติเหล่ากอของหมอช้าง ๔ คน คือ หมอไซ หมอแก้ว หมอศรี หมอจัน พรรคพวกของพระท้าวราช พระท้าวศรี มีกำลังมั่งคั่งคิดเลื่อมใสในพระศาสนา จึงสร้างอารามทุกที่ทุกตำบล "คฤา วัดสำฤๅที่ยไชย ๑ วัดไทคย ๓ ต้น ๑ วัดก็ปงง ๑ วัดนำมดำ ๑ วัตะบาก ๑ วัดหม้าย ๑ วัดจัรรภอ ๑ วัดทุ่งภระ ๑ วัดเสมาเมือง ๑" รวม ๙ อาราม มีที่ไร่นาและข้าพระโยม และอารามทั้ง ๙ นี้ขึ้นกับสมเด็จเจ้าโพธิสมภาร ผู้เป็นอธิการวัดท่าช้าง อารามหลวงคณะลังการาม บางวัดอยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอพระพรหมในปัจจุบัน เช่น "วัดก็ปงง" คือ วัด "เกาะปง" ปัจจุบันเป็นวัดร้าง อยู่ในท้องที่ตำบลท้ายสำเภา "วัดหม้าย" ก็น่าจะอยู่ในท้องที่ "บ้านทุ่งมาย" (ชาวบ้านเรียกว่า บ้านหมอมาย) ตำบลท้ายสำเภา "วัดนำมดำ" หรือ "วัดน้ำดำ" ก็คงอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ถ้าไม่อยู่ในท้องที่อำเภอพระพรหมก็อาจจะอยู่ในท้องที่อำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งต่อแดนกันเพราะแหล่งนี้มีสารหนูเจือปนอยู่ในดินค่อนข้างสูง อำเภอพระพรหม เคยอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมาช้านาน เพราะอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเพียงประมาณ ๑๕ กิโลเมตรเท่านั้น แต่เนื่องจากอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีพื้นที่รวมกว้างขวางและมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นกิ่งอำเภอและพัฒนาเป็นอำเภอในระยะต่อ ๆ มา เช่นปี พ.ศ.๒๔๕๔ แบ่งตั้งเป็นกิ่งอำเภอลานสกา ปี พ.ศ.๒๕๑๗ แบ่งตั้งเป็นกิ่งอำเภอพรหมคีรี และกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศตั้งเป็น "กิ่งอำเภอพระพรหม" โดยแบ่งท้องที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชรวม ๔ ตำบล คือ ตำบลนาพรุ ตำบลนาสาร ตำบลช้างซ้ายและตำบลท้ายสำเภา รวมพื้นที่ประมาณ ๑๘๗.๐๒๖ ตารางกิโลเมตร ตั้งที่ว่าการกิ่งอำเภอที่ตำบลนาพรุ อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.๒๕๔๐ ยกฐานะ "กิ่งอำเภอพระพรหม" ตั้งเป็น "อำเภอพระพรหม" เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๐ ในโอกาสเดียวกันทนี้ "กิ่งอำเภอ" ในภาคใต้ที่ได้ยกฐานะเป็นอำเภอ คือ "กิ่งอำเภอกาบัง" จังหวัดยะลา เป็น "อำเภอกาบัง" และ "กิ่งอำเภอคลองหอยโข่ง" จังหวัดสงขลา เป็น "อำเภอคลองหอยโข่ง" สภาพทั่วไป อำเภอพระพรหมขึ้นกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประมาณ ๑๔๗.๙๖๓ ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัดประมาณ ๑๕ กิโลเมตร อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ทิศใต้ ติดกับอำเภอร่อนพิบูลย์ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ทิศตะวันออก ติดกับอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ทิศตะวันตก ติดกับอำเภอลานสกา
ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์จำนวนเนื้อที่ ๘๒ ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ ๔ เขตดำบลนาพรุ โดยเลี้ยวขวาจากบ้านพระพรหมไปเส้นทางโรงเรียนวัดพระพรหม โรงเรียนวัดห้วยระย้าและโรงเรียนวัดห้วยพระประมาณ ๘ กิโลเมตร หรือเส้นทางสายเลียบคลองชลประทานประมาณ ๕ กิโลเมตร อำเภอพระพรหมนับว่าเป็นอำเภอขนาดเล็กที่แยกตัวออกไปจากอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๔ ตำบล ๒๘ หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลนาพรุ ตำบลนาสาร ตำบลช้างซ้าย ตำบลท้ายสำเภา ประชากรเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ มีจำนวน ๓๕,๒๔๕ คน อาชีพส่วนใหญ่ทำนา ปลูกผักผลไม้และยางพารา รวมทั้งรับจ้างในภาคธุรกิจในเขตเมือง สภาพภูมิประเทศ โดยทั่วไปอำเภอพระพรหมเป็นที่ราบและราบลุ่ม (บางส่วนอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง) ด้านทิศตะวันออกในท้องที่ตำบลช้างซ้ายเป็นพรุขนาดใหญ่เคยเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญเชื่อมต่อไปไหลลงสู่แม่น้ำปากพนัง ผ่านคลองเสาธงและคลองค๊อง (ปัจจุบันทางราชการเรียกว่า คลองฆ้อง) คลองท่าเรือ คลองวังวัว ส่วนที่ราบตอนกลางของอำเภอเหมาะแก่การทำสวนและทำนาเป็นอย่างยิ่ง และในอดีตพื้นที่ราบบริเวณนี้ คือ แหล่งปลูกข้าวแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่งของนครศรีธรรมราช การเป็นที่ราบลุ่มทั้งสองลักษณะดังกล่าวนี้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมในฤดูฝนอยู่เสมอ ๆ เนื่องจากน้ำจากเทือกเขานครศรีธรรมราชจะไหลบ่าคลองท่าดีและป่าคลองชลประทานแล้วไหลย้อนกลับขึ้นไป เพราะพื้นที่หลายส่วนที่เคยเป็นเส้นทางระบายน้ำกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนเมืองและมีการสร้างถนนหลายสายขวางกั้นทางน้ำธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่อดีต อำเภอพระพรหมประกอบไปด้วยภูมิอากาศแบบร้อนชื้นมี ๒ ฤดู คือ ฤดูร้อนในเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม การคมนาคม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นทางผ่านจึงมีเส้นทางที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างเมืองหรือชุมชนต่าง ๆ กล่าวคือทางหลวงแผ่นดินสายนครศรีธรรมราช-ทุ่งสง เป็นทางเชื่อมระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชกับอำเภอร่อนพิบูลย์และอำเภอทุ่งสง ซึ่งมีทางเชื่อมต่อกับจังหวัดฝั่งตะวันตก เป็นต้นว่า จังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ หรือจังหวัดสุราษฎร์ธานี เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชุมชนบริเวณนี้มาแต่โบราณ ทางหลวงแผ่นดินสายสามแยกนาพรุ-สี่แยกเบญจมฯ เป็นเส้นทางมาตรฐานจากศูนย์ราชการนาสารไปสู่เมืองนครศรีธรรมราช และตรงไปสู่สนามบินพานิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนน รพช. สายนาพรุ-อำเภอลานสกา เป็นต้น ส่วนเส้นทางรถไฟนครศรีธรรมราช-เขาชุมทอง-กรุงเทพฯ เป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้มีความสะดวกในการเดินทาง แม้นว่าจะไม่เป็นที่นิยมของประชาชน คงเป็นเพียงทางผ่านของการเดินทางสู่กรุงเทพฯ ก็ตาม แต่ในระยะยาวอำเภอพระพรหมจะเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมของนครศรีธรรมราชโดยอาศัยทางรถไฟได้ด้วย สถานที่สำคัญ อำเภอพระพรหมเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการผสมผสานการเป็นชุมชนชนบทกับการเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนเมือง โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ที่ตั้งของศูนย์ราชการระดับจังหวัดที่ตำบลนาสาร หรือที่เรียกว่าศูนย์ราชการนาสาร ในรูปแบบการบริการเสร็จสิ้นใน ๑ วัน (One day Service) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานของราชการ เป็นต้นว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช สำนักงานพัฒนาที่ดิน เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานขนส่งจังหวัด สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์เครื่องมือจักรกล การประปาส่วนภูมิภาค สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) นอกจากนี้อำเภอพระพรหมยังเป็นเมืองที่ตั้งสถานศึกษาของรัฐทุกระดับการศึกษา กล่าวคือในระดับอุดมศึกษา มีศูนย์วิทยบริการทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดให้บริการการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้วยการจัดสอนและสอบโดยตรงที่ศูนย์ฯ นี้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่กรุงเทพฯ และเป็นศูนย์การเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา สาขารัฐศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจและสาขาบริหารการศึกษา ศูนย์วิทยบริการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่เปิดบริการมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๔ เพื่อรองรับการให้บริการนักศึกษาและประชาชนทั่วไปในเขตภาคใต้ การศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับมัธยมศึกษามีโรงเรียนศรีวิชัย สังกัดกรมสามัญศึกษา เพื่อรองรับนักเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนมัธยมศึกษา ๒ โรง ส่วนการศึกษาภาคบังคับ ประกอบด้วยโรงเรียนระดับประถมศึกษา ๑๖ โรงเรียน และจากความสมบูรณ์ของสถานศึกษาและสถานที่ราชการดังที่กล่าวมาแล้ว จึงมีการกล่าวกันว่าอำเภอพระพรหมเป็น "เมืองปัญญา" นอกเหนือจาก "เมือง ศูนย์ราชการ" ส่งผลให้บริเวณริมทางหลวงแผ่นดินทั้ง ๒ สาย เกิดเป็นถิ่นที่อยู่ใหม่แบบชุมชนเมือง เนื่องจากมีหมู่บ้านจัดสรร ๔ โครงการใหญ่ ๆ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนที่ทำงานในตัวเมืองนครศรีธรรมราช กระนั้นก็ดี ความเป็นชุมชนชนบทหรือวิถีชีวิตแบบชนบทก็ยังคงปรากฏอยู่ทั่วไป เพราะว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งชุมชนที่มีความต่อเนื่องมาแต่อดีต เช่น มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ ๆ เช่น บริเวณวัดพระเพรง หมู่ที่ ๓ ตำบลนาสาร มีร่องรอยของการเป็นสถานที่ผลิตอิฐก่อพระบรมธาตุ อายุประมาณ ๗๐๐ ปี วัดป่าห้วยพระ หมู่ที่ ๕ ตำบลนาพรุ เป็นวัดจำพรรษาของหลวงปู่ทวด พระพุทธรูปหินวัดมะม่วงขาว อายุประมาณ ๗๐๐ ปี ส่วนศิลปวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นต้นว่า ที่หมู่ที่ ๔, ๕ ตำบลนาสาร บ้านมะม่วงขาว บ้านหนองเข้ บริเวณวัดคันนารามเป็นแหล่งที่ผลิตผ้าพื้นเมืองหรือการผลิตผ้ายกเมืองนครฯ ยังดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน การผลิตเครื่องจักสานไม้ไผ่และเครื่องถมเงินของแม่บ้านหมู่ที่ ๒-๓ ตำบลนาพรุ และตำบลช้างซ้าย ประชาชนนับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๙.๔๗ วัดที่สำคัญมาแต่โบราณ คือ วัดพระเพรง วัดมะม่วงตลอด วัดป่าห้วยพระ และวัดที่จัดเป็นอุทยานการศึกษา ๑ แห่ง คือ วัดท้ายสำเภา เป็นศูนย์ภูมิปัญญาหมู่บ้านยาสมุนไพรท้ายสำเภา พระอธิการสีวิชัยพุทธรักขิตโตเจ้าอาวาสเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม มีมัสยิด ๓ แห่ง ในตำบลช้างซ้าย นอกจากนี้ในอำเภอพระพรหม เริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้นว่า โรงงานเคมีภัณฑ์ โรงงานน้ำปลา ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลท้ายสำเภา สำหรับการคงความเป็นชนบท มีการรักษาเอกลักษณ์การละเล่นแบบชนบทในนครศรีธรรมราชอย่างเข้มข้น มีศิลปินพื้นบ้านที่ยังคงประกอบอาชีพอยู่ เช่น คณะโนราหนูเขียน เสียงทอง หมู่ที่ ๒ ตำบลท้ายสำเภา คณะโนราเชิด หมู่ที่ ๑ ตำบลนาพรุ คณะหนังตะลุงประดับ ประดิษฐ์ศิลป์ หมู่ที่ ๑ ตำบลนาพรุ และคณะหนังชูบ้านไสเลียบ ตำบลช้างซ้าย เป็นต้น (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, ณรงค์ บุญสวยขวัญ, สุธาสินี บุญสวยขวัญ) ที่มา https://db.sac.or.th/thailand-cultural-encyclopedia/detail.php?id=22059 http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/nakhonsithammarat5.htm