25 กุมภาพันธ์, 2568
ประวัติอำเภอชะอวด
ประวัติความเป็นมา
คำ "ชะอวด" จากคำบอกเล่ามาจากชื่อเถาวัลย์ที่ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า "เชียกอวด" หรือ "ย่านเชือกอวด" เพราะบริเวณนี้เคยอุดมด้วยเถาวัลย์ชนิดนี้ เป็นเถาวัลย์ที่มีความเหนียวและทนทาน ใช้สำหรับผูกมัดของ ต่อมาคำ "เชียกอวด" กลายเสียงเป็น "ชะอวด"
พื้นที่บริเวณอำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอปากพนัง อำเภอจุฬาภรณ์ และบางส่วนของอำเภอร่อนพิบูลย์ เคยเป็นที่ราบลุ่ม ประกอบด้วยสันทรายและหาดทราย เป็นที่ราบลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง และเป็นบริเวณที่ราบเกิดจากตะกอนลำน้ำทับถม เพราะเคยเป็นทะเลมาก่อน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ บริเวณเคร็งซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอชะอวดยังเป็นจุดแวะพักของผู้เดินทางเรือ และเส้นทางการค้าระหว่างนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ครั้นเส้นทางเรือค่อยตื้นเขินเพราะตะกอนดินทับถม จึงเป็นพรุขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ถึง ๑๙๕,๕๕๕ ไร่ จนทำให้บริเวณอำเภอหัวไทร เชียรใหญ่ ชะอวด ปากพนัง ของจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมไปถึงอำเภอระโนด จังหวัดสงขลากลายเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในภาคใต้เป็นเหตุให้บริเวณตำบลเคร็ง และบางท้องที่ที่ใกล้เคียงเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะบริเวณควนเคร็ง และควนชิงในตำบลเคร็ง มีหลักฐานบ่งว่าเพิ่งเป็นชุมชนขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ ปีที่ผ่านมา
จากทำเนียบข้าราชการนครศรีธรรมราช ครั้งรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๕๔ ท้องที่ของอำเภอชะอวดในปัจจุบันเรียกว่า ปรามบุรี มีหลวงพิชัยโยธา ธานิตภักดี ศรีสงครามศักดินา ๑๒๐๐ เป็นหลวงปรามบุรี เรียกบริเวณนี้ว่าที่ปราม-นาหมาก เป็นเมืองฝ่ายขวาของนครศรีธรรมราช ออกหลวงพินิจภักดีศรีราชเป็นอากรนาหมาก ถือศักดินา ๑๒๐๐ เช่นกัน มีหลวงพิชัยภักดีศรีสงคราม ศักดินา ๖๐๐ เป็นปลัดปรามและเมืองพินิจภักดีศรีสงคราม ศักดินา ๖๐๐ เป็นเมืองรองนาหมาก และในท้องที่ดังกล่าวนี้ ยังมีที่เคร็งเป็นที่พกหมากแต่ขึ้นกับท้ายวังฝ่ายซ้าย มีหมื่นภักดีนิตย์ ศักดินา ๔๐๐ เป็นนายที่เคร็ง (ดู เคร็ง, ตำบล)
เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๓๙-๒๔๔๙) ได้แบ่งการปกครองเมืองนครศรีธรรมราชเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๓๙ เป็น ๙ อำเภอ คือ อำเภอกลางเมือง อำเภอเบี้ยซัด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอกลาย อำเภอสิชล อำเภอลำพูน อำเภอฉวาง อำเภอทุ่งสง และอำเภอพังไกร
ตามหนังสือพระยาราชวรานุกูล ราชปลัดทูลฉวาง ที่ ๑๙๔/๒๗๕๓ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) กราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธ์ ราช-เลขานุการ อ้างถึงใบบอกพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ฉบับที่ ๑๑๔/๘๙๓ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๕ ว่า "พระยาสุขุมนัยวินิตได้ปฤกษากับพระยาศรีธรรมราชพระศิริธรรมบริรักษ์ปลัด จัดการแบ่งท้องที่ต่างๆ ในแขวงเมืองนครศรีธรรมราชเปนอำเภอๆ ตามที่พระยาสุขุมนัยวินิตเห็นด้วยเกล้าฯ ว่า จะเพียงพอแก่อำนาจกรรมการอำเภอจะปกครองได้ คิดประมาณที่ที่จะตั้งให้เป็นสูนกลาง เดินทางได้ตลอดในวัน ๑ และทั้งเป็นที่ทำเลที่มีราษฎรตั้งอยู่แน่นหนาด้วย... ได้ออกประกาศตั้งแขวงแล้ว ๒ ตำบล ซึ่งเป็นตำบลสำคัญในเมืองนครศรีธรรมราชคือ ๑ อำเภอเมือง ตั้งนายร้อยเอกนายเกดข้าหลวง ผู้ช่วยแทนกรมการอำเภอ นายจรเป็นปลัดอำเภอ พร้อมด้วยพนักงานคนเก่า ๒ อำเภอปากพนัง แต่เรียกว่า อำเภอเบี้ยซัด ตั้งให้ขุนพิบูลย์สมบัติแทนกรมการอำเภอ นายสาดเป็นปลัดอำเภอพร้อมด้วยพนักงานคนเก่า ตั้งต้นทำการตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๕ ไป... ในปลายเดือนธันวาคมนี้ พระยาสุขุมนัยวินิตจะได้รับพระราชทานตั้งอีกอำเภอ ๑ ที่ต่อกับเมืองสงขลา เมืองพัทลุง เรียกว่าอำเภอปราน จะตั้งให้ขุนพรหมรักษาเปนกรมการอำเภอ นายขำอำเภอเก่าเป็นปลัดอำเภอ พร้อมด้วยพนักงานสำรับเก่า แต่แขวงอื่นๆ นั้น ยังขัดออกไปไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ สถาน ๑ กำลังฝนชุกน้ำท่วมทุ่งหมด การไปมาลำบาก ๒ กำลังเลือกผู้ที่จะเป็นกรมการอำเภอยังไม่ได้... จึงจะได้จัดตั้งพร้อมกันทั้งหมด จำเป็นจะต้องให้แล้วเสร็จใน ร.ศ.๑๑๕ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการยุ่งยากในการเก็บภาษีอากรต่างๆ... และในปลายแม่น้ำปากพนังนี้ มีพวกจีนไหหลำไปตั้งเลื่อยไม้อยู่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่าที่ปราน ที่นี้เป็นสูนกลางของอำเภอที่ต่อกับเมืองสงขลา เมืองพัทลุง ซึ่งพระยาสุขุมนัยวินิตจะให้ขุนพรหมรักษาไปเปนกรมการอำเภออยู่ และกะเรียกว่า อำเภอปราน พระยาสุขุมนัยวินิตจะได้ออกไปจัดตั้งเอง ตรวจตราทำเลที่ที่เลื่อยไม้ เพราะที่ตำบลนี้มีไม้มาก ไม้ที่ใช้ในเมืองนครศรีธรรมราชอาไศรยที่นั้นมาก ด้วยล่องลงมาง่าย ทางข้างหลังเขาต้องอ้อมไปลงทางเมืองกาญจนดิฐ เป็นการลำบากยิ่งนัก"
จะเนื่องด้วยปัญหาขัดข้องอย่างไรไม่ปรากฏ เมื่อถึงร.ศ.๑๑๖ พระยาสุขุมนัยวินิต ได้มีใบบอกรายงานการจัดตั้งอำเภอ ๙ อำเภอ พร้อมบาญชีสำมโนครัวของอำเภอต่างๆเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ปรากฏชื่อ "อำเภอปราน" ดังกล่าวมา
แต่ตำบลต่างๆ รวม ๕ ตำบล ได้แก่ ตำบลชะอวด ตำบลท่าประจะ ตำบลท่าเสม็ด ตำบลวังอ่าง และตำบลเคร็งไปขึ้นอยู่กับอำเภอร่อนพิบูลย์ ทั้ง ๕ ตำบลนี้ เป็นถิ่นทุรกันดารอยู่ห่างไกลจากชุมชนที่เป็นตัวอำเภอชะอวดในปัจจุบัน การคมนาคมสมัยนั้นไม่สะดวก ติดต่อกันได้โดยทางรถไฟ และทางเรือระหว่างปากพนังกับชะอวด ต่อมาจึงมีเรือยนต์โดยสาร ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น ชาวชะอวดและต่างดำบลจึงต้องพึ่งพากันเองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้จึงพบว่าที่ตำบลเคร็งมีหมอดำแยผู้ชายอยู่มาก แปลกกว่าท้องถิ่นอื่นๆ (ยังมีชีวิตอยู่บ้างจนถึง พ.ศ.๒๕๓๘) เนื่องจากการติดต่อภายในพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้วิธีเดินเท้า ทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะฝ่ายป้องกันและปราบปราม จึงเป็นสาเหตุให้มีโจรผู้ร้ายชุกชุมแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๒๔๖๓ ทางอำเภอร่อนพิบูลย์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตั้งกองปราบปรามโจรผู้ร้ายขึ้นที่วัดหนองจิก เรียกว่า "กองกลาง" (อยู่ในหมู่ที่ ๒ ตำบลท่าเสม็ดในปัจจุบัน) โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศชั้น "ว่าที่นายสิบ" เป็นหัวหน้า มีพลตำรวจและกำนันผู้ใหญ่บ้านในท้องที่เป็นผู้ช่วยเหลือ แต่วัดหนองจิกอยู่ห่างจากสถานีรถไฟถึง ๓ กิโลเมตร การลำเลียงผู้ต้องหามาขึ้นรถไฟที่สถานีท่าเสม็ด (สถานีชะอวดในปัจจุบัน) เพื่อจะส่งไปอำเภอร่อนพิบูลย์ เป็นไปอย่างลำบาก ดังนั้นจึงย้าย "กองกลาง" จากวัดหนองจิกมาตั้งอยู่ที่ริมทางรถไฟใกล้ๆ กับสถานีท่าเสม็ดอยู่ห่างจากสถานีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๒๐๐ เมตร คือสถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอชะอวดในปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๖ ปรากฏตามหลักฐานในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๖ ในสมัยที่พระสุนทรวรนาถ (พร้อม ณ ถลาง) เป็นนายอำเภอร่อนพิบูลย์ และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สินเทพหัสดิน) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยความเห็นชอบของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ด้วยมีความประสงค์จะปราบปรามโจรผู้ร้ายให้สงบเรียบร้อย จึงดำเนินการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า "กิ่งอำเภอชะอวด" มี ๕ ตำบล คือ ตำบลเคร็ง ตำบลท่าเสม็ด ตำบลวังอ่าง ตำบลท่าประจะ และตำบลชะอวด
พ.ศ.๒๔๘๓ ได้ยุบเขตการปกครองซึ่งมีอยู่ ๕ ตำบล เหลือเพียง ๓ ตำบล คือ ตำบลเคร็งรวมกับตำบลท่าเสม็ด เรียกว่าตำบลท่าเสม็ด และรวมตำบลวังอ่างกับตำบลท่าประจะ เป็นตำบลท่าประจะ จึงมีตำบลในขณะนั้นเพียง ๓ ตำบล คือ ตำบลท่าเสม็ด ตำบลท่าประจะ และตำบลชะอวด
พ.ศ.๒๔๙๓ กรมการปกครองได้แยกตำบลออกเป็น ๕ ตำบลเหมือนเดิม
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๖ ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอชะอวดขึ้นเป็น "อำเภอชะอวด" และต่อมาได้แยกตำบลชะอวดไปตั้งเป็นตำบลบ้านตูล แล้วแยกตำบลบ้านตูลไปตั้งเป็นตำบลควนหนองหงส์ แยกตำบลท่าเสม็ดไปตั้งเป็นตำบลขอนหาด แยกตำบลท่าประจะไปตั้งเป็นตำบลเกาะขันธ์
สภาพทั่วไป
อำเภอชะอวด ขึ้นกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ประมาณ ๘๓๓.๐๔๔ ตารางกิโลเมตร อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๗๐ กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟ ๘๕๑ กิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอจุฬาภรณ์ และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอป่าพยอม และอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอทุ่งสงและอำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ลักษณะภูมิประเทศ อำเภอชะอวดมีสภาพพื้นที่บริเวณด้านตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม มีสภาพเป็นพรุ ส่วนบริเวณด้านตะวันตกเป็นที่ราบเชิงเขาและเทือกเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามสภาพพื้นที่แล้วสามารถแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้ดังนี้
๑. บริเวณที่ราบซึ่งใช้ในการทำนา ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ได้แก่ ตำบลขอนหาด ตำบลท่าเสม็ด และตำบลเกาะขันธ์
๒. บริเวณที่ราบลุ่มเนินทรายและที่พรุ มีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ มะพร้าว และทำนา ได้แก่ ตำบลชะอวด ตำบลบ้านตูล และตำบลเคร็ง
๓. บริเวณที่ราบภูเขา มีการทำนา ทำสวนยางพารา มีป่าไม้ แร่พลวงเงิน แร่พลวงทอง ได้แก่ ตำบลวังอ่าง ตำบลเขาพระทอง และตำบลควนหนองหงส์
จากสภาพพื้นที่ดังกล่าว ทำให้อำเภอชะอวดมีห้วย คลองเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ตื้นเขินและแคบ ใช้ในการระบายน้ำไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อฝนตกหนักเป็นเวลาหลายวัน ทำให้น้ำท่วมขังอย่างฉับพลัน และในช่วงหน้าแล้ง ห้วย คลองต่างๆก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ซึ่งในอำเภอชะอวดมีคลองที่สำคัญๆ หลายสาย ได้แก่
คลองชะอวด เดิมเรียกว่า คลองท่าเสม็ด เป็นคลองที่เกิดจากคลองต่างๆ ทางทิศตะวันตกไหลมารวมกันเป็นคลองชะอวด เช่น คลองไม้เสียบ คลองลาไม คลองเกียบ ฯลฯ คลองชะอวดเป็นคลองที่กว้างและลึก ไหลผ่านหลายตำบล เช่น ตำบลท่าประจะ ตำบลชะอวด ตำบลท่าเสม็ด ตำบลเคร็ง ไหลไปสู่อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร ลงสู่ทะเลที่อำเภอปากพนัง คลองชะอวดเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวชะอวด และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ที่เป็นทั้งแหล่งทำมาหากินและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ
คลองลาไม เป็นคลองที่เกิดจากห้วยต่าง ๆ ไหลมารวมกัน เช่น ห้วยไข่เน่า ห้วยตราบกอก ห้วยลูกฟาน ห้วยถ้ำพระ ฯลฯ ซึ่งเป็นห้วยเล็ก ๆ ด้านตะวันตกริมภูเขา ไหลมารวมกันเป็นคลองลาไม ผ่านตำบลวังอ่าง ตำบลเขาพระทอง ตำบลท่าประจะลงสู่คลองชะอวด
คลองบางกลม เป็นคลองที่เกิดจากห้วย คลองต่างๆบริเวณตำบลควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด และบริเวณอำเภอจุฬาภรณ์ มารวมกันเป็นคลองบางกลม ไหลผ่านตำบลบ้านตูล ตำบลชะอวด ลงคลองชะอวด
ลักษณะทั่วไปของภูมิอากาศ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเส้นศูนย์สูตรและคาบสมุทรซึ่งมีเทือกเขานครศรีธรรมราชเป็นแกนกลาง มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นปัจจัยสำคัญ ประกอบกับอำเกอชะอวดอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน แบ่งฤดูกาลได้ ๒ ฤดู ดังนี้
ฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อากาศค่อนข้างร้อนตลอดฤดูกาล
ฤดูฝน แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นช่วงที่ฝนตกหนาแน่น
ทรัพยากรธรรมชาติ อำเภอชะอวดมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ไม้หลุมพอ ไม้ตะเคียน ในเขตตำบลวังอ่างมีแร่ธาตุที่สำคัญ คือ แร่พลวงเงิน และที่ตำบลเขาพระทอง มีแร่ฟอสฟอรัส และแร่โดโลไมต์ ใช้ทำปุ๋ย ปัจจุบันไม่ได้นำมาใช้แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีป่าสงวนแห่งชาติ ได้แก่
ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนแก้ว ป่าคลองตม และป่าทุ่งลานแซะ มีเนื้อที่ ๑๑๖,๐๙๓ ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่ตดำบลวังอ่าง ตำบลเขาพระทอง และดำบลควนหนองหงส์ และมีพื้นที่บางส่วนเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งในขณะนี้กรมป่าไม้ได้ยกให้สปก. ดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้แก่ราษฎร เนื้อที่ ๖๘,๖๕๖.๒๕ ไร่
ป่าสงวนแห่งชาติ ป่ายางงาม มีเนื้อที่ ๑,๑๔๓ ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลท่าเสม็ด ปัจจุบันมีไม้ยางอยู่บางส่วน และได้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาปฏิรูปที่ดินไปทั้งหมด ๑,๑๔๓ ไร่
ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าในลุ่ม ป่ากุมแป และป่าพรุควนเคร็งมีเนื้อที่ ๕๔,๒๒๑ ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลบ้านตูล ตำบลชะอวด ตำบลขอนหาด และตำบลเคร็ง และได้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาปฏิรูปที่ดินไป ๔๕,๐๒๕ ไร่
อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า-เขาคราม มีเนื้อที่ประมาณ ๒๓,๑๒๕ ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลวังอ่าง ตำบลเขาพระทองและตำบลควนหนองหงส์
พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เนื้อที่ ๖๒,๕๐๐ ไร่ อยู่ในท้องที่ดำบลเคร็ง
การคมนาคม การคมนาคมระหว่างอำเภอชะอวดกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง สามารถเดินทางติดต่อได้สะดวก เส้นทางคมนาคมที่สำคัญ มีดังนี้
๑. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ สามารถเดินทางไปอำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอทุ่งสง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอป่าพยอม และอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
๒. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๔๐๑๘ ติดต่อกันภายในอำเภอ
๓. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๔๑๕๑ ติดต่อกันภายในอำเภอและติดต่อกับอำเภอเชียรใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
๔. ทางรถไฟสายใต้ ติดต่อกับอำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอทุ่งสง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
๕. การคมนาคมทางน้ำ มีคลองชะอวดเป็นเส้นทางที่สำคัญ ใช้ได้ตลอดฤดูกาล มีเรือบรรทุกสินค้าและเรือโดยสารระหว่างอำเภอชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง
อาชีพและสภาพเศรษฐกิจ
ประชากรส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ ๙๐ ประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น ทำนา ทำสวนยางพารา พืชไร่ สวนผลไม้ พืชผัก ตัดไม้ขาย และหาปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพรุ โดยใช้เครื่องมือขนาดเล็ก เช่น แห ข่าย ไซ สุ่ม กระชุในเขตอำเภอชะอวดมีโรงสีข้าว (พ.ศ.๒๕๔๐) ถึง ๗๒ โรง
การปศุสัตว์ ปี พ.ศ.๒๕๓๙ มีการเลี้ยงโค ๑๔,๑๕๖ ตัวกระบือ ๖๗๕ ตัว สุกร ๙,๔๐๐ เป็ด ๒๔,๕๔๐ ตัว ไก่ ๒๐๔,๒๒๘ ตัว
ประชากรมีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาทต่อปีต่อคน
สังคมและวัฒนธรรม
เนื่องจากประชากรในอำเภอนี้นับถือศาสนาพุทธประมาณร้อยละ ๙๔.๗ สังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นสังคมเกษตรแบบพุทธ ประเพณีและวิถีชีวิตชาวบ้านเป็นแบบเดียวกับอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีศิลปินพื้นบ้านที่เป็นหนังตะลุง โนรา เพลงบอก สืบทอดกันหลายสายตระกูลประเพณีที่สำคัญ เช่น ประเพณีเดือนสิบ การรดน้ำผู้สูงอายุในวันสงกรานต์ การทำบุญให้แก่บรรพบุรุษ เป็นต้น (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์)
ที่มา
https://db.sac.or.th/thailand-cultural-encyclopedia/detail.php?id=19216