25 มกราคม, 2567
ขนมต้มขนมประจำประเพณีลากพระ
ประวัติ และความเป็นมา
ประเพณีชักพระเป็นประเพณีทพราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมา สันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันได ทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดา มาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลานได้มารอรับเสด็จ อย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง ข้าไปถวายเป็น ที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิด ประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์
ประเพณีลากพระหรือชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ที่ยึดถือปฎิบัติกันมาอย่างยาวนานมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบเนื่องด้วยพุทธศาสนาซึ่งจะมีขึ้นหลังวันปวารณาหรือวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน คือตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ โดยการที่พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่วางอยู่บนพาหนะ เช่น เรือ รถ หรือล้อเลื่อน ที่เรียกว่า “พนมพระ” แล้วพากันแห่แหนชักลากไปตามถนนหนทางหรือลำคลองโดยสันนิษฐานว่าได้เกิดมีขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดียด้วยสืบเนื่องจากการที่มีธรรมเนียมนิยมนำเอาเทวรูป เช่น พระอิศวร พระนารายณ ออกแห่แหนในโอกาสต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลและอำนวยอวยพรให้อยู่สุขเป็นสุข ต่อมาพุทธศาสนาได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับมิติความเชื่อของพุทธศาสนา และเมื่อกาลที่พุทธศาสนาได้เผยแพร่ถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้นำประเพณีลากพระหรือชักพระเข้ามาด้วย ประเพณีลากพระหรือชักพระมีความเป็นมาที่เล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงออกผนวชได้ ๗ พรรษา และในพรรษาที่ ๗ นั้น ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา ๗ คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดาในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันทั้งหมด เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันไดทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลาน ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้างเข้าไปถวายเป็นที่โกลาหลมาก แต่ก็ถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติ แทนพระพุทธองค์ ซึ่งจะกระทำกันในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี สืบมาจนเป็นประเพณีลากพระในปัจจุบัน
ประเพณีลากพระหรือชักพระได้ถ่ายทอดมาถึงประเทศไทยในบริเวณภาคใต้ นับตั้งแต่ครั้งภิกษุชาวจีน ชื่ออี้จิง ได้จาริกผ่านคาบสมุทรมลายู เพื่อไปศึกษาศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. พ.ศ. ๒๑๑๔-๑๒๓๘ ก็ได้เห็นประเพณีการลากพระของชาวเมือง “โฮลิง” อันเป็นชื่อเดิมของเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้บันทึกไว้ว่า “พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีคนแห่แหนนำมาจากวัด โดยประดิษฐานจากรถหรือบนแคร่มีพระสงฆ์และฆราวาสหมู่ใหญ่แวดล้อมมา มีการตีกลองและบรรเลงดนตรีต่าง ๆ มีการถวายของหอมดอกไม้ และถือธงชนิดต่าง ๆ ที่ทอแสงในกลางแดด พระพุทธรูปเสด็จไปสู่หมู่บ้านด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ภายใต้เพดานกว้างขวาง ”จากหลักฐานในจดหมายเหตุของภิกษุอี้จิงนี้ทำให้นักวิชาการบางคนเชื่อว่าประเพณีลากพระในภาคใต้ มีมาแล้วตั้งแต่สมัยศรีวิชัยประเพณีลากพระของชาวใต้สมัยกรุงศรีอยุธยา เห็นว่าเป็นประเพณีที่ทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังปรากฏในเรื่องประทวนตราให้แก่พระครูอินทร์โมลีคณะป่าแก้ว หัวเมืองพัทลุงในปี พ.ศ. ๒๒๔๒ ว่า “แลเมื่อครั้งคณะป่าแก้วแต่ก่อนมีพระครูอันดับ ๖ องค์ ได้ช่วยการพระราชพิธีตรุศสารทแลงานลากพระถวายพระราชกุศล” และข้ออีกตอนหนึ่งว่า “แลราชการซึ่งเป็นพนัดแก่ขุนหมื่นกรมคณะป่าแก้วมีแต่หน้าที่เมืองเส้นหนึ่งแลการพระราชพิธีตรุศสารทแลงานลากพระเจ้าเมือง จะได้เบียดเสียดเอาข้าพระไปใช้ราชการนอกแต่นั้นหามิได้” เมืองนครศรีธรรมราชปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าอยู่บรมโกศ แม้แต่ผู้ตีกลองในงานลากพระก็ถือว่าสำคัญ จึงมีแจ้งไว้ในทำเนียบข้าราชการตกเป็นพระอัยการไว้ว่า “ขุนรันไภรีถือศักดินา ๒๐๐ พนักงานตีกลองแห่พระ” ตำแหน่งนี้มีมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งรัชกาลที่ ๒ ว่า “ขุนรันไภรีถือศักดินา ๒๐๐ พนักงานตีกลองแห่พระ” และก็ได้ถือปฏิบัติจนกลายเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน ชาวใต้มีความเชื่อว่าการลากพระจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือเป็นการขอฝน เพราะผู้ประกอบพิธีส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ประเพณีลากพระก่อให้เกิดวัฒนธรรมอื่น ๆ สืบเนื่องหลายอย่าง เช่น ประเพณีการแข่งขันเรือพาย การประชันโพนหรือแข่งโพน กีฬาซัดต้ม การทำต้มย่าง การเล่นเพลงเรือ เป็นต้น นอกจากนั้นประเพณีชักพระยังก่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันทำคุณงามความดี ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรมของหมู่คณะ นำความสุขสงบมาให้สังคม ประเพณีการลากพระเป็นพิธีบุญอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ ที่กระทำสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีหลายจังหวัดที่มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี เป็นต้น ก่อนถึงวันชักพระ ๑๐-๑๕ วัน ชาวบ้านและพระภิกษุจะช่วยกันจัดเตรียมทำเรือพระสำหรับที่จะลากกันอย่างหรูหรา ข้างบนทำเป็นบุษบกสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ในช่วงเวลาก่อนถึงวันชักพระประมาณ ๓ วัน จะมีการคุมโพนหรือคุมพระ ซึ่งก็คือการประโคม ฆ้อง กลอง และตะโพน เพื่อเป็นการซ้อมหรืออุ่นเครื่องและสร้างบรรยากาศอันคึกคักให้ชาวบ้าน ได้เตรียมตัวสำหรับกาลอันสำคัญนี้ ประเพณีลากพระหรือชักพระของแต่ละจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งจะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเฉพาะ เช่น การชักพระทางน้ำที่โด่งดังและมีชื่อเสียงก็อยู่ที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรืออำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นต้น การชักพระในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นทางน้ำโดยที่ชาวบ้านจะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร มาประดิษฐานบนเรือพระจากนั้นก็ค่อย ๆ ลากและแห่ไปตามแม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งจะผ่านชุมชนและบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง แต่การชักพระทางน้ำแบบนี้ชาวบ้านส่วนมากจะไม่สามารถเข้าใกล้เรือพระได้ใกล้ ๆ ซึ่งเวลาต้องการทำบุญด้วยอาหารหวานคาวก็จะค่อนข้างลำบาก จึงได้ใช้ขนมต้มหรือขนมปัด (ขนมชนิดหนึ่งทำด้วยข้าวเหนียวและห่อด้วยใบพ้อหรือใบลาน) โดยใช้วิธีการปาหรือขวางไปหรือที่ชาวปักษ์ใต้เรียกว่า "ซัดต้ม” หรือ "ซัดปัด" ต่อมาได้กลายเป็นประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ตามมา
ประเพณีลากพระหรือชักพระในปัจจุบันนั้นได้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและกาลเวลา เพราะเรือพระทุกวันนี้ส่วนใหญ่นิยมใช้รถยนต์ (กระบะ) ตกแต่งด้วยโฟมแกะสลักเป็นลวดลายไทย สีสันสวยงาม แต่ก็มีบางพื้นที่ยังคงใช้รูปแบบโบราณคือใช้คนลากเรือพระไปตามเส้นทาง เช่น ที่วัดมะม่วงหมู่ และขณะที่ลากเรือพระไปใครจะมาร่วมทำบุญด้วยการแขวนต้มบูชาพระ หรือร่วมลากตอนไหนก็ได้ เกือบทุกท้องถิ่นกำหนดให้มีจุดนัดหมาย เพื่อให้บรรดาเรือพระทั้งหมดในละแวกใกล้เคียง ไปชุมนุมรวมตัวในที่เดียวกันในเวลาก่อนพระฉันเพล ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาส "แขวนต้ม" และถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรได้ทั่วทุกวัดหรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โอกาสนี้จึงก่อให้เกิดการประกวดประชันกันขึ้นโดยปริยาย เช่น การประกวดเรือพระ การแข่งขันเรือพาย การเล่นเรือโต้แก้จำกัด การประกวดเรือเพรียวประเภทต่าง ๆ เช่น มีฝีพายมากที่สุด แต่งตัวสวยงามที่สุด หรือตลกขบขัน การประกวดเรือพระสมัยก่อนรางวัลที่ได้ก็มี เช่น น้ำมันก๊าด กาน้ำ ถ้วยชาม สบง จีวร เพราะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัจจุบันรางวัลจะให้เป็นเงินสด
ประเพณีชักพระ
ประเพณีชักพระ บางท้องถิ่นเรียกว่า "ประเพณีลากพระ " เป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวภาคใต้ ได้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย โดยสันนิษฐานว่าได้เกิดมีขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีพุทธตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผนวชได้ 7 พรรษา และ พรรษาที่ 7 นั้นได้เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นออกพรรษาแล้ว ยามเช้าของแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ในการนี้พุทธบริษัททั้ง 4 ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกา ซึ่งรอคอยพระพุทธองค์มาเป็นเวลานานถึง 3เดือน ครั้นทราบว่า พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ จึงได้รับเสด็จโดยการทำเรือพระเเละทำการตกเเต่งให้สวยงาม เพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า อีกทั้งได้นำภัตตาหารคาวหวานไปถวายด้วย ผู้ไปทีหลังนั่งไกล ไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารด้วยตัวเองได้ จึงใช้ใบไม้ห่ออาหารและส่งผ่านต่อ ๆ กันไป ซึ่งคาดว่าเป็นที่มาของการทำขนมต้มเเละนำไปเเขวนไว้ที่เรือพระ
ประเพณีชักพระ บางท้องถิ่นเรียกว่า “ประเพณีลากพระ ” เป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวภาคใต้ ได้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย โดยสันนิษฐานว่าได้เกิดมีขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีพุทธตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผนวชได้ 7พรรษา และ พรรษาที่ 7 นั้นได้เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นออกพรรษาแล้ว ยามเช้าของแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ในการนี้พุทธบริษัททั้ง 4 ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกา ซึ่งรอคอยพระพุทธองค์มาเป็นเวลานานถึง 3เดือน ครั้นทราบว่า พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ จึงได้รับเสด็จและได้นำภัตตาหารคาวหวานไปถวายด้วย ผู้ไปทีหลังนั่งไกล ไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารด้วยตัวเองได้ จึงใช้ใบไม้ห่ออาหารและส่งผ่านชุมชนต่อๆกันไป เพื่อขอความอนุเคราะห์ต่อผู้นั่งใกล้ๆ ถวายแทน บุญประเพณีลากพระ จึงมีขนมต้มหรือที่เรียกตามภาษาถิ่นว่า “ต้ม” เป็นขนมประจำประเพณีทำด้วยข้าวเหนียว ห่อด้วยใบไม้อ่อนๆ เช่น ใบจาก ใบลาน ใบตาล ใบมะพร้าว หรือ ใบกะพ้อ เป็นต้น
ประเพณีชักพระของชาวภาคใต้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ลากพระทางบก กับ ลากพระทางน้ำ
ชักพระทางบก คือการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนนบพระ หรือบุษบก แล้วแห่แหน ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น 2 สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้โพน ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง วัดส่วนใหญ่ ที่ดำเนินการประเพณีลากพระวิธีนี้ มักตั้งอยู่ในที่ไกลแม่น้ำลำคลอง
ชักพระทางน้ำ เป็นการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนบุษบก ในเรือ แล้วแห่แหนโดยการลากไปทางน้ำ ประเพณีลากพระ ที่มักกระทำด้วยวิธีนี้ เป็นของวัดที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองการลากพระทางน้ำจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย แหล่งลากพระน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง การชักพระทางน้ำของเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปลกกว่าที่อื่น คือ จะลากกัน 3 วัน ระหว่างแรม 8 ค่ำถึงแรม 10 ค่ำ เดือน 11 มีการปาสาหร่ายโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวมีการเล่นเพลงเรือ และที่แปลกพิเศษ คือ มีการทอดผ้าป่าสามัคคีในวันเริ่มงาน
เรือพระ
เรือพระ คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า "นม" หรือ "นมพระ" ยอดบุษบก เรียกว่า "ยอดนม" ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแล้วลากในวันออกพรรษา ลากพระทางน้ำ เรียกว่า "เรือพระน้ำ" ส่วนลากพระทางบก เรียกว่า "เรือพระบก" สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือ ให้คล้ายเรือจริง ๆ และต้องทำให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด จึงใช้ไม้ไผ่สานมาตกแต่งส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้ายเรือคงทำให้แน่นหนา ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือ แล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาค ใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดนาค กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว 1.50 เมตร เรียกว่า "ร้านม้า" ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก ซึ่งแต่ละที่จะมีเทคนิคการออกแบบบุษบก มีการประดิษประดอยอย่างมาก หลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจตุรมุข ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม "แทงต้ม" เตรียมหาในกระพ้อ และข้าวสารข้าวเหนียวเพื่อนำไปทำขนมต้ม "แขวนเรือพระ"
การอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนบุษบก
พระลาก คือ พระพุทธรูปยืน แต่ที่นิยม คือ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 พุทธบริษัทจะสรงน้ำพระและเปลี่ยนจีวร แล้วอัญเชิญขึ้นบนบุษบก แล้วพระสงฆ์จะ เทศนา เรื่อง การเสด็จไปดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ในตอนเช้ามืด ชาวบ้านจะมาตักบาตรหน้านมพระ เรียกว่า "ตักบาตรหน้าล้อ" แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน บนนมพระ
ลากพระบก
ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น 2 สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้โพน ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสาน เสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง ตัวอย่างบทร้องที่ใช้ลากพระ คือ อี้สาระพา เฮโล เฮโล ไอ้ไหรกลมกลม หัวนมสาวสาว ไอ้ไหรยาวยาว สาวสาวชอบใจ
พุทธบริษัททั้งหลายทราบข่าวต่างมาคอยต้อนรับเสด็จอย่างเนืองแน่น เพื่อจะคอยตักบาตร ถวายภัตตาหาร ดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งเป็นที่มาของประเพณี “ตักบาตรเทโว” ซึ่งบางคนไม่สามารถเข้าถวายภัตตาหาร เพราะมีคนอย่างล้มหลามที่จะถวายภัตตาหาร ด้วยศรัทธาแรงกล้าของผู้ที่เข้าไม่ถึงพระพุทธองค์จึงเกิดประเพณีทำขนมขึ้นชนิดหนึ่ง ห่อด้วยใบไม้ (ใบจาก ใบเตย) เรียก “ขนมต้ม” หรือห่อต้ม หรือห่อปัดก็เรียก สำหรับโยนและปาจากระยะห่างเข้าไปถวายได้ ซึ่งความจริงอาจเป็นความสะดวกในการนำพาไปทำบุญ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน และสะดวกต่อการนำพาไปกินเวลาหิวขณะลากพระ ตลอดจนการขว้างปาเล่นกัน (เรียกซัดต้ม)
ดังนั้นขนมต้มจึงถือเป็นขนมหลัก เป็นเอกลักษณ์ประจำเทศกาล ดังมีคำกล่าวว่า “เข้าษากินตอก ออกษากินต้ม” คือ ขนมประเพณีประจำเทศกาลเข้าพรรษา คือ ข้าวตอก ส่วนเทศกาลออกพรรษา คือ ขนมต้ม ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นการทำบุญออกพรรษาตามปกติ บางวัดมีการตักบาตรหน้าพระลากเพิ่มเป็นพิเศษ เรียก “ตักบาตรหน้าล้อ” ในตอนกลางคืนระหว่างที่มีพิธี “คุมพระ” (ประโคมพระลาก) อีกด้วย พอถึงวันแรม 11 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันออกพรรษา หลังจากทำบุญที่วัดตามปกติแล้วจะมีการลากพระต่ออีก 1-2 วัน อย่างสนุกสนาน มีเพลงลากพระร้องเล่นอีกด้วย
ก่อนถึงวันลากพระ คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมี “การคุมพระ” ที่วัด การคุมพระ คือ การตีตะโพนประโคมก่อนจะถึงวันลากพระประมาณ 10 – 15 วัน เพื่อเป็นการเตือนให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการลากพระ เพื่อปลุกใจชาวบ้านให้กระตือรือร้นร่วมพิธีลากพระ และเพื่อชาวบ้านจะได้มาช่วยกันเตรียมการต่าง ๆ ล่วงหน้า ผู้คุมพระได้แก่เด็กวัด และประชาชนที่อยู่ใกล้วัด การคุมพระจะมีทั้งกลางวันและกลางคืนติดต่อกันไปจนถึงวันลากพระ
ในช่วงที่มีการคุมพระ พระสงฆ์สามเณร และชาวบ้านจะช่วยกันเตรียมเรือพระ ซึ่งถ้าเป็นเรือพระบก จะหมายรวมถึง “นมพระ” หรือบุษบก ร้านไม้ และ “หัวเฆ่” หรือไม้ขนาดใหญ่ สองท่อน ในปัจจุบันมักใช้ล้อเลื่อน หรือรถแทน “หัวเฆ่” ถ้าเป็นเรือพระน้ำ จะหมายถึง “นมพระ” ร้านไม้ และลำเรือ ซึ่งอาจจะใช้ลำเดียวหรือนำมาผูกติดกัน 3 ลำ การเตรียมเรือพระ จะต้องทำให้เสร็จทันวันลากพระ
นอกจากการเตรียมเรือพระแล้ว ในส่วนของชาวบ้าน ถ้าเป็นการลากพระทางบก จะจัดเตรียมขบวนผู้คนที่จะลากพระ อาจจะจัดให้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เตรียมชุดเครื่องแต่งตัว เพื่อลากเรือพระ หรือมีชุดรำ ฟ้อนหน้าเรือพระ แต่ถ้าเป็นการลากพระทางน้ำ ชาวบ้านจะเตรียมการตกแต่งเรือพาย สรรหาฝีพาย ซ้อมเรือแข่งและเตรียมเครื่องแต่งตัวตามที่ตกลงกัน
นอกจากนี้ สิ่งที่ทุกครอบครัว จะต้องทำ คือ การเตรียม “แทงต้ม” หรือ “ทำต้ม” หรือ “ขนมต้ม” โดยต้องเตรียมหายอดกระพ้อไว้ให้พร้อมก่อนถึงวันลากพระ 2-3 วัน นำข้าวสารเหนียวแช่ให้อ่อนตัว แล้วผัดด้วยน้ำกระทิให้พอเกือบสุก จึงนำมาห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูป 3 มุม คล้ายฝักกระจับ แต่ละลูกมีขนาดโต-เล็ก ตามแต่ต้องการและตามขนาดของใบกะพ้อ เมื่อห่อเสร็จนำไปนึ่งให้สุกอีกทีหนึ่ง การทำต้มดังกล่าว เพื่อใช้ใส่บาตรหรือแขวนเรือพระเป็นพุทธบูชา
การลากพระเริ่มในตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันออกพรรษา และเริ่มลากพระเป็นวันแรก ประชาชนจะเดินทางไปวัดเพื่อนำภัตตาหารไปใส่บาตร ที่จัดเรียงไว้ตรงหน้าพระลาก บางทีจะอาราธนาพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ หรือบางทีรอให้พระฉันภัตตาหารเช้าเสียก่อนจึงอาราธนาก็ได้ การตักบาตรตอนเช้าตรู่วันนี้ บางท้องที่ เรียกว่า “ตักบาตรหน้าล้อ” ในบางท้องที่ที่วัดส่วนใหญ่อยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ทางวัดจะเตรียมรับภัตตาหารด้วยการสร้างศาลาเล็ก ๆ เสาเดียวไว้ริมน้ำหน้าวัด หรือถ้ามีศาลาหน้าวัดจะนำบาตรสำหรับรับอาหารไปวางไว้ เพื่อให้ประชาชนนำอาหารไปใส่บาตร ศาลาที่ตั้งบาตรเพื่อรับภัตตาหารนี้ เรียกว่า “หลาบาตร”
เมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ชาวบ้าน จะนิมนต์ พระภิกษุในวัดนี้ ขึ้นนั่งประจำเรือพระ พร้อมทั้งอุบาสก และศิษย์วัดที่จะติดตาม และประจำเครื่องประโคม โพน ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ แล้วชาวบ้านจะช่วยกันลากเรือพระ ออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าเป็นการลากพระทางน้ำ จะใช้เรือพายลาก ถ้าเป็นการลากพระทางบก จะใช้คนเดินลาก
เรือพระที่ลากเกือบทุกท้องถิ่นนิยมกำหนดให้มีจุดหมาย หรือที่ชุมนุมเรือพระ ทั้งการลากพระทางบก และการลากพระทางน้ำ เรือพระทั้งหมดในละแวกใกล้เคียงกันจะไปยังที่ชุมนุมในเวลาก่อนที่พระฉันเพล เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาส “แขวนต้ม” และถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุ-สามเณรได้ทั่วทุกวัด หรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่ชุมนุมเรือพระจึงเป็นที่รวมของประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมงาน
ขนมประจำประเพณีชักพระ
ขนมต้ม เป็นขนมประจำงานประเพณีชักพระ ที่มีความเป็นมาอันยาวนาน จากพุทธตำนาน ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนได้รับทราบกำหนดการเสด็จกลับ ของพระพุทธองค์ จึงได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่น พร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อๆกันเข้าไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้แล้วโยนไปใส่บาตรบ้าง
ชาวพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวใต้ ได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวมาประยุกต์และคิดค้นรูปแบบของขนมที่สอดคล้องกับพุทธประวัติตอนดังกล่าวขึ้น เรียกว่า "ขนมต้ม" ลักษณะการทำจะใช้ข้าวเหนียวผัดกับน้ำกะทิ เกลือ น้ำตาล ผัดให้น้ำกะทิแห้ง แล้วนำไปห่อด้วยยอดใบกระพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยมอย่างมิดชิดก่อนนำไปต้มหรือนึ่งจนสุก บางแห่งเรียกขนมต้มนี้ว่า "ข้าวต้มลูกโยน"
วัตถุประสงค์ของการทำขนมต้ม
เพื่อทำบุญเรือพระ ถวายแด่พระสงฆ์ และแจกจ่ายให้แก่คนลากพระและเพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นการทำบุญและทำทานไปในคราวเดียวกัน ปัจจุบันการทำขนมต้มในระดับครัวเรือนมีน้อยลง เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนไป ส่งผลให้แต่ละครัวเรือนไม่สะดวกจะทำขนมต้ม แต่ชาวสุราษฎร์ธานียังยึดมั่นในการทำใช้ขนมต้มในการทำบุญในงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าอย่างต่อเนื่อง ที่มาของขนมต้มในปัจจุบันอาจมาจากซื้อจากตลาดมากกว่าทำเองในครัวเรือน
แม้ว่าการทำขนมต้มในระดับครัวเรือนจะลดน้อยลง แต่วัดต่าง ๆ ที่ทำเรือพระยังคงสืบสานการทำขนมต้มในระดับชุมชนไว้ เนื่องจากการเคลื่อนเรือพนมพระสู่เป้าหมายจะต้องใช้คนเป็นจำนวนมากและใช้เวลานาน วัดจึงจัดทำขนมต้มสำหรับไว้เลี้ยงคณะลากเรือพระ ขนมต้มเป็นข้าวเหนียวจึงสามารถลดความหิวให้แก่คณะได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นแล้ววัดต่าง ๆ ยังทำมาเผื่อสำหรับบุคคลทั่วไปด้วย เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจของชาวหมู่บ้านที่มากับเรือพระ การทำขนมต้มในระดับชุมชนของวัดต่าง ๆ โดยวัดจะหาเจ้าภาพจัดหาข้าวเหนียว น้ำตาล ใบกระพ้อ ฯลฯ และเชิญชวนคนใกล้วัดมาช่วยกันห่อขนมต้มก่อนถึงวันชักพระ ปัจจุบันวัดที่ทำขนมต้มสำหรับคณะเรือพระ และพุทธศาสนิกชนอื่น ๆ ที่เด่นชัดที่สุดคือ "วัดท่าไทร ต.ท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี" ซึ่งมี พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำขนมต้มสำหรับสนับสนุนงานชักพระของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้จัดให้มีประเพณี "ห่อข้าวต้มลูกโยนวัดท่าไทร" ขึ้น
การริเริ่มประเพณีห่อข้าวต้มลูกโยนของวัดท่าไทร น่าจะจัดขึ้นมาพร้อมกับการจัดให้มีงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าของวัดท่าไทร แต่ที่จัดเป็นกิจกรรมใหญ่โตเด่นชัดที่สุด ก็เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอวาส ได้เชิญชวนพุทธบริษัทร่วมกันจัดทำข้าวต้มลูกโยนอย่างจริงจังขึ้นและจัดทำเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยในแต่ละปี จะใช้ "ข้าวสารเหนียว เขี้ยวงู" ประมาณ ๖๔-๙๙ ถัง ตามโอกาสที่เห็นสมควร ในแต่ละปีจะมีชาวบ้านหลายร้อยคนจากหลายอำเภอทั้งใกล้และไกล และจากต่างจังหวัดได้มาช่วยกันทำขนมต้มในวัดท่าไทร ในวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตั้งแต่เช้ามืดจนดึก เพื่ออนุรักษ์ประเพณี เพื่อฝึกเยาวชนและประชาชนให้รู้จักห่อข้าวต้มลูกโยน เพื่อความสามัคคีของประชาชน และเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาร่วมงานและทำบุญในงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จนกระทั่งมีคำพูดกันว่า "มาร่วมงานชักพระ-ทอดผ้าป่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว หากไม่ได้กินขนมต้มก็เหมือนกับไม่ได้มาร่วมงาน" และล่าสุด ในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๖ วัดท่าไทรได้กำหนดจัดทำขนมต้มเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยใช้จำนวนถังของข้าวสารเหนียวเขี้ยวงูที่ใช้ในการทำขนมต้ม จำนวน ๘๒,๘๓,๘๔,๘๕ และ ๘๖ ถัง ตามลำดับ
งานประเพณีห่อข้าวต้มลูกโยน(ขนมต้ม) ของวัดท่าไทร ได้มีการสืบสานอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า ๓๓ ปี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะศรัทธาและความเอื้ออารี ทั้งของพระเทพพิพัฒนาภรณ์(ชูชาติ กนฺตวณฺณมหาเถร) พระภิกษุสามเณร ศิษยานุศิษย์วัดท่าไทร และประชาชนพุทธบริษัททั้งใกล้ไกลที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณี "แทงต้ม".. ร่วมคิด ร่วมพูด ร่วมทำ ร่วมเผยแผ่ ร่วมอนุรักษ์ และร่วมบริจาคมะพร้าว ข้าวเหนียว น้ำตาล ถั่ว ใบกระพ้อ แก๊สหุงต้ม ไม้ฟืน ฯลฯ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตข้าวต้มลูกโยน "มรดกพุทธ มรดกใต้ มรดกไทย มรดกโลก มรดกมนุษยชาติ" ให้คงอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน … ดังนั้น หากจะพูดว่า "ขนมต้ม เป็นขนมแห่งศรัทธาและความเอื้ออารี" ก็คงจะไม่ไกลเกินจริง
ที่มา
กรมการศาสนา, นางวันดี จันทร์ประดิษฐ์, นายสุวรรณ กลิ่นพงศ์, พิธีกรรมและประเพณี,กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด,๒๕๕๒
กรมศิลปากร กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์(๒๕๓๗), ประเพณีชักพระ, กรมศิลปากร กรุงเทพฯ,๒๕๓๗
ครอบครัว หลาน เหลน โหลน คุณยายพยอม,กำเนิดประเพณีการทอดผ้าป่าของวัดท่าไทร และของจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ไม่ปรากฏชื่อโรงพิมพ,์ ซึ่งพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานประเพณีชักพระทอดผ้าป่าออกพรรษาของวัดท่าไทร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘.
จังหวัดสุราษฎร์ธานีและเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี, สูจิบัตรงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาว ประจำปี ๒๕๔๖ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, โรงพิมพ์สุวรรณอักษร, สุราษฎร์ธานี ๒๕๔๖
นายพร้อม ถาวรสุข, สุนทรพจน์ในงานแห่พระประจำปีของจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ๘ ตุลาคม ๒๔๙๒ ซึ่งพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานแห่พระประจำปี ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. ๒๔๙๓, โรงพิมพ์รัตนมีศรี, บ้านดอน สุราษฎร์ธานี, ๒๔๙๓
บุญโฮม ปริปุณณสีโล,พระมหา, คู่มืออุบาสกอุบาสิกาวัดท่าไทร, สุราษฎร์ธานี, ๒๕๔๐
บุญโฮม ปริปุณณสีโล,พระมหา,ประวัติพระครูดิตถารามคณาศัย(พลวงพ่อชม คุณาราโม) วัดท่าไทร, สุราษฎร์ธานี, ๒๕๔๓
บุญโฮม ปริปุณณสีโล,พระมหา,ประวัติประเพณีทอดผ้าป่าวัดท่าไทร, นสพ.กระแสข่าวทักษิณ ปีที่ ๑ ฉบับประจำเดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๗ หน้า ๑๒ คอลัมน์ศาสนา
ประเพณีไทย ฉบับพระมหาราชครู,กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์ ลูก ส.ธรรมภักดี, ๒๕๑๘
สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์,ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้, กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.๒๕๔๘
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี.ชักพระ-ทอดผ้าป่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี, โครงการมหัศจรรย์วัฒนธรรมศรีวิชัย ศิลป์ไทย ศิลป์ถิ่น ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี ๒๕๕๗ จังหวัดสุราษฎร์ธานี,๒๕๕๗
https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/6b251def
https://www.krabipao.go.th/tradition/detail/13/data.html
https://korn5875.wordpress.com
สถาพร คงขุนทศ. (2536). ประเพณีชักพระ. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร.