24 มกราคม, 2567
ข้าว อาหารในพิธีกรรม
ประวัติ และความเป็นมา
พิธีกรรมในสังคมการเกษตรเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา ดังจะปรากฏให้เห็นถึงพระภิกษุที่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีอยู่เนื่อง ๆ ดั้งเดิมแล้วพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวอยู่ในเกือบทุกขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว แต่ปัจจุบันพิธีกรรมหลายอย่างลดความสำคัญลง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิบัติ เช่นการลดความซับซ้อนในการเตรียมเครื่องประกอบพิธี ความเป็นทางการของการประกอบพิธีด้วยต้องอาศัยงบประมาณจากองค์กรปกครองในพื้นที่ ไปจนถึงการพัฒนาให้พิธีกรรมเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนจากภายนอกชุมชน
พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าว
พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าว การที่คนไทยบริโภคข้าวเป็นหลัก นำไปสู่การประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าว ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนเก็บเกี่ยวเสร็จ เนื่องจากการเพาะปลูกยังคงต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเป็นหลักจนกลายเป็นประเพณีบวงสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา พิธีเกี่ยวกับการปลูกข้าว มีทั้งพิธีของชนชั้นปกครอง และของชาวบ้าน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเพาะปลูก เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต พิธีกรรมมีดังนี้
ก. พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีหลวง ที่จัดขึ้นในช่วงก่อนฤดูทำนาในแต่ละปี เป็นการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ กับพระพุทธศาสนา เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้ราษฎรในการปลูกข้าว แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
ข. พิธีแรกนา ชาวนาในทุกภูมิภาคของไทย จะต้องประกอบพิธีบูชาเทวดา เจ้าที่เจ้านา บรรพบุรุษ และแม่โพสพ ทั้งนี้เพื่อเป็นมงคลแก่การเพาะปลูก สำหรับล้านนามีพิธีแฮกนา คือ ต้องเริ่มหว่านกล้า และปักดำเป็นครั้งแรกในบริเวณที่กำหนดไว้ ส่วนภาคอีสานจะมีพิธีเลี้ยงตาแฮก คือ เทวดาผู้รักษาที่นาของแต่ละครัวเรือน ก่อนการเพาะปลูกเจ้าบ้านต้องนำเครื่องเซ่นไปอธิษฐานที่ศาลตาแฮก ซึ่งเป็นเขตปลูกข้าวเสี่ยงทาย ถ้าข้าวในเขตนี้เติบโตแข็งแรง ก็แสดงว่าการทำนาจะได้ผลดี
ค. พิธีกรรมต่อเนื่อง เช่น พิธีทำขวัญข้าว เมื่อข้าวตั้งท้อง พิธีไล่น้ำ คือ บวงสรวงให้เทพดลบันดาลให้ระดับน้ำที่ท่วมสูง และลดต่ำลงโดยเร็ว จะได้เก็บเกี่ยวรวงข้าวที่แก่เข้ายุ้ง หลังจากนั้นจะมีพิธีรับขวัญข้าว และจบสิ้นฤดูกาลทำนาด้วยพิธีเผาซังข้าว
ข้าวในพิธีกรรมในอีกลักษณะหนึ่งอาจไม่เกี่ยวโยงกับวิถีทางการเกษตรโดยตรง แต่เป็นเครื่องประกอบพิธีสำคัญที่แสดงให้เห็นความกตัญญูของลูกหลานต่อสมาชิกในครอบครัว ดังปรากฏในพิธีสารท หรือความต้องการทำบุญถวายข้าวให้กับภิกษุสงฆ์ตามความศรัทธาของกลุ่ม
ทำขวัญข้าว
ประเพณีทำขวัญข้าวหลังเก็บเกี่ยวของชุมชนคลองบางซื่อ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องขวัญ ที่เชื่อว่าทั้งคน สัตว์ สรรพสิ่งต่างมี “ขวัญ” ประจำอยู่ เดิมทีมีการทำขวัญข้าวตั้งแต่เมื่อข้าวตั้งท้องและเมื่อขนข้าวขึ้นยุ้งฉาง ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านในชีวิตของข้าว จากการปฏิบัติในระดับครัวเรือน การทำขวัญข้าวกลายเป็นการทำบุญแบบรวมหมู่ มีการนิมนต์พระมาสวดมนต์ในตอนเย็น และเรียกขวัญในลักษณะที่เป็นการเวียนเทียน เช้ารุ่งขึ้นชาวบ้านนิมนต์พระมาสวดมนต์เช้าและถวายภัตตาหาร เป็นอันจบพิธี งานดังกล่าวยังคงจัดอย่างต่อเนื่องมากว่าสามสิบกว่าปีแล้ว ในระยะหลัง จัดงานอย่างเป็นทางการมากขึ้นจากงบประมาณที่ท้องถิ่นให้การสนับสนุน
ผู้สนใจสามารถเข้ารวมนิทรรศการออนไลน์ เรื่อง แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง สำหรับรายละเอียดของพิธีและวีดิทัศน์ที่ถ่ายทอดมุมมองของชาวบ้านต่อความเชื่อเรื่องขวัญข้าว
บุญคูณลาน
บุญคูณลาน เป็นการทำบุญขวัญข้าวที่นวดเสร็จและกองไว้แล้วในลานข้าว โดยแต่ละบ้านจะทำไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยวข้าวว่าแล้วเสร็จเมื่อใด วันที่จะขนข้าวขึ้นยุ้งฉางจะเป็นวันทำบุญคูณลาน ญาติพี่น้องให้มาร่วมทำบุญตอนเย็นของวันดังกล่าว มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ที่ลานข้าว จากนั้นเป็นมหรสพ เมื่อสว่างถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ ผู้ร่วมพิธีอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ตายแล้วตลอดจนเทพยดา บางแห่งจะมีการประกอบพิธีสู่ขวัญยุ้งฉาง เมื่อขนข้าวใส่ยุ้ง ทุกวันนี้ ข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวจะเป็นข้าวเปลือกที่สีข้าวจากรวงและใส่กระสอบ จึงไม่มีการทำบุญคูณลานดังเช่นแต่เดิม
กินข้าวห่อ กะเหรี่ยง
ประเพณีกินข้าวห่อเป็นประเพณีของชาวกะเหรี่ยงในแถบภูมิภาคตะวันตก จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ของทุกปี (ราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน) นับเป็นช่วงเวลาที่พืชผลกำลังงอกงามอุดมสมบูรณ์ และรอการเก็บเกี่ยว ทำให้มีเวลาว่างในการรวมญาติและเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีกินเวลาราว 2-3 วัน โดย 2 วันแรก เป็นการเตรียมทำข้าวห่อ โดยลูกหลานในชุมชนและที่เดินทางกลับจากแดนไกล
จากนั้น เป็นพิธีเรียกขวัญ ในตอนเย็นก่อนกินข้าวห่อหนึ่งครั้ง และตอนเช้าก่อนทำพิธีกินข้าวห่ออีกครั้ง แล้วจึงเป็นการผูกขวัญด้วยด้ายสีแดง สัญลักษณ์แทนความดีและความบริสุทธิ์ใจ หลังจากผูกข้อมือเสร็จ ทุกครัวเรือนต่างนำเครื่องเซ่นไปไหว้วิญญาณผีบรรพชน พร้อมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อให้ผีมากินข้าวห่อด้วย ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่หันมานับถือศาสนาพุทธ จึงนำข้าวห่อไปถวายแด่พระสงฆ์ที่วัดแทน บางหมู่บ้านนำประเพณีกินข้าวห่อมาส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้คนต่างถิ่นมาร่วมในพิธีกรรม
สารทพวน
ประเพณีสารทพวน คล้ายกับประเพณีสารทไทยหรือประเพณีบุญข้าวห่อหรือบุญข้าวประดับดินของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว คนไทยพวนในแต่ละแห่งจะจัดงานสารทพวนแตกต่างกัน ดังเช่น
- ชาวไทยพวน ในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายกจัดบุญข้าวห่อในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 9 ถึงเดือน 10 เรียกงานบุญ “ข้าวสะ” หรือข้าวสาก ลักษณะงานคล้ายกับสลากภัต ด้วยการนำกระจาดเครื่องไทยธรรมไปถวายพระ เพื่อทำบุญต่อบรรพบุรุษ
- ชาวไทยพวน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ จะจัดงานสารทในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 โดยทำบุญกระจาด ใส่ข้าวของเครื่องใช้อุทิศให้กับบรรพบุรุษ และนำห่อข้าวไปวางไว้ตามท้องนา เพื่อบูชาแม่โพสพ และก่อนงานจะช่วยกันกวนกระยาสารทเพื่อไปทำบุญถวายพระภิกษุที่วัดในวันรุ่งขึ้น
- ชาวไทยพวน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดนครสวรรค์ เริ่มเตรียมงานตั้งแต่คืนก่อนวันแรม 15 ค่ำ เดือน 9 โดยจะทำข้าวห่อที่ประกอบด้วยอาหารคาวหวาน ขนม แล้วนำไปวางบนธาตุหรือเจดีย์บรรจุอัฐิบรรพบุรุษ เพื่ออุทิศอาหารนั้นแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ จากนั้นจะไปปักตาเหลวในท้องนาพร้อมห่อข้าว เพื่อบูชาแม่โพสพ ในวันแรม 15 ค่ำ จึงนำภัตตาหารพร้อมกระยาสารทไปทำบุญที่วัด
ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม
“บุญข้าวหลาม” ของชาวลาวเวียงในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เกิดจากความศรัทธาในพุทธศาสนา มีการพบรอยพระพุทธบาทที่เขาดงยาง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัดสุวรรณคีรี เดิมทีชาวบ้านเดินเท้าเพื่อไปสักการะปิดทอง จึงได้ทำเผาข้าวหลามกันในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 3 เพื่อนำไปถวายพระและเป็นเสบียงสำหรับการเดินทางไปทำบุญในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา
ทุกวันนี้ กลายเป็นการจัดงานใหญ่ในระดับอำเภอที่มาจากการสนับสนุนของภาคราชการ โรงเรียนและเอกชน ภายในงานมีขบวนแห่รถตกแต่งข้าวหลามยักษ์และผลิตภัณฑ์ชุมชน การมาทำบุญของผู้คนอาจไม่ได้มีข้าวหลามติดมือมาเหมือนแต่ก่อน แต่คงเน้นการมาทำบุญในวันพระใหญ่หรือวันมาฆบูชา
ข้าว มีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานมาหลายยุคหลายสมัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศโดยมีการจารึกไว้บนหลักศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และยังมีพระราชพิธีโบราณมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยมีคติถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและสิริมงคลแก่เกษตรกรชาวนาของประเทศ
ต่อมาได้มีการจัดการปกครองแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ส่วนพระราชพิธีที่เกี่ยวกับการทำนาที่ยังคงถือปฏิบัติมาจนถึงรัชกาลในปัจจุบัน ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัล-แรกนาขวัญ หรือที่เรียกกันว่า พิธีแรกนาขวัญ เดิมเป็นพิธีทางพราหมณ์ แต่ต่อมาในสมัยพระบาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีพืชมงคลขึ้นอีกพิธีหนึ่งซึ่งเป็นพิธีทางพุทธ และทำล่วงหน้าก่อนพิธีแรกนาขวัญ 1 วัน เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่เกษตรกร
วิถีชีวิตคนไทย มีรูปแบบสอดคล้องกับธรรมชาติ อาศัยธรรมชาติ เชื่อในอำนาจของดิน ฟ้า อำนาจเหนือมนุษย์ นับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณ(ผี) ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองให้ผู้คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข ครั้นต่อมาได้รู้จักพระพุทธศาสนา ก็ได้น้อมนำความเชื่อถือศรัทธาต่อสิ่งทั้งสอง มายึดถือเป็นแบบแผนปฏิบัติ เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจสืบมา
ถ้าจะพูดถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในสังคมไทย อาจพูดได้ว่าหมายถึงพิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยทีเดียว เพราะพิธีกรรมที่มีความหมายมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากินและการทำมาหากินของคนไทยในสังคมไทยนั้น ตั้งแต่อดีตก็คือการทำเกษตรกรรม คือการเพาะปลูก ซึ่งก็ไม่พ้นการทำไร่ทำนานั่นเอง
นอกจากนั้นจะเห็นว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวทั้งหมดนั้น จริงๆ แล้วเป็นพิธีที่ทำขึ้นตามฤดูกาลซึ่งสัมพันธ์กับการเพาะปลูก ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำนาคือปัญหาเรื่องน้ำฝน เพราะว่าการทำนาในสังคมไทยในอดีตนั้นเป็นนาน้ำฝน เป็นนาที่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับธรรมชาติดินฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและมนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมได้ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องอาศัยอำนาจลึกลับไสยศาสตร์เรียกผีสางเทวดาให้มาช่วยปัดเป่าขจัดภัยอันตรายต่างๆ และวิธีการที่ทำกันก็คือ พยายามเอาอกเอาใจด้วยการเลี้ยงดูเอาใจ เช่นการไหว้ภูตผีหรืออำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติต่างๆ
จุดมุ่งหมายและความสำคัญของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวหรือเกี่ยวกับการเพาะปลูกนั่นแท้จริงแล้วนั่นเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น พิธีกรรมทั้งหมดหรือจุดประสงค์หลักของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของชาวบ้านนั่นเอง พิธีกรรมดั้งเดิมของสังคมไทยก่อนการรับพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดูเข้ามานั้น ก็คงเป็นเรื่องของความพยายามจะติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติหรือว่าผีนั่นเอง โดยเชื่อว่าผีมีอิทธิพลเหนือผลผลิตและต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจจะเรียกว่าใช้วิธีการทางไสยศาสตร์
ประชาชนชาวไทยมีประเพณีและพิธีกรรมหลักคล้ายคลึงกันทุกภาค แต่มีลักษณะและวิธีการแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละภาคโดยมีจุดเด่นสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆสะท้อนวัฒนธรรมการเกษตรจากขั้นตอนการทำนา ระบบเหมืองฝายเครื่องมือเครื่องใช้ พันธุ์ข้าว อาหารการกิน ศิลปะการแสดง และการละเล่นของชุมชนในท้องถิ่นแต่ละภาคของประเทศไทย
ในพิธีกรรมต่างๆ ของคนไทย โดยเฉพาะ พิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ การเปลี่ยนแปลงสภานะภาพของชีวิต จะมีข้าว เป็นส่วนประกอบสำคัญ บางพิธีใช้ ข้าวสุก บางพิธีใช้ ข้าวสาร และ บางพิธีก็ใช้เมล็ดข้าวเปลือกที่คั่วจนแตก ที่เรียกว่า ข้าวตอก ความผูกพันของข้าวกับคนไทยมีทั้งที่เกี่ยวข้องกับข้าวโดยตรงและได้จากการสะสมประสบการณ์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกัน เพื่อความอยู่รอด การเฉลิมฉลอง และการสร้างระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ข้าวยังถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ในพิธีกรรมต่างๆ คนไทยนิยมอวยพรด้วยการโปรยข้าวตอกดอกไม้เพื่อความเป็นสิริมงคล ในงานบุญประเพณีต่างๆ จะต้องมีขนมที่ทำจากข้าวที่เรียกกันว่า “ขนมข้าวต้ม” อันเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้
และเนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ข้าวจึงสามารถทำได้ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม ซึ่งอาหารเหล่านี้อาจได้มาจากเมล็ดโดยตรง หรือเมล็ดข้าวที่แปรสภาพแล้ว เช่น ข้าวตู ข้าวตอก ข้าวยาคู ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ข้าวแตน ข้าวหมาก ข้าวต้ม ข้าวทิพย์ ข้าวบิณฑ์ ขนมจีน ฯลฯข้าวจึงเป็นทั้งชีวิตจิตใจและบ่อเกิดวัฒนธรรมความเชื่อประเพณีมากมายหลายอย่าง อยู่คู่ชาวไทยมาช้านาน
พิธีกรรมที่ใช้ข้าวสุก เป็นส่วนประกอบสำคัญ ในพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชา ข้าวสุกเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสังเวย (เทวดา) และ เครื่องเซ่น (ผีและวิญญาณ) หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ผู้เข้าร่วมพิธีจะนำมารับประทานร่วมกัน ข้าวสุกจึงเป็นส่วนหนึ่ง ของการสมโภชเฉลิมฉลอง หรือเรียกกันว่า การบายศรีสมโภช ได้แก่
– บายศรีหรือข้าวขวัญ คือ อาหารที่อยู่ในกระทงใบตอง หรือ บายศรีตอง เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่รับมาจากพราหมณ์ซึ่งถือว่า ใบตอง เป็นเครื่องใส่อาหารที่บริสุทธิ์ที่สุด ต่อมาเพื่อให้สะดวกแก่การยกมาตั้งในงานพิธี เพราะอาหารมีมากชนิดจึงนำมารวมไว้ในชาม จึงเรียกว่า บายศรีปากชาม บายศรีปากชาม เป็นเครื่องประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชาของราชสำนัก และชาวบ้าน แต่เดิมต้องมีข้าวสุกเป็นส่วนประกอบสำคัญ เพราะเป็นส่วนย่อของอาหารที่นำมาร่วมพิธี จึงมีทั้งข้าวและกับข้าว เนื่องจากต้องมีข้าวเป็นอาหารหลัก จึงเรียกว่า ข้าวขวัญ นิยมใช้ประกอบพิธีทำขวัญต่างๆ ในภาคอีสารและภาคเหนือ เรียกว่า พาข้าวขวัญ
– ข้าวเสียแม่ซื้อหมายถึง ข้าวปั้นเป็นก้อนแล้วทาปูนขมิ้น เขม่า และคราม 3 – 4 ก้อน ทำให้ก้อนข้าวกลายเป็นสีแดง เหลือง ดำ และครามเหมือนย้อมสี บางคนจึงเรียกว่า ข้าวย้อมสี ในพิธีทำขวัญผู้ป่วย หมอขวัญจะนำก้อนข้าว ไปวนรอบตัวผู้ป่วย เป็นการปัดรังควาน แล้วโยนข้ามหลังคาเรือนไปทีละก้อน มอบให้แม่ซื้อ หรือเทวดาประจำตัวบุคคลนั้นๆ รับไป
พิธีกรรมที่ใช้ข้าวสาร มักเป็นพิธีกรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับ การขับไล่สิ่งไม่ดีให้หมดไป คนไทยมีความเชื่อว่าข้าวสาร เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถปกป้องจากสิ่งที่ชั่วร้ายได้ เช่น ใน พิธีดับพิษไฟ ของแม่ลูกอ่อนซึ่งเพิ่งอยู่ไฟมาได้ 15 – 30 วัน ในวันครบกำหนดที่แม่ออกจากการอยู่ไฟ จะเชิญผู้มีคาถาอาคมมาทำพิธีดับพิษไฟ โดยใช้ข้าวสาร เกลือ และน้ำมนตร์ธรณีสารสาดไปที่เตาไฟ บริเวณที่แม่นอนอยู่ และตามร่างกายของแม่ เพื่อขับไล่เสนียดจัญไร ภูตผีปีศาจ และสิ่งชั่วร้ายที่จะทำอันรายแม่ และทารกที่เพิ่งคลอด เช่นเดียวกับใน พิธีบุญกลางบ้าน ของคนไทยพวน ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จะนำข้าวสาร ข้าวเปลือก และดินเหนียวปั้น เป็นรูปคนแทนบุคคลในครอบครัว ใส่ในกระทงสะเดาะเคราะห์ ทำจากกาบกล้วยรูปสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า กบาล พร้อมด้วยขนมต้มขาว ขนมต้มดำ ขนมตำแดง พริก หอม กระเทียม กรวดทราย และหน้าคา หลังจากที่พระสงฆ์สวดสะเดาะเคราห์ ให้แก่คนในครอบครัวแล้ว จะนำกบาลไปวางไว้ที่ทางสามแพร่ง หรือในนาข้าว แล้วนำข้าวสาร ข้าวเปลือก กรวดทราย ไปหว่านรอบบ้านเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย การที่ข้าวในพิธีกรรมสื่อออกมาในรูปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสิ่งชั่วร้ายต้องเกรงกลัว น่าจะเป็นผลมาจากความเชื่อในเรื่อง แม่โพสพ เทพแห่งข้าวที่ช่วยรักษาข้าวในนา ให้พ้นจากศัตรูข้าว และผีที่คอยมากินข้าว และทำให้ข้าวในนาเสียหายได้ จึงเชื่อว่า จะสามารถช่วยเหลือ และปกป้องคุ้มครองคนได้เช่นกัน
พิธีกรรมที่ใช้ข้าวตอก เป็นพิธีกรรม ที่เกี่ยวกับคนตาย ในงานศพของชาวบ้าน เมื่อเคลื่อนศพออกจากบ้านไปวัน จะมีธรรมเนียมแห่ศพ โดยหน้าขบวนมีตนถือธงขาวนำ ซึ่งหมายถึง ความพ่ายแพ้แก่สังขาร ส่วนลูกของคนตาย จะโปรยข้าวตอกท้ายขบวนศพ ขณะโปรยพูดว่า “ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา” เชื่อว่าจะทำให้วิญญาณของคนตายกลับไปบ้านไม่ถูก เป็นกุศโลบายของคนโบราณ ที่ให้คนเข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตที่ไม่เที่ยง มีเกิดแล้วย่อมมีตายเป็นธรรมดา เมื่อตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นได้อีก เช่นเดียวกับข้าวตอกซึ่งเป็นข้าวที่คั่วแล้ว ไม่สามารถนำไปปลูกให้งอกขึ้นได้ ความคิดเดียวกันนี้ยังพบได้ใน เครื่องขมาของหลวงในงานพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งเจ้าพนักงานเชิญมาพร้อมกันกับเพลิงหลวง เครื่องขมา ประกอบด้วย ข้าวตอก 1 กระทง ดอกไม้ 1 กระทง ธูปเทียน และดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ ยังนำมาประกอบอาหารในพิธีกรรม ตามขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา ได้แก่
-ข้าวขวัญ -ข้าวบายศรี หมายถึงข้าวอันเป็นสิริ วางอยู่ในเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทง เป็นชั้นๆมีขนาดใหญ่ ด้านล่าง เล็กสอบ ขึ้นไปเป็นลำดับ เป็น 3ชั้น 5ชั้น 7ชั้นหรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยว่างอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี
-ข้าวแจก –ข้าวที่ทำบุญอุทิศส่วนกุสนให้คนตาย
-ข้าวต้มปัด(ข้าวปัด) -ข้าวเหนียวต้มที่ห่อด้วยใบไม้ เช่นใบมะพร้าวหรือใบเตย มักทำถวายพระ ในเทศกาลออกพรรษา(วันที่สิ้นการจำพรรษาแห่งพระสงฆ์ คือวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 11)
-ข้าวทิพย์ -ปรุงข้าวด้วยเครื่องกวน มีน้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำนม ถั่ว งา เป็นต้น
-ข้าวกระยาทิพย์ -นิยมใช้หญิงพรหมจารีกวนให้เข้ากัน มักทำในพิธีสารท(เทศกาลทำบุญสิ้นเดือน10)
-ข้าวบิณฑ์ -ข้าวสุกที่บรรจุในกรวยใส่ไว้ในพุ่มดอกไม้ ใช้ในการเซ่นบูชา
-ข้าวประดับดิน -ของเล็กๆน้อยๆที่นำไปบูชาตามต้นโพธิ์ และพระเจดีย์เวลาเช้ามืดใน
-ข้าวสาก เดือน9(ถิ่น-อีสาน)
-ข้าวเปรต –เครื่องเซ่นเปรตในพิธีตรุษสารท
-ข้าวผอกกระบอกน้ำ -ของกินเล็กๆน้อยๆ และมีกระบอกน้ำเล็กๆ กรอกน้ำแขวนกิ่งไม้ที่ทำขึ้น แล้วผูกไว้ที่บันไดเรือน ใช้ในพิธีตรุษ(เทศกาลเนื่องในวันสิ้นปี วันแรม 15ค่ำ เดือน 4)
- ข้าวพระ -ข้าวสำหรับถวายพระพุทธ
- ข้าวเภา -ข้าวในพิธีชนญชัยบายรับช้างเผือกของพราหมณ์พฤฒิบาศ คลุกด้วยสีเหลือง สีแดงแล้วปั้นเป็นก้อนๆ
-ขนมเข่ง -ทำด้วยแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลใส่กระทงใบตอง นึ่งให้สุก ทำในเทศกาลตรุษจีน(วันแรม 15 ค่ำ เดือน 4)และสารทจีน (สิ้นเดือน10)
-ขนมเทียน -ทำด้วยแป้งข้าวเหนียวใส่ไส้ถั่วเขียวปนเกลือ พริกไทย เรียกว่าไส้เค็ม ถ้าใส่ไส้หน้ากระฉีก เรียกว่า ไส้หวาน ทำในทศกาลตรุษจีนและสารทจีน
จะเห็นได้ว่าในวัฒนธรรมข้าว คนได้ใช้ข้าวเป็นสัญลักษณ์แทนชีวิต เพื่อสนอง และเตือนใจให้ระลึกถึงบุญคุณของข้าว ที่เลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนสอนให้เข้าใจถึง สัจธรรมของชีวิตที่สอดคล้องกับหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา มีเกิด มีดับ ไม่เที่ยง
ความสำคัญของข้าว
ในบรรดาธัญพืชด้วยกัน เช่น ข้าวสาลี (Wheat) ข้าวโพด (Corn) ข้าวฟ่าง (Sorghum) ฯลฯ นั้น ข้าวถือว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญมากที่สุดทั้งทางเศรษฐกิจและการบริโภคของประชากรทั้งโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย กล่าวคือ
1. มีความสำคัญต่อการบริโภคของประชากร เนื่องจากประชากรของโลกนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การผลิตอาหารสำหรับการบริโภคนั้นมีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้องการของประชากรโลก ที่กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก และกว่า 60% ของประชากรในแถบเอเชียที่มีความต้องการในการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักทุกวัน โดยเฉพาะประเทศไทยแล้วนิยมบริโภคข้าวมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก หรืออาจกล่าวได้ว่าประชากรของโลกบริโภคข้าวเฉลี่ย 118 กก.ต่อคนต่อปี ส่วนคนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ย 335 กก. ต่อคนต่อปี ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ต่อไปประชากรของโลกจะมีข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพราะการเพิ่มของประชากรปี ๆ หนึ่งมีมากกว่าการเพิ่มผลผลิตของข้าวในแต่ละปี ซึ่งไม่สมดุลกับการเพิ่มขึ้นของประชากรที่จำเป็นต้องบริโภคข้าวเป็นอาหารในแต่ละวัน ทั้งนี้เนื่องมาจากพื้นที่การผลิตมีอยู่จำกัด ไม่เพียงพอต่อการผลิตผลิตผลทางเกษตร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูงขึ้น
2. ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องมาจากความต้องการบริโภคข้าวของประชากรโลกมีสูงขึ้นในทุกปี แต่พื้นที่ในการผลิตข้าวกลับมีจำนวนจำกัด ทำให้ข้าวกลายเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศและของโลกด้วย กล่าวคือ ถ้าประเทศไทยผลิตข้าวได้เป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้มีข้าวเหลือเพื่อการส่งออกจำหน่าย ทำรายได้เข้าประเทศเป็นอย่างมาก เพราะคนต้องบริโภคข้าวทุกวัน และเพิ่มจำนวนผู้บริโภคข้าวก็เพิ่มจำนวนอยู่เรื่อย ๆ
สำหรับประเทศกสิกรรมที่ส่งข้าวออกจำหน่ายต่างประเทศนั้น จะสามารถส่งออกข้าวได้ก็ต่อเมื่อมีปริมาณข้าวเหลือพอจากการบริโภคภายในประเทศเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ
ความสำคัญของข้าวต่อประเพณี และวัฒนธรรมของคนไทย
ข้าว มีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานมาหลายยุคหลายสมัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศโดยมีการจารึกไว้บนหลักศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และยังมีพระราชพิธีโบราณมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยมีคติถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและสิริมงคลแก่เกษตรกรชาวนาของประเทศ
ต่อมาได้มีการจัดการปกครองแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ส่วนพระราชพิธีที่เกี่ยวกับการทำนาที่ยังคงถือปฏิบัติมาจนถึงรัชกาลในปัจจุบัน ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัล-แรกนาขวัญ หรือที่เรียกกันว่า พิธีแรกนาขวัญ เดิมเป็นพิธีทางพราหมณ์ แต่ต่อมาในสมัยพระบาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีพืชมงคลขึ้นอีกพิธีหนึ่งซึ่งเป็นพิธีทางพุทธ และทำล่วงหน้าก่อนพิธีแรกนาขวัญ 1 วัน เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่เกษตรกร
วิถีชีวิตคนไทย มีรูปแบบสอดคล้องกับธรรมชาติ อาศัยธรรมชาติ เชื่อในอำนาจของดิน ฟ้า อำนาจเหนือมนุษย์ นับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณ(ผี) ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองให้ผู้คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข ครั้นต่อมาได้รู้จักพระพุทธศาสนา ก็ได้น้อมนำความเชื่อถือศรัทธาต่อสิ่งทั้งสอง มายึดถือเป็นแบบแผนปฏิบัติ เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจสืบมา
ถ้าจะพูดถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในสังคมไทย อาจพูดได้ว่าหมายถึงพิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยทีเดียว เพราะพิธีกรรมที่มีความหมายมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากินและการทำมาหากินของคนไทยในสังคมไทยนั้น ตั้งแต่อดีตก็คือการทำเกษตรกรรม คือการเพาะปลูก ซึ่งก็ไม่พ้นการทำไร่ทำนานั่นเอง
นอกจากนั้นจะเห็นว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวทั้งหมดนั้น จริงๆ แล้วเป็นพิธีที่ทำขึ้นตามฤดูกาลซึ่งสัมพันธ์กับการเพาะปลูก ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำนาคือปัญหาเรื่องน้ำฝน เพราะว่าการทำนาในสังคมไทยในอดีตนั้นเป็นนาน้ำฝน เป็นนาที่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับธรรมชาติดินฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและมนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมได้ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องอาศัยอำนาจลึกลับไสยศาสตร์เรียกผีสางเทวดาให้มาช่วยปัดเป่าขจัดภัยอันตรายต่างๆ และวิธีการที่ทำกันก็คือ พยายามเอาอกเอาใจด้วยการเลี้ยงดูเอาใจ เช่นการไหว้ภูตผีหรืออำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติต่างๆ
จุดมุ่งหมายและความสำคัญของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวหรือเกี่ยวกับการเพาะปลูกนั่นแท้จริงแล้วนั่นเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น พิธีกรรมทั้งหมดหรือจุดประสงค์หลักของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของชาวบ้านนั่นเอง พิธีกรรมดั้งเดิมของสังคมไทยก่อนการรับพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดูเข้ามานั้น ก็คงเป็นเรื่องของความพยายามจะติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติหรือว่าผีนั่นเอง โดยเชื่อว่าผีมีอิทธิพลเหนือผลผลิตและต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจจะเรียกว่าใช้วิธีการทางไสยศาสตร์
ประชาชนชาวไทยมีประเพณีและพิธีกรรมหลักคล้ายคลึงกันทุกภาค แต่มีลักษณะและวิธีการแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละภาคโดยมีจุดเด่นสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆสะท้อนวัฒนธรรมการเกษตรจากขั้นตอนการทำนา ระบบเหมืองฝายเครื่องมือเครื่องใช้ พันธุ์ข้าว อาหารการกิน ศิลปะการแสดง และการละเล่นของชุมชนในท้องถิ่นแต่ละภาคของประเทศไทย
ความสำคัญของข้าวต่อวรรณกรรมไทย
ข้าว ธัญญาหารที่คนไทยทุกคนรู้จักมาแต่กำเนิดและเป็นธัญพืชที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่ครั้งอดีต จนอาจจะกล่าวได้ว่า “ข้าว” คือ ผลผลิตที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของชาวนาไทย และเป็นผลิตผลซึ่งเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงประเทศไทยมาแต่ครั้งโบราณมา โดยยังเป็นที่มาของตำนานเล่าขานเรื่องราวต่างๆ อันเก่าแก่ของประเทศอีกด้วย ข้าวจึงเป็นสิ่งที่ผูกพันและอยู่คู่กับสังคมไทยเสมอมา คนไทยทุกคนตั้งแต่เล็กจนโตจึงให้ความสำคัญในคุณค่าของข้าว
จากการที่ต้นข้าวอยู่คู่ชีวิตคนไทยมาตลอด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องราวตำนานต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับข้าวอยู่มากมาย คนไทยสมัยก่อนใช้ภาษาเป็นบทกลอน ถือเป็นสุภาษิต คติสั่งสอน หรือคำพังเพยแสดงสถานการณ์ความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นคำสั้นๆ คล้องจองมีความหมายและจดจำง่าย
-ใช้บอกระยะเวลาและทำการเปรียบเปรยอย่างสำนวน เช่น ชั่วหม้อข้าวเดือด เหมือนข้าวคอยฝน เป็นต้น
-ใช้บ่งบอกค่านิยม เช่น หนูตกถังข้าวสาร, ข้าวแดงแกงร้อน, ข้าวนอกนา, เลี้ยงเสียข้าวสุก เป็นต้น
-ใช้แสดงออกถึงความมั่นคง เช่น ข้าวเหลือเกลืออิ่ม เป็นต้น
-ใช้บอกถึงความมั่นคง เช่น ในน้ำมีปลาในนามีข้าว, อู่ข้าวอู่น้ำ, ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ, ชั่วนาตาปี, ตำข้าวสารกรอกหม้อ, ท้องยุ้งพุงกระสอบ, ข้าวเหลือเกลืออิ่ม, ข้าวขึ้นหม้อ, ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น
-ใช้บอกถึงความเป็นอยู่ เช่น กินข้าวหรือยัง, ชายข้าวเปลือก, หญิงข้าวสาร, ข้าวนอกนา, ข้าวแดงแกงร้อน, เลี้ยงเสียข้าวสุก, หนูตกถังข้าวสาร, กินข้าวสุกอย่าให้เสียข้าวสาร, กินน้ำตาต่างข้าว, ก้นหม้อข้าวไม่ทันดำ, ข้าวใหม่ปลามัน, บ้านนอกคอกนา, พัดที่นาคาที่อยู่, เอาหูไปนาเอาตาไปไร่, อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายเพราะอดเสน่หา, หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เป็นต้น รวมถึงสำนวนที่คุ้นหูอย่างเช่น หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว ทุบหม้อข้าว กินน้ำตาต่างข้าว เป็นต้น
นอกจากนี้ข้าวยังมีผลให้มีการละเล่น การร้องรำทำเพลงเกี่ยวกับข้าว เพื่อความบันเทิงรื่นเริงของหมู่คณะ เป็นเพลงพื้นบ้านต่างๆ เช่น เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงส่งฟาง และเพลงเกี่ยวข้าว เป็นต้น
ที่มา
https://thehumans.sac.or.th/sac/articles/24
https://kruwarut.com/?web=les03.2
https://thairicebuu.wordpress.com