24 มกราคม, 2567
อาหารในเทศการตรุษจีน
ประวัติ และความเป็นมา
ตรุษจีน เป็นวันสำคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า "กว้อชุนเจี๋ย" หรือ "กว้อเหนียน" เล่ากันว่าในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า "เหนียน" ออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน
ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของเหนียน ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุกๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูกเหนียนทำร้าย
ต่อมาพบว่าเหนียนก็มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเหนียนมาถึงหมู่บ้านมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกัน เมื่อเหนียนได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็ตกใจเผ่นหนีไป เมื่อเหนียนไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้นทำให้เหนียนตกใจและเผ่นหนีไปอีก
เมื่อเหนียนมาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้เหนียนต้องเผ่นหนีไปอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่าเหนียนจะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดังและไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัดเหนียนได้โดยไม่ยากนัก
เมื่อถึงวันที่เหนียนกลับมาอีกวนเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหนียนมาถึงในตอนเย็น เห็นทุกๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุกๆ
คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนานนั่นเองและถือฤกษ์เอาวันนี้เป็นวันปีใหม่หรือวันตรุษจีน
ปัจจุบันเทศกาลตรุษจีนจะมีกิจกรรมที่ทำกัน 3 วัน หลักๆ คือ
วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว
วันไหว้ คือ วันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ
ตอนเช้ามืด ไหว้ไป๊เล่าเอี๊ย เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์ 3 อย่าง (ซาแซ ได้แก่ หมูสามชั้นต้ม ไก่ เป็ด ปรับเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นได้ หรือมากกว่านั้นได้จนเป็นเนื้อสัตว์ห้าชนิด) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง
ตอนสาย ไหว้ไป๊เป้บ๊อ คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวานรวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว
ตอนบ่าย ไหว้ไป๊ฮ้อเฮียตี๋ เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเป็นสิริมงคล
วันเที่ยว หรือ วันขึ้นปีใหม่ (บางคนเรียกวันถือ) คือ วันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี (ชิวอิก) วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก
โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กา" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย
เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น
ส่วนอาหารไหว้เจ้าที่เป็นที่นิยมกันล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีความหมายมงคลทั้งสิ้น สามารถแบ่งได้ตามประเภท ดังต่อไปนี้
ความหมายของอาหารไหว้ ซาแซ-โหงวแซ
ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ขุนนาง ยศ และ ความขยันขันแข็ง ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
เป็ด หมายถึง สิ่งที่บริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย
ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์
หมู หมายถึง ความอุดมสมบรูณ์ มีกินมีใช้
ปลาหมึก หมายถึง เหลือกินเหลือใช้(เหมือนปลา)
ตับ เพื่อให้ก้าวหน้าในงานเพราะคนจีนแต้จิ๋วเรียกตับว่า "กัว"
ปลาหมึกแห้ง เพื่อให้มีหมึก หรือความรู้ เป็นการอวยพรให้เป็นบัณฑิต หรือผู้มีความรู้
ซาลาเปา หมายถึง "เปาไช้" แปลว่า "ห่อโชค"
ความหมายของ ผลไม้ไหว้
ส้มสีทอง หมายถึง มหามงคล โชคลาภ วาสนา
กล้วย หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา และขอให้มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง
แอปเปิ้ล หมายถึง โชคดีมีสุข สุขภาพแข็งแรง ความสันติสุข
สาลี่ หมายถึง โชคลาภมาถึง เงินทองไหลมาเทมา ( ควรระวัง ไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ )
องุ่น หมายถึง ความเพิ่มพูน งอกงาม
สับปะรด หมายถึง เรียกโชคลาภเข้ามา
ความหมายของขนมไหว้
ขนมเข่ง หมายถึง ความหวานชื่น ชีวิตมีความราบรื่น รูปลักษณ์มีความหมายของชะลอมที่เก็บของ เมื่อรวมกันกับความหวานชื่น จึงหมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์
ขนมถ้วยฟู หมายถึง ความเพิ่มพูน เฟื่องฟู
สาลี่(ขนม) หมายถึง ความเพิ่มพูน เฟื่องฟู (เหมือนขนมถ้วยฟู)
ขนมไข่ หมายถึง เพื่อให้เจริญเติบโต
ขนมเทียน หมายถึง เพื่อให้สว่างรุ่งเรือง ขนมเทียน ปกติ ขนมเทียนไม่ใช่ขนมของชาวจีนดั้งเดิม แต่เป็นขนมที่ถูกปรับปรุงขึ้นจากชาวจีนโพ้นแผ่นดินโดยดัดแปลงจากขนมท้องถิ่น(ของไทย) จากขนมใส่ไส้ เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิมาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน ความหมายของขนมเทียนจึงใช้ความหมายเดียวกับขนมเข่ง คือความหวานชื่น ราบรื่น ส่วนรูปลักษณ์ที่เป็นสามเหลี่ยมกรวยแหลม มีลักษณะมงคลในทางศาสนา คือ เจดีย์
จันอับ (จั๋งอั๊บ)หมาย ถึง "ปิ่นโต" ( "จั๊ง" หมายถึงชั้น, "อั๊บ" หมายถึงกล่อง) ความหมายรวมของ "จั๋งอั๊บ" คือ จึงหมายถึง ความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป
ความหมายของมงคลอื่นๆ
เม็ดบัว ความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด มีความหมายถึง เงิน
ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน
สาหร่ายดำ คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
หน่อไม้ คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข
และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในเทศกาลตรุษจีน ที่เชื่อว่าหลายคนรอคอยโดยเฉพาะเด็ก นั่นคือรอ "อั่งเปา" จากญาติผู้ใหญ่
ซึ่ง อั่งเปา หมายถึง ห่อสีแดง โดย คำว่า "อั่ง" แปลว่า สีแดง ส่วนคำว่า "เปา" แปลว่า ซอง ห่อในอดีตใช้ผ้าห่อสีแดง ใส่ของมงคลมอบให้แก่กัน เช่น ส้ม กำไลหยกและเงิน เป็นต้น ในปัจจุบันใช้แทนซองสีแดงหรือสีชมพูใส่เงินที่ผู้ใหญ่มอบให้ลูกหลาน
“ตรุษจีน” ต้องกิน “อาหารมงคล” "กินแล้วรวย" เสริมโชคลาภ จากความเชื่อตามประเพณีจีนโบราณที่ทุกวันนี้ยังปฏิบัติอยู่ มีอาหาร 7 อย่าง
ชาวจีนเชื่อเรื่อง อาหารมงคล เมื่อถึงปีใหม่หรือ ตรุษจีน ต้องรับประทานอาหารที่มีความหมายดี ๆ ร่วมกับครอบครัว ญาติมิตร โดยความหมายของชื่ออาหารนั้น สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กินแล้วรวย รวมถึงเป็นคำ “พ้องเสียง” ที่สื่อถึงความหมายดี ๆ และมี “รูปลักษณ์” สวยงาม สะท้อนถึงเงินทอง ทรัพย์สมบัติ
1 ปลา : ออกเสียง หยีว, หยู (鱼จีนกลางตัวย่อ) ปลาจะอยู่ในเมนูอาหารค่ำ และจะเริ่มกินในวันสิ้นปี (ก่อนวันขึ้นปีใหม่) เพราะเชื่อว่า เก็บความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ เพื่อเริ่มต้นปีหน้าอย่างราบรื่น และพอถึงวันปีใหม่ มื้อเย็นก็มักทำ ปลานึ่งทั้งตัว กินในครอบครัว
เมนูปลาก็ต้องเลือกชนิดที่ยอดนิยมคือ ปลาคาร์พ (ปลาตระกูลปลาตะเพียน, ปลาไน) ไซส์ขนาดกลาง (Crucian carp) เรียกว่า จี้หยีว (鲫鱼) พ้องเสียงกับคำว่า จี๋ (吉) แปลว่า “โชคดี” หรือ Mud carp (ปลาตะเพียน) ออกเสียงว่า หลี่หยีว (鲤鱼) “หลี่” พ้องเสียงกับ 礼 ออกเสียงเหมือนกัน แปลว่า “ของขวัญ” ความหมายคือปีใหม่จะได้พบสิ่งดี ๆ เรื่องที่มุ่งหวังจะสมปรารถนา
ยังมี ปลาดุก ออกเสียงว่า เหนียนหยีว (鲶鱼) พ้องเสียงกับ เหนียนหยีว (年余) แปลว่า “เพิ่มพูน” กินปลาในวันสิ้นปีกับวันขึ้นปีใหม่จึงเท่ากับ “ทวีคูณ” ในทุกปี
บางพื้นที่ในจีนมีวิธีกินปลาไม่เหมือนกัน เช่น ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซี นิยมกินปลาเป็นจานสุดท้ายในวันปีใหม่ ในบางพื้นที่ไม่กินหัวกับหาง จนกว่าจะถึงวันขึ้นปีใหม่ หมายถึงความหวังกำลังเริ่มต้นและจะจบลงด้วยดี
บางบ้านวางจานปลาโดยหันหัวปลาไปทางแขกหรือผู้สูงอายุ เป็นการเคารพ เมื่อเริ่มต้นรับประทานจะให้ผู้สูงอายุ (หรือแขก) กินก่อน บางบ้านเชื่อว่าตอนกินปลาห้ามเลื่อนไปมา คนที่นั่งตรงด้านหัวกับด้านหางเมื่อกินเสร็จแล้วจะต้องร่วมดื่มด้วยกัน เชื่อว่าจะพบโชคดี ประเพณีนี้ยังมีอยู่ในบางท้องถิ่น สะท้อนว่าการกินอาหารร่วมกันสร้างความรื่นเริง ความยินดีปรีดา
เมื่อสมาชิกในครอบครัวร่วมกันกินปลา จะพูดคำว่า เหนียนเหนียนโหย่วหยีว 年年有余 แปลว่า สมหวังมากกว่าที่หวังในทุกปี ๆ
2 เกี๊ยว : หมายถึงความมั่งคั่ง ออกเสียงว่า เจี่ยวจือ (饺子) ช่วงนี้เห็นดาราจีนออกมาโพสต์รูปกิน “เจี่ยวจือ” กันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นปีใหม่ ชาวจีนกินเกี๊ยวช่วงตรุษจีนมาตั้งแต่ 1,800 ปีก่อน ได้ชื่อว่าเป็นอาหารมงคล ยอดนิยมของคนจีนทุกภาค โดยเฉพาะคนภาคเหนือ แต่ เกี๊ยว ต้องทำเป็นรูปเหมือนก้อนเงินก้อนทอง หรือมีรูปร่างคล้ายเรือ หรือรูปทรงกลมเรียวคล้ายไข่ และปิดหัวท้าย ปีใหม่ยิ่งกินเกี๊ยวมากเท่าไหร่ก็หมายถึงมีเงินมากเท่านั้น
เกี๊ยวจะต้องห่อไส้หมูหรือเนื้อกับผัก ในแป้งเหนียวนุ่มเนื้อบาง ส่วนใหญ่นิยมห่อด้วยไส้หมูสับ กุ้ง ปลา ไก่บด เนื้อ และผัก ปรุงด้วยวิธีต้ม นึ่ง ทอด หรืออบก็ได้
คนจีนทุกบ้านทำเกี๊ยวเป็น แต่เมื่อถึง ตรุษจีน เกี๊ยว ต้องมีรูปร่างพิเศษหน่อย และมีข้อห้ามบางอย่าง เช่น ไม่ใส่ไส้ ผักดอง ในเกี๊ยว เพราะผักดองอ่านว่า “ซวานไช่” ซึ่งเป็นเกี๊ยวที่กินในวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ และหมายถึงความยากจนและอนาคตที่ยากลำบาก ในวันปีใหม่ต้องกินเกี๊ยวไส้เนื้อที่ชอบ และใส่ผักกะหล่ำและแรดิช (หัวผักกาดแดง)
เกี๊ยวแบบดั้งเดิม กินแล้วรวย ต้องไม่แบนไม่แฟบ จะหมายถึงความขาดแคลน บางบ้านใส่ด้ายสีขาวลงไปในชามเกี๊ยว และคนแรกที่กินจะมีอายุยืน บางครั้งก็ใส่เหรียญทองแดงลงไป ใครกินก็จะรวย และก่อนกินต้องเรียงให้สวยแต่ไม่เรียงเป็นรูปวงกลม เพราะหมายถึงชีวิตจะวนเวียนไม่ก้าวหน้า
เมื่อกินเกี๊ยวจะพูดว่า เจาไฉจิ้นเป่า (招财进宝) แปลว่า ยินดีกับความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติ ห่อเงินห่อทองได้ดังหวัง
3 ปอเปี๊ยะ : แปลว่า มั่งคั่ง ลักษณะของปอเปี๊ยะคล้ายกับเกี๊ยว คือการ “ห่อและคลุม” ออกเสียงว่า ชุนจ่วน (春卷 ) มีที่มาว่าชาวจีนนิยมกินปอเปี๊ยะในฤดูใบไม้ผลิ (ชุนแปลว่าฤดูใบไม้ผลิ) และเป็นอาหารมงคลตรุษจีน ด้วย โดยเฉพาะคนในภาคตะวันออก ได้แก่ เจียงซี, เจียงซู, เซี่ยงไฮ้, ฝูเจี้ยน, กว่างโจว, เสิ่นเจิ้น, ฮ่องกง ฯลฯ
ปอเปี๊ยะ เป็นอาหารกวางตุ้งรูปทรงกระบอกเหมือนรูปทองคำแท่ง ไส้ผักหรือเนื้อ และต้องเป็น ปอเปี๊ยะทอด เพื่อให้เป็นสีเหลืองทอง ตอนกินก็พูดว่า หวงจินว่านเหลี่ยง (黄金万两) แปลว่า ทองคำสองพันตัน
4 ขนมเข่ง : เหนียนเกา (年糕) คำว่า “เกา” พ้องเสียงกับความหมายว่า “สูง” หมายถึง ธุรกิจก้าวหน้า การงานสูงส่งยิ่งขึ้นทุกปี หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนด้วย เหนียนเกา หรือ ขนมเข่ง ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล มีหลายสูตร จะใส่เกาลัด อินทผลัม เม็ดบัว ฯลฯ สูตรใครก็สูตรมัน เป็นขนมโชคดีปีใหม่ที่ทุกบ้านต้องกิน
เวลากินพูดคำว่า เหนียนเหนียนเกา (年年高) ชีวิตดี ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นทุกปี
5 บัวลอย : ทางหยวน (汤圆) เป็นขนมประจำเทศกาลปล่อยโคม แต่คนจีนทางภาคใต้นิยมกินตลอดฤดูใบไม้ผลิ จากรูปกลม ๆ สื่อถึงความกลมเกลียว เป็นหนึ่งเดียวกัน เวลากินพูดว่า ถวนถวนหยวนหยวน แปลว่า กลม ๆ รวม ๆ กัน แปลว่า ครอบครัวสมัครสมานรักกัน
6 บะหมี่ : สื่อถึงความสุขและอายุมั่นขวัญยืน เป็น อาหารมงคล ที่คนจีนทุกที่นิยมกินในช่วงปีใหม่ เรียกว่า ฉางโซ่วเมี่ยน (长寿面) ตรุษจีน ต้องกินบะหมี่ที่ยาว ๆ (ฉาง) สื่อความหมายว่าคนที่กินจะมีอายุยืน บะหมี่อายุยืนมีวิธีทำแตกต่างจากบะหมี่ทั่วไปคือ ไม่ตัดเส้น จะปรุงแบบต้มกินกับน้ำซุปหรือทำบะหมี่ผัดก็ได้
7 ผลไม้แห่งความอุดมสมบูรณ์ : ผลไม้ตระกูล ส้ม ทั้งหลายเป็นผลไม้โชคดี กินช่วงตรุษจีนยิ่งโชคดี เช่น ส้มแมนดาริน ส้มเขียวหวาน ส้มโอ และต้องเลือกผลกลมเกลี้ยง ผิวสีเหลืองทอง สื่อถึงความร่ำรวย สุขสมบูรณ์
ส้มแต่ละชนิดเรียกชื่อแตกต่างกัน แต่ล้วนสื่อความหมายมงคล เช่น ส้มแทนจารีนเรียกว่า เฉิง (橙) พ้องเสียงกับคำว่า เฉิง (成) แปลว่า “สำเร็จ” ยังมีวิธีเขียนชื่อส้มอีกแบบว่า จวี๋ (桔) โดยในตัวอักษรประกอบด้วยคำว่า “จี๋” (吉) แปลว่า “มีโชค” ส้มโอ เขียนว่า โย่ว (柚) ออกเสียงใกล้เคียงคำว่า “โหย่ว” (有) แปลว่า “มี” และคำว่า โย่ว (又) หมายถึง “อีกครั้ง, ด้วย, ทั้งคู่”
ความหมายของอาหารไหว้วันตรุษจีน (โหงวแซ, ซาแซ)
1. ข้าว หมายถึง การระลึกถึงบรรพบุรุษ และบางตำราก็หมายถึงความมั่งคั่ง รำรวย
2. ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (ไก่เต็มตัว มีหัว ตัว ขา ปีก แสดงถึงความสมบูรณ์)
3. เป็ด หมายถึง สิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย
4. ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์
5. หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้
6. ปลาหมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา)
7. บะหมี่ยาวหรือหมี่ซั่ว หรือ ฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อหมายถึง อายุยืนยาว
8. เม็ดบัว หมายถึง การมีบุตรชายจำนวนมาก
9. ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน
10. สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวย
11. หน่อไม้ หมายถึง การอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก
ความหมายของขนมไหว้วันตรุษจีน
1. ขนมเข่ง คือ หวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ใส่ในชะลอม หมายถึง ความหวานชื่นสมบูรณ์
2. ขนมเทียน คือ ดัดแปลง จากขนมใส่ไส้ มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น เป็นกรวยแหลมมีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์
3. ขนมไข่ คือ ความเจริญเติบโต
4. ขนมถ้วยฟู คือ ความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู
5. ขนมสาลี่ คือ รุ่งเรือง เฟื่องฟู
6. ซาลาเปา หรือ หมั่นโถว คือ ไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค โดย หมั่นโถว มีแบบที่ทำจากหัวมัน เนื้อออกสีเหลือง และแบบไม่ผสมมัน เนื้อออกสีขาว นิยมทำให้แตกเหมือนดอกไม้บาน ถ้าลูกเล็กจะแต้มจุดแดง ลูกใหญ่จะปั๊มตัวหนังสือสีแดง เขียนว่า ฮก แปลว่า โชคดี ส่วนถ้ามีไส้ เรียก “ซาลาเปา” นิยมไส้เต้าซา แป้งไม่ผสมมัน หน้าไม่แตก มีตัวหนังสือปั๊มว่า เฮง แปลว่าโชคดี
จันอับ (จั๋งอั๊บ) หมายถึง ปิ่นโต หมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป ใช้ไหว้เจ้าได้ทุกประเภท ประกอบด้วยขนม 5 อย่าง คือ เต้ายิ้งปัง คือ ขนมถั่วตัด, มั่วปัง คือ ขนมงาตัด, ซกซา คือ ถั่วเคลือบน้ำตาล, กวยแฉะ คือ ฟักเชื่อม และโหงวจ๊งปัง คือ ขนมข้าวพอง
9 ความหมายของผลไม้ที่ใช้ในวันตรุษจีน
1. กล้วย ในภาษาจีนหมายถึง กำไร กวักโชคลาภ และขอให้มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง
2. แอปเปิ้ล ภาษาจีนเรียกว่า เผ่งท้อ ชื่อพ้องกับคำว่า เผ่งอัง แปลว่า สวัสดิมงคล ความสันติสุข สันติภาพ
3. สาลี่ ภาษาจีนเรียก ซัวตังไล้ ซึ่งซัวแปลว่าภูเขา มีความมั่นคง บางท่านกล่าวว่า ซัวก็คือจ่อซัว หรือคนไทยเรียกว่าเจ้าสัว มีเงินทองมากมายดั่งขุนเขา
4. ส้มสีทอง ชาวจีนเรียกว่าส้มไต่กิก หมายถึง ความสวัสดีมหามงคล จะทำให้โชคดี ร่ำรวย
5. องุ่นสีแดง ภาษาจีนเรียกว่า ผู้ท้อ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง กำไร ก้าวหน้าเฟื่องฟูในหน้าที่การงาน
6. สับปะรด ภาษาจีนเรียกว่า อั้งไล้ แปลว่า รอบรู้ รอบครอบ มองการณ์ไกล มีโชค
7. ทับทิม ภาษาจีนเรียกว่า เจี๊ยะลิ้ว สื่อถึงความหมาย มีลูกชายมาก ครอบครัวอบอุ่นมั่นคง
8. ลูกพลับ ภาษาจีนเรียกว่า เก่าจ้อ หรือ บี้ก้วย มีความหมายว่า จิตใจที่หนักแน่น มั่นคง ความขยันหมั่นเพียรเป็นที่ตั้ง
9. แก้วมังกร หมายถึง ความยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์