04 กรกฎาคม, 2568

แหล่งศิลปกรรมวัดเขาขุนพนม

แหล่งศิลปกรรมวัดเขาขุนพนม ที่ตั้ง วัดเขาขุนพนม ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ บ้านหลังเขา ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพหมคีรี จังหวัด นครศรีรรรมราช โดยตั้งอยู่บริเวณเส้นรุ้งที่ ๕ องกา ๓๑ลิปดา ๓๐ฟิลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๕๑ ลิปดา ๒๐ ฟิลิบดาตะวันออก ห่างจากตัวเมืองนกรศรีศรีธรรรมราช ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๖ จะมีทางเจ้าวัดเขาขุนหนม ๒ ทาง คือ ๑.จากสี่แยกนอกท่า ก.ม. ๒๐ จะมีทางแยกขวามือถนนวิริยานุศาสน์ (นอกท่า-น้ำแคบ )ระยะทาง ๓ กิโลเมตร (มีสะพานคอนกรีตข้ามคลองนอกท่า)ซึ่งไหลมาจาก พรรมโลก คลองนี้จะไหลผ่านทางทิศใต้ของวัดเขาขุนพนม ๒. ก.ม. ๒๒ ซอยสวนจันทร์ศรี ทางแยกขวามือ ระยะทาง ๓.๒ กิโลเมตร อาณาเขตวัด อาณาเขตของวัดเขาขุนพนม มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๒๗ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา ที่ดินทางทิศเหนือ กว้าง ๒ เส้น ๒ วา ทิศใต้กว้าง ๕ เส้น ทิศตะวันออกยาว ๘เส้น และทิศตะวันตก ยาว ๙ เส้น ทิศเหนือ จดคูน้ำ ทิศใต้ จดคูน้ำ ทิศตะวันออก จดคูน้ำ ทิศตะวันตก จดเขาขุนพนม
ประวัติการสร้างวัด วัดเขาขุนพนม ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นวัดโบราณวัดหนึ่ง สร้างมาแต่สมัยใดไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัด แต่จากการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมของโบราณสถาน พระอุโบสถ ใบเสมา และตลดดจนศิลปะ โบราณวัตถุสถานของสิ่งก่อสร้างบนเขาขุนพนม (บริเวณเพิงผาและบริเวณภายในถ้ำ) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของบริเวณวัด สันนิฐานได้ว่าวัดเขาขุนพนมน่าจะก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ๆ อาทิเช่น พระอุโบสถ และพระพุทธรูป ที่ประดิฐษสถานภายในพระอุโบสถ เป็นต้น คงจะได้รับการบูรณะมาหลายครั้ง และจากการบอกเล่าของผู้สูงอายุ ทราบว่าวัดนี้ได้รกร้างมาระยะหนึ่ง จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. 2475 หมื่นประสาน (เพชร) ผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านเกาะ ในขณะนั้น พร้อมด้วยราษฎร ได้ทำการบูรณะสิ่งก่อสร้างภายในวัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และพร้อมกับบูรณะพัฒนาวัดก็ได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนวัดเขาขุนหนมขึ้นด้วยพร้อม ๆ กัน หลังจากวัดนี้ได้รับการบูรณะ ตั้งแต่พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ก็ได้มีเจ้าอาวาสปกครองและมีพระภิกษุ-สามเณร จำพรรษามาตลอด และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้าง สิ่งสำคัญทางศาสนาเรื่อยมาจนปัจจุบันวัดเขาขุนพนมมีโบราณวัตถุสถานที่สำคัญ และตลอดจนอาคารที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและการการศึกษามากมายกล่าวคือ พระอุโบสถ หอระฆัง ศาลาการเปรียญ กุฎิ อาคารพิพิธภัณฑ์ มีสภาพบริเวณที่ร่มรื่น สงบสะอาด เป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาของประชาชนในท้องถิ่นและทั่วไป
ศิลปะโบราณวัตถุสถานและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัด พระอุโบสถวัดเขาขุนพนมเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคามุมด้วยกระเบื้องดินเผา มีขนาดเล็กกว่าอุโบสถโดยทั่วไป ส่วนฐานกว้าง 5.20 เมตร ยาว 11.20 เมตร ยกพื้นสูง 1.75 เมตร ฐานล่างล่างสุดของอาคาร เป็นฐานเขียงและลดระดับชั้นเป็นฐานสิงห์ (ลักษณะรูปปั้นคล้ายฐานสิงห์) และบัวคว่ำตามลำดับ ความสูงตั้งแต่ระดับพื้นภายนอกถึงระดับหลังขื่อ 4.10 เมตร มีบันไดทางขึ้นและประตูด้านทิศตะวันออก (ค่อนไปทางผนังด้านเหนือ) เพียงด้านเดียว รูปด้านผนังทางทิศตะวันออกมีช่องแสงสองลักษณะ เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมตอนบน และเป็นลักษณะห้าเหลี่ยม ส่วนระดับเหนือช่องแสง ทำเป็นช่องลมระบายอากาศ ในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง รูปด้านผนังทิศตะวันตกมีช่องแสงลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนึ่งช่องเหนือระดับนี้ขึ้นไปเป็นช่องลมระบายอากาศในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งทุกช่องเสา รูปด้านผนังทิศเหนือมีช่องหน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมหักมุมตอนบน และผนังส่วนล่างมีช่องระบายน้ำจากพื้นสู่ภายนอกอาคารเนื้อระดับนี้ขึ้นไป มีช่องแสงเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งและรูปด้านผนังทิศใต้เป็นผนังทึบไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสง และมีช่องลมระบายอากาศแบบเดียวกันกับด้านอื่น ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้น(พระประธาน) มีบัวปูนปั้นบรรจุอัฐิ จากการศึกษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมโดยทั่วไปของพระอุโบสถ จะเห็นว่าลักษณะของสถาปัตยกรรมที่นิยมก่อสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย และลักษณะ สถาปัตยกรรมพระอุโบสถแบบนี้มีอยู่ที่วัดชายนา อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกแห่งหนึ่ง บริเวณภายนอกของพระอุโบสถรายล้อมด้วยใบเสมาเหมือนพระอุโบสถโดยทั่วไปรวมแปดใบวางตั้งบนฐานย่อมุมไม้ 12 จากการศึกษารูปแบบของใบเสมาและฐานใบเสมา กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะรูปทรงที่รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางถึงสมัยพระเจ้าปราสาททองซึ่งอาจกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 22-23
ศิลปะโบราณวัตถุสถานบนเขาขุนพนม ทางด้านที่ตะวันตกของวัดเขาขุนพนมมีภูเขาขนาดย่อมลูกหนึ่งชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า“ เขาขุนพนม” ตอนบนของเขาลูกนี้ มีเพลิงผาและถ้ำ บริเวณเพลิงผาและถ้ำมีการก่อสร้างเป็นลักษณะกำแพงเมืองย่อส่วน เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน สูงประมาณ 2 เมตร มีซุ้มประตู ใบเสมา และทวารบาล ผนังกำแพงด้านนอกประดับด้วยถ้วยชามบนหลังกำแพงด้านทิศใต้มีเจดีย์ย่อมุมไม้ 12 สององค์และเพลิงฟ้าทางเข้าถ้ำด้านซ้ายมือหลังกำแพงประดิษฐ์พระพุทธรูปไสยาสน์ บริเวณหลังกำแพงด้านขวามือมีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นและเนินสูงทางด้านซ้ายมือของเพลิงผาเดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาท (ปัจจุบันนำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัด) โบราณสถานบนเขาขุนพนมได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดเมื่อพ.ศ. 2530 ศิลปะโบราณวัตถุสถานทั้งหมดบนถ้ำ ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในระหว่างอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากบริเวณเพิงผาและถ้ำแห่งนี้แล้ว คุณพนมยังมีถ้ำหลายแห่งด้วยกันซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าถ้ำที่กล่าวข้างต้น และแต่ละท่านทะลุติดต่อกันตลอด และภายในถ้ำเหล่านั้นมีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก
และต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 2533 กรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งล้านบาท (1,000,000 บาท) ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานภายในบริเวณวัดเขาขุนพนมและในการนี้ได้จัดทำบันไดนาคขึ้นสู่บริเวณที่ตั้งของโบราณสถาณ สำคัญบนเขาขุนพนม ทั้งนี้เพื่อจะได้เพิ่มความสำคัญและความเด่นสง่างามให้กับโบราณสถานดังกล่าวอีกทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ความเกี่ยวข้องกับภูเขาโลกนี้มีกลอนตอนหนึ่งที่เจ้าหญิงเกศนี(ธิดาของเจ้านราสุริยวงศ์) เขียนเพลงยาวของนายศรีจันทร์(พระยาตรังภูมิมาภิบาล(ศรีจันทร์) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช “ ขาวเหลืองเรืองศรีวิเชียรฉาย แสงสวาทมิได้ขาดที่วาวาย เสน่ห์ไม้วัชรรัตน์ อลงกรณ์ แสงสว่างกระจ่างแจ่มเนตร จันทร์ประเวศน์บนวิบูลย์สิงขร เม้นเรืองฤทธิ์เหมือนวิทยาธร จะขจรแหวกเมฆไปเพียงชม”
คำว่า “ วิบูลย์สิงขร” เป็นชื่อของภูเขาลูกหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเรียกกันสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และจากบทกลอนดังกล่าว มีผู้สันนิษฐานว่า “ วิบูลย์สิงขรฎ คือ ” เขาขุนพนม“ นั่นเอง การบอกเล่าสืบต่อกันมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้ากรุงธนบุรีตามประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตอนปลาย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระวิกลจริตสติฟั่นเฟือนเพราะสำคัญว่าทรงบรรลุโสดาบัน จึงทรงบังคับให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กลับไหว้พระองค์ ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายโดยทั่วไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ครั้งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก) จึงทรงสำเร็จโทษพระเจ้ากรุงธนบุรี
เหตุการณ์ตอนนี้มีผู้สันนิษฐานและอ้างหลักประกอบต่างกัน โดยสันนิษฐานว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมิได้ถูกสำเร็จโทษตามประวัติศาสตร์ เพราะมีการสับเปลี่ยนองค์โดยพระญาติ หรือทหารที่มีลักษณะคล้ายพระองค์ไปสำเร็จทดแทน แล้วพาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหนีไปเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อถึงนคร ก็ทรงผนวชและทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ประทับที่วัดเขาขุนพนมสวรรคต ในขณะที่ประทับที่วัดเขาขุนพนม ก็ได้ทรงเสด็จขึ้นไปประทับบริเวณเพิงผาและถ้ำเขาขุนพนม และก่อสร้างกำแพงป้อมไว้อย่างแข็งแรงดังปรากฏอยู่ในปัจจุบันแต่บางท่านสันนิษฐานว่าศิลปะโบราณวัตถุสถานบนถ้ำเขาขุนพนมมีความแตกต่างไปจากวัดอื่นๆถึงขนาดมีกำแพง -ป้อมปราการอย่างแข็งแรงนั้น หาได้เป็นเพราะสมเด็จพระพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปประทับที่นั่น แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นเพราะสมัยที่พระยาตรังภูมิบาล เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ท่านได้ไปพักผ่อนที่ถ้ำแห่งนั้นบ่อยๆ และกำแพงดังกล่าวคงจะสร้างขึ้นในสมัยที่พระยาตรังภูมาภิบาลเป็นเจ้าเมืองนครนั่นเอง อย่างไรก็ตามประวัติศาสนั้นไม่มีข้อยุติแน่นอนเสมอไป ย่อมเปิดโอกาสให้มีการค้นคว้าหาหลักฐานใหม่ใหม่มาเสนอได้เสมอ ถ้าหากหลักฐานของท่านผู้ใดดีกว่าและสมเหตุสมผลมากกว่าก็น่าจะเชื่อถือความเห็นของท่านผู้นั้น จนกว่าจะค้นพบหลักฐานใหม่ที่แน่นอน กว่าและสามารถตีความได้เป็นอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ต่อไป
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ของวัดเขาขุนพนมตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถเป็นอาคารหลายชนิดและจำนวนหลายชิ้น โบราณวัตถุส่วนใหญ่วางไว้ในลักษณะเก็บรวบรวมอย่างเป็นระเบียบ ยังจัดแสดงบนแท่นฐานอย่างถาวรและยังไม่ได้เปิดบริการให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ เหมือนกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติทั่วไป ทั้งนี้เพราะยังขาดทุนทรัพย์หรืองบประมาณในการจัดทำแท่นและตู้จัดแสดง แต่อย่างใดก็ตามคาดว่าศิลปะโบราณวัตถุทั้งหมด ที่ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้เก็บรวบรวมไว้นั้น คงจะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากผู้มีจิตศรัทธา และจะนำมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน นายบรรจง วงษ์วิเชียร หน่วยศิลปากรที่ 8 นครศรีธรรมราช เรียบเรียง ที่มา เอกสารประกอบการอบรมเผยแพร่ความรู้ เรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช วันที่ 18-19 กันยายน 2538 หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้มศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดพิมพ์