24 กรกฎาคม, 2568

โครงการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย ปูชนียสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช

ความเป็นมา ในวาระพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประเทศไทยได้จัด กิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวาง ประกอบกับมีการศึกษาค้นคว้าที่ให้ความสำคัญต่อการทำนุบำรุบำรุง พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาด้วย ประกอบกับในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๖ องค์การยูเนสโกโดยศูนย์มรดกโลกได้ขึ้นทะเบียนเบื้องต้น (Tentative List) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกเหตุดังนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จึงจัดสร้าง "พระพุทธสิหิงค์" ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไว้เพื่อเป็นปู่ชนีย สถานอีกแห่งหนึ่งควบคู่กับพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕๕ ซึ่งจะกลายเป็น "มรดกแห่งความทรงจำ" ของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และคณาจารย์ในยุคนั้น
วัตถุประสงค์ของโครงการ ๑. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม พุทธประวัติและปฏิบัติพุทธจริยา โดยเฉพาะประเพณีพระพุทธศาสนาของท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราชเช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในเดือนสาม ประเพณีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเดือนห้า และประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์ในเดือนหก เป็นต้น ๒. เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น โดยเน้นสำเนาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีรุ่นแรกๆ เกี่ยวพระพุทธศาสนาในภาคใต้ โดยเฉพาะสายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ๓. เพื่อเป็นพุทธบูชาในวโรกาสครบ ๒,๖๐๐ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา
เป้าหมายที่หวังให้เกิด ๑. เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อีกแห่งหนึ่งที่แผ่เข้ามาในคาบสมุทรภาคใต้ ตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สืบมาถึงปัจจุบัน ๒. เป็นพุทธสถานที่ใกล้ชิดกับนักศึกษาและเยาวชน (จะได้ใกล้ชิดศีลธรรมยิ่งขึ้น) โดยเน้นนิทรรศการถาวรพระพุทธสิหิงค์ เพื่อให้นักศึกษาและพุทธศาสนิกชนเรียนรู้ธรรมะผ่านพระพุทธรูป และเน้นการขยายที่ดินบริเวณที่สร้างพระพุทธสิหิงค์ เพื่อให้เป็น"สิหิงคมณฑล" ๓. เพื่อเป็น"ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น" สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม พุทธประวัติ และแหล่งฝึกปฏิบัติพุทธจริยา สำหรับให้นักศึกษา เยาวชน คณาจารย์ และพุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา
ปางและขนาด ๑. เป็นปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ทำด้วยปูนปั้น เจตนาที่จัดสร้างปางมารวิชัย ก็เพื่อให้เป็นรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าที่มีความหมายว่าทรงชนะมารภายในใจตนเอง และภายนอกตนเอง ซึ่งมีความหมายว่าการทำความดีใช่ว่าจะปราศจากอุปสรรค แต่ในที่สุดหากมีความมุ่งมั่นมานะพยายาม ธรรมะก็ย่อมชนะอธรรม หรือชนะมาร (หรือมารวิชัยนั่นเอง) ๒. เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง๙.๘๔ เมตร เพื่อให้เป็นที่จดจำจำรำลึกได้ว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะมีพระขนมพรรษาได้ ๘๔ พรรษา และให้มีความสูง ๒,๖๐๐เซนติเมตร ตามตัวเลขจำนวน ๒,๖๐๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้
หลักคิดในการออกแบบ ๑. การสร้างพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัยกำหนดให้เป็นหลักฐานสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของการขยายศรัทธาในพระพุทธศาสนา บนดินแดนคาบสมุทรภาคใต้โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างพระพุทธสิหิงค์ขนาดใหญ่ในช่วงสองทศวรรษ (พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๖๐) ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่นอำเภอพิปูน อำเภอลานสานสกาอำเภอขนอม และอำเภอเมือง แต่ละองค์ที่สร้างขึ้นล้วนอาศัยแบบพุทธลักษณะ "แบบขนมต้ม" ทั้งสิ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่าการประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัยในปีพุทธชยันตี (๒๕๕๕) มีความสัมพันธ์กับ พระพุทธสิหิงค์ในอำเภอต่างๆ ข้างต้น ซึ่งล้วนเป็นพุทธศิลป์สกุลช่างนครศรีธรรมราชทั้งสิ้น ๒. การสร้างผังสิหิงควิหาร กำหนดให้วางหน้าพระพุทธรูปและวิหารไปทางในแนวตะวันออก อันเป็นคตินิยมของการสร้างศาสนสถานของชาวพุทธ ๓. การสร้างบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณกำหนดให้วางทางทิศใต้ ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อในคติเรื่องชมพูทวีป ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของเขาพระสุเมรุ คตินี้สอดคล้องกับการก่อสร้างบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณที่มีในจังหวัดข้างเคียง เช่น พระเจดีย์สุวรรณมาลิก วัดราชประดิษฐาราม (วัดพะโคะ) อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา และพระเจดีย์ประธานแห่งวัดพระเจดีย์งาม อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นต้น ๔. การปลูกต้นโพธิ์ กำหนดให้ปลูกต้นโพธิ์อันเป็นไม้สัญลักษณ์พระพุทธศาสนาเอาไว้ห้าต้น ตามแบบที่พระนางสังฆมิตตาเถรีนำต้นโพธิ์จากพุทธคยา มาปลูกในประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศระพุทธศาสนา ให้แผ่กำจายไปทั่วภาคพื้นชมพูทวีปซึ่งในที่สุดก็กำจายมายังนครศรีธรรรมราชในพุทธศตวรรษที่ 18 ๕. การประดิษฐานองค์จตุคามรามเทพกำหนดให้สร้างรูปปั้นเทวดาคุ้มครององค์พระพุทธสิหิงค์ตามคติลังกา เรียกว่า "จตุคามรามเทพ" โดยอาศัยตามคติลังกา เรียกว่าจตุคามรามเทพ โดยอาศัยแบบจากวิหารพระทรงม้า ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
หลักการก่อสร้าง ใช้หลักการ ๔ ป คือ ๑. ประโยชน์นิยม หมายถึงการเน้นถึงคุณประโยชน์และคุณค่าของพระพุทธสิหิงค์เป็นหลักพยายามให้สิ่งที่สร้างสามารถให้ประโยชน์แก่พุทธศาสนา ทุกหมู่เหล่าและทุกวัยให้มากที่สุด ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายสถาน เช่น ประโยชน์ในการบำรุงจิต)การบำบัดจิตใจ การบูรณะจิตใจ การเรียนรู้และบูชาพระพุทธศาสนา เพื่อให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน เป็นต้น ๒. ประหยัดนิยม หมายถึงการเน้นความประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง การนำวัสดุเหลือใช้มาก่อสร้างในบางส่วน และการดูแลรักษาให้มีอายุใช้งานยืนยาว เพราะงานก่อสร้างครั้งนี้แทบไม่งบประมาณจากรัฐเลย มีก็แต่เงินทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งใกล้ไกล ทั้งที่อยู่ในและนอกจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องพยายามลด ค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามหารายได้อันเกิดจากการเก็บเศษวัสดุไปจำหน่าย เพื่อนำเงินที่ได้มาจุนเจือค่าก่อสร้าง เงินรายได้เช่นนี้เป็นการฝึกให้คณะทำงานรู้จักประหยัดไปในตัว ๓ ประยุกต์นิยม หมายถึงการพยายามที่จะประยุกต์คติความเชื่อและอุดมคติโบราณมาก่อสร้าง เช่น ๑) การนำ "คาถา เย ธมฺมา" อันเป็นคาถาโบราณเก่าแก่มาเป็นจารึกแผ่นสำคัญในสิหิงควิหาร ๒) การนำเนื้อความในพระพุทธประวัติจากวรรณคดีเรื่อง "พระปฐมสมโพธิกถา" มาสร้างเป็น บันไดทางขึ้นลงด้านหน้าของสิหิงควิหาร ๓) การนำเอาคติเรื่อง "นาค" ในวรรณกรรมไทยเรื่อง "เทวกำเนิด" มาสร้างเป็นราวบันได ๔) การนำข้อความว่าด้วยจตุคามรามเทพจากวรรณกรรมประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเรื่อง"ชินกาล มาลีปกรณ์" มาสร้างเป็นเทวดารักษาพระพุทธสิหิงค์ทั้งสี่ทิศ ๕) การนำโคลงบางบทจากวรรณคดีเรื่อง"นิราศนรินทร์" มาสร้างและตกแต่งประดับประดาแสง ไฟ เพื่อให้พระพุทธสิหิงค์โดดเด่นในเวลาค่ำคืนด้วยโดยเฉพาะบทที่ว่า " เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น พันแสง รินรสพระธรรมแสดง ค่ำเช้า เจดีย์ระดะแซง เสียดยอด ยลยิ่งแสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์" ๔. ปริยัตินิยม หมายถึงการศึกษาหัวข้อธรรมในแต่ละหมวดของคำสอนในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ จากนั้นจึงนำหัวข้อธรรมนั้นมาใช้ปฏิบัติการออกแบบก่อสร้าง เช่น ๑) สร้างบันไดให้มี ๕๒ ขั้น เพื่อหมายถึง"เจตสิก ๕๒" ประการ ๒) สร้างชานพักบันไดให้มี ๔ ชานเพื่อหมายถึง "อิทธิบาท ๔" ๓) สร้างกำแพงแก้วให้มี ๓๘ กำแพงเพื่อหมายถึง "มงคล ๓๘" ๔) สร้างเสาพญาหงส์ให้มี ๑๒ เสาเพื่อหมายถึง "ปฏิจจสมุปบาท ๑๒" ๕) สร้างโคมแสงสว่างให้มี ๑๕ โคมเพื่อหมายถึง "จรณะ ๑๕" หัวข้อธรรมเหล่านี้จะกลายเป็นแรงจูงใจหรือเส้นทางหรือบันไดให้ผู้พบเห็น ได้ไต่ไปหารายละเอียดของหัวข้อธรรมอื่นๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโอกาสหน้า เพื่อช่วยจรรโลงความสุขความพอเพียงให้แก่ตนเอง ครอบครัวและชุมชน ซึ่งสร้างความสุขและสันติภาพให้แก่ประชาคมไทยได้อีกนานเท่านาน
ระโยชน์พระพุทธสิหิงคมิ่งมหาชัย
๑. เป็นที่พึ่งทางใจและเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ที่ควรแผ่ขยายไปทั่วถิ่นดินแดนไทย ๒. เป็นพุทธสถานที่ใกล้ชิดกับนักศึกษาและเยาวชนเพื่อจะได้ใช้เป็นแหล่งฝึกและเรียนรู้ธรรมะผ่านพระพุทธสิหิงค์ ที่มาของชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ ชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้พระครูพิพัฒน์ธรรมานุศาสก์ เจ้าอาวาสวัดหลวงครู อำเภอพรหมคีรีจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน๒๕๕๗ ขณะที่เป็นประธานสงฆ์ในพิธีทอดผ้าป่าสามัคดีในวันนั้น พระครูพิพัฒน์ธรรมานุศาสก์ เป็นชาวอำเภอพรหมคีรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต และพุทธศาสนบัณฑิต เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตรได้ศึกษาทางธรรมคู่กับทางโลก เมื่อครั้งที่ตั้งชื่อนี้สำเร็จ การระดับมหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่าง ศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต
เจตนารมณ์สูงสุดของการสร้าง เพราะเห็นว่า "พระพุทธสิหิงค์" เป็นพระพุทธปฏิมารุ่นโบราณ ขนานแท้และดั้งเดิมที่รู้จักกันทั่วทั้งใน แผ่นดินนครศรีธรรมราชและแผ่นดินไทย จากจำนวนพระพุทธปฏิมาที่มีในประเทศไทย "พระพุทธสิหิงค์" เป็นพระ พุทธปฏิมาที่มีความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมานานกว่า ๘๐๐ ปี เพราะเห็นว่า "พระพุทธสิหิงค์ "องค์นี้มีตำนานอันเป็นสายสัมพันธ์อันดีระหว่างอาณาจักรศรีลังกากับอาณาจักรนครศรีธรรมราชที่ผูกพันร้อยรัดมานานก่อนจะเกิดอาณาจักรสุโขทัย จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "พระสีหมปฏิมา" ซึ่งตำนานเมืองนครศรีธรรมราชระบุว่าได้ข้ามมหาสมุทรอินเดีย มาขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราชในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ เพราะเห็นว่า "เขามหาชัย"เป็นหมุดหมายของแผ่นดินนครศรีธรรมราชที่แลเห็นได้แต่ไกล ทั้งจากแผ่นดิน แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้า ผู้คนไม่น้อยจากสารทิศเคยมาสร้างประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ณ ที่นี่มาแล้ว จวบจน ปัจจุบันภูเขาลูกนี้กลายเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาที่มีชื่อว่า "มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช" เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้เพื่อเป็น "ปูชนียสถาน"สำหรับเป็นเครื่องทำนุบำรุง สืบสาน ถ่ายทอดคุณค่า สร้างสำนึกความภูมิใจในศาสนาและวัฒนธรรมของชาติบ้านเมืองแก่นักศึกษาและประชาชน ให้สามารถสร้า’ หรือพัฒนาองค์ความรู้ทางศาสนาและวัฒนธรรมไทยไปสู่สากลในอนาคต เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้เป็น "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้"ประวัติและเอกลักษณ์ของพระพุทธสิหิงค์ที่มีสาย สัมพันธ์ทางศาสนากับประเทศศรีลังกามาแต่ครั้งโบราณ เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้ใช้เป็นเสมือน "โซ่ธรม" ที่คล้องใจของพุทธศาสนิกชนให้คงมั่นอยู่สืบไปชั่วกับชั่วกัลป์ (ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์คำกล่าวในพิธีวางศิลาฤกษ์พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕)