23 กรกฎาคม, 2568

พระพุทธสิหิงค์จำลองรุ่นสำคัญในนครศรีธรรมราช

จากหลักฐานสำคัญที่ว่าด้วยพระพุทธสิหิงค์ซึ่งปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง "ชินกาลมาลีปกรณ์" อันเป็นผลงานการรจนาของพระรัตนปัญญาเถระ เมื่อพ.ศ. ๒๐๗๑ ทำให้เราได้ทราบว่าพระพุทธสิหิงค์ทุกองค์ (ทั้งในเชียงใหม่หรือล้านนา และนครศรีธรรมราช) ต่างก็มีพุทธลักษณะร่วมกันห้าประการ คือเป็นพระพุทธรูป ขัดสมาธิ ปางมารวิชัย พระวรกายสั้นและพระอุระอูมพระพักตร์กลมป้อม เม็ดพระศกกลมเป็นก้นหอย พระ เกตุมาลาเป็นรูปบัวตูมหรือลูกแก้ว และครองจีวรห่มดอง มีชายสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถันเล็กน้อย ซึ่งเรียก กันว่า "เบญจลักษณ์" เมื่อมีการหล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์ขึ้นในชั้นหลัง ช่างจึงได้ถ่ายทอดพุทธลักษณะห้าประการนี้ เอาไว้ตลอดมา ทำให้พระพุทธสิหิงค์ที่จำลองขึ้นนี้ได้แพร่หลายไปทั่วทุกภาค โดยเฉพาะในภาคใต้ ได้มีการ สร้างจำลองไว้เป็นจำนวนมากด้วยรูปทรงที่เรียกว่า"พระขนมต้ม" "ขนมต้ม" เป็นขนมที่ทำจากข้าวเหนียว มูลด้วยน้ำกะทิแล้วห่อด้วยในกะพ้อ แล้วดึงโคนให้แน่น เป็นรูปสามเหลี่ยม จากนั้นจึงนำไปต้มให้สุก นิยมทำกันในวันออกพรรษา เฉพาะพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช (หรือพระขนมต้ม)ได้มีการสร้างจำลองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๓ เป็นต้นมา ถึงปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราชมีจำนวนมากรุ่น ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะรุ่นสำคัญและ สืบค้นได้ในเวลานี้
๑. พระพุทธสิหิงค์รุ่นพระจอมเกล้าฯทรงสร้าง (พ.ศ.๒๔๐๒) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงจาก กรุงเทพฯลงมาถ่ายภาพ ไปทำพิมพ์หล่อพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (เจ้าพระยานครศรีธรรมราช -น้อยกลาง) เมื่อ พ.ศ.ศ.๒๔๐๒ เพื่อจะไปทรงบูชาในพระบรมมหาราชวัง ใน การจำลองครั้งนี้ พระองค์เจ้าหญิงปัทมราช (ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงเรียก "ป้านุ้ยใหญ่") เป็นผู้ดำเนินการหล่อ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อหล่อและตกแต่งเสร็จ ได้อาราธนาพระ ศรีสุธรรมมนีนำขึ้นถวาย เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอกพ.ศ.๒๔๐๓ จึงเรียกพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ว่า "พระ พุทธสิหิงค์รุ่นพระจอมเกล้าฯทรงสร้าง" เนื้อความข้างต้นมีปรากฏในพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ ๓ ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีถึงพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช
๒. พระพุทธสิหิงค์รุ่นกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ทรงสร้าง เป็นพระพุทธสิหิงค์ที่พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สร้างขึ้น ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ ราชเดช เขียนไว้ในเรื่อง "เจ้าฟ้ากับศาลเตี้ย" ตอนหนึ่งว่า เจ้าฟ้าฯกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ทรงมีพระประสงค์ จะทรงหล่อพระพุทธสิหิงค์ไว้เพื่อทรงสักการะที่วังสักองค์หนึ่ง แต่เนื่องจากพระพุทธสิหิงค์มีให้เลือกหลายแบบ ก่อนจะตัดสินพระทัยได้ไปทอดพระเนตรพุทธลักษณะพระสิหิงค์ทั้งสามแบบ คือที่เชียงใหม่ แล้วเสด็จกลับมา พิจารณาลักษณะเด่นที่กรุงเทพมหานคร และลงไปที่นครศรีธรรมราช ในที่สุดจึงตกลงพระทัยรับสั่งให้ช่าง หล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชไว้สักการบูชา การหล่อจำลองครั้งนั้นมีจำนวนหลายองค์ ปัจจุบันยังพอจะหาดูได้อยู่
๓. พระพุทธสิหิงค์รุ่นในหลวงทรงเททอง (พ.ศ.๒๕๑๗) ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๗ ได้ทรงยกช่อฟ้าพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในวโรกาส เดียวกันทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองขึ้นด้วย เพื่อให้ พุทธศาสนิกชนเช่าบูชา นำรายได้มาสมทบทุนเป็นค่าก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัด ตามคำกราบบังคมทูล ของผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น (นายคล้าย จิต พิทักษ์) ขนาด จำนวน และราคาให้เช่าบูชาครั้งนั้นมี ดังนี้ ๑. พระบูชาหน้าตัก ๑๔ นิ้ว เท่าองค์จริง เนื้อโลหะผสม จำนวน ๗๐๐ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ๒,๕๐๐ บาท ๒. พระบูชาหน้าตัก ๙ นิ้ว เท่าองค์จริงเนื้อโลหะผสม จำนวน ๑,๘๐๐ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ ๑,๕๐๐ บาท ๓. พระบูชาหน้าตัก ๕ นิ้ว เท่าองค์จริงเนื้อโลหะผสม จำนวน ๒,๕๑๘ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ ๖๐๐ บาท ๔ พระกริ่งนวโลหะ จำนวน ๑๐,๐๐๐ องค์ให้เช่าบูชาองค์ละ ๑๐๐ บาท ๕. เหรียญเงิน จำนวน ๕๐,๐๐๐ เหรียญให้เช่าบูชาเหรียญละ ๒๐ บาท ๖. เหรียญทองแดง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐เหรียญ ให้เช่าบูชาเหรียญละ ๑๐ บาท ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราชรุ่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเททอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ มีให้เห็นน้อยที่สุด
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเททองสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2517 ณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมี พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าพิธี "อนึ่ง ด้วยวิหารเขียน ซึ่งใช้เป็นพิฑิธภัณฑสถานของวัดในปัจจุบัน สถานที่คับแคบไม่เพียง พอที่จะใช้เป็นที่เก็บโบราณวัตถุของวัด ซึ่งประชาชนได้นำมามาถวายบูชาพระมหาธาตุเจดียไว้เป็น จำนวนมาก การเก็บรักษากระจัดกระจาย ยากแก่การตรวจสอบควบคุม ทั้งไม่สามารถจัดหมวดหมู่ ตามหลักการจัดพิพิธภัณฑ์ได้ คณะข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน คณะกรรมการจังหวัด อันมีข้าพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้เห็นพ้องกันว่าควรจะดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัดขึ้นใหม่ จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและคิดคำนวนค่าก่อสร้างประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) คณะกรรมการฯ ได้ลงมติให้นำเงินซึ่งสันต์ เอกมหาชัย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้จัดหาไว้ เป็นเงินประมาณ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาทถ้วน) มาใช้เป็นทุนการก่อสร้าง และดำเนินหล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชถือว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชา เพื่อสมทบทุนก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัดต่อไป ในโอกาสอันเป็นมหามิ่งมงคลวาระนี้ ด้วยบารมีปกเกล้ากระหม่อมพระราชทานความร่มเย็นแก่บรรดาพสกนิกรชาวนครศรีธรรมราช และทรงเป็นเอกองค์อุปถัมภ์สืบต่อพระพุทธศาสนา ด้วยพระราชดำรัสอันผุดผ่อง ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบบังคมทูลอัญเชิญทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระวิหารหลวง และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองเพื่อความเป็นสิริมหามงคลสืบไปชั่วกาลนาน" คำกราบบังคมทูลของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (นายคล้าย จิตพิทักษ์) ในการทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๗ เวลา ๑๗.๐๐ น.
๔ พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดมะนาวหวาน (พ.ศ. ๒๕๓๕) วัดมะนาวหวาน เป็นวัดพระอารามหลวงอีกวัดหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง ได้ก่อสร้างศาลาเฉลิมพระเกียรติ ๖พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อได้สร้าง อาคารดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย จึงได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จมาทรง เปิดศาลาเฉลิมพระเกียรติ และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลอง ขนาดหน้าตัก ๖๐ นิ้ว เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในศาลาเฉลิมพระเกียรติเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ได้ประทานพระนามาภิไธยย่อ "ส.ธ." ไว้บนผ้าทิพย์ที่ฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์บูชาขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วอีกจำนวนหนึ่งด้วย
๕ พระพุทธสิหิงค์รุ่นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (พ.ศ.๔๕๓๕) เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ นายวีระ ปิตรชาติ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เดินทางมาปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการมาครั้งนี้ นางกานดา ปิตรชาติ ประธานคณะแม่บ้านและครอบครัว การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ร่วมเดินทางมาด้วย คณะของผู้ว่าการฯได้เดินทางไปสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ มี ความประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะได้เห็นว่าวิหารธรรมศาลา วิหารเขียน วิหารพระทรงม้า และวิหาร โพธิ์ลังกา ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีผู้ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายจำนวนมาก แต่วิหารทั้งสี่มีสภาพ ชำรุดทรุดโทรม ควรจะบูรณะ คณะของผู้ว่าการฯมีความศรัทธาที่จะหาทุนมาบูรณะและทราบว่าการไฟฟ้า เขต ๒ ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช คิดจะสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองอยู่แล้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาคจึงรับเป็นประธานอำนวยการจัดสร้าง โดยได้เชิญพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธี ในการนี้ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." จารึกลงบนผ้าทิพย์ของพระบูชา พระกริ่ง และด้านหลังเหรียญพระพุทธสิหิงค์จำลอง ซึ่งได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๕ พร้อมกันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลอง ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำพระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง และเหรียญที่สร้างขึ้นให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและประชาชนทั่วไปเช่าบูชา เพื่อนำเงินมาซ่อมแชมวิหารทั้ง๔ ตามวัตถุประสงค์ แต่ปรากฏว่ากรมศิลปากรได้ดำเนินการซ่อมแชมวิหารทั้ง ๔ เสร็จเสียแล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีวิหารที่รอการซ่อมแชมอยู่อีกคือวิหารพระกัจจายนะ(วิหารพระแอด) และวิหารพระศรีธรรมาโศก (วิหารสามจอม) คณะกรรมการจึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ้าละอองธุลีพระบาทเรื่องเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ ต่อมาวันที่ ๔กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ คณะผู้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองได้นำเงินจำนวน ๙,๐๖๖๑,๕๕๑ บาท มอบแก่นาวาเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรเพื่อใช้ในการบูรณะวิหารทั้งสอง กรมศิลปากรจึงเข้าบูรณะจนสำเร็จ พระพุทธสิหิงค์จำลองรุ่นนี้มีลักษณะเด่นประจำรุ่น คือมีเครื่องหมาย ภ.ป.ป.จารึกอยู่บนผ้าทิพย์ กรณีเป็นเหรียญพระพุทธสิหิงค์ ก็มีเครื่องหมาย ภ.ป.ร.อยู่ที่ด้านหลังเหรียญพระพุทธสิหิงค์ มีตราสัญลักษณ์ ภ.ป.ป.ร.จารึกอยู่ด้านหลัง
๖. พระพุทธสิหิงค์รุ่นศาลาร้อยปี (พ.ศ.๒๕๓๘) พระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดใหญ่ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารที่น่าสนใจอีกองค์หนึ่ง คือ พระพุทธสิหิงค์จำลองซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ศาลาร้อยปี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ สมัยพระธรรมรัตในภาสเป็นเจ้าอาวาส สร้างเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหวับูชา ในการนี้ได้มอบหมายให้นายเอี่ยม อมรสถิตย์ ศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นด้าน วัฒนธรรม สาขาประติมากรรม ขาวนครศรีธรรมราชเป็นผู้ออกแบบโดยให้มีขนาดหน้าตัก ๑.๐๐ เมตร ลงรักปิดทองสวยงาม อนึ่ง คำว่า "ศาลาร้อยปี" หมายถึงศาลาทรงไทยสองชั้นตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง "พระรัตนธัชมุนี (แบน)" อดีตเจ้าอาวาสในวาระครบร้อยปีชาตกาล โดยพระธรรมรัตโนภาสเจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ๗. พระพุทธสิหิงค์รุ่นกาญจนาภิเษก (พ.ศ.๒๕๓๙) เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดขทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ นับเป็นมงคลสมัยอันน่าปิติยินดียิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เพราะเป็นวโรกาส ที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย รัฐบาลจึงจัดพิธี เฉลิมฉลองโดยใช้ชื่อ "พิธีกาญจนาภิเษก"ด้วยเหตุนี้เองมูลนิธิพัฒนาข้าราชการจึงร่วมกับสมาคมชาวปักษ์ได้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมชาวนครศรีธรรมราชกรุงเทพมหานคร ได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระบูชาพระพุทธสิหิงค์สามภาค คือพระพุทธสิหิงค์ภาคกลาง (กรุงเทพมหานคร) ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)และภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) รวมเรียกว่า"รุ่นกาญจนาภิเษก ๒๕๓๙" พระพุทธสิหิงค์ทั้งสามภาค มีขนาดหน้าตัก ๙นิ้ว และ ๕ นิ้ว หล่อด้วยโลหะผสม ปิดทอง ขนาด ๙นิ้วสร้างไว้ ๓๓๓ องค์ และขนาด ๕ นิ้วสร้าง ๙๙๙องค์ ขณะเดียวกันก็ได้สร้างพระเครื่องและเหรียญสำคัญของไทยอันเป็นที่นิยมของพุทธศาสนิกชนในระยะเวลานั้นอีกจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วยพระเครื่องท่าเรือ นางตรา นาสน เหรียญหลวงปู่ทวด เหรียญครูบาอาจารย์ เหรียญครูบาศรีวิชัย และเหรียญหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้เข้าสมทบกองทุนของมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมชาวนครศรีธรรรมราชกรุงเทพมหานคร สำหรับดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่สาธารณะในแต่ละปี
๘. พระพุทธสิหิงค์รุ่นสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช(พ.ศ.๒๕๔๖) หลังจากที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชได้รับการยกฐานะจาก "วิทยาลัยครู" มาเป็น "สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช" มาได้ ๘ ปีใน พ.ศ. ๒๕๕๔๖สภาสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชซึ่งมีพลตำรวจเอกดรุณ โสตถิพันธุ์ เป็นนายกสภา จึงดำริว่าสถาบันแห่งนี้ควรมีพระพุทธรูปประจำสถาบันไว้เป็นที่เคารพสักการะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งแก่อาจารย์เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนละแวกเขามหาชัยและอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชดังนั้นในคราวประชุมกรรมการสภาสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๑/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๖ ที่ประชุมจึงมีมติให้สร้างพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปโลหะ ขนาดหน้าตัก ๑๙ นิ้ว โดยจำลองแบบจากองค์จริงซึ่งประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ (บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช)และสร้างศาลาประดิษฐานขึ้นในพื้นที่ด้านหน้าสถาบัน ในการหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้คณะกรรมการได้คัดเลือกช่างหล่อฝีมือดีและมีประสบการณ์สูงมาปั้นและหล่อ คือนายแก้ว หนองบัว(ช่างแก้ว) แห่งโรงหล่อธรรมรังษี ถนนบ้านช่างหล่อแขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พิธีหล่อครั้งนี้มุ่งเน้นความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ และเป็นไปตามโบราณประเพณีชาวปักษ์ใต้ ตามหลักคิดและองค์ความรู้ของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช โดยมีนายเอกวิทย์ยอดระบำ เป็นเจ้าพิธีทั้งสามขั้นตอน
ขั้นตอนแรก คือการสวดโลหะและลงยันต์โลหะ โดยพระเกจิอาจารย์ ณ โบสถ์มหาอุด วัดเขาขุน พนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๖ ขั้นตอนที่ ๒ คือการนำโลหะที่ผ่านขั้นตอนแรกทำพิธีหล่อพระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่ที่มีขนาดหน้าตัก ๑๙ นิ้ว และพระพุทธรูปบูชาขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ๕ นิ้วและพระกริ่งพุทธสิหิงค์อีกจำนวนหนึ่ง ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕เวลา ๑๔.๐๐ น ขั้นตอนสุดท้าย คือพิธีพุทธาภิเษก ณ พระวิหารหลวง เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช (อดีตประธานศาลฎีกา) เป็นประธานในพิธี และนายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช) เป็นรองประธานจึงกล่าวได้ว่าพระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ผ่านการประกอบพิธีกรรมโบราณถูกต้องสมบูรณ์ ฝีมือการหล่อโลหะมีความประณีต มีพุทธลักษณ์ที่สวยงามไม่แพ้พระพุทธสิหิงค์องค์จริง ส่วนศาลาประดิษฐานหรือหอพระพุทธสิหิงค์ ได้ขอแบบรูปรายการจากกองสถาปัตยกรรมกรมศิลปากร มาดำเนินการก่อสร้างด้วยงบประมาณงินบริจาคของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ บัณฑิตกิตติมศักดิ์ละนักศึกษา กศ.บป. ก่อสร้างโดยนายสุนทร เนาว์โรจน์ และนายเดโช ศรีใส โดยมีนายดำรง ศรีไสอ.สำนักงานอธิการบดี) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง
๙. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดชะเมา (พ.ศ.๒๕๔๗) วัดชะเมาเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในเขตตัวเมืองนครศรีธรรมราช เดิมมีชื่อว่า "วัดจันทเมาฬี" ต่อมาชื่อกร่อนเป็น "วัดเมาฬี" ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕เปลี่ยนเป็น "วัดบรม" ในสมัยโบราณเป็นดงต้นชะเมา เมื่อฟื้นฟูขึ้นเป็นวัดใหม่ จึงใช้ชื่อว่า "วัดชะเมา" ปัจจุบันเป็นวัดหนึ่งที่เคยสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองหลายรุ่น ทั้งนี้โดยมีพระปลัดเกษม เชมจิตโตรองเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดสร้าง โดยใช้ชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์มิงมงคล" เททองหล่อครั้งแรกเมื่อวันที่ ๔กันยายน ๒๕๔๗ ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีพระราชธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (สมณศักดิ์ขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลนี้จัดทำเป็นพระบูชาสองขนาด คือขนาดหน้าตัก ๑๒.๙ นิ้ว และขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว โดยมีรูปสัญลักษณ์พระราหูไว้บนผ้าทิพย์ที่ฐานของพระพุทธสิหิงค์ รุ่นนี้มีทั้งเนื้อสำริดแดง เนื้อทอง ปิดทองคำเปลว และเนื้อสำริดโลหะ เป็นต้นต้น นอกจากนี้ยังจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์แบบพระกริ่งเรียกว่า "พระพุทธสิหิงค์ลอยองค์" และที่เป็นเหรียญ โลหะหลายเนื้อ เรียกว่า "เหรียญโภคทรัพย์" นอกจากนี้ยังมีเหรียญพระพุทธสิหิงค์ขนาด ๕ ชม. อีกหลายแบบ นอกจากนี้ยังได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพิมพ์ชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์นามปีศรีธรรมราช" เป็นเนื้อผงทรงสี่เหลี่ยม ขนาด ๓.๘๙๒.๕ ชม. ด้านหลังเป็นตรา ๑๒ นักษัตร ทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดชะเมาเมื่อ วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๔๘ พระพุทธสิหิงค์นี้ได้รับความนิยมสูง มีผู้เช่าบูชาอย่างกว้างขวาง
๑๐.พระพุทธสิหิงค์รุ่นจักรพรรดิมหาราช (พ.ศ.๒๕๔๙) พระพุทธสิหิงค์รุ่น "จักรพรรดิมหาราช"จัดสร้างโดยศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระอธิการสวงค์ ฉนทธมโม เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมภูมิวราราม (วัดท่ายายหนี) อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธาน เป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธสิหิงค์สกุลช่างนครศรีธรรมราช ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม มีฐานสามชั้นรองรับฐานชุกชี ด้านหลังเป็นรูปราหูและอักษรขอมการสร้างครั้งนี้มุ่งเน้นให้เป็นวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเป็นสำคัญ สร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙ ส่วนพระพุทธสิหิงค์นั้น มีขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วสร้างเพียง ๙๙ องค์ เพื่อมอบแก่โรงเรียนมัธยมในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งถวายเป็นพุทธบูชาและน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาหนึ่งองค์ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และวัตถุมงคลอื่น ๆ ไปพุทธาภิเษก ณ มณฑลพิธีวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์รุ่นนี้ได้ประดิษฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาทุกโรงในจังหวัดนครศรีธรรมราช
๑๑. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดพระนคร (พ.ศ.๒๕๕๐) วัดพระนคร เป็นวัดเก่าแก่ อยู่ในเขตตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (บริเวณด้านทิศตะวันตกของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร)สันนิษฐานว่าสร้างเป็นวัดในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เรียกว่า "วัดโหนด" หรือ "วัดโตนด" ต่อมาช่างชาวเพชรบุรีกลุ่มหนึ่งมีศรัทธาจึงสร้างอุโบสถขึ้นพร้อมพระประธาน แต่ไม่ได้ปั้นสังฆาฏิด้านหลังไว้(เพราะสร้างชิดผนังอุโบสถ) จึงเรียกว่า "พระคอน"ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็นมงคลนามว่า "วัดพระนคร" ล่วงถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นในมณฑลนครศรีธรรมราช วัดนี้เป็นหนึ่งในจำนวน ๑๘ วัดที่มีโรงเรียนประถมศึกษารุ่นต้น ๆ ในช่วง พ.ศ.๒๔๔๘-๒๕๕๐ วัดนี้มีการสร้างวัตถุมงคลมาก เพื่อให้เช่าบูชาหารายได้บูรณะอาคารและโรงเรียน โดยมีพระมหาไมตรี ปภารตโน เจ้าอาวาสเป็นประธานในการจัดสร้าง นอกจากสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ (รุ่นเงินไหลมา ๑,๒ และ ๓) แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองด้วย เป็นขนขนาดหน้าตัก๑๔ นิ้ว, ๒ นิ้ว, ๙ นิ้ว เนื้อทองชมพูนุท เนื้อรมดำ เนื้อทองเหลือง และเนื้อมันปู รวมทั้งพระกริ่งพระพุทธสิหิงค์ อนึ่ง พระกริ่งพุทธสิหิงค์ที่สร้างทุกรุ่นได้ผ่านพิธีอภิเษกอย่างถูกต้อง โดยประกอบพิธีพุทธาภิเษกในพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารพระพุทธสิหิงค์ของวัดพระนครได้รับความนิยมสูง มีผู้เช่าบูชาไปหมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว
๑๒ พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดศิลาชลเขตโรงเรียนมังคะทวีศิลป์ วัดศิลาชลเขตและโรงเรียนฆังคะทวีศิลป์อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหารายได้สมทบกองทุนสงเคราะห์เยาวชนและสร้างอาคารเรียนฆังคะทวีศิลป์ วัตถุมงคลที่จัดสร้างครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเหรียญจตุคามรามเทพรุ่น "ทวีโภคทรัพย์" แล้ว ยังผลิตพระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วด้วย อนึ่ง ในการจัดสร้างครั้งนี้ยังมีการสร้างเป็นเนื้อพิมพ์แสตมป์ กล่าวคือด้านหน้าเป็นพระพุทธสิหิงค์ด้านหลังเป็นพังพการ เป็นเนื้อสีต่าง ๆ คือ สีแดง สีดำสีเหลือง สีเทา สีชมพู สีไม้ และสีดำปิดทอง ทำพิธีเท ทองนำฤกษ์ ณ โรงเรียนยังคะทวีศิลป์ (บริเวณวัดศิลาชลเขต) เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕๐ โดยมี พล.ต.อ. สุนทร ซ้ายขวัญ เป็นประธาน และทำพิธีพุทธาภิเษกณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐ ๑๓. พระพุทธสิหิงค์รุ่นชัยมงคล (พ.ศ. ๒๕๕๐) พระพุทธสิหิงค์รุ่น "ชัยมงคล"จัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชารำลึก ถึงพระพุทธเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว เพื่อนำรายได้จัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานแก่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช และจัดสร้างห้องโสตทัศนศึกษาแก่โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราชพระพุทธสิหิงค์รุ่นนี้ ประกอบด้วยเนื้อทองคำ เนื้อนาค เนื้อเงิน และเนื้อสัตโลหะดำเนินการสร้างโดยนายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ และนายสมพงศ์ พฤฒปภพ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๓มกราคม ๒๕๕๐ โดยมีพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่งปรกเจริญจิตภาวนาและอธิษฐานจิต ๑๖ รูป มีพุทธศาสนิกชนเช่าบูชาหมดภายในเวลารวดเร็วเช่นกัน ๑๔. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดในปุด (พ.ศ.๒๕๕๐) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ พระมหาไมตรี ปภารดโยเจ้าอาวาสวัดพระนคร อำเภอเมือง จังหวังนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันคือ พระศรีธรรรมประสากาเจ้าอาวาสวัดสวนบ้าน และเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช-ธรรมยุติ) ดำริจะสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดใหญ่ที่วัดในปุดกาญจนคีรี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นวัด บ้านเกิด โดยมีวัตถุสำคัญเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงเจริญ พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในการนี้ได้ปรึกษากับนายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันคือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ช่วยออกแบบสถานที่ประดิษฐานและให้การสนับสนุนงบ ก่อสร้างและงบดำเนินการปรับพื้นที่เชิงเขาให้เหมาะสมกับการประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ในการขึ้นไปเคารพสักการะ พระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อขนาดหน้าตัก ๕.๕๐ เมตร สร้างอยู่บริเวณเชิงเขา วัดในปุดกาญจนคีรี อำเภอลานสกา ทำพิธีเททองเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยมีพระราชธรรมสุข เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุติ) และเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (ปัจจุบันคือ พระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค ๑๖-๑๙ ๑๘เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (สมัยนั้น) เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ การสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองที่วัดในปุดฯครั้งนั้นมีพุทธศาสนิกชนใกล้ไกลมีศรัทธาร่วมบริจาคเงิน และทองคำจำนวนมาก ขณะนี้นับเป็นพระพุทธสิหิงค์ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สาม รองจากพระพุทธสิหิงค์ มิ่งมหาชัย ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล ณ เขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
๑๕. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) เป็นพระพุทธสิหิงค์ที่สร้างขึ้นรุ่นราวคราวเดียวกับพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช (องค์แท้ซึ่งประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลางจังหวัดนครฯ) เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดมีทองคำผสม ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เม็ดพระศกเป็นแบบหนามขนุนพระเมาฬี (มวยผม) นูนกลมใหญ่ มีพระเกตุมาลาเป็นตุ่มรูปดอกบัวตูม พระพักตร์กลมป้อม พระหนูคล้ายคางราชสีห์ พระนาสิกโด่งโค้งงุ้ม พระโอษฐ์แย้มสรวลเล็กน้อย พระวรกายอวบอ้วนดุจขนมต้ม องอาจสมสง่าและแฝงด้วยพลังอำนาจ ขนาดหน้าตัก ๓๒เซนติเมตร พระวรกายสูง ๔๒ เซนติเมตร (สูงกว่าพระพุทธสิหิงค์ที่หอพระพุทธสิหิงค์ประมาณ ๕ เซนติเมตร)พระกรรณ (หู) ด้านขวาหักหลุดหายไป สังฆาฏิสั้นอยู่เหนือถัน คลื่ออกเป็นสามแฉก ปลายแฉกไม่เป็นแบบเขี้ยวตะขาบ แต่แยกออกไปจรดพระศอชาวนครเชื่อกันว่าพระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นองค์แท้และดั้งเดิม เป็นต้นแบบพระพุทธรูปขนมต้มอันเป็นสกุลช่างนครศรีธรรมราชอย่างแท้จริง ดังที่กำพล จรุงวาสน์ได้เรียบเรียงเผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๖กันยายน ๒๕๔๗ ว่าแม้จะสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปี มาแล้ว แต่มิได้เปิดเผยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ นายสมควร รังสิมันตุชาติ อธิบายว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้สันนิษฐานว่าเพราะผู้สร้างประสงค์จะใช้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองอย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้กษัตริย์เมืองใดอาณาจักรใดมาขอไปบูชากรณีที่จำยอมก็บ่ายเบี่ยง เอาพระพุทธสิหิงค์รุ่นอื่นอื่น ถวายไป ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไปไว้ที่ปลอดภัยมั่นคงเช่น ในถ้ำวัดเขาขุนพนม วัดอินทศรี (วัดบ้านนา) โดยเจ้าอาวาสวัดอินทคีรีรูปแรกได้เก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด เช่น ในป่าสาคู ในสระบัว และในกุฏิเจ้า อาวาส เจ้าอาวาสรูปต่อๆ มา เช่น พระครูอินทคีรีสมานคุณ (พระอาจารย์เรือง) พระสมุห์แดง รวมทั้ง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ต่างดูแลรักษาอย่างดีความเป็น "ขนานแท้และดั้งเดิม" ของ พระพุทธสิหิงค์องค์นี้จึงยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายให้ผู้ได้ศึกษาวิเคราะห์กันต่อไปอีก
๑๖. พระพุทธสิหิงค์อมรศักดิ์ (พ.ศ.๒๕๕๕) เป็นพระพุทธสิหิงค์โลหะทองเหลือง ขนาดหน้าตัก ๔๙ นิ้ว นายสิน อมรศักดิ์ ชาวอำเภอท่าศาสา บัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา๒๕๔๒ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและภริยา ซึ่งมีศรัทธาต่อองค์พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย จึงได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ถวายเป็นพระพุทธบูชาโดยมอบหมายให้นายลิขิต ภูมิติยะโยภาพ แห่งบริษัทพุทธศิลปพรหมลิขิต จำกัด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นผู้หล่อตามแบบพุทธศิลป์ขนมต้มประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์องค์นี้คือนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต ประกอบพิธี ณ ลานพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุฯ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แล้วเสร็จในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ ตั้งชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์อมรศักดิ์" จารึกที่ฐานว่า "สร้างถวายโดยนายสิน นางนงเยาว์ อมรศักดิ์" ประดิษฐานอยู่ในสิหิงควิหาร ส่วนฐานชุกชีพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ เป็นฐานย่อมุมสิบสองไม้ ขนาดกว้าง ๑.๓๐เมตร ยาว ๑.๘๐เมตร สูง ๑.๐๓ เมตร ผู้สร้างคือสี่พี่น้องในสกุล "นาทรรพ"ประกอบด้วย ดรครุจิต นาครทรรพ ดร.ปฤชญีน นาครทรรพ ดร.สีลาภรณ์ (นาครทรรพ) บัวสาย และ ดร.อมรวิชช์นาครทรรพ มุ่งมั่นอุทิศส่วนกุศลแต่ศาสตราจารย์ฐะปะนีย์ นาครทรรพ ผู้เป็นมารดาซึ่งเป็นชาวนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด (ก่อนเกษียณอายุ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มทวิทยาลัย)
๑๗. พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล (พ.ศ.๒๕๕๔๒) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง ๙.๐๙ เมตร สูง ๑๓.๐๙ เมตร ประดิษฐานบนภูเขาหินปูนลูกเล็ก ๆ อยู่กลางทุ่งนา เรียกว่า"เขาพระ" อยู่ในท้องที่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ตามดำริของนายรายดำสมาน นายอำเภอพิปูนในสมัยนั้น เริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.๒๕๔๐ แล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๕๔๒ และปีต่อมาได้ทำบันไดนาคเจ็ดเศียรเพื่อเป็นทางขึ้นไปนมัสการพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในวันที่ขุดหลุมวางเสาเอกของฐานพระพุทธรูป ได้บังเกิดอัศจรรย์ขึ้น คือเจ้าหน้าที่ได้พบเศียรพระพุทธรูปเศียรหนึ่งตรงบริเวณที่ขุดหลุม ซึ่งลักษณะของเศียรเหมือนกับภาพร่าง ที่นายชรินทร์ สันติกุล ช่างโยธา ส่วนอำเภอพิปูนเขียนแบบทุกประการ ปัจจุบันเศียรพระพุทธรูปดังกล่าวองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพระ (ปัจจุบันคือเทศบาลตำบลเขาพระ) ได้นำมาเก็บรักษาไว้ เมื่อสร้างเสร็จจึงตั้งชื่อพระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่นี้ว่า "พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล" ทุกปีอำเภอพิปูนจะจัดงานนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ในเดือน ๕ แรม ๑ ค่ำคำของทุกปี โดยมีกิจกรรมชักพระบก และกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล และกิจกรรมการแห่ผ้าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ หน้าตักห่มฐานชุกชี
๑๘. พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย (พ.ศ.๒๕๕๕) ในวาระพุทธชยันตี หรือ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประเทศไทยได้ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๖ องค์การยูเนสโกโดยศูนย์ มรดกโลกได้ขึ้นทะเบียนเบื้องต้น (Tentative List) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อ เป็นมรดกโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชจึงได้จัดสร้าง "พระพุทธสิหิงค์" ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไว้เพื่อเป็นปูชนียสถานอีกแห่งหนึ่งควบคู่กับพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช (ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) ขณะเดียวกันก็ได้จัดสร้าง "ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น" ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม และแหล่งฝึกปฏิบัติพุทธจริยา พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ใช้เวลาในการสร้าง ๓ ปี๗ เดือน(๑,๔๔๕๕๕ วัน) ใช้งบประมาณกว่า ๒๖ ล้านบาท ได้จากเงินบริจาค เงินปัจจัยในการทอดผ้าป่าสามัคคีและเงินของมหาวิทยาลัย ๑๙. พระพุทธสิหิงค์วัดแจ้ง (พ.ศ.๒๕๑๘) เป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดแจ้งวรวิหาร เป็นพระพุทธประจำเมืองนครศรีธรธรรมราช หน้าตัก ๖๐ นิ้ว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ โดยทำพิธีเททองหล่อด้วยทองแดง ทองเหลือง สำริด วัดแจ้ง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๙ นับเป็นวัดโบราณเก่าแก่ครั้งสมัยสุโขทัย ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๓๐ วัดทรุดโทรมลงมาก เพราะขาดการบำรุง แม่ชีซึ่งเป็นพี่สาวของเจ้าพระยานคร (พัด) เจ้าเมืองนครในสมัยนั้นได้มาทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมกับคุณหญิงผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยานคร (พัด) ซึ่งปฏิสังขรณ์วัดประดู่พัฒนารามขึ้นก่อนหน้านี้ จึงกล่าวได้ว่าวัดนี้เป็นวัดแม่ลูกกัน ถือเป็นวัดสำหรับเจ้าผู้ครองเมืองนครตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงญาติวงศ์ในตระกูล "ณ นคร" ปัจจุบัน ๒๐. พระพุทธสิหิงค์วัดประดู่พัฒนาราม เป็นพระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดประดู่พัฒนาราม (วัดประตูหรือวัดโด) เป็นพระพุทธสิหิงค์ปูนปั้น ปางมารวิชัย องค์ใหญ่ หน้าตัก ๘๓ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศใดไม่ทราบแน่ชัด ต่อมา พ.ศ.๒๕๓๗ มีพุทธบริษัทจาก กรุงเทพฯและสิงคโปร์ มาสร้างพระพุทธสิหิงค์ มาสร้างพระพุทธสิหิงห์ ขนาด๖๙ นิ้วเป็นโลหะสำริดถวายไว้อีกรูปหนึ่ง พร้อมกับช่วยบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลังเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเมื่อหล่อเสร็จได้ขนานนามพระพุทธสิหิงค์องค์เล็กนี้ว่า วัดประดู่พัฒนารามเป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์และเจ้าเมือง นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในช่วงต้นกรุงธนบุรีจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นช่วงที่นครศรีธรรมราชมี ธานะเป็น "เมืองเจ้าประเทศราช" และลดฐานะลงเป็น"หัวเมืองเอก" ส่วนอุโบสถนั้นแต่เดิมเป็นอุโบสถขนาด เล็ก ได้รับการซ่อมแซมตามสภาพชำรุดมาตามลำดับส่วนการซ่อมแชมครั้งใหญ่มี ๒ ครั้งคือ ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ตระกูล ณ นครได้บูรณะอุโบสถให้สวยงามยิ่งขึ้น พร้อมกับจัดสร้างซุ้ม พัทธสีมาเป็นศิลปะจีนประยุกต์ และได้รับการดูแลและทำนุบำรุงโดยญาติวงศ์ในตระกูล ณ นคร ในฐานะเป็น วัดประจำตระกูลเจ้าเมือง ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ พระครูพิศาลพัฒนกิจ (บุญรอด) เจ้าอาวาสได้บูรณะปฏิสังขรณ์ อุโบสถอีกครั้งหนึ่ง โดยซ่อมหลังคา เปลี่ยนกระเบื้องติดตั้งช่อฟ้าใบระกา ฉาบปูนผนัง ทาสีใหม่ทั้งหลัง ส่วนบันไดทางขึ้นอุโบสถ นางสาวพร้อม ณ นคร ได้สร้างพญานาค ๘ ตัวเพื่อให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ส่วนที่หน้า บันของอุโบสถได้ทำปูนปั้นเป็นรูปดอกบัว อันเป็นตราประจำตระกูล ณ นคร ทำให้อุโบสถสถสวยงามขึ้น โดย เน้นการอนุรักษ์แบบโบราณ เขียนโดย อาจารย์สมพุทธ ธุระเจน