31 กรกฎาคม, 2568
นครศรีธรรมราช" กับหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ
นครศรีธรรมราธดินแดนบ้านเกิดของพวกเรามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน นับได้ไม่น้อย
กว่า ๑.๕๐๐ ปี จะพูดว่าเก่าแก่ที่สุดบนดาบสมุทรภาคใต้ และตลอดแหลมทองของไทยก็ว่าได้ ตัวหนังสือ
หรือตัวอักษร ที่มีอายุเก่าที่สุดก็ถูกค้นพบที่หุบเขาช่องคอย ในท้องที่ตำบลควนเกย อำเภอจุฬาภรณ์ ที่เรียก
ว่าอักษรปัลลวะ ซึ่งเข้ามาจากอินเดียใต้ ก็มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ หรือราว พ.ศ. ๑๑๐๐ ซึ่ง
เป็นเงื่อนไขให้พูดได้ว่า คนนครศรีธรรมราชรู้จักการใช้ตัวอักษรสื่อความหมาย พูดง่าย ๆ ก็คือรู้จักอ่านหนังสือ
ได้ เป็นพวกแรกของดินแดนขวานทองนั่นเองนักประวัติศาสตร์เขาถือว่าถ้ากลุ่มชนใด รู้จักการใช้ตัวอักษรสื่อความหมายเมื่อใดก็แสดงว่ากลุ่มชนนั้นเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ตั้งแต่บัดนั้น ส่วนก่อนหน้านั้นเขาถือว่าเป็นกลุ่มชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้นการค้นพบข้อความจารึกที่หุบเขาช่องคอย ที่นครศรีธรรมราช จึงถือว่า กลุ่มขนในเอเซียอาคเนย์ได้พัฒนาตนจากยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์แล้วตั้งแต่บัดนั้น
ผู้เขียนในฐานะเป็นคนนครศรีธรรมราชโดยกำเนิดก็ย่อมมีความภาคภูมิใจ ว่าเราเกิดมาในดินแดน
ที่เป็นอารยะไม่ใช่เกิดในบ้านป้าเมืองเถื่อนแต่อย่างใดชาวนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่ก็ควรจะได้ภูมิใจในจุดนี้
ร่วมกันในบรรดาเมืองสำคัญๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนั้น เขาได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองกันเอิกเกริกมา
แล้ว เช่น นครพิงค์เชียงใหม่ ฉลองอายุ ๘๐๐๐ ไปแล้วสุโขทัยอดีตราชธานีไทยฉลอง ๗๐๐๐ ปี ลายสือไทยผ่านมา
ที่อยุธยาของเมืองหลวงเก่าของเราก็ได้มรดกโลกในฐานะเคยเจริญรุ่งเรืองมาเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีแล้วที่นคา
ศรีธรรมราชซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันยันถึงความเป็นชาติบ้านเมืองที่มีร่องรอยอารยธรรมสร้างลม
มายาวนานนั้น ไม่น้อยกว่า ๑.๕๐๐ ปีปี จากหลักฐานการรู้จักใช้ตัวหนังสือเป็นแห่งแรก ซึ่งบ่งบอกถึงการมี
ศาสนา มีอารยธรรมและขนบประเพณีที่ยังสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้แต่ยังไม่ได้มีการจัดเฉลิมฉลองความ
เป็นเมืองแหล่งอารยธรรมโบราณที่ยาวนานถึง ๑.๕๐๐ปีแต่อย่างใด พวกเราธาวนครศรีธรรมราชก็ควรจะให้
ความสนใจในเรื่องนี้
ผู้เขียนได้เคยปรารถนากับท่านศาสตราจารย์คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต ท่านผู้อาวุโสทั้งคุณวุฒิ และ
วัยวุฒิ ซึ่งเป็นชาวนครศรีธรรมราชที่มีหน้าที่การงานและมีบทบาทสามารถสื่อสารสัมพันธ์กับองค์การสห
ประชาชาติ หรือยูเนสโก เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาเมืองต่าง ๆ เพื่อยกขึ้นเป็นมรดกโลก และให้การสนับ
สนุน ดังตัวอย่างของ เมืองเชียงใหม่ สุโขทัย และอยุธยา ดังที่กล่าวมา หากพวกเรามีการนำเสนอไปตาม
กระบวนการเพื่อให้เกิดการจัดงาน ฉลอง ๑.๕๐๐ ปีประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชขึ้นมา ท่านก็พอจะมีบท
บาทสนับสนุนในเรื่องนี้และยินดีจะร่วมมืออย่างเต็มที่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ สมาคมชาวนครศรีธรรมราช
กรุงเทพมหานคร ก็น่าที่จะมีบทบาทในส่วนนี้ได้เช่นเดียวกัน
การที่จะได้รับการพิจารณายกเมืองใดเมืองหนึ่งขึ้นมาเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ จากองค์กค์กร
นานาชาติได้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือได้เป็นสำคัญ หากมีข้อมูลหลักฐานอ่อนไม่นำ
เชื่อถือหรือข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ไม่เป็นที่ยอมรับที่เป็นสากลก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่เมืองนั้นจะได้รับการพิจารณา
สำหรับนครศรีธรรมราชนั้นมีข้อมูลหลักฐานแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการทางศิลปวัฒนธรรม ขนบธธรรม
เนียมประเพณี ศาสนาและวิถีชีวิต ที่ปรากฎเป็นประวัติศาสตร์ที่เด่นชัดมีหลักฐานที่มา สามารถพิสูจน์ได้มากมาย
นับตั้งแต่การรู้จักใช้ตัวหนังสือเป็นครั้งแรก จากข้อความศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยเป็นภาษาสันสกฤต กล่าว
สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ และยกย่องผู้ที่เป็นคนดีว่าไปอยู่ในบ้านใด เมืองใด บ้านเมืองนั้น
ย่อมมีสง่าราศี ซึ่งต่างกับคนอัปรีย์ ในปัจจุบันตกไปอยู่ ณ ที่ใด ที่นั้นย่อมเกิดภัย พิบัติวุ่นวาย ดังเหตุ
การณ์ในเมืองไทยของเราที่เป็นอยู่เช่นในขณะนี้ ผู้เขียนขอแปลความหมายให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ๆ จากจารึก
ดังกล่าวซึ่งพูดเป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งนักอ่านจารึกและนักแปลภาษาโบราณผู้ชำนาญ ท่านได้อ่านและแปลไว้
จนเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว การจะรู้ว่าตัวจารึกนั้นเก่าหรือมีอายุอยู่ราวสมัยใด นักประวัติศาสตร์ต้องอาศัยนักอ่านจารึกที่ได้ศึกษาถึงวิวัฒนาการของการเกิดและพัฒนาของตัวอักษรมาเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ใครจะมานั่งเขียนขึ้นเอง แล้วอ่านเอาเอง แปลออกมาเอง ดังกรณีตัวอย่างของหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ถือว่าเป็นเรื่องราวของนครศรีธรรมราชแต่ในอดีต แล้วนำมาเผยแพร่อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่ในขณะนี้ทำให้ผู้ที่ไม่เคยรู้เคยทราบหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลของจริง ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของนครศรีธรรมราชที่ผิดไป ทำให้เป็นผลเสียต่อบ้านเกิดมากกว่าเป็นผลดี แม้ผู้คิดทำและเผยแพร่จะมีเจตนาและปรารถนาดีในมาตุภูมิ แต่ด้วยข้อมูลที่ผิดเพี้ยน ผู้รู้ย่อมติเตียน จะหยิบยกหลักฐานเท็จขึ้นมาขอเป็นมรดกโลก ๑,๕๐๐ ปี เห็นทีจะยากลำบากแน่ แต่ถ้าได้ยกเอาข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถือได้ ขึ้นมาอ้างซึ่งมีอยู่มากมาย ทั้งข้อมูลหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ศิลาจารึกหลักที ๒๔ คือ จารึกวัดเสมาเมือง ซึ่งแม้จะสับสนกับศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ คือ จารึกที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไขยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ตามทีแต่พระนามของกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช คือ
พญาจันทรภาณุนั้นเป็นที่ทราบและยอมรับกันว่าเป็นพระราชาแห่งตามพรลิงค์ คือ นครศรีธรรมราชผู้ทรง
มีพระเดธานุภาพเกรียงไกร สามารถยกกองทัพเรือลัดอ่าวเบงกอลไปตีถึงอินเดียใต้และศรีลังกามาแล้วในอดีต
และแม้แต่ความสัมพันธ์กับอาณาจักรสุโขทัยในเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ ก็ยังถือได้ว่าเป็นหลักฐานประเภท
ตำนาน พงศาวดาร ซึ่งแม้จะเป็นหลักฐานชิ้นรองก็ยังมีความน่าเชื่อถือได้อยู่มากกว่าไม่ได้มีหลักฐานอะไร
แล้วมานั่งโมเมเขียนขึ้นเอง พระนามของกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราชจึงปรากฏอยู่ว่ามีนามพญาศรีธรรมโศก
ราช พญาจันทรภานุ หาได้มีชื่อพระราชวงศ์องค์โดนามว่าเจ้าชาย ชวด , ฉลู. ขาล, เถาะดังที่ผู้เขียนเคยอ่าน
เจอในหน้าบทความที่อ้างว่าเป็นประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชไม่
ความจริงในเรื่องของวิวัฒนาการของตัวอักษรนั้น มีที่ไปที่มาค่อนข้างจะแน่นอนเป็นระบบที่พอจะเชื่อ
ถือได้อยู่แล้ว เพราะวิวัฒนาการของตัวอักษรในโลกนี้ก็มี ๒ ลักษณะคือ ที่เป็นอักษรสัญลักษณ์กับที่เป็น
อักษรรูป อักษรที่เป็นอักษรรูป เช่น อักษรของอียิปต์โบราณและอักษรของจีนเป็นต้น ส่วนอักษรที่เป็นสัญ
ลักษณ์นั้นที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่จะสืบได้ คือ อักษรฟินีเชีย แล้วเป็นอักษรส่วนที่พบที่เมโสโปเตเมีย นั่นคือ
อักษรลืมหรืออักษรดูนิฟอร์มของพระเจ้าฮัมมูราปี แล้วก็มาพบอักษรประเภทนี้ที่เก่าแก่ในอินเดียอายุประมาณ
๕.๐๐๐ ปี ได้ที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่เมืองโมเฮนโจคาโร และฮารรัปปาร์แม้จะยังไม่มีใครอ่านออก แต่
รูปแบบก็บ่งบอกว่าเป็นอักษรสัญลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ส่วนอักษรในอินเดียที่สามารถอำนออกเขียน
ได้กันโดยทั่วไป คือ อักษรพรหมของพระเจ้าอโศกมหารารากที่ทรงโปรดให้สลักจารึกไว้ตามเสาศิลา เป็นพัน ๆ ต้นทั่วทั้งชมพูทวีปเมื่อราวพุทธศตวรรรษที่ ๓ หรือราว พ.ศ. ๓๐๐ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระองค์ รูปแบบตัวอักษรในสมัยนั้นค่อย ๆ มีวิวัฒนาการเรื่อยมาเมื่อลงไปปรากฏอินเดียใต้ ราว ๆ พุทธศตวรรษที่ ๙ กลายเป็นอักษรปลลวะ
ดังที่ได้เผยแพร่เข้ามาปรากฏที่หุบเขาช่องคอย นครศรีธรรมราย ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๑ ดังกล่าวแล้วรูปแบบของตัวอักษรก็ค่อย ๆ มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆจนกลายมาเป็นรูปแบบของตัวอักษรมอญโบราณในประเทศไทยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เช่น ที่พบจารึกบ้างในสมัยทวารดีที่สลักไว้ตามใบเสมา เมืองฟ้าแดดสงยาง และเสาศิลา ๘ เหลี่ยมที่ลพบุรี เป็นต้น ตัวอักษรสัญลักษณ์เหล่านี้ก็ยังมีวิวัฒนาการต่อมาตามวัสดุและอุปกรณ์ในการเขียน เช่น จากเขียนบนแผ่นศิลาก็มาเขียนลงบนใบไม้ เส้นจากตรง ๆ ก็โค้ง ตัวอักษรก็ดูป้อม ๆ ไปเป็นต้น จากอักษรมอญ โบราณก็วิวัฒนาการมาเป็นอักษรขอมโบราณอีกในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕แล้วจึงได้กลายมาเป็นอักษรไทยสมัยสุโขทัยเมื่อพ่อซุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ขึ้น โดยพระองค์ได้ทรงดูต้นแบบจากอักษรขอม มอญ และอินเดียใต้ แล้วทรงประดิษฐ์ดัดแปลงจนกลายเป็นอักษรไทยสมัยของพระองค์ดังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือราว พ.ศ. ๑๘๒๖ เป็นตัวอย่าง แล้วค่อยวิวัฒนาการมาเป็นอักษรไทยสมัย
อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตามลำดับจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบความเป็นมาของตัวอักษรนั้นมีวิวัฒนา
การดังได้กล่าวมาแล้วหาใช่จะเขียนเส้นคด ๆ โค้ง ๆเป็นไส้เดือนมาแล้วมาอ่านเอาเองเป็นตุเป็นตะ แต่ง
เป็นตำราขึ้นมาให้คนอื่นอ่านตามและเชื่อตามหาได้ไม่เพราะอย่างไรเสียก็ไม่สามารถสอบผ่านนักอ่านจารึก
โบราณที่ท่านได้ร่ำเรียนมาโดยตรงไปได้
เขียนมาถึงตรงนี้ผู้เขียนก็อดกังวลใจไม่ได้กับหลักฐานประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราชที่อยู่ของ
ลายเขียนบนกระเบื้องดินเผาที่ถูกนำมาเผยแพร่ ไม่ทราบว่าเป็นของจริงของแท้สักแค่ไหนก็ขอให้ชาวนคร
ศรีธรรมราชที่พอมีความรู้ทางด้านนี้ช่วยกันศึกษานำมาพิจารณาดู ทั้งนี้เพื่อให้ประวัติศาสตร์บ้านเกิดของพวก
เราได้เป็นไปตามข้อมูลที่เชื่อถือได้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลาจารึก ตำนาน พง
ศาวดาร และแม้แต่คำบอกเล่าที่เรียกว่ามุขปาถะขออย่างเดียวว่าให้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เป็นที่ยอม
รับได้ตามหลักสากล พอที่จะผลักดันให้นครศรีธรรมราชบ้านเกิดของพวกเราได้มีโอกาสฉลอง ๑,๕๐๐ ปี กับ
เขาสักทีนะครับท่านพี่น้อง
ที่มา :เขียนโดยว่าที่ ร.ต.กฤษณศักดิ์ กัณฐสุทธิ์ สารนครศรีธรรมราช ฉบับพิเศษ เดือนสิบ’52
24 กรกฎาคม, 2568
โครงการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย ปูชนียสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
ความเป็นมา
ในวาระพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประเทศไทยได้จัด
กิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวาง ประกอบกับมีการศึกษาค้นคว้าที่ให้ความสำคัญต่อการทำนุบำรุบำรุง
พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาด้วย
ประกอบกับในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๖ องค์การยูเนสโกโดยศูนย์มรดกโลกได้ขึ้นทะเบียนเบื้องต้น
(Tentative List) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกเหตุดังนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จึงจัดสร้าง "พระพุทธสิหิงค์" ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไว้เพื่อเป็นปู่ชนีย
สถานอีกแห่งหนึ่งควบคู่กับพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕๕ ซึ่งจะกลายเป็น "มรดกแห่งความทรงจำ" ของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และคณาจารย์ในยุคนั้น
วัตถุประสงค์ของโครงการ
๑. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม พุทธประวัติและปฏิบัติพุทธจริยา โดยเฉพาะประเพณีพระพุทธศาสนาของท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราชเช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในเดือนสาม ประเพณีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเดือนห้า และประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์ในเดือนหก เป็นต้น
๒. เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น โดยเน้นสำเนาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีรุ่นแรกๆ เกี่ยวพระพุทธศาสนาในภาคใต้ โดยเฉพาะสายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์
๓. เพื่อเป็นพุทธบูชาในวโรกาสครบ ๒,๖๐๐ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา
เป้าหมายที่หวังให้เกิด
๑. เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อีกแห่งหนึ่งที่แผ่เข้ามาในคาบสมุทรภาคใต้ ตั้งแต่
พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สืบมาถึงปัจจุบัน
๒. เป็นพุทธสถานที่ใกล้ชิดกับนักศึกษาและเยาวชน (จะได้ใกล้ชิดศีลธรรมยิ่งขึ้น) โดยเน้นนิทรรศการถาวรพระพุทธสิหิงค์ เพื่อให้นักศึกษาและพุทธศาสนิกชนเรียนรู้ธรรมะผ่านพระพุทธรูป และเน้นการขยายที่ดินบริเวณที่สร้างพระพุทธสิหิงค์ เพื่อให้เป็น"สิหิงคมณฑล"
๓. เพื่อเป็น"ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น" สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม พุทธประวัติ และแหล่งฝึกปฏิบัติพุทธจริยา สำหรับให้นักศึกษา เยาวชน คณาจารย์ และพุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา
ปางและขนาด
๑. เป็นปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ทำด้วยปูนปั้น เจตนาที่จัดสร้างปางมารวิชัย ก็เพื่อให้เป็นรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าที่มีความหมายว่าทรงชนะมารภายในใจตนเอง และภายนอกตนเอง ซึ่งมีความหมายว่าการทำความดีใช่ว่าจะปราศจากอุปสรรค แต่ในที่สุดหากมีความมุ่งมั่นมานะพยายาม ธรรมะก็ย่อมชนะอธรรม หรือชนะมาร (หรือมารวิชัยนั่นเอง)
๒. เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง๙.๘๔ เมตร เพื่อให้เป็นที่จดจำจำรำลึกได้ว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะมีพระขนมพรรษาได้ ๘๔ พรรษา และให้มีความสูง ๒,๖๐๐เซนติเมตร ตามตัวเลขจำนวน ๒,๖๐๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้
หลักคิดในการออกแบบ
๑. การสร้างพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัยกำหนดให้เป็นหลักฐานสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของการขยายศรัทธาในพระพุทธศาสนา บนดินแดนคาบสมุทรภาคใต้โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างพระพุทธสิหิงค์ขนาดใหญ่ในช่วงสองทศวรรษ (พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๖๐) ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่นอำเภอพิปูน อำเภอลานสานสกาอำเภอขนอม และอำเภอเมือง แต่ละองค์ที่สร้างขึ้นล้วนอาศัยแบบพุทธลักษณะ "แบบขนมต้ม" ทั้งสิ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่าการประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัยในปีพุทธชยันตี (๒๕๕๕) มีความสัมพันธ์กับ พระพุทธสิหิงค์ในอำเภอต่างๆ ข้างต้น ซึ่งล้วนเป็นพุทธศิลป์สกุลช่างนครศรีธรรมราชทั้งสิ้น
๒. การสร้างผังสิหิงควิหาร กำหนดให้วางหน้าพระพุทธรูปและวิหารไปทางในแนวตะวันออก อันเป็นคตินิยมของการสร้างศาสนสถานของชาวพุทธ
๓. การสร้างบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณกำหนดให้วางทางทิศใต้ ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อในคติเรื่องชมพูทวีป ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของเขาพระสุเมรุ คตินี้สอดคล้องกับการก่อสร้างบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณที่มีในจังหวัดข้างเคียง เช่น พระเจดีย์สุวรรณมาลิก วัดราชประดิษฐาราม (วัดพะโคะ) อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา และพระเจดีย์ประธานแห่งวัดพระเจดีย์งาม อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นต้น
๔. การปลูกต้นโพธิ์ กำหนดให้ปลูกต้นโพธิ์อันเป็นไม้สัญลักษณ์พระพุทธศาสนาเอาไว้ห้าต้น ตามแบบที่พระนางสังฆมิตตาเถรีนำต้นโพธิ์จากพุทธคยา มาปลูกในประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศระพุทธศาสนา ให้แผ่กำจายไปทั่วภาคพื้นชมพูทวีปซึ่งในที่สุดก็กำจายมายังนครศรีธรรรมราชในพุทธศตวรรษที่ 18
๕. การประดิษฐานองค์จตุคามรามเทพกำหนดให้สร้างรูปปั้นเทวดาคุ้มครององค์พระพุทธสิหิงค์ตามคติลังกา เรียกว่า "จตุคามรามเทพ" โดยอาศัยตามคติลังกา เรียกว่าจตุคามรามเทพ โดยอาศัยแบบจากวิหารพระทรงม้า ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
หลักการก่อสร้าง
ใช้หลักการ ๔ ป คือ
๑. ประโยชน์นิยม หมายถึงการเน้นถึงคุณประโยชน์และคุณค่าของพระพุทธสิหิงค์เป็นหลักพยายามให้สิ่งที่สร้างสามารถให้ประโยชน์แก่พุทธศาสนา ทุกหมู่เหล่าและทุกวัยให้มากที่สุด ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายสถาน เช่น ประโยชน์ในการบำรุงจิต)การบำบัดจิตใจ การบูรณะจิตใจ การเรียนรู้และบูชาพระพุทธศาสนา เพื่อให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน เป็นต้น
๒. ประหยัดนิยม หมายถึงการเน้นความประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง การนำวัสดุเหลือใช้มาก่อสร้างในบางส่วน และการดูแลรักษาให้มีอายุใช้งานยืนยาว เพราะงานก่อสร้างครั้งนี้แทบไม่งบประมาณจากรัฐเลย มีก็แต่เงินทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งใกล้ไกล ทั้งที่อยู่ในและนอกจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องพยายามลด ค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามหารายได้อันเกิดจากการเก็บเศษวัสดุไปจำหน่าย เพื่อนำเงินที่ได้มาจุนเจือค่าก่อสร้าง เงินรายได้เช่นนี้เป็นการฝึกให้คณะทำงานรู้จักประหยัดไปในตัว
๓ ประยุกต์นิยม หมายถึงการพยายามที่จะประยุกต์คติความเชื่อและอุดมคติโบราณมาก่อสร้าง เช่น
๑) การนำ "คาถา เย ธมฺมา" อันเป็นคาถาโบราณเก่าแก่มาเป็นจารึกแผ่นสำคัญในสิหิงควิหาร
๒) การนำเนื้อความในพระพุทธประวัติจากวรรณคดีเรื่อง "พระปฐมสมโพธิกถา" มาสร้างเป็น
บันไดทางขึ้นลงด้านหน้าของสิหิงควิหาร
๓) การนำเอาคติเรื่อง "นาค" ในวรรณกรรมไทยเรื่อง "เทวกำเนิด" มาสร้างเป็นราวบันได
๔) การนำข้อความว่าด้วยจตุคามรามเทพจากวรรณกรรมประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเรื่อง"ชินกาล
มาลีปกรณ์" มาสร้างเป็นเทวดารักษาพระพุทธสิหิงค์ทั้งสี่ทิศ
๕) การนำโคลงบางบทจากวรรณคดีเรื่อง"นิราศนรินทร์" มาสร้างและตกแต่งประดับประดาแสง
ไฟ เพื่อให้พระพุทธสิหิงค์โดดเด่นในเวลาค่ำคืนด้วยโดยเฉพาะบทที่ว่า
" เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น พันแสง
รินรสพระธรรมแสดง ค่ำเช้า
เจดีย์ระดะแซง เสียดยอด
ยลยิ่งแสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์"
๔. ปริยัตินิยม หมายถึงการศึกษาหัวข้อธรรมในแต่ละหมวดของคำสอนในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้
จากนั้นจึงนำหัวข้อธรรมนั้นมาใช้ปฏิบัติการออกแบบก่อสร้าง เช่น
๑) สร้างบันไดให้มี ๕๒ ขั้น เพื่อหมายถึง"เจตสิก ๕๒" ประการ
๒) สร้างชานพักบันไดให้มี ๔ ชานเพื่อหมายถึง "อิทธิบาท ๔"
๓) สร้างกำแพงแก้วให้มี ๓๘ กำแพงเพื่อหมายถึง "มงคล ๓๘"
๔) สร้างเสาพญาหงส์ให้มี ๑๒ เสาเพื่อหมายถึง "ปฏิจจสมุปบาท ๑๒"
๕) สร้างโคมแสงสว่างให้มี ๑๕ โคมเพื่อหมายถึง "จรณะ ๑๕"
หัวข้อธรรมเหล่านี้จะกลายเป็นแรงจูงใจหรือเส้นทางหรือบันไดให้ผู้พบเห็น ได้ไต่ไปหารายละเอียดของหัวข้อธรรมอื่นๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโอกาสหน้า เพื่อช่วยจรรโลงความสุขความพอเพียงให้แก่ตนเอง ครอบครัวและชุมชน ซึ่งสร้างความสุขและสันติภาพให้แก่ประชาคมไทยได้อีกนานเท่านาน
ประโยชน์พระพุทธสิหิงคมิ่งมหาชัย
๑. เป็นที่พึ่งทางใจและเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ที่ควรแผ่ขยายไปทั่วถิ่นดินแดนไทย
๒. เป็นพุทธสถานที่ใกล้ชิดกับนักศึกษาและเยาวชนเพื่อจะได้ใช้เป็นแหล่งฝึกและเรียนรู้ธรรมะผ่านพระพุทธสิหิงค์
ที่มาของชื่อพระพุทธรูปองค์นี้
ชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้พระครูพิพัฒน์ธรรมานุศาสก์ เจ้าอาวาสวัดหลวงครู อำเภอพรหมคีรีจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน๒๕๕๗ ขณะที่เป็นประธานสงฆ์ในพิธีทอดผ้าป่าสามัคดีในวันนั้น
พระครูพิพัฒน์ธรรมานุศาสก์ เป็นชาวอำเภอพรหมคีรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต และพุทธศาสนบัณฑิต เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตรได้ศึกษาทางธรรมคู่กับทางโลก เมื่อครั้งที่ตั้งชื่อนี้สำเร็จ
การระดับมหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่าง
ศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต
เจตนารมณ์สูงสุดของการสร้าง
เพราะเห็นว่า "พระพุทธสิหิงค์" เป็นพระพุทธปฏิมารุ่นโบราณ ขนานแท้และดั้งเดิมที่รู้จักกันทั่วทั้งใน
แผ่นดินนครศรีธรรมราชและแผ่นดินไทย จากจำนวนพระพุทธปฏิมาที่มีในประเทศไทย "พระพุทธสิหิงค์" เป็นพระ
พุทธปฏิมาที่มีความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมานานกว่า ๘๐๐ ปี
เพราะเห็นว่า "พระพุทธสิหิงค์ "องค์นี้มีตำนานอันเป็นสายสัมพันธ์อันดีระหว่างอาณาจักรศรีลังกากับอาณาจักรนครศรีธรรมราชที่ผูกพันร้อยรัดมานานก่อนจะเกิดอาณาจักรสุโขทัย จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "พระสีหมปฏิมา" ซึ่งตำนานเมืองนครศรีธรรมราชระบุว่าได้ข้ามมหาสมุทรอินเดีย มาขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราชในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์
เพราะเห็นว่า "เขามหาชัย"เป็นหมุดหมายของแผ่นดินนครศรีธรรมราชที่แลเห็นได้แต่ไกล ทั้งจากแผ่นดิน
แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้า ผู้คนไม่น้อยจากสารทิศเคยมาสร้างประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ณ ที่นี่มาแล้ว จวบจน
ปัจจุบันภูเขาลูกนี้กลายเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาที่มีชื่อว่า "มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช"
เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้เพื่อเป็น "ปูชนียสถาน"สำหรับเป็นเครื่องทำนุบำรุง สืบสาน ถ่ายทอดคุณค่า สร้างสำนึกความภูมิใจในศาสนาและวัฒนธรรมของชาติบ้านเมืองแก่นักศึกษาและประชาชน ให้สามารถสร้า’
หรือพัฒนาองค์ความรู้ทางศาสนาและวัฒนธรรมไทยไปสู่สากลในอนาคต
เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้เป็น "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้"ประวัติและเอกลักษณ์ของพระพุทธสิหิงค์ที่มีสาย
สัมพันธ์ทางศาสนากับประเทศศรีลังกามาแต่ครั้งโบราณ
เหตุดังนี้ จึงสร้างไว้ใช้เป็นเสมือน "โซ่ธรม" ที่คล้องใจของพุทธศาสนิกชนให้คงมั่นอยู่สืบไปชั่วกับชั่วกัลป์
(ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์คำกล่าวในพิธีวางศิลาฤกษ์พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕)
23 กรกฎาคม, 2568
พระพุทธสิหิงค์จำลองรุ่นสำคัญในนครศรีธรรมราช
จากหลักฐานสำคัญที่ว่าด้วยพระพุทธสิหิงค์ซึ่งปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง "ชินกาลมาลีปกรณ์"
อันเป็นผลงานการรจนาของพระรัตนปัญญาเถระ เมื่อพ.ศ. ๒๐๗๑ ทำให้เราได้ทราบว่าพระพุทธสิหิงค์ทุกองค์
(ทั้งในเชียงใหม่หรือล้านนา และนครศรีธรรมราช) ต่างก็มีพุทธลักษณะร่วมกันห้าประการ คือเป็นพระพุทธรูป
ขัดสมาธิ ปางมารวิชัย พระวรกายสั้นและพระอุระอูมพระพักตร์กลมป้อม เม็ดพระศกกลมเป็นก้นหอย พระ
เกตุมาลาเป็นรูปบัวตูมหรือลูกแก้ว และครองจีวรห่มดอง มีชายสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถันเล็กน้อย ซึ่งเรียก
กันว่า "เบญจลักษณ์"
เมื่อมีการหล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์ขึ้นในชั้นหลัง ช่างจึงได้ถ่ายทอดพุทธลักษณะห้าประการนี้
เอาไว้ตลอดมา ทำให้พระพุทธสิหิงค์ที่จำลองขึ้นนี้ได้แพร่หลายไปทั่วทุกภาค โดยเฉพาะในภาคใต้ ได้มีการ
สร้างจำลองไว้เป็นจำนวนมากด้วยรูปทรงที่เรียกว่า"พระขนมต้ม"
"ขนมต้ม" เป็นขนมที่ทำจากข้าวเหนียว มูลด้วยน้ำกะทิแล้วห่อด้วยในกะพ้อ แล้วดึงโคนให้แน่น
เป็นรูปสามเหลี่ยม จากนั้นจึงนำไปต้มให้สุก นิยมทำกันในวันออกพรรษา
เฉพาะพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช (หรือพระขนมต้ม)ได้มีการสร้างจำลองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๓
เป็นต้นมา ถึงปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราชมีจำนวนมากรุ่น ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะรุ่นสำคัญและ
สืบค้นได้ในเวลานี้
๑. พระพุทธสิหิงค์รุ่นพระจอมเกล้าฯทรงสร้าง (พ.ศ.๒๔๐๒)
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงจาก
กรุงเทพฯลงมาถ่ายภาพ ไปทำพิมพ์หล่อพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
(เจ้าพระยานครศรีธรรมราช -น้อยกลาง) เมื่อ พ.ศ.ศ.๒๔๐๒ เพื่อจะไปทรงบูชาในพระบรมมหาราชวัง ใน
การจำลองครั้งนี้ พระองค์เจ้าหญิงปัทมราช (ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงเรียก "ป้านุ้ยใหญ่") เป็นผู้ดำเนินการหล่อ
เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อหล่อและตกแต่งเสร็จ ได้อาราธนาพระ
ศรีสุธรรมมนีนำขึ้นถวาย เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอกพ.ศ.๒๔๐๓ จึงเรียกพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ว่า "พระ
พุทธสิหิงค์รุ่นพระจอมเกล้าฯทรงสร้าง" เนื้อความข้างต้นมีปรากฏในพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ ๓ ที่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีถึงพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช
๒. พระพุทธสิหิงค์รุ่นกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ทรงสร้าง
เป็นพระพุทธสิหิงค์ที่พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สร้างขึ้น
ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์
ราชเดช เขียนไว้ในเรื่อง "เจ้าฟ้ากับศาลเตี้ย" ตอนหนึ่งว่า เจ้าฟ้าฯกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ทรงมีพระประสงค์
จะทรงหล่อพระพุทธสิหิงค์ไว้เพื่อทรงสักการะที่วังสักองค์หนึ่ง แต่เนื่องจากพระพุทธสิหิงค์มีให้เลือกหลายแบบ
ก่อนจะตัดสินพระทัยได้ไปทอดพระเนตรพุทธลักษณะพระสิหิงค์ทั้งสามแบบ คือที่เชียงใหม่ แล้วเสด็จกลับมา
พิจารณาลักษณะเด่นที่กรุงเทพมหานคร และลงไปที่นครศรีธรรมราช ในที่สุดจึงตกลงพระทัยรับสั่งให้ช่าง
หล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชไว้สักการบูชา การหล่อจำลองครั้งนั้นมีจำนวนหลายองค์
ปัจจุบันยังพอจะหาดูได้อยู่
๓. พระพุทธสิหิงค์รุ่นในหลวงทรงเททอง (พ.ศ.๒๕๑๗)
ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งที่ ๖
เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๗ ได้ทรงยกช่อฟ้าพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในวโรกาส
เดียวกันทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองขึ้นด้วย เพื่อให้
พุทธศาสนิกชนเช่าบูชา นำรายได้มาสมทบทุนเป็นค่าก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัด ตามคำกราบบังคมทูล
ของผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น (นายคล้าย จิต
พิทักษ์) ขนาด จำนวน และราคาให้เช่าบูชาครั้งนั้นมี
ดังนี้
๑. พระบูชาหน้าตัก ๑๔ นิ้ว เท่าองค์จริง
เนื้อโลหะผสม จำนวน ๗๐๐ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ๒,๕๐๐ บาท
๒. พระบูชาหน้าตัก ๙ นิ้ว เท่าองค์จริงเนื้อโลหะผสม จำนวน ๑,๘๐๐ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ
๑,๕๐๐ บาท
๓. พระบูชาหน้าตัก ๕ นิ้ว เท่าองค์จริงเนื้อโลหะผสม จำนวน ๒,๕๑๘ องค์ ให้เช่าบูชาองค์ละ
๖๐๐ บาท
๔ พระกริ่งนวโลหะ จำนวน ๑๐,๐๐๐ องค์ให้เช่าบูชาองค์ละ ๑๐๐ บาท
๕. เหรียญเงิน จำนวน ๕๐,๐๐๐ เหรียญให้เช่าบูชาเหรียญละ ๒๐ บาท
๖. เหรียญทองแดง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐เหรียญ ให้เช่าบูชาเหรียญละ ๑๐ บาท
ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราชรุ่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเททอง เมื่อ พ.ศ.
๒๕๑๗ มีให้เห็นน้อยที่สุด
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเททองสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2517 ณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมี พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าพิธี
"อนึ่ง ด้วยวิหารเขียน ซึ่งใช้เป็นพิฑิธภัณฑสถานของวัดในปัจจุบัน สถานที่คับแคบไม่เพียง
พอที่จะใช้เป็นที่เก็บโบราณวัตถุของวัด ซึ่งประชาชนได้นำมามาถวายบูชาพระมหาธาตุเจดียไว้เป็น
จำนวนมาก การเก็บรักษากระจัดกระจาย ยากแก่การตรวจสอบควบคุม ทั้งไม่สามารถจัดหมวดหมู่
ตามหลักการจัดพิพิธภัณฑ์ได้ คณะข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน คณะกรรมการจังหวัด อันมีข้าพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้เห็นพ้องกันว่าควรจะดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัดขึ้นใหม่ จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและคิดคำนวนค่าก่อสร้างประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) คณะกรรมการฯ ได้ลงมติให้นำเงินซึ่งสันต์ เอกมหาชัย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้จัดหาไว้ เป็นเงินประมาณ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาทถ้วน) มาใช้เป็นทุนการก่อสร้าง และดำเนินหล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชถือว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชา เพื่อสมทบทุนก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานของวัดต่อไป
ในโอกาสอันเป็นมหามิ่งมงคลวาระนี้ ด้วยบารมีปกเกล้ากระหม่อมพระราชทานความร่มเย็นแก่บรรดาพสกนิกรชาวนครศรีธรรมราช และทรงเป็นเอกองค์อุปถัมภ์สืบต่อพระพุทธศาสนา ด้วยพระราชดำรัสอันผุดผ่อง ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบบังคมทูลอัญเชิญทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระวิหารหลวง และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองเพื่อความเป็นสิริมหามงคลสืบไปชั่วกาลนาน"
คำกราบบังคมทูลของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (นายคล้าย จิตพิทักษ์) ในการทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๗ เวลา ๑๗.๐๐ น.
๔ พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดมะนาวหวาน (พ.ศ. ๒๕๓๕)
วัดมะนาวหวาน เป็นวัดพระอารามหลวงอีกวัดหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างกลาง
อำเภอช้างกลาง ได้ก่อสร้างศาลาเฉลิมพระเกียรติ ๖พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อได้สร้าง
อาคารดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย จึงได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จมาทรง
เปิดศาลาเฉลิมพระเกียรติ และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลอง ขนาดหน้าตัก ๖๐ นิ้ว เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในศาลาเฉลิมพระเกียรติเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ได้ประทานพระนามาภิไธยย่อ "ส.ธ." ไว้บนผ้าทิพย์ที่ฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง และทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์บูชาขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วอีกจำนวนหนึ่งด้วย
๕ พระพุทธสิหิงค์รุ่นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (พ.ศ.๔๕๓๕)
เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ นายวีระ ปิตรชาติ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เดินทางมาปฏิบัติราชการ
ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการมาครั้งนี้ นางกานดา ปิตรชาติ ประธานคณะแม่บ้านและครอบครัว
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ร่วมเดินทางมาด้วย คณะของผู้ว่าการฯได้เดินทางไปสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ มี
ความประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะได้เห็นว่าวิหารธรรมศาลา วิหารเขียน วิหารพระทรงม้า และวิหาร
โพธิ์ลังกา ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีผู้ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายจำนวนมาก แต่วิหารทั้งสี่มีสภาพ
ชำรุดทรุดโทรม ควรจะบูรณะ คณะของผู้ว่าการฯมีความศรัทธาที่จะหาทุนมาบูรณะและทราบว่าการไฟฟ้า
เขต ๒ ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช คิดจะสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองอยู่แล้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาคจึงรับเป็นประธานอำนวยการจัดสร้าง โดยได้เชิญพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธี
ในการนี้ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." จารึกลงบนผ้าทิพย์ของพระบูชา พระกริ่ง และด้านหลังเหรียญพระพุทธสิหิงค์จำลอง ซึ่งได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๕ พร้อมกันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลอง ณ วัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
เมื่อได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำพระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง และเหรียญที่สร้างขึ้นให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและประชาชนทั่วไปเช่าบูชา เพื่อนำเงินมาซ่อมแชมวิหารทั้ง๔ ตามวัตถุประสงค์ แต่ปรากฏว่ากรมศิลปากรได้ดำเนินการซ่อมแชมวิหารทั้ง ๔ เสร็จเสียแล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีวิหารที่รอการซ่อมแชมอยู่อีกคือวิหารพระกัจจายนะ(วิหารพระแอด) และวิหารพระศรีธรรมาโศก (วิหารสามจอม) คณะกรรมการจึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ้าละอองธุลีพระบาทเรื่องเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ ต่อมาวันที่ ๔กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ คณะผู้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองได้นำเงินจำนวน ๙,๐๖๖๑,๕๕๑ บาท มอบแก่นาวาเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรเพื่อใช้ในการบูรณะวิหารทั้งสอง กรมศิลปากรจึงเข้าบูรณะจนสำเร็จ
พระพุทธสิหิงค์จำลองรุ่นนี้มีลักษณะเด่นประจำรุ่น คือมีเครื่องหมาย ภ.ป.ป.จารึกอยู่บนผ้าทิพย์
กรณีเป็นเหรียญพระพุทธสิหิงค์ ก็มีเครื่องหมาย ภ.ป.ร.อยู่ที่ด้านหลังเหรียญพระพุทธสิหิงค์ มีตราสัญลักษณ์ ภ.ป.ป.ร.จารึกอยู่ด้านหลัง
๖. พระพุทธสิหิงค์รุ่นศาลาร้อยปี (พ.ศ.๒๕๓๘)
พระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดใหญ่ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารที่น่าสนใจอีกองค์หนึ่ง คือ พระพุทธสิหิงค์จำลองซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ศาลาร้อยปี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ สมัยพระธรรมรัตในภาสเป็นเจ้าอาวาส สร้างเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหวับูชา ในการนี้ได้มอบหมายให้นายเอี่ยม อมรสถิตย์ ศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นด้าน
วัฒนธรรม สาขาประติมากรรม ขาวนครศรีธรรมราชเป็นผู้ออกแบบโดยให้มีขนาดหน้าตัก ๑.๐๐ เมตร ลงรักปิดทองสวยงาม
อนึ่ง คำว่า "ศาลาร้อยปี" หมายถึงศาลาทรงไทยสองชั้นตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง "พระรัตนธัชมุนี (แบน)" อดีตเจ้าอาวาสในวาระครบร้อยปีชาตกาล โดยพระธรรมรัตโนภาสเจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นผู้อำนวยการสร้าง
๗. พระพุทธสิหิงค์รุ่นกาญจนาภิเษก (พ.ศ.๒๕๓๙)
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดขทรงครองสิริราชสมบัติครบ
๕๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ นับเป็นมงคลสมัยอันน่าปิติยินดียิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เพราะเป็นวโรกาส
ที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย รัฐบาลจึงจัดพิธี
เฉลิมฉลองโดยใช้ชื่อ "พิธีกาญจนาภิเษก"ด้วยเหตุนี้เองมูลนิธิพัฒนาข้าราชการจึงร่วมกับสมาคมชาวปักษ์ได้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมชาวนครศรีธรรมราชกรุงเทพมหานคร ได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระบูชาพระพุทธสิหิงค์สามภาค คือพระพุทธสิหิงค์ภาคกลาง (กรุงเทพมหานคร) ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)และภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) รวมเรียกว่า"รุ่นกาญจนาภิเษก ๒๕๓๙"
พระพุทธสิหิงค์ทั้งสามภาค มีขนาดหน้าตัก ๙นิ้ว และ ๕ นิ้ว หล่อด้วยโลหะผสม ปิดทอง ขนาด ๙นิ้วสร้างไว้ ๓๓๓ องค์ และขนาด ๕ นิ้วสร้าง ๙๙๙องค์ ขณะเดียวกันก็ได้สร้างพระเครื่องและเหรียญสำคัญของไทยอันเป็นที่นิยมของพุทธศาสนิกชนในระยะเวลานั้นอีกจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วยพระเครื่องท่าเรือ นางตรา นาสน เหรียญหลวงปู่ทวด เหรียญครูบาอาจารย์ เหรียญครูบาศรีวิชัย และเหรียญหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้เข้าสมทบกองทุนของมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมชาวนครศรีธรรรมราชกรุงเทพมหานคร สำหรับดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่สาธารณะในแต่ละปี
๘. พระพุทธสิหิงค์รุ่นสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช(พ.ศ.๒๕๔๖)
หลังจากที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชได้รับการยกฐานะจาก "วิทยาลัยครู" มาเป็น "สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช" มาได้ ๘ ปีใน พ.ศ. ๒๕๕๔๖สภาสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชซึ่งมีพลตำรวจเอกดรุณ โสตถิพันธุ์ เป็นนายกสภา จึงดำริว่าสถาบันแห่งนี้ควรมีพระพุทธรูปประจำสถาบันไว้เป็นที่เคารพสักการะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งแก่อาจารย์เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนละแวกเขามหาชัยและอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชดังนั้นในคราวประชุมกรรมการสภาสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๑/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๒๔
มกราคม ๒๕๔๖ ที่ประชุมจึงมีมติให้สร้างพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปโลหะ ขนาดหน้าตัก ๑๙ นิ้ว
โดยจำลองแบบจากองค์จริงซึ่งประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ (บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช)และสร้างศาลาประดิษฐานขึ้นในพื้นที่ด้านหน้าสถาบัน
ในการหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้คณะกรรมการได้คัดเลือกช่างหล่อฝีมือดีและมีประสบการณ์สูงมาปั้นและหล่อ คือนายแก้ว หนองบัว(ช่างแก้ว) แห่งโรงหล่อธรรมรังษี ถนนบ้านช่างหล่อแขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พิธีหล่อครั้งนี้มุ่งเน้นความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ และเป็นไปตามโบราณประเพณีชาวปักษ์ใต้ ตามหลักคิดและองค์ความรู้ของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช โดยมีนายเอกวิทย์ยอดระบำ เป็นเจ้าพิธีทั้งสามขั้นตอน
ขั้นตอนแรก คือการสวดโลหะและลงยันต์โลหะ โดยพระเกจิอาจารย์ ณ โบสถ์มหาอุด วัดเขาขุน
พนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๖
ขั้นตอนที่ ๒ คือการนำโลหะที่ผ่านขั้นตอนแรกทำพิธีหล่อพระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่ที่มีขนาดหน้าตัก
๑๙ นิ้ว และพระพุทธรูปบูชาขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ๕ นิ้วและพระกริ่งพุทธสิหิงค์อีกจำนวนหนึ่ง ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕เวลา ๑๔.๐๐ น
ขั้นตอนสุดท้าย คือพิธีพุทธาภิเษก ณ พระวิหารหลวง เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช (อดีตประธานศาลฎีกา) เป็นประธานในพิธี และนายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช) เป็นรองประธานจึงกล่าวได้ว่าพระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ผ่านการประกอบพิธีกรรมโบราณถูกต้องสมบูรณ์ ฝีมือการหล่อโลหะมีความประณีต มีพุทธลักษณ์ที่สวยงามไม่แพ้พระพุทธสิหิงค์องค์จริง
ส่วนศาลาประดิษฐานหรือหอพระพุทธสิหิงค์ ได้ขอแบบรูปรายการจากกองสถาปัตยกรรมกรมศิลปากร มาดำเนินการก่อสร้างด้วยงบประมาณงินบริจาคของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ บัณฑิตกิตติมศักดิ์ละนักศึกษา กศ.บป. ก่อสร้างโดยนายสุนทร เนาว์โรจน์ และนายเดโช ศรีใส โดยมีนายดำรง ศรีไสอ.สำนักงานอธิการบดี) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง
๙. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดชะเมา (พ.ศ.๒๕๔๗)
วัดชะเมาเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในเขตตัวเมืองนครศรีธรรมราช เดิมมีชื่อว่า "วัดจันทเมาฬี"
ต่อมาชื่อกร่อนเป็น "วัดเมาฬี" ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕เปลี่ยนเป็น "วัดบรม" ในสมัยโบราณเป็นดงต้นชะเมา
เมื่อฟื้นฟูขึ้นเป็นวัดใหม่ จึงใช้ชื่อว่า "วัดชะเมา"
ปัจจุบันเป็นวัดหนึ่งที่เคยสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองหลายรุ่น ทั้งนี้โดยมีพระปลัดเกษม เชมจิตโตรองเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดสร้าง โดยใช้ชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์มิงมงคล" เททองหล่อครั้งแรกเมื่อวันที่ ๔กันยายน ๒๕๔๗ ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีพระราชธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (สมณศักดิ์ขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี
พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลนี้จัดทำเป็นพระบูชาสองขนาด คือขนาดหน้าตัก ๑๒.๙ นิ้ว และขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว โดยมีรูปสัญลักษณ์พระราหูไว้บนผ้าทิพย์ที่ฐานของพระพุทธสิหิงค์ รุ่นนี้มีทั้งเนื้อสำริดแดง เนื้อทอง ปิดทองคำเปลว และเนื้อสำริดโลหะ เป็นต้นต้น
นอกจากนี้ยังจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์แบบพระกริ่งเรียกว่า "พระพุทธสิหิงค์ลอยองค์" และที่เป็นเหรียญ
โลหะหลายเนื้อ เรียกว่า "เหรียญโภคทรัพย์" นอกจากนี้ยังมีเหรียญพระพุทธสิหิงค์ขนาด ๕ ชม. อีกหลายแบบ
นอกจากนี้ยังได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพิมพ์ชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์นามปีศรีธรรมราช"
เป็นเนื้อผงทรงสี่เหลี่ยม ขนาด ๓.๘๙๒.๕ ชม. ด้านหลังเป็นตรา ๑๒ นักษัตร ทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดชะเมาเมื่อ
วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๔๘ พระพุทธสิหิงค์นี้ได้รับความนิยมสูง มีผู้เช่าบูชาอย่างกว้างขวาง
๑๐.พระพุทธสิหิงค์รุ่นจักรพรรดิมหาราช (พ.ศ.๒๕๔๙)
พระพุทธสิหิงค์รุ่น "จักรพรรดิมหาราช"จัดสร้างโดยศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระอธิการสวงค์ ฉนทธมโม เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมภูมิวราราม (วัดท่ายายหนี) อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธาน เป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธสิหิงค์สกุลช่างนครศรีธรรมราช ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม มีฐานสามชั้นรองรับฐานชุกชี ด้านหลังเป็นรูปราหูและอักษรขอมการสร้างครั้งนี้มุ่งเน้นให้เป็นวัตถุมงคลจตุคามรามเทพเป็นสำคัญ สร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙
ส่วนพระพุทธสิหิงค์นั้น มีขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วสร้างเพียง ๙๙ องค์ เพื่อมอบแก่โรงเรียนมัธยมในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งถวายเป็นพุทธบูชาและน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาหนึ่งองค์ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และวัตถุมงคลอื่น ๆ ไปพุทธาภิเษก ณ มณฑลพิธีวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์รุ่นนี้ได้ประดิษฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษาทุกโรงในจังหวัดนครศรีธรรมราช
๑๑. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดพระนคร (พ.ศ.๒๕๕๐)
วัดพระนคร เป็นวัดเก่าแก่ อยู่ในเขตตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (บริเวณด้านทิศตะวันตกของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร)สันนิษฐานว่าสร้างเป็นวัดในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เรียกว่า "วัดโหนด" หรือ "วัดโตนด" ต่อมาช่างชาวเพชรบุรีกลุ่มหนึ่งมีศรัทธาจึงสร้างอุโบสถขึ้นพร้อมพระประธาน แต่ไม่ได้ปั้นสังฆาฏิด้านหลังไว้(เพราะสร้างชิดผนังอุโบสถ) จึงเรียกว่า "พระคอน"ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็นมงคลนามว่า "วัดพระนคร"
ล่วงถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นในมณฑลนครศรีธรรมราช วัดนี้เป็นหนึ่งในจำนวน ๑๘ วัดที่มีโรงเรียนประถมศึกษารุ่นต้น ๆ
ในช่วง พ.ศ.๒๔๔๘-๒๕๕๐ วัดนี้มีการสร้างวัตถุมงคลมาก เพื่อให้เช่าบูชาหารายได้บูรณะอาคารและโรงเรียน โดยมีพระมหาไมตรี ปภารตโน เจ้าอาวาสเป็นประธานในการจัดสร้าง นอกจากสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ (รุ่นเงินไหลมา ๑,๒ และ ๓) แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองด้วย เป็นขนขนาดหน้าตัก๑๔ นิ้ว, ๒ นิ้ว, ๙ นิ้ว เนื้อทองชมพูนุท เนื้อรมดำ เนื้อทองเหลือง และเนื้อมันปู รวมทั้งพระกริ่งพระพุทธสิหิงค์
อนึ่ง พระกริ่งพุทธสิหิงค์ที่สร้างทุกรุ่นได้ผ่านพิธีอภิเษกอย่างถูกต้อง โดยประกอบพิธีพุทธาภิเษกในพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารพระพุทธสิหิงค์ของวัดพระนครได้รับความนิยมสูง มีผู้เช่าบูชาไปหมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว
๑๒ พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดศิลาชลเขตโรงเรียนมังคะทวีศิลป์
วัดศิลาชลเขตและโรงเรียนฆังคะทวีศิลป์อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหารายได้สมทบกองทุนสงเคราะห์เยาวชนและสร้างอาคารเรียนฆังคะทวีศิลป์ วัตถุมงคลที่จัดสร้างครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเหรียญจตุคามรามเทพรุ่น "ทวีโภคทรัพย์" แล้ว ยังผลิตพระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดหน้าตัก ๙ นิ้วด้วย
อนึ่ง ในการจัดสร้างครั้งนี้ยังมีการสร้างเป็นเนื้อพิมพ์แสตมป์ กล่าวคือด้านหน้าเป็นพระพุทธสิหิงค์ด้านหลังเป็นพังพการ เป็นเนื้อสีต่าง ๆ คือ สีแดง สีดำสีเหลือง สีเทา สีชมพู สีไม้ และสีดำปิดทอง ทำพิธีเท
ทองนำฤกษ์ ณ โรงเรียนยังคะทวีศิลป์ (บริเวณวัดศิลาชลเขต) เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕๐ โดยมี พล.ต.อ.
สุนทร ซ้ายขวัญ เป็นประธาน และทำพิธีพุทธาภิเษกณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อ
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐
๑๓. พระพุทธสิหิงค์รุ่นชัยมงคล (พ.ศ. ๒๕๕๐)
พระพุทธสิหิงค์รุ่น "ชัยมงคล"จัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชารำลึก
ถึงพระพุทธเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว เพื่อนำรายได้จัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานแก่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช และจัดสร้างห้องโสตทัศนศึกษาแก่โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราชพระพุทธสิหิงค์รุ่นนี้ ประกอบด้วยเนื้อทองคำ เนื้อนาค เนื้อเงิน และเนื้อสัตโลหะดำเนินการสร้างโดยนายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ และนายสมพงศ์ พฤฒปภพ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๓มกราคม ๒๕๕๐ โดยมีพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นั่งปรกเจริญจิตภาวนาและอธิษฐานจิต ๑๖ รูป มีพุทธศาสนิกชนเช่าบูชาหมดภายในเวลารวดเร็วเช่นกัน
๑๔. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดในปุด (พ.ศ.๒๕๕๐)
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ พระมหาไมตรี ปภารดโยเจ้าอาวาสวัดพระนคร อำเภอเมือง จังหวังนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันคือ พระศรีธรรรมประสากาเจ้าอาวาสวัดสวนบ้าน และเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช-ธรรมยุติ) ดำริจะสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองขนาดใหญ่ที่วัดในปุดกาญจนคีรี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นวัด
บ้านเกิด โดยมีวัตถุสำคัญเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงเจริญ
พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในการนี้ได้ปรึกษากับนายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร
(ปัจจุบันคือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ช่วยออกแบบสถานที่ประดิษฐานและให้การสนับสนุนงบ
ก่อสร้างและงบดำเนินการปรับพื้นที่เชิงเขาให้เหมาะสมกับการประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่
ในการขึ้นไปเคารพสักการะ
พระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อขนาดหน้าตัก ๕.๕๐ เมตร สร้างอยู่บริเวณเชิงเขา
วัดในปุดกาญจนคีรี อำเภอลานสกา ทำพิธีเททองเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยมีพระราชธรรมสุข
เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุติ) และเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (ปัจจุบันคือ
พระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค ๑๖-๑๙ ๑๘เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และนายวิชม ทองสงค์
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (สมัยนั้น) เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์
การสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองที่วัดในปุดฯครั้งนั้นมีพุทธศาสนิกชนใกล้ไกลมีศรัทธาร่วมบริจาคเงิน
และทองคำจำนวนมาก ขณะนี้นับเป็นพระพุทธสิหิงค์ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สาม รองจากพระพุทธสิหิงค์
มิ่งมหาชัย ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล ณ เขาพระ อำเภอพิปูน
จังหวัดนครศรีธรรมราช
๑๕. พระพุทธสิหิงค์รุ่นวัดอินทคีรี (วัดบ้านนา)
เป็นพระพุทธสิหิงค์ที่สร้างขึ้นรุ่นราวคราวเดียวกับพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช (องค์แท้ซึ่งประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลางจังหวัดนครฯ) เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดมีทองคำผสม ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เม็ดพระศกเป็นแบบหนามขนุนพระเมาฬี (มวยผม) นูนกลมใหญ่ มีพระเกตุมาลาเป็นตุ่มรูปดอกบัวตูม พระพักตร์กลมป้อม พระหนูคล้ายคางราชสีห์ พระนาสิกโด่งโค้งงุ้ม พระโอษฐ์แย้มสรวลเล็กน้อย พระวรกายอวบอ้วนดุจขนมต้ม องอาจสมสง่าและแฝงด้วยพลังอำนาจ ขนาดหน้าตัก ๓๒เซนติเมตร พระวรกายสูง ๔๒ เซนติเมตร (สูงกว่าพระพุทธสิหิงค์ที่หอพระพุทธสิหิงค์ประมาณ ๕ เซนติเมตร)พระกรรณ (หู) ด้านขวาหักหลุดหายไป สังฆาฏิสั้นอยู่เหนือถัน คลื่ออกเป็นสามแฉก ปลายแฉกไม่เป็นแบบเขี้ยวตะขาบ แต่แยกออกไปจรดพระศอชาวนครเชื่อกันว่าพระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นองค์แท้และดั้งเดิม เป็นต้นแบบพระพุทธรูปขนมต้มอันเป็นสกุลช่างนครศรีธรรมราชอย่างแท้จริง ดังที่กำพล จรุงวาสน์ได้เรียบเรียงเผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๖กันยายน ๒๕๔๗ ว่าแม้จะสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปี
มาแล้ว แต่มิได้เปิดเผยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ นายสมควร รังสิมันตุชาติ
อธิบายว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้สันนิษฐานว่าเพราะผู้สร้างประสงค์จะใช้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองอย่างแท้จริง
ไม่ต้องการให้กษัตริย์เมืองใดอาณาจักรใดมาขอไปบูชากรณีที่จำยอมก็บ่ายเบี่ยง เอาพระพุทธสิหิงค์รุ่นอื่นอื่น
ถวายไป ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไปไว้ที่ปลอดภัยมั่นคงเช่น ในถ้ำวัดเขาขุนพนม วัดอินทศรี (วัดบ้านนา)
โดยเจ้าอาวาสวัดอินทคีรีรูปแรกได้เก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด เช่น ในป่าสาคู ในสระบัว และในกุฏิเจ้า
อาวาส เจ้าอาวาสรูปต่อๆ มา เช่น พระครูอินทคีรีสมานคุณ (พระอาจารย์เรือง) พระสมุห์แดง รวมทั้ง
เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ต่างดูแลรักษาอย่างดีความเป็น "ขนานแท้และดั้งเดิม" ของ
พระพุทธสิหิงค์องค์นี้จึงยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายให้ผู้ได้ศึกษาวิเคราะห์กันต่อไปอีก
๑๖. พระพุทธสิหิงค์อมรศักดิ์ (พ.ศ.๒๕๕๕)
เป็นพระพุทธสิหิงค์โลหะทองเหลือง ขนาดหน้าตัก ๔๙ นิ้ว นายสิน อมรศักดิ์ ชาวอำเภอท่าศาสา
บัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา๒๕๔๒ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและภริยา ซึ่งมีศรัทธาต่อองค์พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย จึงได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ถวายเป็นพระพุทธบูชาโดยมอบหมายให้นายลิขิต ภูมิติยะโยภาพ แห่งบริษัทพุทธศิลปพรหมลิขิต จำกัด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นผู้หล่อตามแบบพุทธศิลป์ขนมต้มประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์องค์นี้คือนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต ประกอบพิธี ณ ลานพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุฯ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แล้วเสร็จในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ ตั้งชื่อว่า "พระพุทธสิหิงค์อมรศักดิ์" จารึกที่ฐานว่า "สร้างถวายโดยนายสิน
นางนงเยาว์ อมรศักดิ์" ประดิษฐานอยู่ในสิหิงควิหาร
ส่วนฐานชุกชีพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ เป็นฐานย่อมุมสิบสองไม้ ขนาดกว้าง ๑.๓๐เมตร ยาว ๑.๘๐เมตร สูง ๑.๐๓ เมตร ผู้สร้างคือสี่พี่น้องในสกุล "นาทรรพ"ประกอบด้วย ดรครุจิต นาครทรรพ ดร.ปฤชญีน นาครทรรพ
ดร.สีลาภรณ์ (นาครทรรพ) บัวสาย และ ดร.อมรวิชช์นาครทรรพ มุ่งมั่นอุทิศส่วนกุศลแต่ศาสตราจารย์ฐะปะนีย์
นาครทรรพ ผู้เป็นมารดาซึ่งเป็นชาวนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด (ก่อนเกษียณอายุ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มทวิทยาลัย)
๑๗. พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล (พ.ศ.๒๕๕๔๒)
เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง ๙.๐๙ เมตร สูง ๑๓.๐๙ เมตร ประดิษฐานบนภูเขาหินปูนลูกเล็ก ๆ อยู่กลางทุ่งนา เรียกว่า"เขาพระ" อยู่ในท้องที่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ตามดำริของนายรายดำสมาน นายอำเภอพิปูนในสมัยนั้น เริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.๒๕๔๐ แล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๕๔๒ และปีต่อมาได้ทำบันไดนาคเจ็ดเศียรเพื่อเป็นทางขึ้นไปนมัสการพระพุทธสิหิงค์องค์นี้
มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในวันที่ขุดหลุมวางเสาเอกของฐานพระพุทธรูป ได้บังเกิดอัศจรรย์ขึ้น คือเจ้าหน้าที่ได้พบเศียรพระพุทธรูปเศียรหนึ่งตรงบริเวณที่ขุดหลุม ซึ่งลักษณะของเศียรเหมือนกับภาพร่าง ที่นายชรินทร์ สันติกุล ช่างโยธา ส่วนอำเภอพิปูนเขียนแบบทุกประการ ปัจจุบันเศียรพระพุทธรูปดังกล่าวองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพระ (ปัจจุบันคือเทศบาลตำบลเขาพระ) ได้นำมาเก็บรักษาไว้
เมื่อสร้างเสร็จจึงตั้งชื่อพระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่นี้ว่า "พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล" ทุกปีอำเภอพิปูนจะจัดงานนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ในเดือน ๕ แรม ๑ ค่ำคำของทุกปี โดยมีกิจกรรมชักพระบก และกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล และกิจกรรมการแห่ผ้าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ หน้าตักห่มฐานชุกชี
๑๘. พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย (พ.ศ.๒๕๕๕)
ในวาระพุทธชยันตี หรือ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประเทศไทยได้
จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๖ องค์การยูเนสโกโดยศูนย์
มรดกโลกได้ขึ้นทะเบียนเบื้องต้น (Tentative List) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อ
เป็นมรดกโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชจึงได้จัดสร้าง "พระพุทธสิหิงค์" ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไว้เพื่อเป็นปูชนียสถานอีกแห่งหนึ่งควบคู่กับพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช (ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) ขณะเดียวกันก็ได้จัดสร้าง "ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาประจำท้องถิ่น" ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธธรรม และแหล่งฝึกปฏิบัติพุทธจริยา
พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ใช้เวลาในการสร้าง ๓ ปี๗ เดือน(๑,๔๔๕๕๕ วัน) ใช้งบประมาณกว่า ๒๖ ล้านบาท
ได้จากเงินบริจาค เงินปัจจัยในการทอดผ้าป่าสามัคคีและเงินของมหาวิทยาลัย
๑๙. พระพุทธสิหิงค์วัดแจ้ง (พ.ศ.๒๕๑๘)
เป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดแจ้งวรวิหาร เป็นพระพุทธประจำเมืองนครศรีธรธรรมราช
หน้าตัก ๖๐ นิ้ว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ โดยทำพิธีเททองหล่อด้วยทองแดง ทองเหลือง สำริด
วัดแจ้ง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๙ นับเป็นวัดโบราณเก่าแก่ครั้งสมัยสุโขทัย ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๓๐ วัดทรุดโทรมลงมาก เพราะขาดการบำรุง แม่ชีซึ่งเป็นพี่สาวของเจ้าพระยานคร (พัด) เจ้าเมืองนครในสมัยนั้นได้มาทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมกับคุณหญิงผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยานคร (พัด) ซึ่งปฏิสังขรณ์วัดประดู่พัฒนารามขึ้นก่อนหน้านี้ จึงกล่าวได้ว่าวัดนี้เป็นวัดแม่ลูกกัน ถือเป็นวัดสำหรับเจ้าผู้ครองเมืองนครตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงญาติวงศ์ในตระกูล "ณ นคร" ปัจจุบัน
๒๐. พระพุทธสิหิงค์วัดประดู่พัฒนาราม
เป็นพระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดประดู่พัฒนาราม (วัดประตูหรือวัดโด) เป็นพระพุทธสิหิงค์ปูนปั้น
ปางมารวิชัย องค์ใหญ่ หน้าตัก ๘๓ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศใดไม่ทราบแน่ชัด ต่อมา พ.ศ.๒๕๓๗ มีพุทธบริษัทจาก
กรุงเทพฯและสิงคโปร์ มาสร้างพระพุทธสิหิงค์ มาสร้างพระพุทธสิหิงห์ ขนาด๖๙ นิ้วเป็นโลหะสำริดถวายไว้อีกรูปหนึ่ง พร้อมกับช่วยบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลังเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเมื่อหล่อเสร็จได้ขนานนามพระพุทธสิหิงค์องค์เล็กนี้ว่า
วัดประดู่พัฒนารามเป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์และเจ้าเมือง
นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในช่วงต้นกรุงธนบุรีจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นช่วงที่นครศรีธรรมราชมี
ธานะเป็น "เมืองเจ้าประเทศราช" และลดฐานะลงเป็น"หัวเมืองเอก" ส่วนอุโบสถนั้นแต่เดิมเป็นอุโบสถขนาด
เล็ก ได้รับการซ่อมแซมตามสภาพชำรุดมาตามลำดับส่วนการซ่อมแชมครั้งใหญ่มี ๒ ครั้งคือ
ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ตระกูล ณ นครได้บูรณะอุโบสถให้สวยงามยิ่งขึ้น พร้อมกับจัดสร้างซุ้ม
พัทธสีมาเป็นศิลปะจีนประยุกต์ และได้รับการดูแลและทำนุบำรุงโดยญาติวงศ์ในตระกูล ณ นคร ในฐานะเป็น
วัดประจำตระกูลเจ้าเมือง
ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ พระครูพิศาลพัฒนกิจ (บุญรอด) เจ้าอาวาสได้บูรณะปฏิสังขรณ์
อุโบสถอีกครั้งหนึ่ง โดยซ่อมหลังคา เปลี่ยนกระเบื้องติดตั้งช่อฟ้าใบระกา ฉาบปูนผนัง ทาสีใหม่ทั้งหลัง
ส่วนบันไดทางขึ้นอุโบสถ นางสาวพร้อม ณ นคร ได้สร้างพญานาค ๘ ตัวเพื่อให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ส่วนที่หน้า
บันของอุโบสถได้ทำปูนปั้นเป็นรูปดอกบัว อันเป็นตราประจำตระกูล ณ นคร ทำให้อุโบสถสถสวยงามขึ้น โดย
เน้นการอนุรักษ์แบบโบราณ
เขียนโดย อาจารย์สมพุทธ ธุระเจน
13 กรกฎาคม, 2568
พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช
พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช
ในประเทศไทยมี "พระพุทธสิหิงค์" อยู่หลายองค์ กระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ แต่ที่ถือกันเป็นรุ่นรุ่นแรกหรือดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณมี ๓ องค์คือ พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่ พระพุทธสิหิงค์พระนคร และพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช สมัยต่อมาแต่ละองค์มีการจำลองขึ้นด้วยความศรัทธาจำนวนมากรุ่น โดยเฉพาะพระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่และพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีพระพุทธสิหิงค์แพร่กระจายอยู่มากกว่าพระพุทธรูปใด ๆ
คำว่า "สิหิงค์" มาจากศัพท์ สีห+อิงค แปลว่าลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ มีเค้ามาจากสิงหลทวีปจึงอีกชื่อหนึ่งว่า "สิหลปฏิมา" แปลว่าพระพุทธรูปหิงหล(พระพุทธรูปลังกา)
พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช ที่รู้จักในภาษาถิ่นนครว่า"พระสีหึง" หรือ"พระสิหยิง"เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของไทย ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองครศรีธรรมราชและเมืองไทยมาช้านานเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นที่สักการบูชาของชาวนครและพุทธศาสนิกชนทั่วไปแต่อดีตถึงปัจจุบัน
คนไทยส่วนใหญ่ได้รับทราบกันว่ามีพระพุทธสิหิงค์เก่าแก่ขนานแท้ตั้งเดิมอยู่สามองค์คือ พระพุทธสิหิงค์พระนคร พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช ทั้งสามองค์นี้ต่างก็เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่เป็นที่สักการบูชาของคนไทยมาช้านาน และยากแก่การที่จะสืบประวัติให้แน่ชัดได้ว่าองค์ไหนมีขึ้นก่อนและมีประวัติในตอนต้น ๆ มาอย่างไร อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์ มีผู้เขียนไว้หลายคน เช่น พระโพธิรังสี ปราชญ์ทางพุทธศาสนา
ชาวเชียงใหม่ได้แต่งไว้เป็นภาษามคธ (บาลี) เรียกว่า"สิหิงคนิทาน" ต่อมาพระปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละ
ลักษณ์) ได้แปลไว้เป็นภาษาไทยสำนวนหนึ่ง นอกจากนี้พลตรีหลวงวิจิตรวาทการแต่งไว้โดยสังเขปเล่มหนึ่งหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้แต่งเป็นตำนานย่อและเรียบเรียงข้อวิจารณ์ทางศิลปกรรมและโบราณคดีไว้อีกเล่มหนึ่ง เป็นต้น
ในบรรดาหนังสือเหล่านี้ "สิหิงคนิทาน"ของพระโพธิรังสีเป็นฉบับที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และใช้อ้างอิงและสอบสวนประวัติพระพุทธสิหิงค์กันมากที่สุดแม้ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่แต่งไว้ แต่ก็มีผู้สันนิษฐานปีที่แต่งไว้หลายคน ซึ่งข้อนนิษฐานมักตกในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ดังที่ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้กล่าวไว้ในเรื่อง "พระพุทธสิหิงค์" พิมพ์ในหนังสือ "รายงานการ
สัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๒:ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของนครศรีธรรรมราช"ความว่า ธนิต อยู่โพธิ์ สันนิษฐานว่าแต่งประมาณ พ.ศ.๑๙๕๔-๑๙๘๕ ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (หรือพระเจ้าวิไชยดิศ) ครองเมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า แต่งขึ้นระหว่างพ.ศ.๒๐๐๐-๒๐๗๐ และมีลางท่านเห็นว่าแต่งขึ้นระหว่างพ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๖๘ เพราะระยะนั้นเป็นระยะที่วรรณกรรมบาลีกำลังเฟื่องฟูในล้านนา
เนื้อหาใน "สิหิงคนิทาน" มีลักษณะเชิงตำนาน แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๘ ปริเฉท มีเนื้อความสรุปได้ว่า พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นในประเทศลังกา โดยพระราชาชาวลังกาสามองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๒๐รูป ได้ร่วมกันสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๗๐๐ เพื่อให้เป็นสักการะของทวยเทพ ท้าวพระยาและมหาชนโดยทั่วกัน ก่อนสร้างได้ปรึกษาสอบสวนถึงพุทธลักษณ์อย่างถี่ถ้วนโดยหมายจะให้ได้รูปที่เหมือนองค์พระพุทธเจ้ามากที่สุดแต่ในที่สุดก็พญานาคตนหนึ่งซึ่งเคยเห็นองค์พระพุทธเจ้าได้นิรมิตให้เห็นเป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าประทับสมาธิเหนือรัตนบัลลังก์ สมบูรณ์ด้วยพระมหาปุริสลักษณะ
สมัยสุโขทัยกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า "ไสยรงค์"ทรงทราบถึงลักษณะที่งดงามของพระพุทธสิหิงค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแต่งทูตไปขอพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา พระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายมาตามพระราชประสงค์ พระเจ้าไสยรงค์ทางโสมนัสมาก จึงได้เสด็จไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่สุโขทัยหลังจากนั้นกล่าวถึงการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่เมืองต่างๆ ตามลำดับคือ พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย จนถึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ เรื่องราวพระพุทธสิหิงค์ที่พระโพธิรังสีแต่งไว้ก็จบลงเพียงเท่านี้
กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยทรงทราบถึงลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ จึงขอให้กษัตริย์แห่ง
นครศรีธรรมราชแต่งทูตไปขอพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา
แต่พระพุทธสิหิงค์ยังมีเรื่องราวในพงศาวดารซึ่งมีผู้แต่งต่อเติมขยายความต่อมาอีกมากจึงยากแก่การสรุปว่าหมายถึงพระพุทธสิหิงค์องค์โดกันแน่ ในกลุ่มนักวิชาการเองก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ไม่น้อยในเอกสารที่เขียนขึ้นชั้นหลัง ๆ ก็มักแต่งเสริมเรื่องลากเข้าตามความเชื่อของตน ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้กล่าวไว้ในข้อเขียนที่อ้างถึงแล้วว่า "เดิมทีเดียวเราก็ไม่ทราบชัดว่าซ้ำกันถึงสามองค์คือ ที่นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร แล้วได้เกิดวิพากษ์วิจารณ์
ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ นี่เอง อันเป็นเหตุให้ต่างคน ต่างก็คิดว่าพระพุทธสิหิงค์ที่อยู่ในเมืองของตนเป็นองค์จริงด้วยความเคารพนับถือกันมาแต่โบราณ เมื่อการถกเถียงกันมากเข้าก็เลยมีคนคิดแต่งนิทานแต่งใหม่เสริมเข้ามาอีก เพื่อสนับสนุนความเชื่อและเอาฯกัน ทั้งนี้เพราะตีตำนานไม่แตก แยกตำนานไม่ออกว่าอะไรเป็นแก่น อะไรเป็นกระพี้ และไม่เข้าใจแบบอย่างสกุลช่างพระพุทธรูปตลอดจนคติทางพุทธศาสนาที่นิยมเชื่อถือกันในยุคนั้น"
ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ กล่าวว่า "ตำนานเรื่องพระพุทธสิหิงค์นี้ทางลังกาไม่เคยมีกล่าวถึงเลย แม้จะเป็นต้นตำรับทางพุทธศาสนาลังกาวงศ์ที่ถ่ายทอดแบบอย่างให้แก่ไทยโดยตรง ตำนานเรื่องพระพระพุทธสิหิงค์แต่งขึ้นในประเทศไทยเองตามคำบอกเล่า โดยอาจจะได้จากพระสงฆ์ลังกาที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์ในครั้งนั้นเป็นครู หรือเป็นผู้นำเอาตำนานและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชาวลังกามาถ่ายทอดให้พระสงฆ์ไทย นโยบายที่อ้างความ
เก่าแก่โบราณซึ่งผู้ฟังผู้อ่านเกิดไม่ทันก็ดี อ้างย้อนหลังไปถึงครั้งอินเดียก็ดี ลังกาก็ดี ล้วนเป็นการสร้างความเคารพเชื่อถือ สร้างความสำคัญศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สิ่งนั้น ๆนั่นเอง เพราะสมัยก่อนเราถืออินเดีย ลังกาเป็นบรมครูที่ตำนานอ้างว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นในลังกาทวีปจึงไม่เป็นความจริง แต่เราเพียงเอาคดิความเชื่อของลังกามาเท่านั้น แล้วนำมาคิดปรุงแต่งแบบอย่างขึ้นใหม่ โดยได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากลังกาดังจะเห็นว่าพระพุทธสิหิงค์ไทยลักษณะลางอย่างคล้อยตามลังกา แต่โดยทั่วไปแล้วแทบไม่เหมือนลังกาเลย..."
เมื่อตำนานยากแก่การวินิจฉัยชี้ชัดเช่นนี้ประกอบกับพระพุทธสิหิงค์ทั้งสามองค์ต่างก็มีความเก่าแก่และเป็นที่สักการบูชากันมาช้านาน จึงถือกันว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์องค์แท้ทั้งสามองค์ ดังที่ เสนอ นิลเดช ได้กล่าวไว้ในเรื่อง "พระพุทธสิหิงค์" พิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ว่า "สรุปแล้วพระพุทธ
หิงค์ที่มีอยู่ในเมืองไทยแท้ทุกองค์ เพราะแต่ละองค์ก็มีตำนานปรากฏ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ยังดีเสียกว่าที่เราไม่มีอะไรเสียเลย"
พระพุทธสิหิงค์แบบขนมต้ม แม้ได้รับอิทธิพลศิลปะแบบลังกาและศิลปะปาละผสมกัน แต่ก็ถือเป็นสกุลช่างนครศรีธรรมราชที่นำศิลปะจากสองแหล่ง
พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช ประดิษฐานอยู่ที่ "หอพระพุทธสิหิงค์" ในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช (อยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัดกับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งบริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งวังของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
พระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นพระพุทธรูปสำริดประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย (เช่นเดียวกับองค์ที่เชียงใหม่) มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓๒ เชนติเมตร สูง ๔๒ เซนติเมตร พระวรกายอ้วนกลมป้อม พระอุระนูนมาก พระเศียรและพระพักตร์กลมป้อม เส้นพระศกใหญ่ ไม่มีไรพระศก พระหนุ และพระนาสิกยื่นเล็กน้อย ชายสังฆาฏิสั้นแบบเขี้ยวตะขาบ แต่มีริ้วผ้าพับช้อนกันมาก ฐานเตี้ยและเรียบไม่มีบัวรอง ส่วนที่เป็นฐานบัวเพิ่งมาทำในสมัยรัชกาล ที่ ๕ จัดเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างนครศรีธรรมราชที่เรียกกันว่า"แบบขนมต้ม" ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้กล่าวไว้เรื่องที่อ้างแล้วข้างต้นว่า "...พระพุทธสิหิงค์ นับเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างพื้นเมืองนครศรีธรรมราชโดยแท้ เป็นเอกลักษณ์ของตนโดยเฉพาะ แม้จะได้รับอิทธิพลแบบอย่าง มาจากลังกาและศิลปะครั้งราชวงศ์ปาละจากอินเดียผสมกัน แต่นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างที่สำคัญแบบหนึ่งของนครศรีธรรมราช
มีข้อสังเกตประการหนึ่ง ผิวโลหะส่วนผสมที่หล่อพระพุทธสิหิงค์องค์แบบจะออกสีแดงเรื่อ ๆ คล้ายนาก ผิวโลหะสุกปลั่งเป็นมันแววอยู่เสมอเป็นพิเศษกว่าทุกองค์ กล่าวคือพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชรุ่นหลัง ๆ ซึ่งหล่อขึ้นในสมัยอยุธยามักจะมีส่วนผสมทองเหลืองอยู่มากจนเห็นชัด ดังนั้นน่าเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ต้นแบบในหอพระพุทธสิหิงค์มีอายุเก่ากว่าเพื่อน หรือหล่อขึ้นในสมัยสุโขทัยตามตำนาน คือในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ และเมื่อสร้างองค์ต้นแบบขึ้นแล้ว ก็คงไม่มีการปั้นหล่อพระพุทธสิหิงค์แบบเดียวกันอีก เพราะถือมั่นว่าพระพุทธรูปสำคัญ ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่บ้านจะต้องมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพิ่งมาเลิกคติเดิมคิดเปลี่ยนแปลงทำเลียนแบบขึ้นในสมัยหลังเพื่อให้คนทั่วไปมีไว้บูชากราบไหว้ได้บ้าง ดังนั้นเราจึงพบว่าพระพุทธสิหิงค์รุ่นหลังมักหล่อขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นต้นมา และฝีมือช่างแตกต่างกันไป"
ทุกปีในวันมหาสงกรานต์ ชาวนครศรีธรรมราชจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปสรงน้ำที่สนามหน้าเมือง
เรื่องที่มาของชื่อ "พระพุทธสิหิงค์" ว่าอาจมาได้ ๒ ทางคือ ทางหนึ่งมาจากการเปรียบลักษณะของพระพุทธรูปนี้ว่าสง่างามดั่งพญาราชสีห์ ความเชื่อนี้มีมาแต่ในตำนานเดิมของพระโพธิรังสี ซึ่งศาสตราจารย์แสง มนวิทูร แปลภาษาไทยไว้ในชื่อเรื่อง "นิทานพระพุทธสิหิงค์" ว่า "...มีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ จึงเรียกชื่อว่าพระสิหิงค์ อีกนัยหนึ่งลักษณะท่าทางของพระผู้มีพระภาค จึงเรียกชื่อว่า สิหิงค์ (สีหอิงค)" ส่วนอีกทางหนึ่งอาจมาจากการที่เราเรียกชาวลังกาอีกชื่อหนึ่งว่า "ชาวสิงหล" และด้วยที่เชื่อกันว่ามีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับชาวลังกาดังกล่าวแล้ว ต่อมาจึงเรียกพระพุทธรูปนี้ว่า "พระสิงห์" หรือ "สีหฬปฏิมา" หรือ "พระพุทธสิหิงค์" ซึ่งก็คือพระพุทธรูปชาวสิงหลนั่นเอง
พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราชเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างพื้นเมืองมีเอกลักษณ์ที่รูปทรงเป็นแบบ "ขนมต้ม" ที่ได้รับอิทธิพลจากลังกาและอินเดียครั้งราชวงศ์ปาละ
ชาวนครศรีธรรมราชและชาวไทยโดยทั่วไป มีความเชื่อกันมาแต่ครั้งโบราณว่าพระพุทธสิหิงค์มีความศักดิ์สิทธิ์มากจึงสักการบูชาและถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมานาน ในตำนานและประวัติพระพุทธสิหิงค์จะเห็นชัดว่ากษัตริย์หรือผู้ครองเมืองต่างก็พยายามที่จะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปไว้ยังเมืองตนเองตลอดเวลา พระโพธิรังสีได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "พระ
พุทธสิหิงค์หาชีวิตมิได้ก็จริง แต่มีอิทธานุภาพด้วยเหตุ ๓ ประการคือ อรหันตพล ของอรหันต์ อธิษฐานพลของพระเจ้าลังกาหลายองค์ และศาสนพลของพระพุทธเจ้า"และกล่าวว่า "พระพุทธสิหิงค์ เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่ใด ๆ ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดังดวงประทีป เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่"
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งพระศรีมโหสถแต่งโครงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้พรรณนาถึงความสำคัญของพระพุทธสิหิงค์ ไว้เป็นคำโคลงบทหนึ่ง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้แต่งตำนานพระพุทธสิหิงค์อีกท่านหนึ่ง ได้แสดงความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์ไว้ว่า "ข้าพเจ้าผู้เขียนตำนานย่อฉบับนี้มีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์ออยู่มาก อย่างน้อยก็สามารถบำบัดความทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ข้าพเจ้าขอแนะนำให้มาจุดธูปเทียนบูชาและนั่งนิ่ง ๆ มองดูพระองค์สัก ๑๐ นาที หิงค์อยู่มาก อย่างน้อยก็สามารถบำบัดความทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจ ท้อถอยเกียจคร้านจะกลับขยัน ผู้ที่หมดหวังจะกลับมีหวัง... "
จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน ชาวนครและจังหวัดใกล้เคียงจึงรู้สึกภาคภูมิใจและนับถือพระพุทธรูปองค์นี้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อมาระยะหลังได้เพิ่มกิจกรรมอันแสดงถึงความศรัทธาของชาวเมืองมากขึ้นอีก เช่นการอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำที่สนามหน้าเมืองในวันสงกรานต์ (๑๓ เมษายน) นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนชาวนครและวัดต่าง ๆ ทุกอำเภอต่างพากันสร้างพุทธสิหิงค์จำลองขึ้นเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่บ้าง และขนาดเล็กบ้าง โดยเฉพาะการสร้าง "พระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัย" ขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕๕ เป็นพระพุทธสิหิงค์ปูนปั้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีหน้าตักกว้าง ๙,๘๔ เมตร ถือเป็นการประกาศความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อพระพุทธสิหิงค์ให้ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวพุทธทั่วโลกอย่างชัดเจน
เขียนโดย ดร.พรศักดิ์ พรหนแก้ว จากหนังสือพระพุทธสิหิงห์มิ่งมหาชัย หน้า51-55 พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2560
08 กรกฎาคม, 2568
"พระพุทธสิหิงค์รุ่นแรกในประเทศไทย
เรื่อง "พระพุทธสิหิงค์" ยังคงมีผู้สนใจ และสงสัยอยู่เสมอ จึงเห็นว่าบัดนี้ถึงเวลาควรจะได้อธิบาย
ให้ความกระจ่างได้บ้างแล้ว ปัจจุบันมีพระพุทธสิหิงค์(หรือพระสิงห์) ๕ องค์คือ
๑. พระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช
ประดิษฐานอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งวังของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปขนาดย่อม หน้าตักกว้าง ๓๒ เซนติเมตร สูง ๔๒เซนติเมตร ชาวเมืองมักเรียก "พระสีหยิง" และ "พระสิหึง" ก็มี ตามสำเนียงของท้องถิ่น
๒. พระพุทธสิหิงค์พระนคร
ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในวังหน้าของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร สูง(รวมฐานบัว) ๘๖ เซนติเมตร ชาวพระนครเรียกว่า"พระสิหิงค์"
๓. พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่
ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม ณ วิหารพระสิหิงค์เดิมในวัดพระสิงห์ (วัดชีเลี่ยงพระ) จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง ๘๒.๕ เชนติเมตร สูง๙๖ เซนติเมตร ชาวพื้นเมืองนิยมเรียก "พระสิงห์"
ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
๔. พระพุทธสิหิงค์เชียงราย
ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระสิงห์ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย ชาวพื้นเมืองก็นิยมเรียกว่า "พระสิงห์
๕. พระพุทธสิหิงค์แสนหวี
ประดิษฐานอยู่ ณ ตำหนักของเจ้าแสนหรี ไนรัฐไทยใหญ่ ประเทศพม่า ซึ่งชาวไทยใหญ่ปัจจุบัน
เรียกชื่อใหม่ว่า "พระก่อเมือง" นับว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ที่ถูกลักพาไปจากเชียงใหม่ เมื่อคราวบ้านเผือก
เป็นจลาจลเพราะเกิดสงครามกับพม่า
เดิมทีเดียวเราก็ไม่ทราบว่าในเมืองไทยมีพระพุทธสิหิงค์ เพิ่งจะทราบแน่ชัดว่ามีซ้ำกันถึงสามองค์ คือ
มีอยู่ที่นครศรีธรรมราช กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ แล้วเกิดวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ นี่เอง อันเป็นเหตุให้ต่างคนต่างก็คิดว่าพระพุทธสิหิงค์ที่อยู่ในเมืองของตนเป็นองค์จริงด้วยความเคารพนับถือกันมาแต่โบราณ เมื่อมีการถกเถียงกันมากเข้า ก็เลยมีคนแต่งนิทานแต่งเรื่องใหม่เสริมเข้ามาอีก เพื่อจะสนับสนุนความเชื่อด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะตีตำนานไม่แตก แยกไม่อออกว่าอะไรเป็นแก่นอะไรเป็นกระพี้ และไม่เข้าใจแบบอย่างสกุลช่างพระพุทธรูป ตลอดจนคติทางพุทธศาสนาที่นิยมเชื่อถือกันในยุคนั้น
ดังนั้นต่อไปนี้จะขอสรุปปัญหาแต่เพียงสั้นๆพอเข้าใจ
๑. ตำนานพระพุทธสิหิงค์ทางลังกา ไม่เคยมีกล่าวถึงเลย แม้จะเป็นต้นตำรับทางพุทธศาสนาลังกาวงศ์ที่ถ่ายทอดแบบอย่างให้แก่ไทยโดยตรง ในสมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีคณะราชทูตจากประเทศลังกาเข้ามาติดขอขอพระสงฆ์ไทยให้ไปอุปสมบทตั้งศาสนวงศ์ (สยามวงศ์) ในลังกาทวีป เมื่อพ.ศ.๒๒๙๙ ด้วยขณะนั้นพุทธศาสนาในลังกาอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม และพระธรรมวินัยแห่งสงฆ์ฟั่นเฝือคณะทูตลังกาดังกล่าวยังได้มาบูชาพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งมีข้อความกล่าวไว้ในศุภอักษรตอบไปยังเมืองลังกว่าดังนี้
"อีกประการหนึ่ง ทูตานุทูต อำมาตย์ได้เห็นพระพุทธสิหิงค์ในมณฑปนำมโนรมย์ในวัดบรมพุทธาราม
วิหาร ประดับทองเงินรัตนงามวิจิตร จึงพากันเจรจาเหตุที่ไม่ทราบเรื่องนั้นให้กันฟัง ราชบุรุษจึงนำเรื่องนั้นมาเล่าให้ทูตานุทูตนั้นทราบชัด ทูตานุทูตอำมาตย์ทั้งหลายต่างพากันพูดว่า ตำนานสิหิงค์นิทานนี้ ในกรุงศิริรัตนนครไม่มี เราจึงให้ราชบุรุษจารึกตำนานพระพุทธสิหิงค์นิทานส่งมาให้ ขอท่านอัครเสนาบดีได้นำตำนานสิหิงค์นิทานนี้ ทูลพระเจ้ากรุงศิริวัฒนแล้วทูลว่าขอให้ทรงหวงแหนพระตำนานนี้ไว้ในกรุงศิริวัฒนบุรีด้วย
๒. ตำนานเรื่องพระพุทธสิหิงค์แต่งขึ้นใน
ประเทศสยามเองตามคำบอกเล่า โดยอาจจะได้พระสงฆ์ชาวลังกาที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนา
ลังกาวงศ์ในครั้งนั้นเป็นครูหรือเป็นผู้นำเอาตำนานนิทาน และคติความเชื่อทางพุทธศาสนาของชาวลังกามาบอกเล่าถ่ายทอดให้พระสงฆ์ไทยฟัง ตลอดทั้งเรื่องมหาวงศ์พงศาวดารลังกา พวกพระสงฆ์ไทยคงต้องทราบเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากนิทานตำนานทั้งหลายล้วนได้อิทธิพลเรื่องราวแนวความคิดมาจากแขกลังกาทั้งสิ้น ตำนานลางเรื่องก็แทบจะลอกเอาของลังกามาเลยทีเดียว ในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชได้มีกล่าวถึงเรื่องการนำพระพุทธสิหิงค์มาจากลังกา กล่าวถึงเรื่องปาฏิหาริย์และเรือแตกต้องนำพระพุทธสิหิงค์มาขึ้นฝั่งที่จังหวัดตรัง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ทางเมืองนครศรีธรรมราชมีแต่งเล่าไว้สั้นๆเพียงแห่งสองแห่งเท่านั้น แต่กล่าวความพิสดาร และมีกล่าวถึงไว้หลายแห่งก็เป็นตำนานต่าง ๆ ที่คิดแต่งขึ้นในล้านนาไทย และทางนครศรีธรรมราชก็คงไม่รู้ว่าทาง
เมืองเหนือแต่งเรื่องไว้อย่างไรด้วย เพราะเป็นแต่เพียงประตูทางผ่าน และไม่ได้เป็นฝ้ายรับความเจริญทางพุทธศาสนาจากเมืองเหนือ
๓. วิธีแต่งตำนานของคนโบราณ มักอ้างความเก่าแก่หลายร้อยหลายพันปี ยกอิทธิปาฏิหาริย์มาตั้ง อ้าง
เทพยดาฟ้าดิน พระอินทร์ พระพรหม หรือกล่าวว่ามีอิทธิฤทธิ์มีเดชานุภาพผิดธรรมดาต่าง ๆ แสดงความพิสดารเหนือธรรมชาติมนุษย์นานาและกล่าวถึงอำนาจบุญญาธิการ มีความวิเศษ มีอานุภาพต่างๆ เหล่านี้เป็นกุศโลบายชองคนแต่ก่อนที่จะให้สิ่งนั้น ๆ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ มีคุณค่าความสำคัญอันจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อและเคารพเลื่อมใสขึ้น เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์การแสดงปาฏิหาริย์เป็นเรื่องอำนาจลึกลับยากที่จะพิสูจน์แต่ห้ามถาม ห้ามพิสูจน์ เหมือนกับการอ้างพระผู้เป็นเจ้าจากสวรรค์ ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อมิฉะนั้นเราก็ร่วมสังคมเขาไม่ได้และไม่ยุติ ไม่เกิดศรัทธา นโยบายที่อ้างความเก่าแก่โบราณที่ผู้ฟังผู้อ่านเกิดไม่ทันก็ดี อ้างย้อนหลังไปถึงครั้งอินเดีย ลังกาก็ดี ล้วนเป็นการสร้างความเคารพเชื่อถือ สร้างความสำคัญศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สิ่งนั้น ๆ นั่นเอง เพราะสมัยก่อนเราถืออินเดีย ลังกาเป็น"บรมครู" จะทำอะไรให้คนเชื่อก็ต้องอ้างถึงเสมอเหมือนอย่างทุกวันนี้ถ้าเราจะพูดอะไรให้คนเห็นคล้อยตาม ก็ต้องอ้างอเมริกา ยุโรปจึงจะดี เพราะเรายึดถือเอาฝรั่งอเมริกาและยุโรปเป็น "บรมครู" เฉกเช่นเดียวกับคนสมัยก่อนนั่นเอง
การสร้างตำนานของคนแต่ก่อนมักมีสองอย่าง
อย่างแรก ตัวโบราณวัตถุสถานเกิดขึ้นก่อนหรือมีอยู่แล้ว ภายหลังจึงแต่งเรื่องตำนานนิทานประกอบขึ้น โดยพยายามให้สอดคล้องต้องกันกับสิ่งแวดล้อมและเนื้อหาอย่างน่าฟัง มีเหตุมีผลอย่างชาญฉลาด ซึ่งเรามักจะพบเห็นอยู่เป็นอันมาก
อย่างที่สอง แต่งเรื่องตำนานนิทานขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างโบราณวัตถุสถานหรือการค้นพบวัตถุสถานนั้น ๆ โดยอ้างต้นเหตุความเป็นมาถึงสมัยโบราณก่อนหน้านั้นนำมาประกอบเรื่องด้วย ลางทีนอกจาก
พรรณนาเหตุการณ์เรื่องราวในขณะนั้นแล้ว ยังได้พยากรณ์หรือกล่าวถึงเรื่องในอนาคตด้วย
๔. ที่ในตำนานอ้างว่า พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นในลังกาทวีปนั้นไม่เป็นความจริงเพราะเราเพียงเอาคติความเชื่อของลังกามาเท่านั้น แล้วนำมาคิดปรุงแต่งแบบอย่างขึ้นใหม่โดยรับอิทธิพลแบบอย่างลังกา ดังจะเห็นว่าพระพุทธสิหิงค์ของไทยลักษณะลางอย่างคล้อยตามลังกา แต่โดยทั่วไปแล้วแทบไม่เหมือนลังกาเลย เพราะว่าลังกานิยมสร้างพระพุทธรูปสำริดขนาดย่อมมากกว่าขนาดใหญ่ อีกทั้งเนื้อโลหะวัตถุที่ผสม เทคนิคการหล่อก็ต่างกัน พวกพระสงฆ์ลังกาที่เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาและพระสงฆ์ไทยที่ไปศึกษาพุทธศาสนาในลังกากลับมาเมืองไทยในสมัยนั้น คงจะได้แบบอย่างพระพุทธรูปลังกาเข้ามาเคารพบูชาบ้าง แต่คงเป็นองค์เล็ก ๆ พอติดตัวอุ้มเดินทางรอนแรมมาได้ ที่เป็นพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ ราคาต้นทุนการหล่อการสร้างสูง และยิ่งเป็นพระพุทธรูปสวยงามคู่บ้านคู่เมืองมีชื่อเสียงลือนามเป็นอย่างพระพุทธรูปวิสามัญ ไฉนใครเลยเขาจะให้มาง่ายๆ
อีกทั้งการเคลื่อนย้ายนำมาคงทำได้ไม่สะดวกนัก
๕. คติความเชื่อถือที่เป็นหลักในเรื่องนี้ หรือหัวใจของเรื่องการสร้างพระพุทธสิหิงค์ คงจะเกิดจาก
ตำนานคัมภีร์มหาวงศ์อันเป็นหนังสือพงศาวดาร"ลังกา ซึ่งในตอนแรกได้กล่าวถึงกำเนิดชาติลังกาสิงหล
ว่า พระเจ้าวังคราชผู้ครองวังคนครเป็นราชธานีอยู่ทางเหนือแคว้นกลิงคราษฎร์ ได้ราชธิดาของพระเจ้ากลิงห
ราษฎร์เป็นมเหสี มีราชธิดาชื่อนางสุปา นางผู้นี้นี้มักมากในกามกิเลส จึงถูกขับไล่ออกจากเมืองไปได้พระยา
ราชสีห์เป็นสามี นางสุปาคลอดบุตรออกมาชื่อ "สีหหากุมาร" พระกุมารนี้เป็นเชื้อราชสีห์ มีกำลังวังวังชามาก
เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจึงพามารดาหนีพระยาราชสีห์กลับเข้ามาอยู่กับมนุษย์ ฝ่ายพระยาราชสีห์มีความอาลัยออก
ติดตามบุตรภรรยา เที่ยวขบกัดผู้คนเมืองในวังคนครล้มตายเป็นอันมาก จนพระเจ้าวังคราชต้องประกาศป่าว
ร้องหาผู้อาสาฆ่าพระยาราชสีห์นั้น สีหฬาหุกุมารรับอาสา ฆ่าพระยาราชสีห์ตาย เพราะเหตุนี้จึงปรากฎนามว่า "สีหฬกุมาร" ต่อมาได้ครองเมืองวังคนคร แต่ไม่ปรารถนาจะตั้งเมืองอยู่วังคนคร จึงมอบเมืองนั้นให้อำมาตย์ผู้เป็นสามีใหม่ของมารดา แล้วไปสร้างราชธานีใหม่ชื่อ สีหบุรี มีราชบุตร ๓๐ องค์ องค์ใหญ่ชื่อ "วิชัยราชกุมาร" แต่ประพฤติเป็นพาล จึงถูกพระราชบิดาขับไล่ออกจากเมือง วิชัยราชกุมารจึงเตร็ดเตร่ข้ามมายังเกาะลังกา ได้นางยักษ์ชื่อ "กุเวณา" เป็นภรรยา และได้ตั้งเมืองครอบครองอยู่บนเกาะลังกา เป็นบรรพบุรุษของพวกชาวลังกาสิงหฬสืบมาแต่บัดนั้น ดังนั้นพวกลังกาจึงเชื่อถือกันมาว่าพวกตนสืบเชื้อมาจากราชสีห์
ตามความดังกล่าวจะเห็นว่าประวัติมาแต่คำว่า "สิงหฬ" หรือ "สิงหมะ" อันเป็นชื่อเรียกชนชาติลังกา หรือเรียกพระพุทธรูปนั้นว่าเป็น พระพุทธรูปสิงหฬ" นั่นเอง แต่เนื่องจากหนังสือตำนานที่กล่าวถึงพระพุทธรูปนั้นแต่งเป็นภาษามคธ ครั้นจะเรียกว่าสิ่งหนปฏิมากรก็ดูจะธรรมดาไป ไม่เข้าใจภาษามคธ และไม่ตรงกับต้นเรื่องกำเนิดชาวลังกาที่ว่าสืบมาแต่ราชสีห์ จึงใช้นามว่า "สิหิงค์" และเชื่อได้ว่าเดิมเห็นจะเรียกชื่อ "พระสิงห์" ก่อนที่จะมาเรียกกันว่า "สิหิงค์" เพราะดังได้กล่าวมาแล้วว่าคำ "พระสิงห์" "จากคำ "สิงหม" พูดง่ายๆ ว่าถ้าเพิ่มตัว "ฬ" การันต์ลงข้างท้ายนามพระสิงห์ก็จะเป็น "พระสิหฬ" ทันทีดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงประทานอธิบายไว้ อีกประการหนึ่ง ถ้าเราพูดคำศัพท์ภาษามคร ที่ท่านโพธิรังสีผูกศัพท์ไว้ก็จะเข้าใจชัดเช่นเดียวกัน คือในหนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์อธิบายว่า เนื่องจากพระพุทธรูปองค์ที่ปั้นหล่อขึ้นใหม่นั้น "มีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ จึงเรียกชื่อว่าพระสิหิงค์ อีกนัยหนึ่งลักษณะท่าทางของราชสีห์เหมือนลักษณะท่าทางของพระผู้มีพระภาค จึงเรียกชื่อว่า สิหิงค์" (สีห+อิงค)
๖. พระพุทธสิหิงค์ปั้นหล่อขึ้นในสมัยสุโขทัยโดยเทียบอายุเวลาเอาได้แน่นอน จากศักราชที่แต่งหนังสือสิหิงคนิทาน คุณธนิต อยู่โพธิ์เห็นว่าพระโพธิรังสีพระเถระชาวเชียงใหม่แต่งไว้เป็นภาษาบาลี เมื่อประมาณระหว่าง พ.ศ.๑๙๔๕-๑๙๘๕ ในรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกนหรือพระเจ้าวิไชยดิส ครองราชย์ในนครเชียงใหม่ ดังข้อความที่ได้บรรยายไว้ในตัวหนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์นั้นแล้ว ส่วนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า แต่งขึ้นในระหว่างปีพ.ศ.๒๐๐๐-๒๐๗๐ และมีลางท่านเห็นว่าน่าจะแต่งขึ้นในระหว่าง พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๖๘ เพราะระยะนั้นเป็นระยะเวลาที่วรรณกรรมบาลีกำลังเฟื่องฟูในล้านนาไทย
ตำนานพระพุทธสิหิงค์แต่งขึ้นประกอบองค์พระพุทธปฏิมาภายหลัง ดังนั้นจึงสามารถเทียบศักราช
ตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏเรื่องในพงศาวดารอันเป็นต้นเค้าความจริงย้อนหลังได้ดังกล่าวแล้ว
หลักฐานที่ปรากฏให้สืบได้ตามที่กล่าวมา ก็พอประมาณได้ว่า พระพุทธสิหิงค์น่าจะสร้างขึ้นในสมัย
สุโขทัย ระหว่างรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงกับพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) และถ้าตำนานกล่าวถูกต้องที่เราได้ติดต่อรับพุทธศาสนาจากลังกาทำให้ลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยพ่อขุนรามคำแหง พระพุทธ
สิหิงค์ก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยนั้น แต่ก็เป็นปัญหาน่าสงสัยไม่น้อยในข้อที่ว่า ปลายนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธ
สิหิงค์ทำยาวเท่ากันหมด เนื่องจากเดิมเราเชื่อกันว่าพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) เป็นผู้คิดท่าปลายนิ้วพระ
หัตถ์พระพุทธรูปให้เท่ากัน โดยอาจจะเริ่มทำในครั้งหล่อพระพุทธชินราชเป็นต้นมา ด้วยพระองค์เป็นพระ
เจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ได้สอบสวนคัมภีร์มหาปุริสลักษณะ ลงเนื้อเห็นว่าปลายนิ้วพระหัตถ์เท่ากัน อาจจะมีมาก่อน
สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลีไท) ก็เป็นได้ ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องในตำนานตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
และจัดเอาพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปสุโขทัยรุ่นแรกอันเป็นลักษณะศิลปะไทยปนลังกา และมีข้อสังเกต
ประการหนึ่งว่าการสร้างพระพุทธรูปสำคัญในยุคนั้นมักมีชื่อเรียกและ มีตำนานเล่าประกอบไว้ แต่พระพุทธ
สิหิงค์กลับไม่ปรากฏมีตำนานทางสุโขทัย แต่กลับมีที่นครศรีธรรมราชและเชียงใหม่
๗. พระพุทธรูปทุกองค์ที่มีชื่อเรียกว่า "พระพุทธสิหิงค์" เป็นองค์แท้ทุกองค์ (ยกเว้นพระพุทธสิหิงค์
องค์ที่กล่าวถึงในพงศาวดาร ซึ่งหมายถึงองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ)เพราะว่าต่างก็เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลแบบอย่างและคติความเชื่อทางพุทธศาสนามาจากลังกาด้วยกันหรือมาจากครูต้นเดียวกัน คือเป็นพระพุทธรูปแบบสิงหฬดังได้กล่าวแล้ว เมื่อต่างคนต่างได้รับ จึงต่างนำความคิดแบบอย่างนั้นสร้างขึ้นเองต่างกรรมต่างวาระกัน
เหตุนี้พระพุทธรูปแต่ละองค์จึงมีรูปทรงที่ต่างกัน ทั้งฝีมือช่างพื้นเมือง ขนาดหน้าตัก และอายุ(แต่อยู่ในยุคเดียวกัน) ความจริงข้อนี้ถ้าเราเข้าใจ "หลักเรื่องตำนาน" หรือ "หัวใจของเรื่องตำนาน" ได้แล้ว ก็ไม่น่าสับสน กล่าวคือเรื่องในตำนานพระพุทธสิหิงค์มีเพียงว่า ไทยเราติดต่อรับพุทธศาสนาจากลังกา โดยในชั้นแรกพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้เข้ามาเจริญรุ่งเรืองในเมืองนครศรีธรรมราชก่อน ต่อมาจึงแพร่ขึ้นไปสู่สุโขทัยและล้านนาไทยตามลำดับ ไทยเราได้ขอพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธปฏิมา คัมภีร์ทางศาสนา และอื่น ๆ มาจากลังกา เช่นเดียวกับพวกมอญหงสาวดีแต่งสำเภาให้พระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่ ชื่อพระพุทธโฆษาจารย์พร้อมด้วยพระภิกษุที่ชำนาญในจิตรกรรมรูปภาพเลขาเดินทางไปลังกาทวีป เพื่อขอเขียนภาพจำลองอย่างไพชยนต์มหาปราสาทพระพุทธทวลัญชร พระวิหารเพื่อนำมาสร้างในกรุงหงสาวดี เป็นที่บำรุงพระราชศรัทธาและพระพุทธศาสนาสืบไป เหล่านี้เป็นตัวอย่าง
ตำนานพระพุทธสิหิงค์ก็อธิบายความเรื่องว่าครั้งหนึ่งไทยเราส่งทูตไปขอพระพุทธรูปสิงหมายังประเทศสยาม เพื่อเป็นแบบอย่างทางช่างและนมัสการกราบไหว้เคารพบูชาแก่ชาวเมืองเท่านั้น และเรามาเรียกพระพุทธรูปนี้ว่า พระสิงห (ฬ) เอาเอง ซึ่งพระพุทธรูปลังกาสิงหฬองค์จริงๆ ที่ได้มาอาจจะมีก็ได้ แต่อาจเป็นองค์ขนาดเล็ก และไม่รู้ว่าเวลานี้อยู่ที่ไหนแล้วก็เป็นได้
ปัญหาอยู่ที่เราต้องรู้ว่า "คติ" ความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น อะไรที่เกินเหตุผล เกินหลักฐานความเป็นจริงต้องตัดออกไปให้หมด อะไรที่เป็นสาระความจริงแฝงไว้ก็ค่อยนำมาวิเคราะห์ อย่างเช่นในตำนานพุทธสิหิงค์กล่าวไว้ว่า"ทั้งยังมีเทพเจ้า ๔ องค์คือ สุมนเทพ รามเทพลักษณาเทพ กามเทพ ผู้มีฤทธิ์รักษาพระรูปนั้นทุกเมื่อ"
ข้อความตามตำนานที่ว่ามีเทวดา ๔ องค์ คอยดูแลรักษาองค์พระพุทธสิหิงค์ดังกล่าวข้างต้นนี้ ที่แท้ก็
คือท่านพระโพธิรังสีท่านแปลงเอาเรื่องธรรมเนียมคณะสงฆ์ ๔ เหล่า หรือพระครู "กา" ทั้ง ๔ ตำแหน่งที่กำหนดหน้าที่คอยดูแลรักษาเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชองค์ละด้านมาแต่ครั้งโบราณนั่นเองมาเปรียบเทียบใส่ไว้ในตำนาน ตำแหน่งพระครูกา ๔ รูป(หรือพระครู "ลังกา" ๔ เหล่า) คือ
พระครูกาแก้ว (หรือสุมนเทพ) คือ ลังกาป่าแก้ว หรือคณะนิกายสงฆ์ลังกา ซึ่งอุปสมบทมาจาก
พระวันรัตนมหาเถร
พระครูการาม (หรือรามเทพ) คือ พวกลังกาวงศ์ที่แปลงมาจากเมืองรามัญ
พระครูกาชาด (หรือลักษณาเทพ) คือ พวกพระสงฆ์ที่เป็นชาวลังกาแท้ๆ (โดยชาติกำเนิด)
พระครูกาเดิม (หรือกามเทพ) คือ พวกพระสงฆ์ที่ไปบวชแปลงจากลังกาซึ่งมาอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชก่อนพระนิกายลังกาอื่น จึงเรียกลังกาเดิม
เมื่อทำความเข้าใจได้แล้ว เราก็พอจะมองเห็นเค้าความจริงในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไล่ไปตามลำดับทีละอย่าง ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เมืองนครศรีธรรมราชให้อิทธิพลแบบอย่างอะไรแก่สุโขทัยและล้านนาไทยบ้าง
๘. พระพุทธสิหิงค์มี ๓ แบบ ดังนี้
๘.๑ แบบนครศรีธรรมราช
พระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชโดยมากมักจะมีขนาดย่อมองค์ต้นฉบับก็มีขนาดหน้าตักประมาณ ๓๒ เชนติเมตร สูง ๔๒ เชนติเมตรเท่านั้น(ฐานล่างสุดกว้าง ๕๑ ช.ม. ตัวฐานสูง ๒๓ ช.ม. รวมทั้งฐานและองค์พระสูง ๖๕ ช.ม.) มีบ้างลางองค์ที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายซึ่งเป็นขนาดใหญ่ เท่าที่พบพระพุทธสิหิงค์องค์งามๆ มักจะเป็นองค์ขนาดใกล้เคียงกับองค์ต้นแบบ และพระพุทธรูปแบบพระพุทธสิหิงค์ นครศรีธรรมราชมีปางเดียว คือ ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ลักษณะคล้ายกับพระพุทธสิหิงค์แบบล้านนาไทยนิ้วพระหัตถ์ (ดรรชนี) โก่งงอ ปลายนิ้วชี้ลงข้างล่างอ้างพระธรณีเป็นพยานโดยเหตุนี้ลักษณะของพระพุทธสิหิงค์นครศรีธรรมราช สร้างขึ้นตามพุทธลักษณะในตำนานจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ระบุในตำนานมากที่สุดกล่าวคือ เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ นั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย พระวรกายล่ำสัน กลมป้อม พระอุระนูน พระเศียรและพระพักกลมป้อม พระหนุและนาสิกยื่นเล็กน้อย เส้นพระศกใหญ่ ไม่มีไรพระศก รัศมีเป็นบัวตูม ชายสังฆาฏิสั้นปลายเป็นกลีบแฉกซ้อนกับหลายชั้นอยู่เหนือพระถัน(มักเป็น ๓ แฉก) ฐานเตี้ยและเรียบ (ฐานบัวเพิ่งทำใหม่รัชกาลที่ ๕) ไม่มีบัวรอง
กล่าวโดยทั่วไปจะมีลักษณะกลมป้อม อ้วนล่ำ กล้ามเป็นมัด คล้ายคนเกร็งกล้ามเนื้อ ด้วยเหตุนี้นักเลงพระจึงเรียกกันว่า "พระขนมต้ม"เพราะรูปทรงล่ำเป็นมัดอย่างขนมต้มมัด แต่องค์ต้นแบบ (คือพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ในหอพระพุทธสิหิงค์) ยังมีความอ่อนหวาน มีความสมบูรณ์และสมส่วนสวยงามกว่าองค์อื่น ๆ ซึ่งลางองค์ถ้ามองดูด้านข้างจะคล้ายกับสิงห์ตามตำนานจริง ๆเหตุดังนี้จึงย่อมจะจัดได้ว่าเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างพื้นเมืองนครศรีธรรมราชโดยแท้ มีเอกลักษณ์ของตนเองโดยเฉพาะ แม้จะได้รับอิทธิพลแบบอย่างมาจากลังกาและศิลปะครั้งราชวงศ์ปาละจากอินเดียผสมกันถือเป็นสกุลช่างที่สำคัญสกุลหนึ่งของนครศรีธรรมราชพระพุทธรูปลางองค์มีศักราชจารึกบอกไว้ด้วย ทำให้ทราบวิวัฒนาการของสกุลช่างได้มีข้อสังเกตประการหนึ่ง โลหะส่วนผสมที่หล่อพระพุทธสิหิงค์องค์ต้นแบบ จะออกสีแดงเรื่อ ๆ คล้ายนาก ผิวโลหะสุกปลั่งเป็นมันแววอยู่เสมอ เป็นพิเศษ
กว่าทุกองค์ กล่าวคือโลหะที่ใช้หล่อพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชรุ่นหลัง ๆ ซึ่งหล่อขึ้นในสมัยอยุธยามักจะมีส่วนผสมทองเหลืองอยู่มากจนเห็นชัด ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ต้นแบบในหอพระพุทธสิหิงค์มีอายุเก่ากว่าเพื่อน หรือหล่อขึ้นในสมัยสุโขทัยตามตำนาน คือมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐และเมื่อสร้างองค์ต้นแบบขึ้นแล้วก็คงไม่มีการปั้นหล่อพระพุทธสิหิงค์แบบเดียวกันนั้นขึ้นอีกเลย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเหตุที่คนแต่ก่อนถือกันว่า พระพุทธรูปสำคัญศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจะต้องมีเพียงองค์เดียวเท่านั้นเพิ่งมาเลิกคติเดิมคิดเปลี่ยนแปลงทำเลียนแบบขึ้นใจสมัยหลังเพื่อให้คนทั่วไปมีไว้บูชากราบไหว้ได้บ้างดังนั้นเราจึงพบว่าพระพุทธสิหิงค์รุ่นหลังมักหล่อขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นส่วนมาก และฝีมือช่างแตกต่างกันไป
๘.๒ แบบสุโขทัย
พระพุทธสิหิงค์แบบสุโขทัย แท้จริงก็คือพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในปัจจุบัน ขนาดหน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร สูง ๘๖เซนติเมตร (สูงรวมฐานบัวซึ่งติดกับองค์พระและแยกต่างหากจากฐานซุกซี) เป็นพระพุทธรูปสำริด กะไหล่ทองคำ อาจเรียกได้ว่าเป็นแบบพิเศษ ไม่ค่อยพบในสกุลช่างสุโขทัย
อนึ่งพระพุทธสิหิงค์องค์นี้มีลักษณะแบบอย่างใกล้เคียงกับพระพุทธรูปของลังกาไม่น้อย
กล่าวคือลักษณะพระพุทธรูปประทับนั่งฝีมือช่างลังกาทุกรุ่นมีลักษณะคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ ๔ อย่างคือ
๑. พระหัตถ์เป็นปางสมาธิ
๒. ขัดสมาธิราบ
๓. ชายสังฆาฏิยาว
๔. ลำพระองค์ไม่สู้อวบอ้วน
ส่วนพระพุทธสิหิงค์แบบสุโขทัย มีลักษณะดังนี้
๑. พระหัตถ์เป็นปางสมาธิ โดยวางพระหัตถ์ซ้อนทับกัน (ขวาทับซ้าย)
๒. ขัดสมาธิราบ (เอาแข้งซ้อนแข้ง)อยู่บนฐานบัวหวาย สูงได้สัดส่วน
๓. ชายสังฆาฏิยาวลงมาจดพระนาภีและยาวลงไปเกือบถึงขอบผ้านุ่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตผ้า
สังฆาฏิแบนใหญ่กว่าปกติอีกด้วย
๔. ลำพระองค์ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ไม่ถึงกับอวบอ้วน โดยเฉพาะลำแขนเห็นชัดว่าอวบ พระ
อุระไม่นูนมาก
๕. ปลายพระหัตถ์ทั้งสี่นิ้วยาวเสมอกัน
๖.พระเศียรใหญ่ดูค่อนข้างจะกลม(พระพุทธรูปสุโขทัยโดยทั่วไปจะยาว) พระรัศมีเป็นเปลว
๗. วงพระพักตร์ค่อนข้างกลมแป้นพระนาสิกไม่ค่อยโด่งและปลายไม่งุ้ม
จะเห็นว่าพระพุทธสิหิงค์แบบสุโขทัย ได้รับอิทธิพลแบบอย่างมาจากลังกาโดยตรง แต่ด้วยฝีมือช่าง
กรุงสุโขทัยสูงยิ่ง ถึงแม้จะได้รับรูปแบบตัวอย่างมาจากพระพุทธรูปลังกาสิงหฬ ช่างก็ได้แก้ไขทรวดทรง
โครงสร้างให้เป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยได้อย่างคงามปั้นหล่อขึ้นตามอุดมคติของตนเอง จนแทบจะจำไม่ได้
ว่าได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ถ้าไม่มีตำนานบอกไว้และเทียบรูปแบบดั้งเดิมกันจริง ๆ เป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อ
ฝีมือช่างกรุงสุโขทัยอยู่แล้ว ต้นแบบหรือตำนานที่ได้รับมาไม่งาม ถ้าสร้างตามต้นฉบับก็จะหาความงามไม่ได้
มากนัก ดังเช่นพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชพยายามสร้างให้มีพุทธลักษณะตรงตามตำนานมากที่สุด
คือ มีลักษณะท่าทางเหมือนพระยาราชสีห์ ผลก็จึงออกมาอ้วนล่ำกล้ามเกร็งเป็นมัด ช่างกรุงสุโขทัยฝีมือ
เจริญถึงขั้นสุดยอด (Classic) แล้ว ย่อมจะต้องแก้ไขปรับปรุงให้งดงามตามความรู้และความรู้สึกนึกคิดของ
ตนเป็นอิสระ และได้สัดส่วนความงามด้วย ดังจะเห็นว่าพระพุทธสิหิงค์ดูทำท่าคล้ายจะอวบอ้วน พระเศียร
และพระพักตร์อยู่ในรูปลักษณะกลม (เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ แบบ) แต่ก็แก้ไขทำพระหนุเสี้ยม ทำพระเมาฟีเป็นเปลวสูงก็ช่วยทำให้พระพักตร์ดูยาวได้ส่วนงามขึ้น เป็นต้นนอกจากนี้เห็นว่าเราควรพิจารณากันด้วยว่าการที่พระพุทธสิหิงค์ทำปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวเท่ากัน (คล้ายพระพุทธชินราช) เช่นนี้ จะเป็นเครื่องชี้ช่วยกำหนดอายุได้หรือไม่ และที่เราเชื่อกันว่าการสร้างพระพุทธรูปแบบนิ้วพระหัตถ์ยาวเท่ากันเริ่มทำในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) นั้นเป็นจริงหรือไม่
๘.๓ แบบล้านนาไทย
พระพุทธสิหิงค์แบบล้านนาไทย องค์ที่ชาวพื้นเมืองเชื่อกันว่า เป็นพระพุทธสิหิงค์ตามตำนานนั้น คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่สวยงามองค์หนึ่งที่อยู่ที่วัดพระสิงห์ (ในวิหารลายคำ) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เคยถูกคนร้ายลักลอบตัดเอาพระเศียรไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จเยือนเชียงใหม่ ทรงทราบเรื่องจึงสั่งให้ช่างหลวงดำเนินการปั้นหล่อพระเศียรใหม่ให้เหมือนของเดิมจากกรุงเทพฯ แล้วซ่อมต่อขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์อย่างเก่า มีขนาดหน้าตัก ๘๒.๕ เขนติเมตร สูง ๙๖ เซนติเมตรความสูงรวมฐาน ๑๖๒ เซนติเมตร (เฉพาะฐานสูง ๒๖เซนติเมตร ฐานล่างสุดกว้าง ๑๑๐ เซนติเมตร)
พระพุทธรูปแบบพระพุทธสิหิงค์ของล้านนาไทย เป็นพระพุทธรูปแบบหนึ่งที่นิยมสร้างแพร่หลายมากที่สุดในภาคพายัพ และสร้างโดยช่างพื้นเมืองจนกลายเป็นสกุลช่างท้องถิ่น มีเอกลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง แม้โดยรูปแบบจะคล้ายกับพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราช แต่รูปทางโดยทั่วไปแล้วก็ต่างกันเห็นชัด เรานิยมเรียกพระพุทธรูปแบบพระพุทธสิหิงค์ของล้านนาไทยว่า "แบบสิงห์" หรือแบบ "พระสิงห์"ซึ่งพระพุทธรูปแบบนี้ทุกองค์จะมีลักษณะดังนี้ เป็นพระพุทธรูปปาฆารวิชัย ขัดสมาธิเพชร พระองค์อวบอ้วนพระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระถัน นิ้วพระหัตถ์สั้นยาวอย่างมือคน วงพระพักตร์สั้นกลม พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก พระหนูเป็นปม เส้นพระศกใหญ่ ไม่มีไรพระศก พระเมาฟีเป็นต่อมคล้ายดอกบัวตูม ฐานเป็นบัวหงาย มีกลีบน้อยแชมตอนข้างบน และมีเกสร
พระพุทธรูปแบบนี้มีหลายรุ่นหรืออายุไม่เท่ากัน และทุกรุ่นน่าจะมีอายุไม่เก่าไปกว่าพระพุทธรูปบบสุโขทัย องค์ที่จารึกบอกไว้ยิ่งแสดงว่ามีอายุหลังสุโขทัยเสียอีก (หล่อขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๐๑๓-๒๐๘)แม้พระพุทธรูปลางองค์ที่จัดว่าฝีมือสูงสวยงามที่สุด ไม่มีจารีกระบุอายุไว้จะเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปรุ่นเก่าหรือรุ่นแรก ถึงแม้ถ้าเป็นความจริงก็คิดว่าคงไม่เก่าถึงอายุทางประวัติศาสตร์ของเมืองโยนกเชียงแสน (พ.ศ.๑๖๐๐-๑๘๐๐) เป็นแน่ เพราะเมืองเชียงใหม่เชียงราย มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเมืองสุโขทัย ส่วนเมืองเชียงแสนนั้นที่เชื่อกันว่าเก่ากว่าสุโขทัยก็โดยทางตำนาน แต่หลักฐานทางโบราณวัตถุสถานไม่มียืนยันเพียงพอ จึงต้องยกไปก่อน
ความจริงหลักฐานทางตำนานหลายฉบับก็อกเป็นเค้าไว้ให้เห็นว่า พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้าาสู่ดินแดนล้านนาไทยหลังสุโขทัย คือ ถ้าจากลังทวีปเข้ามาทางนครศรีธรรมราช ก็ยังต้องผ่านมายังกรงสุโขทัยเสียก่อนจึงจะสืบต่อไปยังล้านนาไทย ตามสภามเป็นจริงทางภูมิศาสตร์และการเมือง แต่ถ้าเข้ามาทางเมืองมอญก็สามารถเข้าสุโขทัยและล้านนาไทยพร้อมกันได้ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกไว้แน่ชัดเช่นนี้ และเท่าที่เราทราบ พระพุทธรูปแบบพระสิหิงค์ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็หล่อขึ้นที่เชียงใหม่ ลางองค์ก็หล่อขึ้นที่สุโขทัย และด้วยเหตุที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางความเจริญทางพระพุทธศาสนาด้วย จึงย่อมกล่าวได้ว่า พระพุทธรูปแบบพระสิหิงค์คงมีอายุไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ และคงจะได้รับอิทธิพล
แบบอย่างไปจากสุโขทัยบ้าง ส่วนลักษณะประติมาณวิทยา เราเห็นกันว่าคงจะได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากราชวงศ์ปาละของอินเดีย และช่างพื้นเมืองได้พัฒนารูปแบบขึ้น จนกลายเป็นลักษณะท้องถิ่นของตนไปในที่สุด
กล่าวโดยสรุปพระพุทธสิหิงค์แต่ละองค์มีความงามสูงสุด แตกต่างกันไปตามสกุลช่าง โดยเฉพาะพระ
พุทธสิหิงค์แบบสุโขทัย สามารถจัดได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพระสิริลักษณะงดงามอย่างยิ่งองค์หนึ่ง
ที่มา ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ พิมพ์ครั้งแรกใน รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๒ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)