20 มิถุนายน, 2567

จักสานย่านลิเภา

“จักสานย่านลิเภา” เป็นงานหัตถกรรมจักสานประเภทหนึ่งที่สานหรือถักด้วย “ย่านลิเภา”ย่านลิเภา หรือ ลิเภา เป็นพืชตระกูลเฟิร์น หรือ เถาวัลย์ชนิดหนึ่ง เป็นเฟิร์นที่ทอดเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นยาวได้หลายเมตร บางชนิดเลื้อยปีนป่ายไปได้ยาวถึง 5 เมตร แต่โดยทั่วไปยาวราว 1–2 เมตร กระจายพันธุ์อยู่ในป่าละเมาะ ดิบชื้น ในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก จำนวนลิเภาที่ค้นพบในโลกมีอยู่ประมาณ 34 ชนิด ส่วนในประเทศไทยมีการค้นพบอยู่ประมาณ 7 ชนิด พบมากในป่าภาคใต้ของไทย (ภาษาท้องถิ่นภาคใต้เรียกเถาไม้เลื้อยว่า “ย่าน”) ลำต้นเมื่อแก่จะมีสีดำและเป็นมัน แหล่งที่พบย่านลิเภามาก เช่น ที่จังหวัด นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ย่านลิเภา ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม ด้วยเพราะว่าเป็นพืชที่มีลักษณะพิเศษ นั่นคือมีความเหนียวทนรวมถึง มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถคงทนอยู่ได้นับเป็นร้อยปีโดยที่จะไม่มีตัวแมลงมากัดกินเลย บรรพบุรุษไทยในอดีตจึง นำมาสานเป็นภาชนะข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านต่าง ๆ หลายชนิดเช่น เชี่ยนหมาก พาน กระเป๋าถือ กระเป๋าหมาก หมวก กล่องใส่ยาเส้น ปั้นชา ขันดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น เส้นลิเภาเมื่อนำมาจักสานขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ จึงยิ่งทำให้ชิ้นงานดูแปลกตา มีความ เป็นเอกลักษณ์แตกต่างออกไปจากชิ้นงานจักสานประเภทอื่นผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา เป็นงานหัตถกรรมเครื่องจักสาน พื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์พิเศษของภาคใต้เป็นงานสืบทอดจากบรรพบุรุษหลายร้อยปีมาแล้ว สันนิษฐานว่าเริ่มทำกันมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านตั้งแต่สมัยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ที่นิยมทำกันมากในสำนักของ เจ้าพระยาเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวกันว่า เจ้าเมืองนครได้เคยนำถวายเจ้านายในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักจนกระทั่ง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้งที่ดำรงตำแหน่งพระยาสุขุมนัยวิปัตสมุนเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชได้ฟื้นฟูส่งเสริม จนงานจักสานย่านลิเภาเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ชนชั้นสูงในกรุงเทพมหานคร และได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยเพราะมีเจ้านายฝ่ายในและขุนนางชอบสั่งทำกระเป๋าย่านลิเภาจากนครศรีธรรมราชกันมาก ในสมัยโบราณนั้นภาชนะที่ชาวนครโบราณทำด้วย ย่านลิเภานั้น มีตั้งแต่กระเซอ กล่องยาเส้น พานเชี่ยนหมาก ปั้นชา กล่อง ขันดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน แต่ปัจจุบัน มีการนำย่านลิเภามาทำเป็น ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ เหมาะสมที่จะใช้งานตามยุคสมัย เพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น กระเป๋า และเครื่องใช้ต่าง ๆ มีการพัฒนารูปแบบทำเป็นกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าถือที่ประกอบถมเงินหรือถมทอง จนกลายเป็นสินค้าหัตถกรรมที่เชิดหน้าชูตาอย่างหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราชมาจนถึงในปัจจุบันนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็น แหล่งผลิตงานหัตถกรรม “จักสานย่านลิเภา” ที่มีชื่อเสียง มีกลุ่มคนมีทักษะฝีมือในการทำงานจักสานย่านลิเภาอยู่มาก จึงมีกลุ่มจักสานย่านลิเภาเกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็ล้วนสร้างสรรค์ผลงานจักสาน ย่านลิเภา ที่มีเอกลักษณ์และความงดงาม โดดเด่นเฉพาะกลุ่มกันไป จนทำให้เครื่องจักสานย่านลิเภา ถือเป็นงานฝีมือชั้น เยี่ยมของชาวภาคใต้ที่ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช มีความภาคภูมิใจไม่แพ้งานเครื่องถมเมืองนครเช่นเดียวกัน เพราะ ความโดดเด่นนี้เองทำให้งานจักสานย่านลิเภา กลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นงานหัตถกรรม ที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ชาวบ้าน รวมทั้งยังส่งผลให้เศรษฐกิจของภูมิภาคดีขึ้นอีกด้วย การสร้างชิ้นงานด้านหัตถกรรมจักสานนั้นจะต้องใช้ความประณีต ความละเอียดอ่อน และ ความอดทนเป็นอย่างมาก ในขั้นตอนการสาน เนื่องจากต้องค่อย ๆ ถักทอ เรียงร้อยเส้นย่านลิเภาทีละเส้น ๆ แม้จะใช้เวลาค่อนข้างนานในการสร้างสรรค์ ผลงาน แต่ก็ได้ผลงานที่มีเอกลักษณ์คงความเป็นงานหัตถกรรมได้อย่างน่าสนใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการสร้างสรรค์ขึ้นรูปงานจักสานย่านลิเภาเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผสมผสานกับเครื่องถมเมืองนคร ทั้งถมเงิน และถมทองมีลวดลายที่วิจิตรงดงามทำให้ ผลงานยิ่งมีคุณค่า มีค่ามีราคามากยิ่งขึ้นเอกลักษณ์ของการใช้ย่านลิเภาในสมัยก่อนนั้นมีการนำย่านลิเภาไปใช้เป็นของใช้ประเภทต่าง ๆ เช่น ถาดใส่ผลไม้ถาดสำหรับใส่อาหารไปวัด นำมาเป็นกล่องสำหรับใส่ยาเส้นหรือทำเป็นเชี่ยนหมากเก็บเอาไว้ใช้ในบ้าน เป็นต้นการเลือกย่านลิเภาสำหรับใช้จักสานนั้นเป็นเอกลักษณ์ทีสำคัญอีกประการหนึ่ง โดยย่านลิเภาส�ำหรับใช้ในงานจักสานนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ 1. ย่านลิเภาดำ มีลักษณะเส้นที่สั้นและมีสีค่อนข้างดำ 2. ย่านลิเภาน้ำตาล มีลักษณะเส้นที่ยาว การเลือกเส้นย่านลิเภาให้มีความเหมาะสมสำหรับทำงานจักสานนั้นต้องมีความเหนียวและทน ด้านในควรมีสีน้ำตาลเข้ม ด้านนอกมีสีที่เขียวเข้ม ส่วนลิเภาอ่อนนั้นจะไม่นำมาใช้ เนื่องจากมีความยืดหยุ่นน้อย เมื่อดึงเส้นลิเภาในขั้นตอนการถักหรือสานจะขาดและสีไม่สวย ทักษะเชิงช่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการทำผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา คือ การขึ้นรูปโครงหวายให้ได้ขนาดตามรูปทรงที่ได้มีการออกแบบไว้ และต้องมีความพิถีพิถันในกรรมวิธีการเลียดเส้นหวาย และเส้นลิเภา เพื่อให้มีขนาดเล็กที่สุด เมื่อนำไปสานหรือถักแล้วรอยต่อของเส้นลิเภาที่สานจะมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันถึงจะได้ชิ้นงานที่มีความสวยงาม อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญนั่นก็คือการสร้างสรรค์ลวดลายงานหัตถกรรมแต่ละชิ้นจะมีคุณค่า หรือมูลค่ามากน้อยแตกต่างกัน ส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการสร้างลายบนตัวผลงานนั้น ๆ ด้วย ช่างผู้สร้างสรรค์ผลงานเองนอกจากจะพัฒนาฝีมือของตัวเองแล้ว ยังต้องหมั่นฝึกฝน และ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างลวดลายการสานที่แปลกใหม่ เพื่อให้งานที่ได้ออกมานั้นดูมีความทันสมัย ลายที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันล้วนเป็นลายที่ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาจากลวดลายในอดีต ได้แก่ ลายพิมพ์ทอง ลาย เม็ดแตง ลายมัดหมี่ ลายเม็ดมะยม ลายดาวกระจาย เป็นต้น เครื่องจักสานย่านลิเภา จัดว่าเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมของชาวภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็น แหล่งที่มีชื่อเสียง ในงานหัตถกรรมชนิดนี้มากที่สุด มีกำเนิดจากการจักสานย่านลิเภา เป็นข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน ที่มี เอกลักษณ์สืบทอดจากบรรพบุรุษหลายร้อยปี มีความรู้ความสามารถที่จะให้ย่านลิเภามาจักสานเป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้ มากมายหลายชนิด เช่น เชี่ยนหมาก พาน กระเป๋าหมากเป็นต้น นับเป็นความงดงามอย่างมีคุณค่า ยิ่งเมื่อผ่านการ จักสานอย่างประณีตด้วยความอุตสาหะและตั้งอกตั้งใจแล้วเครื่องจักสานย่านลิเภาจะทรงความงามทัดเทียมกับงาน ประณีตศิลป์ประเภทอื่นๆ ทีเดียว การจักสานย่านลิเภากลายเป็นที่รู้จักของคนเมืองหลวง เมื่อเจ้านายจากหัวเมืองใต้ นำ ขึ้นมาถวายในราชสำนักและเผยแพร่ในหมู่เจ้านาย มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วแพร่หลายจากนครศรีธรรมราช เข้ามาในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 2 สืบเนื่องต่อกันมาและได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเจ้านายฝ่ายในและ ขุนนางชอบสั่งทำกระเป๋าย่านลิเภาจากนครศรีธรรมราชกันมากศิลปะการประดิษฐ์ตกแต่งย่านลิเภาได้พัฒนาขึ้นในระดับสูง มีการตกแต่กระเป๋าหมากย่านลิเภาด้วยโลหะหรือวัสดุมีค่าเช่น ทองคำ นาก เงิน และ งาช้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการอนุรักษ์ และพัฒนางานจักสานย่านลิเภาให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฏรในเขตภาคใต้ ทรงมีพระราชดำริให้สอนการสานย่านลิเภาใน โครงการศิลปาชีพ และได้ทรงแนะนำและพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อย ๆ มีการพัฒนารูปแบบจนสวยงาม ทรงรับซื้อผลิตภัณฑ์ ย่านลิเภาให้มูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และนำออกจำหน่าย เป็นที่นิยมอย่างมากทั้งใน ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับประเทศ นอกจากผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภาจะแสดงให้เห็นถึงฝีมืออันประณีต และ สวยงาม ของช่างผู้สร้างงานแล้วนั้น ก็ยังสร้างความภูมิใจให้แก่ผู้ที่ได้ครอบครองอีกด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยในการนำย่านลิเภามาเป็นวัตถุดิบในงานศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงพระราชทานพระราชดำริให้ราษฎรภาค ใต้ปลูกย่านลิเภาคืนธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์ย่านลิเภาไม่ให้สูญพันธุ์ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ทักษิณราชนิเวศน์ เพื่อเยี่ยมราษฎร ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทดอดพระเนตร พื้นที่ที่ย่านลิเภาขึ้นเองตามธรรมชาติ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 งานหัตถกรรมย่านลิเภาถูกพัฒนาจนกลายเป็นที่นิยม และเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนชั้นสูงเรื่อยมาย่านลิเภานั้นมีความคล้ายคลึงกับเถาวัลย์ จะมีความเหนียว ทนทาน และ มีอายุการใช้งานเป็นร้อยๆ ปี ดังเช่นการขุดพบเครื่องจักสานย่านลิเภาเป็นจำนวนมากในแถบเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งงานที่พบทุกชิ้นยังอยู่ในสภาพดี มีความคงทนมากกว่าการใช้ผักตบชวา หรือหวาย ย่านลิเภาเขา คล้ายกับต้นหวาย ลำต้นใหญ่ มักใช้มัดสิ่งของย่านลิเภาหยอง ใบหยิก ลำต้นเล็ก ไม่นิยมนำมาแปรรูป ย่านลิเภาที่ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะหรือชายป่า ลำต้นเรียวงาม เปลือกเหนียวมี 2 แบบ คือ ลำต้นสีดำ และลำต้นสีน้ำตาล โดยทั่วไปลำต้นสีน้ำตาลจะมีความยาวและลำต้นที่โตกว่า และจะมีคุณสมบัติที่เหนียวกว่า การปอก เพื่อเอาเปลือกมาทำย่านลิเภาการชักเลียด เพื่อให้ได้ขนาดย่านลิเภาที่เท่ากันการขูด เพื่อให้ย่านลิเภามีความมันและเหนียวการสาน นำไปขัดกับโครงเพื่อขึ้นลาย ลิเภา มี 2 ชนิด คือ สีน้ำตาลและสีดำลาน มีสีขาวใช้ประกอบในการทำลวดลายหวาย ใช้ประกอบเป็นหูหิ้วหรือขอบโครงไม้ไผ่ ใช้ทำซี่กระเป๋า ซึ่งจะใช้เป็นเส้นยึดให้เกิดลวดลายไม้เนื้ออ่อน ใช้ขึ้นรูปทรงกระเป๋าหรือผลิตภัณฑ์มีด ใช้ในการขูดเส้นลิเภาเพื่อให้ได้ตามความต้องการเหล็กแหลมหรือเข็ม ใช้เจาะรูที่โครงกระเป๋าเพื่อเสียบไม้ไผ่ และช่วยในการจัดลายแผ่นโลหะเจาะรู้ ใช้ในการขูดเกลาให้ย่านลิเภาและไม้ไผ่ที่ใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ มีขนาดเท่ากันปลอกนิ้ว ทำด้วยผ้าหนาๆ ใช้สวมนิ้วเวลาขูดย่านลิเภากาวลาเท็กซ์ ใช้ทาส้นลิเภาให้ยึดติดกับโครงแบบที่จะทำหรือใช้ยึดส่วนประกอบของกระเป๋าน้ำยาเคลือบเงา ใช้ในการเคลือบเงาผลิตภัณฑ์ให้ลายเด่นชัดและคงทนมากขึ้น ขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ จักสาน ย่านลิเภาย่านลิเภาถูกนำมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆด้วยคุณสมบัติของย่านลิเภาที่มีลำต้นเหนียว และทนทาน จึงนำมาสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระเป๋าถือ เชี่ยนหมากกระเป๋าหนีบ หมวก ตะกร้า เป็นต้น ซึ่งกว่าเราจะได้ผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภาแต่ละชิ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ความอดทน บวกกับทักษะฝีมือ ถือเป็นงานหัตถกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อนไม่แพ้งานหัตถกรรมชนิดอื่น ๆ เลยโดยต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมย่านลิเภา ด้วยการนำเส้นย่านลิเภาใหญ่ ไปลอกหรือปอกเปลือกออก นำย่านลิเภามาผึ่งลมให้แห้ง ก่อนนำมาแบ่งด้วยวิธีการฉีกเป็นเส้น ตาม ขนาดที่จะใช้งาน ซึ่งลิเภาที่นำมาใช้จักสานเป็นผลิตภัณฑ์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ย่านลิเภาสีดำ และย่านลิเภาสีน้ำตาลเมื่อฉีกเสร็จแล้วนำไปแช่น้ำให้ชุ่ม และ นำกลับขึ้นมาฉีกให้เป็นฝอย ๆ จากนั้นเจาะรูฝากระป๋องนม หรือสังกะสีชนิดหนาเป็นต้น นำมาเจาะรูให้ได้ขนาดต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ประมาณ5 รู ให้มีขนาดจากช่องใหญ่ไปยังช่องเล็กที่สุด นำย่านลิเภาที่ เป็นเส้นมารูดทีละช่องจนถึงช่องเล็กสุด ชักรูดไปมาจนกระทั่งได้เส้นบางตามต้องการ วิธีนี้เรียกว่า “การชักเลียด” จนกระทั่ง ได้เส้นจักตอกโตตามขนาดที่ต้องการ การเหลาเส้นจักตอกโดยวิธีชักเลียด จะทำให้ตอกมีขนาดเท่ากันตลอดทั้งเส้น ผิวตอก จะเรียบลื่นสวยงาม และสามารถทำได้ทีละมาก ๆ เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้ และสามารถทำได้รวดเร็วด้วย การชัก เลียดนิยมใช้ทำเส้นจักตอกขนาดเล็กที่เหลาด้วยมีดพร้าได้ลำบาก วัสดุที่ใช้เหลาแบบชักเลียดจึงต้องอ่อนตัวและเหนียวทน เช่น หวาย คลุ้มและย่านลิเภา มิเช่นนั้นจะขาดได้ง่าย การจะให้ผลิตภัณฑ์ลิเภาประณีตสวยงามมากเพียงใด จึงต้องพิถีพิถัน ตั้งแต่ขั้นเตรียมวัสดุ ในส่วนของย่านลิเภาที่ยังไม่ได้ใช้ให้เก็บใส่ถุงพลาสติกแช่ตู้เย็นเอาไว้เพื่อกักเก็บความชื้น เมื่อนำออก มาใช้จะทำให้สานได้ง่ายกว่าเส้นลิเภาที่แห้ง เมื่อผ่านขั้นตอนแรกจะถึงขั้นตอนการดัดโครง สำหรับขั้นตอนการขึ้นโครงผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภานี้ต้องเริ่มด้วย การสานส่วนฐานของผลิตภัณฑ์เป็นอันดับแรกด้วยวิธีการดัดให้เป็นรูปทรงที่ช่างต้องการ อาจเลือกรูปแบบการดัดหวาย เป็นรูปทรงกลม รูปทรงรี รูปทรงเหลี่ยม เป็นต้นส่วนการเลือกเส้นหวายสำหรับทำโครงนั้นจะต้องเลือก ตัดตามความยาวให้ได้ขนาดกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทำ ต้องมีความพิถีพิถันในการตัดเลือกเส้นหวายให้ได้ขนาดแล้วจึงนำ มาชักเลียดหวายจนได้เป็นขนาดที่พอเหมาะสำหรับการสานเมื่อเลียดหวายเสร็จแล้วจึงนำมาตัดให้ได้ขนาดตามผลิตภัณฑ์ ที่ได้ออกแบบไว้ต่อไป จากนั้นจึงใช้เข็มเจาะนำที่หวายให้เป็นรูแล้วใช้ย่านลิเภาสอดตามเข้าไปเพื่อสานประกอบเป็นก้นของ ผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงส่วนมุมโค้งของผลิตภัณฑ์ต้องสานย่านลิเภาให้มีความละเอียดเพิ่มมากขึ้น ขั้นตอนการสานลาย การสานย่านลิเภานั้นมีวิธีการสานอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การสานแบบโปร่ง (หรือแบบ ขดขึ้นรูป) ต้องขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่ หรือ ไม้เนื้ออ่อน สานเส้นลิเภาด้วยวิธีการขัดลายคล้ายกับวิธีการสานเสื่อ ส่วนอีกรูป แบบหนึ่งคือวิธีการสานแบบทึบ เริ่มสานจากก้นของภาชนะหรือเครื่องใช้นั้น โดยใช้หวายขดขึ้นรูปในการขึ้นโครงเป็น วงกลมแบบก้นหอย ในการสานจะต้องใช้เบ้าเป็นเครื่องกำหนดรูปทรง เวียนขึ้นไปตามเบ้าที่ใช้เป็นแบบ ตัวเบ้านิยม ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน มีรูปทรงแตกต่างกัน เช่น ทรงกลม ทรงรีรูปไข่ ทรงสี่เหลี่ยม ทรงหกเหลี่ยม และทรงหลังเต่า หากช่าง ต้องการสานให้มีรูปทรงอย่างใด ก็ใช้เบ้ารูปทรงนั้นมาเป็นแบบแล้วสานขึ้นรูปตามเบ้านั้นแล้วใช้เข็มเจาะนำแล้วสานต่อเส้นลิเภาทีละเส้นด้วยวิธีการถักเส้นลิเภาซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ยากต้องอาศัยความละเอียดของช่างในการถัก หากต้องการให้มีลายบนผลิตภัณฑ์ต้องใช้ย่านลิเภาสานสลับด้านกันเป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งย่านลิเภามีสีที่ต่างกัน คือ ด้านในสีน้ำตาล ด้านนอกมีสีเขียวสามารถใช้ถักสลับกันได้ทั้ง 2 สี แล้วแต่จะให้เป็นลวดลายอย่างไร หรือ อาจใช้ใบลาน และ เส้นย่านลิเภาดำ สานแต่งเสริมในส่วนของการสร้างลวดลายได้เช่นกัน ลวดลายในผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภา เช่น ลายดอกสี่เหลี่ยม ลายสองลายตาสับปะรด ลายลูกแก้ว ลายคชกริช ลายพิมพ์ทองลายเม็ดแตง ลายมัดหมี่ ลายเม็ดมะยม ลายดาวกระจายเป็นต้น ขั้นตอนการเคลือบชักเงา เมื่อสานย่านลิเภาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ได้ตามต้องการแล้ว จะต้องขัดผิวด้วยกระดาษทราย และเก็บหรือแต่งส่วนที่ไม่ค่อยเรียบร้อยออกเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาเคลือบผิวหรือชักเงาทาเพื่อเคลือบรักษาเนื้อผิวของ ผลิตภัณฑ์จักสานจากย่านลิเภาให้มีความคงทนเพิ่มความมันวาวดูโดดเด่น (สมัยโบราณนิยมทาด้วยน้ำมันยางใสป้องกัน มอดและแมลงบางชนิดกัดกิน) ก่อนนำไปบุผ้า หรือประกอบเครื่องถมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ชิ้นงานขั้นตอนการประดับตกแต่ง โดยเมื่อผ่านขั้นตอนการเคลือบชักเงาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นขั้นตอนสุดท้ายด้วยการประดับตกแต่งด้วยการประดิษฐ์กรอบหรือขอบหุ้มด้วยถมเงิน และถมทองเพื่อให้ดูสวยงามและมีคุณค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกระเป๋าถือของสุภาพสตรี นิยมนำถมทองมาหุ้มประดับเป็นหูหิ้ว ซึ่งนับเป็นพัฒนาการอีกระดับหนึ่งของขั้นประดับตกแต่งผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาวัตถุดิบในการผลิตงานจักสานย่านลิเภานั้น ย้อนไปเมื่อสมัย 20-30 ปี สามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่นแต่ในปัจจุบันนี้ย่านลิเภานั้นหายากขึ้น เนื่องจากย่านลิเภาเมื่อตัดไปแล้วต้องใช้เวลาประมาน 6 เดือนถึงจะสามารถตัดได้ใหม่ทำให้ย่านลิเภามีมูลค่าสูงส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าที่สูงขึ้นราคาของย่านลิเภานั้นก็มีความแตกต่างกัน โดยย่านลิเภาสีน้ำตาลจะมีราคาสูงกว่าย่านลิเภาที่มีสีดำ เนื่องจากเส้นที่ได้มีความเล็ก และ สั้นกว่าเมื่อเข้าหน้าร้อนย่านลิเภาจะขาดแคลนต้องมีการหาซื้อและกักตุนเอาไว้ก่อน โดยต้องทำการเก็บรักษาย่านลิเภาไว้เป็นอย่างดี โดยจะต้องเก็บย่านลิเภาเอาไว้ในที่ร่ม ไม่โดนแดดจะทำให้ย่านลิเภามีสีที่สดและสวยงามอยู่เสมอ สีที่สวยของย่านลิเภานั้น สีด้านในนั้นจะต้องมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนด้านนอกจะต้องเป็นสีเขียวเข้ม เวลานำไปสานจะต้องสานสลับกันทั้งสองด้าน คือด้านนอกสีเขียว และ ด้านในสีน้ำตาล สานสลับกันไปแล้วแต่ว่าจะให้เป็นลวดลายแบบไหน งานหัตถกรรมจักสานย่านลิเภานอกจากจะงดงามด้วยลวดลายต่างๆ ของการจักสาน ที่ผู้จักสานได้ใช้ความคิด สร้างสรรค์ และ ฝีมืออันประณีตสร้างงานออกมาได้อย่างสวยงามแล้วนั้น ยังมีความงดงามจากสีผิวธรรมชาติของย่านลิเภา และสีผิวของตอกเส้นที่ทำจากไม้ไผ่ หรือไม้ลิงโร ทำให้เกิดสีที่สลับกันงดงาม ในบางชิ้นงานอาจมีการเสริมส่วนประกอบด้วย เครื่องถมเงินหรือเครื่องถมทอง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า ความงาม และ คุณค่าของผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภาให้สูงขึ้น ผู้ที่จะทำงานด้านหัตถกรรมนั้นสิ่งสำคัญเลยคือต้องมีใจรัก เพราะใน 1 วันจะสามารถผลิตชิ้นงานออกมาได้ไม่มาก แม้ต้นทุนจะน้อยแต่การสร้างงานต้องใช้ระยะเวลาในการทำมาก ตะกร้า 1 ใบ ใช้เวลาทำ 15-20 วันโดยประมาณ หาก เป็นกระเป๋าใบเล็กๆ ก็จะสามารถทำได้ประมาณ 2 ใบ รวมแล้วในระยะเวลา 1 เดือนสามารถผลิตงานได้ 1-2 ชิ้นเท่านั้น จะเห็นว่าการสร้างผลิตภัณฑ์นั้นค่อนข้างจะใช้เวลานาน แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ได้รับกลับมานั้นก็นับว่าคุ้มค่าต่อเวลาที่ เสียไปเป็นอย่างมากจากการสร้างงานที่มีเสน่ห์และทรงคุณค่า บวกกับความทนทานของย่านลิเภาถูกนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้นานาชนิดที่มีรูปทรง และลวดลายอันหลากหลาย ประกอบกับทักษะอันชำนาญของช่างหัตถกรรม ทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์กรมหาชน) จึงเห็นควรให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภาให้มีความหลากหลาย เพื่อเป็นการขยายฐานผู้ใช้ไปสู่กลุ่มคนยุคใหม่ที่มีความนิยมในงานหัตถกรรมที่ดูหรูหราทันสมัยและ แสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยเน้นในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าและเครื่องประดับเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการแต่งกายในแนวสากลเมื่อเกิดความนิยม ทำให้เกิดการผลิตงานหัตถกรรมมากขึ้น แต่ด้วยจำนวนช่างฝีมือที่น้อยลงทำให้การสร้างงานนั้นไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จึงได้มีการร่วมมือกันระหว่างสมาชิกผู้ผลิตเครื่องจักสานย่านลิเภาภายในชุมชน ก่อตั้งกลุ่ม สตรีสหกรณ์จักสานย่านลิเภาบ้านนาเคียน ในปี พ.ศ. 2534เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้สมาชิกสามารถผลิตชิ้นงาน จักสานย่านลิเภาที่มีคุณค่าออกมาได้ ด้วยวิธีการจัดสรร และแบ่งหน้าที่ให้แก่สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่ม รวมทั้งการ ประสานงานกับช่างที่ทำเครื่องถม ช่างบุผ้า เกิดการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่สมาชิกภายในชุมชน เมื่อเกิดการสร้างงานที่มากขึ้น ตลาดการส่งออกก็มีการขยายฐานเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สินค้าหัตถกรรมที่ขายใน ประเทศโดยทั่วไปจะมีหลายระดับคุณภาพ ความประณีตและราคาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้เกิดการ เลือกสรรตามวัตถุประสงค์ของการใช้สอย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มนั้นไม่เหมือนกัน เช่น กลุ่ม ผู้บริโภคที่เป็นนักสะสม จะมีความต้องการงานหัตถกรรมที่มีความแปลกสวยงาม ฝีมือการผลิตที่ประณีต ในขณะที่กลุ่มผู้ บริโภคที่มีความต้องการจะซื้อเพื่อนำไปใช้สอย อาจจะต้องการชิ้นงานที่มีความคงทน แข็งแรง ความประณีตสวยงามน้อย กว่ากลุ่มนักสะสม โดยเน้นราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติทั่วไปอาจจะไม่ค่อยพิถีพิถันเกี่ยวกับ ความประณีตและรูปแบบการผลิตมากนัก เพราะจุดประสงค์ในการซื้อผลิตภัณฑ์นั้นไปก็เพราะต้องการซื้อเพื่อเป็นของที่ ระลึกสำหรับการมาเยือนและเป็นของฝากแก่ผู้ใกล้ชิดแม้งานหัตถกรรมย่านลิเภาจะเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนเป็นอย่างมาก เพราะลวดลายที่โดดเด่น แต่ก็มีกลุ่มคนอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของงานจักสานย่านลิเภานี้ได้เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นมีราคาปานกลาง และ ค่อนข้างสูง จึงได้มีการผลิตงานจักสานย่านลิเภาที่มีขนาดเล็กเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ในราคาย่อมเยางานหัตถกรรมจักสานย่านลิเภา เป็นการทำหัตถกรรมที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หากแต่ไม่ได้มีการถ่ายทอด ความรู้นี้ให้กับคนรุ่นหลัง งานหัตถกรรมนี้ก็คงจะเลือนหายไปปัจจุบันได้เริ่มมีการถ่ายทอดความรู้การทำผลิตภัณฑ์จาก ย่านลิเภาให้แก่เยาวชนภายในท้องถิ่นเพื่อให้สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถกรรมแขนงนี้ให้คงอยู่ และเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของงานหัตถกรรมไทย ที่โรงเรียนวัดถ้ำกุด ตำบลนาเคียนได้มีการสอนเด็กๆ ตั้งแต่ 10-15 ปี ได้เรียนรู้ขั้นตอน การจักสานย่านลิเภา จนสามารถผลิตขึ้นเป็นชิ้นงานจริงได้ความภาคภูมิใจของช่างผู้สร้างงานหัตถกรรมจักสานย่านลิเภา นั่นก็คือการได้สร้างงานจักสานย่านลิเภาออกมาได้อย่างสวยงาม มีคุณค่า และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ที่ได้ ครอบครอง รวมถึงการได้ถ่ายถอดความรู้ และฝีมือด้านการจักสานสู่รุ่นลูกหลาน สู่คนรุ่นหลังได้มีการรักษาและสืบสาน ต่อไป ให้งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าของไทย อยู่คู่กับประเทศของเราไปอีกนานแสนนาน
แหล่งที่มาข้อมูล ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)

หัตถกรรม จักสานต้นคลุ้ม

หัตถกรรม จักสานต้นคลุ้ม
ประวัติความเป็นมา นับพันปีมาแล้ว ที่มนุษย์ได้รู้จักวิธีการนำวัตถุดิบที่อยู่ใกล้ตัว มาดัดแปลงเป็นสิ่งของเครื่องใช้ จากขั้นตอนที่ง่ายจนวิวัฒนาการสู่ความละเอียดอ่อน ประณีตงดงามในเชิงศิลปะและประโยชน์ใช้สอย จนสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี และสืบทอดมาจนปัจจุบัน กรรมวิธีดังกล่าว ช่วยให้มนุษย์ได้ผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เราเรียกสิ่งประดิษฐ์นั้นว่า “หัตถกรรม” อันหมายถึง การสร้างสิ่งของเครื่องใช้ด้วยมือ เครื่องมือ ภูมิปัญญา เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน และถ้าสิ่งประดิษฐ์นั้นมีค่ามากกว่าการใช้สอย โดยรวมความงาม เน้นให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ ประณีตงดงามเป็นความละเอียดอ่อนในทางศิลปะ เรามักเรียกสิ่งประดิษฐ์นั้นว่า “ หัตถกรรมศิลป์ เครื่องจักสานถือได้ว่าเป็นแขนงหนึ่งในงานหัตถกรรมและหัตถกรรมศิลป์ ที่ได้ทำหน้าที่รับใช้มนุษย์มานานนับพันปีเช่นเดียวกัน จนปัจจุบันเครื่องจักสานก็ยังคงทำหน้าที่ไม่น้อยกว่ายุคสมัยที่ผ่านมา พร้อมกับการพัฒนาวิธีการผลิต รูปแบบและการตลาด จนสามารถกระจายแพร่หลายอย่างทั่วถึงทั้งในและต่างประเทศ จนสามารถเป็นสินค้าออกที่เชิดหน้าชูตาได้ดีประเภทหนึ่ง เช่นการนำผักตบชวามาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ การนำเอาเสื่อจันทบูร มาตัดเย็บเป็นรูปทรงต่างๆ เป็นของชำร่วย จนถึงของใช้ เช่นกระเป๋าถือ และแฟ้มใส่เอกสาร รวมถึงงานที่ประณีตด้วยฝีมือ อย่างย่านลิเภา เครื่องจักสาน คือ เครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย จากฝีมือความคิด ภูมิปัญญาของชาวบ้านมีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ วัสดุอุปกรณ์คตินิยม และอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆ คำว่า “ จักสาน” คำว่า จัก คือ การทำให้เป็นแฉก เป็นหยักๆ ด้วยฟันเลื่อย หรืออีกวิธีการหนึ่ง การที่ชาวบ้านใช้คมมีดผ่าไม้ไผ่แล้วทำให้เป็นเส้นบางๆ วิธีการอย่างนี้ก็เรียกว่า จัก เช่นกัน ส่วนไม้ไผ่ หรือ หวาย ที่จักออกมาเป็นเส้นบางๆ นั้นเรียกว่า ตอก ถึงตอนนี้การที่ชาวบ้านนำตอกมาขัดกันจนเกิดลวดลายที่ต้องการ เราเรียกว่า สาน ต่อจากนั้นแล้วก็จะเป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดรูปทรงต่างๆ จนท้ายที่สุดเป็นภาชนะสามารถนำไปใช้สอยได้ตามต้องการ จักสาน หรือเครื่องจักสานมีมานาน มีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และจนถึงปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญาการใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาถัก ทอ สาน เป็นภาชนะ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ลักษณะ รูปร่าง ขึ้นรูป ต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน ของแต่ละท้องถิ่น แต่ละอาชีพ รูปร่าง ลวดลาย และวัสดุ แตกต่างกัน ทำให้เครื่องจักสานแต่ละท้องถิ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พัฒนาพืชต้นน้ำ “ต้นคลุ้ม” ด้วยแนวคิดใช้ทุนน้อยผลตอบแทนคุ้ม ด้วยการสร้างของใช้ประเภท จักสาน ที่ทำมาจากต้นคลุ้ม ที่มีคุณสมบัติ ปลูกได้ดีในพื้นที่ลาดเชิงเขา สามารถปลูกในสวนยางพารา สวนผลไม้ได้โดยไม่ต้องโค่นต้นไม้ ปรับพื้นที่ เพื่อปลูกคลุ้ม พืชคลุมหน้าดิน ป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง การพังทลายของดิน อุ้มน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน และดูดซับสารเคมี ลักษณะเด่นของเส้นคลุ้ม คือความเหนียว ทน ใช้ได้นาน ไม่ขึ้นรา ไม่เป็นมอด ปลอดสารเคมี และรักษ์สิ่งแวดล้อม ลำต้นตรง ไม่มีข้อ สีสวย เหนียว ทน ชุมชนสร้างสรรค์เครื่องจักสาน ประณีต งดงาม มีเอกลักษณ์ สร้างรายได้ คลุ้ม พืชพื้นถิ่นขึ้นในพื้นที่คาคใต้ เป็นพืชยืนต้นชนิดเดียวกับคล้า ต่างกันที่ คล้าขึ้นในที่ลุ่ม ใกล้น้ำ เนื้ออ่อน มักนำมาสานเป็นเสื่อ สาด คลุ้มขึ้นตามเนินเขา ไกลน้ำได้ เนื้อเหนียว แข็ง ทน นิยมสานเป็นวัสดุใช้สอย นอกจากนี้คุณค่าของ “คลุ้ม” พืชพื้นถิ่นมีศักยภาพในการสร้างความสมดุลทางระบบนิเวศให้กับผืนป่าต้นน้ำ ช่วยดักตะกอน ดูดซับสารเคมีในแหล่งน้ำ กักเก็บน้ำ ลดการกัดเซาะและการพังทะลายของหน้าดิน โดยเฉพาะบริเวณป่าเชิงเขาที่มีความลาดชันสูง รู้คุณ รู้ค่าพร้อมอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำ ควบคู่ไปกับงานอาชีพ งานจักสานจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จักสานคลุ้ม หนึ่งการเลือกซื้อคือแรงหนุนรักษาป่าต้นน้ำ วัตถุดิบที่นำมาผลิตและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจักสานต้นคลุ้ม 1. ต้นคลุ้ม 2. ตอกหวาย 3. ไม้ไผ่ 4. ตอกคลุ้ม 5. น้ำมันสน 6. แลคเกอร์ 7. แชลค 8. วานิช 9. มีด เป็นเครื่องมือสำหรับแปรรูปวัสดุธรรมชาติมาเป็นวัสดุสำหรับทำเครื่องจักสาน มีดที่ใช้โดยทั่วไปเป็นมีดเหล็กกล้าที่มีเนื้อแกร่งและมีความคมมากอ มี 2 ชนิด คือ - มีดที่ใช้สำหรับใช้ฟันหรือตัดผ่าไม้ เป็นมีดขนาดค่อนข้างใหญ่ มีสันหนาประมาณ 1 เซนติเมตร โดยทั่วไปจะเป็นมีดหัวตัด มีดโต จะใช้ในการทำเครื่องจักสานขั้นตอนแรก คือ เริ่มตัดไม้ไผ่ หรือหวาย มาจากป่า แล้วตัดทอน ผ่าเป็นชิ้น สำหรับเตรียมจักเป็นตอก - มีดตอก เป็นมีดสำหรับใช้จักตอก มีรูปเรียวแหลม ปลายและด้ามงอน ส่วนมากตัวมีดจะสั้นกว่าด้ามมีสันค่อนข้างบาง เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและใช้งานสะดวก 10. เหล็กหมาด เป็นเหล็กปลายแหลมสำหรับใช้เจาะ งัด แงะ มีอยู่ 2 ชนิดคือ - เหล็กหมาดปลา มีด้ามกลมๆทำด้วยไม้ ใช้แยง ไช แงะตามรูตอก สำหรับร้อยหวาย ในการถักขอบ - เหล็กหมาดปลายแบน เป็นเหล็กแหลมปลายแบนคล้ายปลายลูกศรหรือใบหอก มีด้ามกลม ๆ ยาว ประมาณ 4-6 นิ้ว ใช้สำหรับเจาะขอบไม้ไผ่หรือหวาย หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องประกอบของเครื่องจักสาน 11. คีมไม้ มีลักษณะคล้ายคีมทั่วไป คือ มีส่วนปากสำหรับหนีบ มีด้ามจับ มักทำด้วยไม้เนื้อแข็งและเหนียว ใช้หนีบขอบปากของเครื่องจักสานเวลาผูกขอบหรือเข้าขอบ เช่น การเข้าขอบกระบุง ขอบเข่ง เป็นต้น ขั้นตอนวิธีการทำผลิตภัณฑ์จักสานจากต้นคลุ้ม 1. การคัดเลือกต้นคลุ้ม ในการเลือกต้นคลุ้มที่จะนำมาสานเป็นผลิตภัณฑ์นั้น จะต้องเลือกต้นคลุ้มที่มีความพอดี ไม่อ่อนและแก่เกินไป การเลือกต้นคลุ้มที่พอดี คือ ลำต้นจะมีความยาวประมาณ 120-150 เซนติเมตร และสังเกตที่ยอดของต้นคลุ้มที่แตกกิ่งไม่น้อยกว่า 2 กิ่ง ขึ้นไปจะมีความพอดี 2. ขนาดและการตกแต่ง นำวัตถุดิบที่เป็นส่วนในการทำเครื่องจักสาน ที่มีอายุพอสมควร นำมาเหลาหรือเกลาให้มีขนาดตามความต้องการของชิ้นงาน 3. วิธีการจักตอก - การจักตอกปื้น แบ่งไม้ไผ่ออกเป็นชิ้นๆตามขนาดที่ต้องการ ใช้มีดจักตอกเอาส่วนในออก (ขี้ตอก)จักในส่วนที่เหลือออกเป็นเส้นบางๆ แล้วหลาวให้เรียบร้อยตากแดดให้แห้ง - การจักตอกตะแคง ใช้วิธีเดียวกันกับการจักตอกปื้นเบื้องต้น แต่การจักให้เป็นเส้นตอกจะทำการจักทางผิวเป็นเส้นเล็กกว่าตอกปื้น ทำการหลาวให้เรียบร้อย แล้วนำออกตากแดด - การจักไพล ใช้วิธีเดียวกับการจักตอกตะแคง แต่การหลาวจะหลาวให้เป็นเส้นกลมแบบเท่ากัน ทำการหลาวให้เรียบร้อย แล้วนำออกตากแดด 4. การขึ้นรูปทรงผลิตภัณฑ์ นำวัตถุดิบที่เกลาหรือตกแต่งเสร็จแล้วนำมาทำผลิตภัณฑ์ โดยขึ้นรูปทรงขนาดตามที่ต้องการ 5. การสาน ทำการจักสานตอกหรือวัตถุดิบ เป็นขั้นตอนที่ยาก และต้องใช้ความละเอียดมากที่สุด เริ่มจากการก่อฐานด้านล่างด้วยเส้นตอกสองชนิด คือ ตอกยืน (ตอก-ตั้ง) ซึ่งจะมีลักษณะคอดตรงกลางต่างจากตอกทั่ว ๆ ไป และตอกนอน (ตอกสาน) ที่มีขนาดกว้างเท่ากันเท่ากันทั้งเส้นตากปกติ เหตุที่ตอกยืนมีลักษณะพิเศษ เนื่องมาจากเมื่อสานเสร็จจะได้ตะกร้าที่มีฐานเล็ก และค่อย ๆ บานขึ้นบริเวณปาก เป็นรูปทรงผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการของลูกค้า 6. การถักและพัน เมื่อสานตัวเรียบร้อยก็ถึงการรมควันโดยจะทำในวันที่ไม่มีลม ใช้ฟางพรมน้ำหมาด ๆ เป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้เกิดควันมาก รมจนเครื่องจักสานมีสีเหลืองเท่ากันทั้งใบ แล้วนำมาเข้าส่วนประกอบหวาย มีการผูกปาก พันขา ใส่ฐานและหูหิ้ว 7. การรมควัน เป็นของการสานเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สวยงาม แก่เครื่องจักสานด้วยตอกคลุ้มและหวาย ในส่วนที่ต้องการเสริมเป็นพิเศษได้แก่ ปาก ขา หู การผูกและพันด้วยหวาย จะเสริมให้เครื่องจักสานเกิดความสวยงาม 8. การทาน้ำมันแลคเกอร์ นำผลิตภัณฑ์ที่ทำการจักสานเสร็จ ตกแต่งให้เรียบร้อยพร้อมทาน้ำมันสน ปัจจุบันทาน้ำมันแลคเกอร์ ทำให้เกิดความสวยงาม รักษาเนื้อวัตถุดิบ ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น เสร็จแล้วนำไปตากแดดประมาณ 2-3 ชั่วโมงสามารถนำมาใช้งานได้

เหล็กขูด เหล็กลิด

เหล็กขูดเป็นภาษาถิ่นใต้ เกิดจากการผสมระหว่างคำว่า “เหล็ก”กับคำว่า”ขูด” เป็นเหล็กขูด หมายถึงกระต่ายขูดมะพร้าว เป็นที่น่าสังเกตว่าการสร้างสับเหล็กขูด สามารถสื่อความหมายได้อย่างดียิ่งเพราะความหมายบ่งชัดอยู่ในคำที่นำมาประสมกันจะคำบอกเล่า ของผู้สูงอายุได้ความว่าเมื่อประมาณ 3 ชั่วอายุคนที่ผ่านมา ชาวบ้านภาคใต้ เมื่อจะใช้กะทิปรุงอาหาร หรือทำขนม จะนำมะพร้าวมากระเทาะเอาเนื้อออกจากกะลา ใส่ครกตำ แล้วนำมาคั้น ต่อมานำเอาไม้กะพ้อ ไม้เหลาชะโอน ไม้หมากหรือไม้อื่นๆที่ มีเสี้ยนแข็ง สามารถตัดขนาดโตประมาณท่อนแขน ตัดปลายด้านหนึ่งให้โค้งแบนและคมบางอย่างรูปปากเป็ดเรียกว่า ” ผล้ายปากเป็ด” แต่งส่วนปลายให้เป็นหยักอย่างฟันปลา นำไปใช้ขุดมะพร้าว สิ่งประดิษฐ์นี้เรียกกันว่า “ไม้ขูด” แต่เนื้อมะพร้าวที่ได้มามักจะหยาบและไม้ขูดที่ทำขึ้นแต่ละอันใช้ได้ไม่นานก็สึก จึงคิดหาวิธีใหม่โดย เอาตะปูมาต่อเรียงเป็นแผงเข้ากับแผ่นไม้ ให้ส่วนปลายโผล่จากแผ่นไม้อีกด้านหนึ่งเล็กน้อย นำมะพร้าวที่กะเทาะเปลือกแล้ว มา “ตรูน”หรือครูดเข้ากับแผงตะปูนี้ ก็จะได้เนื้อมะพร้าวที่ละเอียด แต่มีส่วนเสียตรงที่ กรรมวิถียุ่งยาก เพราะต้องกระเทาะเนื้อมะพร้าวจากกะลา เวลาตรูน ก็ช้ากว่าและมักจะเหลือเศษเนื้อมะพร้าวที่ตรูนไม่ได้อยู่ส่วนหนึ่ง ต่อมามีผู้คิดหาเหล็กมาทำด้านหนึ่งแหลมอีกด้านหนึ่งแบน ใช้ตะไบถูด้านบนเป็นซี่ๆ อย่างฟันปลาแล้วนำเหล็กนี้ไปปักเข้ากับหัวนอ สำหรับใช้ขุดมะพร้าวแต่ก็ไม่ค่อยสะดวก เพราะการปักเหล็กนี้จะปักไว้ถาวร จึงเสี่ยงอันตรายต่อผู้คนที่ไปมาบนบ้าน ในกรณีที่ผู้หญิงขุดมะพร้าวต้องนั่งคร่อมหัวนอ ก็ดูไม่สุภาพ จึงมีผู้คิดนำไม้ 3ง่าม มาเป็นที่รองนั่งให้แขนงไม้อันเล็กสุดเป็นที่ปักเหล็กสำหรับขูดมะพร้าว แต่ในพัฒนาการช่วงนี้บางท่านว่า มีผู้นำผาลไถ ที่ใช้แล้ว มาสวมเข้ากับไม้ 3 ง่าม ใช้ตะไบ ถูผาล ให้มีหยักเป็นฟันปลา แล้วต่อมาจึงนำเอาเหล็กที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับขูดมะพร้าวมาสวมหรือตอก เข้ากับไม้ 3 ง่ามแทน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหล็กขูดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเหล็กขูดในปัจจุบันมากที่สุด เหล็กขูดมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือตาเหล็กขูด ซึ่งใช้สำหรับขูดมะพร้าว และตัวเหล็กขูดซึ่งใช้สำหรับรองนั่งต้ตาเหล็กขูด ทำด้วยเหล็กดัดให้งออย่างคอห่าน ส่วนปลายแบนโค้งขนาดเท่า 3 นิ้ว มือมีฟันเรียงถี่อย่างฟันปลา ส่วนโคนอาจทำให้แหลม สำหรับปักลง บนส่วนของตัวขูด หรือทำเป็นบ้อง อย่างบ้องพร้าสำหรับสวมเข้ากับตัวเหล็ก ขูดก็ได้ ตาเหล็กขูดนี้จะต้องมีฟันไม่ถี่หรือห่างเกินไป ถ้าฟันถี่จะขุดมะพร้าวไม่ค่อยออก ถ้าฟันห่างเกินไป ก็จะหยาบยากต่อการคั้นมะพร้าว อนึ่ง ฟันจะต้องคม เวลาขูดไม่ต้องออกแรงมากนัก ตัวเหล็กขูด เท่าที่พบทำด้วยวัตถุ3 อย่างที่ใช้มากที่สุดคือไม้ อีก 2 อย่าง ที่ไม่ค่อยปรากฏแพร่หลายคือกระดูกสัตว์เช่นกระดูกช้าง กระดูกปลาวาฬ และที่ทำด้วยเหล็กโดยทำเชื่อมติดเป็นชิ้นเดียวกับตาเหล็กขูด ความน่าสนใจของตัวเหล็กขูด อยู่ที่การประดิษฐ์เป็นรูปต่างๆที่พบมากที่สุดได้แก่ รูปสัตว์ เช่น นาก ตะกวด กระต่ายปลาวาฬ กระจง หมู ม้า เต่า เสือ เป็ด ฯลฯ ประดิษฐ์เป็นรูปคน มีทั้งรูปเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ประดิษฐ์เป็นที่รองนั่งธรรมดา แต่แกะตกแต่งลวดลายเป็นรูปสัตว์ รูปอวัยวเพศ และกระหนกงกงอนต่างๆ การประดิษฐ์ตัวเหล็กขูดเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความนึกคิดชาวบ้าน เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ต่างๆ เห็นปฏิกิริยาความสนใจ ต่อความเป็นไปของสังคมในบางช่วง เช่นเมื่อสังคมไทยมีการประกวดนางงามจักรวาล ก็มีผู้คิดทำลายเหล็กขูดเป็นนางงามดังนี้เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจในการทำเหล็กขูดคือการแสดงออกเกี่ยวกับเพศ เหล็กขูดส่วนหนึ่งแสดงออกในเรื่องเพศอย่างเด่นชัด เช่นทำรูปอวัยวะเพศชาย และรูปอวัยวะเพศหญิงไว้คู่กัน ในเหล็กขูดตัวเดียวกันทำเป็นรูปผู้หญิงเปลือยนอนหงาย แม้แต่ตั้วเหล็กวขูดที่ทำเป็นรูปสัตว์ก็มักทำส่วนของอวัยวะเพศให้เห็นเด่นชัด การแสดงออกเช่นนี้ เป็นการสื่ออารมณ์ขันของชาวบ้านอย่างธรรมดาๆ ไม่นึกเป็นเรื่องลามกอนาจารแต่อย่างใด เหล็กขูดรูปประหลาด ๆเหล่านี้ก็ใช้ขูดกันทั้งชายหญิงเรียกอารมณ์ขันมากกว่า คิดว่าถ้าผู้หญิงใช้แล้วจะต้องอับอายขายหน้า สำหรับเด็กขู่ที่ใช้ในหมู่ชาวไทยมุสลิมบางตัวมีการแกะสลักลายในลักษณะประสมประสาน ระหว่างลวดลายของมลายูและของไทยอย่างเห็นได้ชัด แบบเดียวกับลายเขียนประกอบเรือกอและ นับเป็นตัวอย่างของความผสมผสานทางศิลปะของไทยกับมลายูได้ดีอีกอย่างหนึ่ง ท้องถิ่นภาคใต้ชาวบ้านมักจะมีเหล็กขูดประจำบ้านแทบทุกครัวเรือน เพราะชาวภาคใต้ ชอบกินแกงกะทิและทำของหวานซึ่งปรุงด้วยกะทิเป็นพื้น และด้วยนิสัยการกินเช่นนี้เอง เมื่อมีงานส่วนรวม เช่นงานวัด หรืองานซึ่งต้องเลี้ยงอาหารคนจำนวนมาก จึงมีธรรมเนียมช่วยขุดมะพร้าว ถ้าเป็นงานส่วนรวมอย่างงานวัดชาวบ้านจะรู้หน้าที่โดยปริยายไม่ต้องมีคนไหว้วานเมื่อถึงเวลา ก็จะนำเหล็กขุดของตนไปช่วยงานกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ถ้าเป็นงานส่วนบุคคล เช่น งานออกปากขอแรงช่วยทำงาน งานแต่งงาน งานบวช งานศพนี้ เจ้าภาพมักจะไปขอแรงให้เพื่อนบ้านมาช่วยเหลือ เรียกว่าออกปากขูดพร้าว โดยเจ้าภาพ จัดเตรียมปอกและผ่ามะพร้าวไว้ เมื่อถึงเวลาทุกคนที่มาช่วยขูดมะพร้าว ก็จะนั่งล้อมวง หะนหน้าเข้าหากัน แต่ละคนก็จะมีเหล็กขูดประจำตัว เวลาขุดมะพร้าว ผู้ชายมักจะนั่งคร่อมตัวเหล็กขูด ส่วนผู้หญิงจะนั่งเบี่ยงข้างพับขาทั้งสองไปด้านหลัง การขูดมะพร้าวเป็นกลุ่มเช่นนี้ เป็นโอกาสที่ทำให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกัน จนบางคู่ได้พบรักกันบนเหล็กขูดนี่เอง ดังเพลงลูกทุ่ง ชื่อ”เหล็กขูด” ของจักรพันธ์ ระวิพันธ์ ตอนหนึ่งว่า เหล็กขูดมีกันทุกบ้าน เวลามีงานเสียงดังครูดครูด เหล็กขูดมันพูดไม่ได้ ถ้ามันพูดได้มันคงจะพูด ไอ้เฒ่านี้กับอีสาวนั้น มันนั่งจีบกันบนหลังเหล็กขูด ธรรมเนียมการขุดมะพร้าวเช่นนี้ ยังเห็นได้ทั่วในชนบทภาคใต้ในปัจจุบัน บางครั้งหลังจากการขูดมะพร้าวเป็นกลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกผู้ชายก็คิดเล่นสนุกกันต่อไปอีก โดยจับคู่กัน แล้วแต่ละคู่ขึ้นนั่งคร่อมเหล็กขูด ใช้มือจับเหล็กขูดยกขึ้นกระโดดยงโย่ยงหยก ให้ตาเหล็กขูดชนกัน ฝ่ายใดเสียจังหวะล้มล งก็ถือเป็นผู้แพ้ เรียกการเล่นอย่างนี้ว่า ชนเหล็กขูด การเล่นแบบนี้บางครั้งก็มีไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นการประลองวิทยาคม จะพบได้ในงานวัด โดยเฉพาะงานเทศน์มหาชาติ โดยแต่ละฝ่ายจะนั่งประนมมือบนเหล็กขูดของตน มีหมอไสยศาสตร์เสกคาถาใช้อำนาจมนต์ ทำให้ผู้นั่งบนเหล็กขูดไม่รู้สึกตัว มีอาการอย่างเดียวกับคนเข้าทรง จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เข้าชนเหล็กขูดกัน อย่างที่กล่าวมาแล้ว สร้างความสนุกขบขันได้อย่างดียิ่ง เหล็กขูดดังกล่าวมาแล้วยังคงใช้กันทั่วไปในชนบท แต่ในเมืองที่ซึ่งต้องขูดมะพร้าวจำนวนมากๆ โดยไม่ต้องออกปากคนขุดมะพร้าว ก็คิดพัฒนาการเหล็กขูดให้ทำงานได้เร็วและเบาแรงมากขึ้นชนิดหนึ่ง ทำด้วยท่อนเหล็กยาวส่วนปลายเป็นฟันปลาโค้งมนท่อนเหล็กนี้วางพาดไว้กับคานไม้หรือเหล็กส่วนโคนทำเป็นเฟืองมีสายพานโยงไปยังบันไดสำหรับถีบ อย่างบันไดรถจักรยาน เมื่อจะใช้ก็ใช้ขาถีบบันไดท่อนเหล็กก็จะหมุน นำเอามะพร้าวที่ผ่าแล้วมาวางทาบเข้ากับส่วนปลายของท่อนเหล็กให้ขุดเนื้อมะพร้าวออกจนหมดเครื่องมือนี้เรียกว่าเหล็กขูดถีบ อีกแบบนึงจะใช้เครื่องจักรหมุนบดเนื้อมะพร้าวที่กระเทาะออกแล้วดังที่พบเห็นการในตลาดทั่วๆไปแต่เครื่องมือนี้ไม่เรียกว่าเหล็กขูดอีกแล้ว จะเห็นได้ว่าเหล็กขุดเป็นเครื่องใช้ที่พัฒนามาโดยตลอด แต่ชนิดที่ใช้คนนั่งขุดดังกล่าวในข้างต้น เป็นชนิดที่แพร่หลายที่สุดและตรงกับความคิดรวบยอดของทุกคนเมื่อได้ยินคำว่าเหล็กขูด (ขอบคุณข้อมูลจากคุณอุดม หนูทอง จากหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้เล่ม 18) เหล็กคัดมะพร้าวเป็นเครื่องมือแคะเนื้อมะพร้าวออกจากกะลาหลังจากย่างไฟพอแห้งหมาดแล้ว เพื่อนำมาทำเป็นมะพร้าวแห้งต่อไป นิยมใช้กันในหมู่ชาวสวนมะพร้าว เช่นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหล็กคัดมะพร้าว ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือตัวเหล็กคัดและด้ามเหล็กคัดทำด้วยเหล็กรูปคล้ายเคียวแต่แบนและสั้นกว่า ปลายตัดมีคมเล็กน้อย มีกั่นสำหรับสอดใส่ในด้าน โตขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ หนาประมาณ0.7-0.8 เซนติเมตร ยาวประมาณหก 7 เซนติเมตร ก้นแหลมยาวประมาณ 8-9 เซนติเมตร ส่วนด้ามทำด้วยไม้ที่มีเนื้อไม่แข็งนัก เพราะต้องเจาะรูสำหรับสอดกั่น เข้าด้ามโต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3- 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 - 15 เซนติเมตร เวลาใช้จะจับด้ามฟอร์ดเหล็กคัดเข้าระหว่างเนื้อมะพร้าวกับตลาดที่ผ่าซีกแล้วใช้แรงงัดแล้วหมุนไปรอบๆเนื้อมะพร้าวก็จะหลุดออกจากกะลา
หล็กลิด เหล็กลิดหรือบางแห่งเช่นสงขลาเรียกเหล็กคัด เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งสำหรับใช้ปอกเปลือกมะพร้าว นิยมใช้กันในหมู่ชาวสวนมะพร้าว เช่นอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหล็กลิด ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือตัวเหล็กลิดและได้ม้าม ตัวเหล็กลิด ทำด้วยเหล็กรูปคล้ายเสียมแต่ปลายแหลมคมมีบ้องสำหรับสอดใส่ด้าม ขนาดเล็กลิด ส่วนที่ใช้ปลอกมะพร้าวกว้างประมาณ 7- 8 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ส่วนบ้องกลมเรียวเข้าหาตัวเหล็กลิด เหมาะสำหรับสอดใส่ด้าม บ้องโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร ความยาวประมาณ7- 8 เซนติเมตร ส่วนด้ามทำด้วยไม้เนื้อแข็งเช่นไม้เคียน ไม้หลุมพอ เหลากลมยาวประมาณ 80- 90 เซนติเมตร หัวท้ายเรียวแหลมสำหรับเข้าบ้องและอีกด้านสำหรับฝังลงดิน เมื่อใช้งานวิธีใช้งานเหล็กลิด นิยมปักส่วนด้ามลงในดินบริเวณลานลิด ให้โผล่เนเหนือพื้นดินประมาณหนึ่งศอกคืบ หรือพอเหมาะกับความสูงของผู้ปอก เมื่อใช้งานปกติผู้บอกจะยืนปลอกโดยจับผลมะพร้าวมาเสียบลงบนปลายเหล็กแหลมของเหล็กลิด ตรงกึ่งกลางผลค่อนๆ ไปทางหัวเล็กน้อย แล้วงัดเอาเปลือกออกเป็นชิ้น ทำเช่นนี้จนหมดเปลือก ข้อมูลจาก (หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 18 จากศูนย์ศิลปฒวันธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช )

16 มิถุนายน, 2567

แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองนคร"จากหน้าพระลานถึงห้วยเขามหาชัย"

แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองนครจากหน้าพระลานถึงห้วยเขามหาชัย ผู้เขียน : ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ นครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเคยมีอิทธิพลในจิตใจผู้คนในเมืองนี้มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 (คือลาว 1500 ปีที่แล้ว) ความเชื่อและพิธีกรรมหลายอย่างในศาสนาดังกล่าวยังปรากฏร่องรอยอยู่ไม่น้อยแม้เวลาจะร่วงล่วงเลยมานานหลายศตวรรษแล้วก็ตาม ครั้นเมื่อพระพุทธศาสนาได้แผ่อิทธิพลเข้ามาแทนที่ศาสนาพราหมณ์ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13(หรือราว 1300 ปีที่แล้ว) แต่ความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาพราหมณ์ก็ยังเข้ามาผสมผสานในวิถีชีวิตชาวเมืองอยู่ไม่น้อย ดังเช่น ความเชื่อเรื่องน้ำอภิเษกเป็นต้น ผู้คนที่นับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์มีความเชื่อตรงกันประการหนึ่งคือ เมื่อจะประกอบพิธีกรรมใดก็มักชายน้ำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะถือว่าน้ำเป็นทาสที่สร้างความอ่อนโยนและร่มเย็นแก่ผู้คน ดังนั้นจึงนิยมใช้น้ำเป็นหลัก เช่นน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำอุทิศส่วนกุศลเป็นต้น น้ำที่นำมาใช้ในพิธีกรรมดังกล่าวจะต้องเป็นน้ำใสสะอาดปราศจากตะกอนและสารแขวนลอย ปราศจากกลิ่นและสี และตักมาจากแหล่งหรือชัยภูมิอันเหมาะสมเมื่อจะนำมาใช้ในพิธีกรรมใด ก็จะจะต้องมีพิธีการอันประกอบของกรรมดีสามประการ(องค์สาม) คือคนดี เจตนาดี และพิธีการดี จึงจะถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ แหล่งน้ำในเมืองนครศรีธรรมราชที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ มีคุณสมบัติครบองค์สามสามารถนำมาใช้ในพิธีกรรมอันเข้มแข็งได้นั้นมีหกแหล่งคือ บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อน้ำวัดเสมา เมือง บ่อน้ำวัดเสมาชัย บ่อน้ำวัดประตูขาว ห้วยปากนาคราช และห้วยเขามหาชัย น้ำจากแหล่งข้างต้นชาวนครนิยมนำไปใช้ทั้งทางอาณาจักรและศาสนจักรได้แก่ น้ำพระพิพัฒน์สัตยา น้ำบรมราชาภิเษก น้ำมูรธาภิเษก เฉพาะน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีถือน้ำ สมัยโบราณ (ก่อนพ.ศ. 2475) กระทำการทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและผลัดเปลี่ยนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้าราชการและกรมการเมืองได้ประกอบพิธีสาบานตนด้วยการดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ในพระวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นอกจากจะทำในโอกาสผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและเจ้าเมืองแล้ว ยังถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ปีละสองครั้ง คือในวันเดือนห้าขึ้นสามค่ำ(หรือวันตรุษ) ครั้งหนึ่ง และในวันเดือน 10 แรม 13 ค่ำ (วันจ่าย) ครั้งหนึ่ง ในครั้งโบราณนั้นเมื่อต้องการใช้น้ำไปประกอบพิธี เจ้าเมืองก็ให้ราชบุรุษไปพรีกรรม เพื่อเอาน้ำจากแหล่งต่างๆทั้งหกแหล่ง จะขาดแหล่งใดไปมิได้ เมื่อได้ครบทุกแหล่งแล้วก็นำไปเทรวมกันในหม้อ ซึ่งทำด้วยทองและเงินหรือในขันสาคร แล้วเริ่มประกอบพิธีอภิเษกในพระวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เหตุที่ใช้ที่นี่ก็เพราะเป็นอุโบสถที่กว้างใหญ่และเก่าแก่ ภายในพระวิหารมีโต๊ะหมู่เครื่องบูชาขนาดใหญ่หลงรักปิดทอง ประดิษฐานหน้าพระศากยมุนีศรีธรรมราช อันเป็นพระประธาน ภายในอุโบสถด้านเหนือจัดอาสนะบนเตียงสำหรับพระสงฆ์ 30 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ด้านตะวันออกจัดอาสนะบนเตียงสำหรับพระสงฆ์สวดผ่านภาณวาร มีกระโจมเทียนชัยวางหน้าเตียงด้านใต้ จัดอาสนะสำหรับพระสงฆ์ตั้งปรก และด้านตะวันตกจัดที่นั่งสำหรับเจ้าเมืองและกรรมการเมืองเพื่อประกอบพิธีกรรมดังกล่าว
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์"บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน" วัดหน้าพระลานเป็นวัดเล็กๆ แต่มีอายุการก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอน อยู่ทางทิศใต้ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในท้องที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ที่นี่มีบ่อน้ำใสสะอาด มีน้ำหนักมากกว่าบ่ออื่น เชื่อสืบกันมาว่าหากใครได้ดื่มกินจะมีปัญญาดี มีบุญวาสนาสูงและมีโอกาสได้เป็นขุนนาง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์ เสด็จไปเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อพ.ศ. 2407 ได้เสด็จไปยังวัดหน้าพระลาน เมื่อเสด็จกลับได้ทรงกล่าวถึงบ่อวัดหน้าพระลานไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง “ กลอนกลอนกาพย์เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช” ตอนหนึ่งว่า “ อีกอย่างหนึ่งนั้น น้ำใช้น้ำฉัน เหมือนน้ำธารเขา ไฟเย็นดีนัก ไม่เหมือนบ้านเรา บ่อน้ำของเขา ไม่เปื้อนโคลนเลน กินน้ำใสสะอาด คนจึงฉลาด ไม่โง่งมเถร ว่องไวไหวพริบ งานการชัดเจน ทำใดไม่เถร การช่างแปลกตา พระนิพนธ์เรื่องนี้นับเป็นบันทึกประวัติศาสทางด้านสังคมของเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ 100 ปีเศษที่ผ่านมาอีกชิ้นหนึ่ง เพราะผู้นิพนธ์ได้กล่าวถึงสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่พบเห็นได้อย่างถ้วนถี่ รวมทั้งภาพบ่อน้ำวัดหน้าพระลาน แม้จะเป็นร้อยกรองประเภทกาพย์และกลอน แต่ก็หาทำเสียถ้อยกระทงความไม่ นอกจากนี้เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองนคร เมื่อวันอังคาร เดือน ขึ้นหกค่ำ ร.ศ 107(11 กันยายน 2431 ) ในสมัยเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนู พร้อม ) เป็นเจ้าเมืองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดหน้าพระลาน ทรงตักน้ำในบ่อนี้ด้วยภาชนะที่เรียกว่า ” หมาจาก“ มาเสวย แล้วส่งรับฟังถามพระครูรอง(สมภารศรีจันทร์) เจ้าอาวาสว่า ศิษย์วัดหน้าพระลานเมื่อได้ดื่มน้ำในบ่อนี้แล้วจะได้เป็นขุนน้ำขุนนางกันจริงหรือ เจ้าอาวาสก็ได้กราบทูลว่า ศิษย์วัดหน้าพระลานถ้าได้ดื่มน้ำในบ่อนี้แล้วอย่างเร็วก็สามารถที่จะคาดว่าวขึ้น แต่ต้องตักทางทิศอีสานของบ่อจึงจะถือว่าดีและได้ผล อนึ่ง หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับไปไม่นาน ก็มีข่าวมาว่าพระยาสุธรรมมนตรีสั่งให้ถมบ่อดังกล่าวนี้แล้วสร้างหอไตรทับไว้ เพราะเห็นว่าชาวบ้านไปอาบกินน้ำบ่อนี้กันมาก เกรงจะมีผู้มีปัญญาหรือมีบุญวาสนาขึ้น อันอาจเป็นภัยต่อการปกครอง แต่คุณเทคดี(กลอน มัลลิกะมาส) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง ” น้ำศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช“ ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือ ” จุฬาฯ นครศรีธรรมราช 23 ตุลาคม 2514 ว่า “ เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมานี้ ข้าพเจ้าได้ไปดูหอไตรที่วัดหน้าพระลาน เห็นฮอไรที่ว่านั้นมีอยู่จริง อยู่ทางทิศอีสานของวัด แต่ชำรุดสุดโทรมด้วยความเก่าแก่คร่ำคร่า คงมีแต่ฐานกับเสาอิฐปูนหักๆ ส่วนเรื่องที่เล่าลือกันไม่ปรากฏว่ามีใครเชื่อถือเป็นจริงเป็นจังนัก เพราะยังมีชาวบ้านชาวเมืองไปอาจกินลูบตัวลูกหน้า พระพรหมศีรษะด้วยความนิยมนับถือกันอยู่ ครั้นเมื่อประมาณ 10 ปีมานี้ พระครูการาม(ดี สุวณโณ) เจ้าอาวาส ได้ขุดรื้อฐานหัวรายนี้ออก โดยต้องการที่จะสร้างกุฎิสำหรับ ภิกษุสงฆ์ ข้าพเจ้าได้เรียนถามถึงการถมบ่อ ท่านบอกว่า ท่านก็ได้ขุดค้นหาซากบ่อน้ำเพื่อพิสูจน์ความจริงกัน แต่ก็ไม่พบร่องรอยเลย ท่านเข้าใจว่าเป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสีทับถมกันมากกว่า และบัดนี้ท่านได้ก่อปากบ่อให้สูงขึ้น ทำ กำแพงล้อม ถมพื้นเทคอนกรีตข้างๆบ่อ บำรุงรักษาทำความสะอาดอย่างดีแล้ว บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ทางทิศตะวันออกพระอุโบสถ” ปัจจุบันชาวเมืองก็ยังเชื่อถือกันว่า บ่อน้ำวัดหน้าพระลานศักดิ์สิทธิ์นัก ใครมีโอกาสเข้าไปในเมือง เป็นต้องไปตักน้ำบ่อนี้กลับบ้าน เพื่อใช้เป็นน้ำมนต์แก้อาถรรพ์คุณไสยได้ และยังเล่าลือกันต่ออีกว่า เมื่อครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างเมือง ก็ได้ฝังกฤติยาคุณ ว๊ายบนคือประตูไชยศักดิ์ (ประตูชัยใต้) ไม่ว่าผู้ใดจะมีวิทยาคุณเพียงใด เมื่อรอดประตูเมืองนคร วิทยาคุณเป็นต้องเสื่อมหมด หากจะแก้ความเสื่อมของวิทยาคุณ ต้องอาศัยน้ำบ่อวัดหน้าพระลานมาดื่ม ชาวนครโบราณจึงนิยมนำน้ำบ่อนี้ติดบ้านไว้มิได้ขาด
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ “ บ่อน้ำวัดเสมาเมือง” วัดเสมาเมืองเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่ง อายุการสร้างใกล้เคียงกับ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงสร้างเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ของเมืองนคร เมื่อเราพุทธศตวรรษที่ 18 และนิมนต์พระสงฆ์ฝ่ายหินยาน จำพรรษาเป็นแห่งแรก วัดนี้จึงเป็นวัดรุ่นแรกของพระสงฆ์นิกายลังกาวงศ์ในตัวเมืองนคร นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของภาคใต้ เพราะมีศิลาจารึกหลักหนึ่งยังอยู่ในวัดนี้ คือจารึกหลักที่ 23(จารึกวัดเสมาเมือง) ซึ่งสลักบนหินทรายเป็นรูปใบเสมา สูง 1.04 เมตร ส่วนฐานกว้าง 40 เซนติเมตร และส่วนยอดกว้าง 50 เซนติเมตร จารึกด้วยอักษรปัลลวะ เมื่อพ.ศ. 1713 จารึกนี้ศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดส์ นักอักษรโบราณชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามารับราชการในกรมศิลปากร ในสมัยรัชกาลที่ 6-7 ได้อ่านและแปล มีใจความว่า “ พระเจ้าศรีวิชัยผู้ประกอบด้วยคุณความดี และเป็นเจ้าแห่งพระราชาทั้งหลายในโลกทั้งปวง ได้ทรงสร้างปราสาทอิฐทั้งสามนี้ เป็นที่บูชาพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว(คือประทุมปาณี) พระผู้ผจญพญามาร(คือพระพุทธองค์) และพระโพธิสัตว์เจ้าเจ้าผู้ถือวัชระ(คือวัชรปาณี) ปราสาททั้งสามนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงบนภูเขาอันเป็นมลทินแห่งโลกทั้งปวงและเปญที่บังเกิดความรุ่งเรืองแห่งไตรโลก พระองค์ได้ถวายปราสาททั้งสามนี้แก่บรรดาพระชินราชอันประเสริฐสุดซึ่งสถิตอยู่ในทศทิศ” ในวัดนี้เป็นที่เก็บจารึกหลักสำคัญของเมืองแล้วยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า “ หลวงพ่อทวด(ซึ่งมีนามเดิมว่า ปู) เมื่อครั้งที่บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดกุฏีหลวง วัดดีหลวง) อำเภออำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา กับพระอาจารย์แล้ว ได้มาศึกษาต่อที่วัดวัดเสมาเมือง เมื่อครั้งพระครูกาเดิมเป็นเจ้าอาวาส คือในเราพ.ศ. 2144 ครั้งอายุครบอุปสมบท ตาขุนลก เจ้ากรมนา เมืองนครศรีธรรมราชก็รับเอาเจ้าเณรปู ไปสู่สำนักพระมหาเถร ปิยทสสี เพื่อบวชเจ้าเณรเป็นภิกษุ แต่พระมหาเถรปราชญ์ ในอารามวัดเสมาเมืองขณะนั้นพัทธสีมาและอุทก สีมาหามิได้ จึง ให้ตาขนลก จัดหาเรือมาดตะเคียน ลำหนึ่ง มาดพลอยลำหนึ่ง มาด ยางลำหนึ่ง เอามาขนาน ณ คลองท่าแพ ตาขุนลก และญาติพี่น้องจึงแต่งสบงจีวรและธูปเทียน นิมนต์พระมหาเถรปิยทสสี เป็นพระอุปฌาจารย์ และพระมหาเถรพุทธสาคร เป็นกรรมวาจา พระมหาเถรศรีรัตน เป็นพระอนุ ทำการบวชเจ้าเณรปู่เป็นภิกขุ จึงพระมหาเถรปิยทสสี ก็ให้นามชื่อ ” เจ้าสามิราม“ เมื่ออุปสมบทอุปสมบทแล้วก็จำพรรษาที่วัดนี้เป็นเวลาสองปีจึงเดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านเกิดของตนที่อำเภออำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลาแล้วขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา บ่อน้ำวัดเสมาเมืองอยู่ทางทิศเหนือโรงธรรมศาลาของวัดเสมาเมือง เป็นบ่อน้ำที่มีน้ำใสสะอาด ทั้งพระภิกษุ เด็กวัด และพุทธศาสนิกชน ใช้ดื่มกิน ด้วยความเชื่อว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด เมื่อใดมีการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อนั้นก็จะมีการตักน้ำที่บ่อนี้ไปใช้ประกอบพิธีเสมอ ล่วงมาถึงปลายปีพุทธศักราช 2544 เทศบาลนครศรีธรรมราช มีดำริจะพัฒนาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในเมืองนคร ตามโครงการฟื้นฟูอดีตสู่ความยิ่งใหญ่ของเมืองเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้บูรณะฟื้นฟูบ่อน้ำทั้งสี่ในตัวเมือง รวมทั้งวัดเสมาเมือง โดยสร้างหลังคาทรงปั้นหยาแปลง มุมกระเบื้องดินเผาครอบหลังคาไว้ และประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่เก้ามกราคม 2545 บ่อน้ำวัดเสมาเมืองที่ถูกทอดทิ้งไประยะหนึ่ง ได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น ทั้งจากวัด จากเทศบาล และจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิได้ขาด ทำให้บ่อน้ำวัดเสมาเมืองกลายเป็นสถานที่สำคัญที่มีผู้สนใจมากขึ้นโดยลำดับ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์” บ่อน้ำวัดเสมาไชย
“ วัดเสมาชัยเป็นวัดคู่แฝดกับวัดเสมาเมือง อยู่ทางทิศเหนือวัดเสมาเมือง เคยเป็นวัดสำคัญของเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีอายุการสร้างสมัยเดียวกันกับวัดเสมาเงิน วัดเสมาทอง และวัดเสมาเมือง วัดเสมาชัยกลายเป็นวัดร้าง ด้วยสาเหตุใดเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด แต่ในพ.ศ. 2400 ตรงกับสมัยรัชกาลที่สี่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดนี้เป็นวัดร้างไปแล้ว คงเหลืออยู่เฉพาะซากโบราณสถาน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ วิหาร และพระพุทธรูปชำรุดจำนวนหนึ่ง รวมทั้งพระพุทธรูปเสมาชัยและแม่อ่างทอง ซึ่งตัวอาคารชำรุดปลัดหักพังลงไป(ผู้มีจิตศรัทธาได้บูรณะทั้งพระพุทธรูปและตัวศาลาขึ้นมาใหม่ เมื่อเราพ.ศ. 2503) ล่วงมาถึงพ.ศ. 2480 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้เทศบาลต่างๆ ขยายการศึกษาในเขตรับผิดชอบ พระคณาศัยสุนทร(สา สุวรรณสาร) นายกเทศมนตรีเมืองนครศรีธรรมราชสมัยนั้น จึงได้กำหนดให้จัดตั้งโรงเรียนเทศบาลขึ้นในวัดเสมาเมืองโดยใช้โรงธรรมศาลาเป็นสถานที่เรียน มีครูสามคน โดยมีพระครูวัตตปราโมช (ชุม นาคะปราโมช) เจ้าอาวาสเป็นผู้อุปการะและเป็นผู้สอน มีนายคลาด เทพสุข ช่วยเป็นครูใหญ่ใหญ่ โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมืองเปิดสอนในวัดเสมาเมืองได้ 18 ปี ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องพื้นที่สำหรับขยายชั้นเรียน เพราะพื้นที่วัดคับแคบ พระครูวัตตปราโมช จึงเสนอขอใช้พื้นที่วัดเสมาชัยร้าง เป็นที่ตั้งโรงเรียน ต่อมาในปีพ.ศ. 2499 กรมการศาสนาได้อนุญาตให้ใช้สถานที่วัดเสมาไชย ซึ่งมีเนื้อที่ห้าไร่สองงาน เป็นที่ดินตั้งโรงเรียนหลังใหม่ ในการนี้เทศบาลได้จัดสรรงบเงิน กศส. จำนวน 100,000 บาทจากรัฐบาลเพื่อมาสร้างอาคารไม้สองชั้น(หกห้องเรียน) และต่อมาในพ.ศ. 2503 ได้รับงบประมาณจากเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชและงบสมทบจากกระทรวงศึกษาธิการอีกจำนวน 120,000 บาท สร้างอาคารไม้สองชั้น 6 ห้องเรียน) เพิ่มอีกหลังหนึ่ง อาคารหลังใหม่นี้อยู่ใกล้กับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดเสมาไชย ที่เคยใช้เป็นน้ำอภิเษก บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดเสมาไชย แต่เดิมเป็นบ่อน้ำขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยม ผนังบ่อแต่ละด้านก่อด้วยอิฐซีเมนต์ มีต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นอยู่ข้างบ่อ น้ำในบ่อน้ำนี้ถือว่าความสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประกอบพิธีที่สำคัญเช่นเดียวกับน้ำบ่อวัดเสมาเมือง เช่นเมื่อมีศึกสงครามก็ใช้น้ำในบ่อนี้มาทำน้ำพุทธมนต์ สำหรับพระพรหมแก่ทหารเพื่อเป็นสวัสดิมงคล เมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก็ใช้น้ำบ่อนี้ และเมื่อมีพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ สำหรับพิธีหลวงและพิธีราษฏร์ ก็ใช้น้ำบ่อนี้เช่นกัน หลังปีพุทธศักราช 2475 พิธีหลวงว่าด้วยการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาได้ยกเลิกไป ทำให้บ่อน้ำวัดเสมาไชย ลดความสำคัญลง พิธีการตักน้ำที่เคยกระทำกันทุกปีในอดีตการ ก็ค่อยเลือนหายไป ทำให้บ่อน้ำนี้ขาดการดูแลรักษา ต้นโพธิ์ใหญ่ข้างบ่อก็เติบโตขึ้นทุกวัน รากโพธิ์ได้ชอนไชจนผนังบ่อแตกร้าว กลายเป็นบ่อน้ำชำรุดที่กำลังสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งเมื่อพ.ศ. 2530 รัฐบาลได้กำหนดให้จัดพิธีอภิเษกน้ำเนื่องในมหามงคล วโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษา ห้ารอบ (60 พรรษา) โดยให้นำน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญในจังหวัดเก่าแก่เข้าพิธีอภิเษก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) กรุงเทพมหานคร ในครั้งนั้นจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเรือตรีสุกรี รักษ์สีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประกอบพิธีตักน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญหกแหล่งในจังหวัด เฉพาะบ่อน้ำวัดเสมาไชย ได้มอบหมายให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช(ชื่อสมัยนั้น) เป็นผู้ดำเนินการประกอบพิธีตักน้ำเพื่อไปรวมที่พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในครั้งนั้นจึงได้มีการบูรณะบ่อน้ำวัดเสมาไชย เพื่อให้บริเวณบ่อมีความสะอาดเรียบร้อย ตามควรแก่สถานะ ครั้งล่าสุดเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้ปฏิสังขรณ์บ่อน้ำวัดเสมาไชย ขึ้นอีกครั้งตามโครงการฟื้นฟูโบราณสถานในเขตเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช โดยการเปลี่ยนแปลงจากบ่อเหลี่ยมมาเป็นบ่อกลม แล้วสร้างศาลาหลังคากระเบื้องดินเผาครอบบ่อไว้ เพื่อให้ใบไม้ร่วงหล่นลงไปในบ่อ มีการเทพื้นคอนกรีตรอบบ่อ กั้นรั้วให้เป็นขอบเขตปริมณฑล และประกอบพิธีเปิดบ่อน้ำนี้ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2545 เช่นเดียวกับบ่อน้ำที่วัดเสมาเมือง
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์” บ่อน้ำวัดประตูขาว“ ” วัดประตูขาว“ เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ในท้องที่ตำบลคลัง จากหลักฐานเอกสารเก่าและคำบอกเล่าของคนเก่าแก่ ทราบว่าวัดนี้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เรารัชสมัยพระเอกกาทศรถ ปัจจุบันเป็นวัดร้าง กรมการศาสนาอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช( ณ นครอุทิศ) ในวัดนี้แต่เดิมมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง น้ำใสสะอาดและเย็นทุกฤดูกาล เล่าสืบกันมาว่าเจ้าอาวาสวัดนี้เป็นพระสงฆ์ที่มีอาคม มีความสันทัดชัดเจนทางไสยศาสตร์ อยู่ข้างจะมีอิทธิฤทธิ์ในบางคราว ในสมัยที่มีศึกพม่าสงครามเก้าทัพมาตีเมืองนคร เจ้าอาวาสรูปนี้เคยตักน้ำจากบ่อวัดประตูขาวไปปลุกเสกเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ประพรมแก่เหล่าทหารหาญก่อนออกรบ ไหนว่าบังเกิดกำลังใจแรงฮึกเหิมกว่าน้ำมนต์วัดอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีพิธีกรรมอภิเษกน้ำทั้งในด้านพุทธจักรและอาณาจักร แหล่งน้ำบ่อน้ำวัดประตูขาว จึงกลายเป็นแหล่งสำคัญที่ทุกคนมักระลึกถึงเป็นลำดับต้นๆ ต่อมาเมื่อทางราชการได้ก่อสร้างอาคารถาวรสองชั้น ขึ้นเป็นโรงเรียนอนุบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเป็นต้องใช้พื้นที่บริเวณบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ก่อสร้าง จึงได้ถมบ่อน้ำดังกล่าว ทำให้แหล่งน้ำสำคัญในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ลดลงไปเสียบ่อหนึ่ง ท่ามกลางความเสียหายของผู้คนที่ล่วงรู้ประวัติและสรรพคุณของบ่อน้ำนี้เป็นอันมาก อย่างไรก็ดี เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากผู้คนชาวนครในปัจจุบันมากขึ้น โรงเรียนจึงได้ตัดสินใจขุดบ่อน้ำขึ้นใหม่ใหม่ บริเวณบริเวณรั้วด้านหน้าโรงเรียน อยู่ติดกับสนามเด็กเล่นในปัจจุบัน และได้ใช้น้ำบ่อนี้ทดแทนบ่อเดิมที่ถูกถมไปเพราะการก่อสร้างอาคาร บ่อใหม่นี้มีความลึกเราสาม เป็นบ่อกลมมีผนังบ่อเป็นปล้องคอนกรีต ปากบ่อได้ฉาบด้วยหินล้างไว้ให้ดูสวยงาม มีฝาคอนกรีตเป็นแผ่นกลมแบนปิดอยู่(ไหนว่าป้องกันเด็กอนุบาลลงไป) และเหตุที่เคยเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมือง โรงเรียนและเทศบาลนครนครศรีธรรมราชจึงได้ปรับปรุงและตกแต่งบริเวณบ่อให้สวยงาม โดยการปลูกอาคารปั้นหยาหลังคามุงกระเบื้องดินเผา เช่นเดียวกับบ่อน้ำเสมาเมืองและบ่อน้ำวัดเสมาไชย
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์” ห้วยเขามหาชัย” “ ห้วยเขามหาชัย” เป็นลำธารห้วยเล็กๆไหลจากเชิงเขามหาชัย อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในเทือกเขานครศรีธรรมราช ในท้องที่หมู่ที่สี่ตำบลท่างิ้วอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4016 ไปทางตะวันตกร 13 กิโลเมตร และห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ราว 500 เมตร เป็นลำห้วยที่มีน้ำใสสะอาดไหลรินลงมาตามซอกหินและแมกไม้ตลอดทั้งปี เขามหาชัยเป็นภูเขาที่มีรูปแปลกตา มอง จากทิศตะวันออกจะมีลักษณะคล้ายคล้ายฝาชีหรือภูเขาไฟ มองจากด้านทิศเหนือจะมีลักษณะคล้ายโหนกกวัดังนั้นจึงมีชาวบ้านเรียกภูเขานี้ว่า “ เขาโหนกวัว” หรือเขาหนอกวัว“ อยู่บ้างเหมือนกัน ชื่อ” มหาชัย“ เป็นชื่อมงคลนามที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและน่าภูมิใจ กล่าวคือเราพ.ศ. 2000 เศษ เมืองนครศรีธรรมราชต้องเผชิญกับศึกชวา โดยสลัดชวากลุ่มหนึ่งเข้ามาปล้นเมืองได้สำเร็จ ทุกปีสลัดชวาจะมาเก็บส่วยไข่เป็ด ทำให้ชาวนครตกอยู่ในภาวะจำยอมมาหลายปี อยู่มาวันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาจากตำบลไชยมนตรี ชื่อว่า ” พังพการ) มาทันอาสาสู้รบกับสลัดชวา เจ้าเมืองนครนครศรีธรรมราชพิจารณาข้อเสนอและแผนการสู้รบแล้ว จึงเห็นชอบและมอบหมายให้สู้รบได้ เมื่อสลัดชวายกกองทัพมา พังพการ จึงนำกำลังเข้าไปหลอกล่อและต่อสู้จนได้ชัยชนะ ที่บริเวณภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจึงปูนบำเหน็จ แก่พังพการ โดยยกที่ดินบริเวณหมู่บ้านเดิมของพังพการ ให้เป็นเขตปกครองพังพการ เรียกว่า “ ตำบลไชยมนตรี” และขนานนามภูเขาที่เป็นจุดชัยชนะนั้นว่า“ ภูเขามหาชัย” ด้วยเหตุนี้ที่เป็นน้ำใสเย็นและสะอาดปราศจากมลภาวะประกอบกับมีชื่อลำห้วยอันเป็นมงคลนาม ดังนั้นเมื่อมีพิธีการอภิเษกน้ำ เพื่อใช้ในพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์ เจ้าผู้ครองนคร และพระพุทธศาสนา จึงนิยมตักน้ำจากห้วยเขามหาชัยไปใช้ในพิธีกรรมดังกล่าวทุกครั้ง
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์“ ห้วยปากนาคราช” “ ห้วยปากนาคราช” หรือห้วยเทวดานาคราช เป็นลำห้วยเล็กๆที่ไหลจากภูเขาลูกหนึ่งในเทือกเขานครศรีธรรมราช ในท้องที่หมู่ที่สี่ตำบลเขาแก้วอำเภอลานสกา (แต่เดิมขึ้นกับอำเภอเมือง) อยู่ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4015 ประมาณ 50 เมตร และห่างจากโรงเรียนบ้านร่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 400 เมตร ถือเป็นแหล่งน้ำแหล่งที่หกของนครศรีธรรมราช เหตุที่ได้ชื่อว่าห้วยปากนาคราช ก็เพราะเป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลออกมาจากแง่หิน ที่มีลักษณะคล้ายพญานาคราช และมีน้ำใสไหลรินตลอดปี จุดที่นิยมตากไปใช้ประกอบพิธี คือแอ่งน้ำซึ่งมีสายน้ำเล็กๆ สามสายไหลมารวมกัน น้ำแอ่งนี้จึงถือเป็นน้ำซึ่งอยู่ในชัยภูมิอันดี เปรียบดังน้ำจากปากพญานาคสามตัวพ่นลงอ่างทองทองคำพร้อมกัน น่าจะศักดิ์สิทธิ์และควรค่าแห่งการนำไปใช้ในพิธีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่เป็นน้ำใสเย็นสะอาดปราศจากมลภาวะประกอบกับมีชื่อแอ่งน้ำเป็นชื่อพญานาค ซึ่งคนไทยโบราณถือเป็นพาหนะของพระพิรุณอันเป็นเทพแห่งฝน นับเป็นมงคลน้ำยิ่ง ดังนั้นเมื่อมีพิธีการอภิเษกน้ำเพื่อใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ เจ้าผู้ครองนคร และพระพุทธศาสนา จึงนิยมตักน้ำจากห้วยปากนาคราช ไปใช้ในพิธีกรรมดังกล่าวทุกครั้ง บริเวณแอ่งน้ำแต่เดิมมีต้นไม้อยู่สาม คือต้นใบเร็ดกอหนึ่ง กอไผ่ลำเล็กกอ หนึ่ง และหวายกอ หนึ่ง สมัยโบราณเจ้าเมืองนครให้จัดคนให้เฝ้ามิให้ใครตัดต้นไม้ทั้งสามชนิด ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้งานเมื่อเวลาต้องการตักน้ำไปใช้ในพิธีอภิเษก ในพิธีตักน้ำจากห้วยนี้แต่เดิมประธานในพิธีจะตัดไผ่มาทำกระบอกใส่น้ำตัดใบแร็ด ทำจุก ปิดปากกระบอก และตัดมัดกระบอกเข้าด้วยกัน แล้วให้ราชบุรุษนำน้ำที่ตักได้นั้นไปเข้าพิธีอภิเษกที่พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หลังพ.ศ. 2475 พิธีการอภิเษกนี้ลดความสำคัญลง ทำให้บริเวณห้วยปากนาคราชถูกทอดทิ้งไประยะหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ. 2540 ชาวบ้านละแวกบ้านร่อน ร่วมกับชาวบ้านในอำเภอลานสกา โดยมีนายสุธรรม ชยันต์เกียรติ จากชมรมรักบ้านเกิดเป็นผู้ประสานงานบูรณะแหล่งน้ำนี้ให้มีสภาพสวยงามแตะตรานักท่องเที่ยวมากขึ้น เรื่องราวของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในเมืองนครศรีธรรมราชทั้งหกแหล่งข้างต้นนั้นเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อ ความศรัทธา อันควรแก่ความปิติภูมิใจ ในความเป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ของเมืองนครศรีธรรมราช ควรที่ทุกส่วนจะต้องช่วยกันดูแลรักษา ทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรืองและคง “ความศักดิ์สิทธิ์”ไว้ตลอดไป

10 มิถุนายน, 2567

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช กับงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

ความเป็นมาของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
สูจิบัตรพิธีเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม(ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม . 2537 ) เมื่อ 5 ตุลาคม 2537 ได้บันทึกความเป็นมาของศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” มีกำเนิดตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2519 ในชื่อและฐานะบทบาทที่แตกต่างกันตามกาลเวลา นับเนื่องถึงวันนี้ศูนย์แห่งนี้มีประวัติและพัฒนาการอันยาวนานสมควรแก่การบันทึกจดจำไว้เป็นหลักฐานของสถาบัน สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช หรือวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช มีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีหน้าที่ประการหนึ่งในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พุทธศักราช 2518 คือทำนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่เก็บรวบรวม ศึกษา ค้นคว้า และวิจัยศิลปวัฒนธรรมของนครศรีธรรมราช และดินแดนใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพลทางอารยธรรมและศิลปวัฒนธรรม ไปจากนครศรีธรรมราช ให้รวดเร็วและเป็นระบบอย่างที่สุด ก่อนที่หลักฐานและบุคคลจะสูญหายหรือล่วงลับไปตามกาลเวลา ก่อนจะมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเป็น”ศูนย์วัฒนธรรม” เป็นภารกิจของหมวดวิชาภาษาไทยผู้สอนวิชาคติชาวบ้าน หรือคติชนวิทยา ได้ถือเอาหลักสูตรและแนวทางการสอนวิชาดังกล่าว มาจัดกิจกรรมรวบรวมและค้นคว้าศิลปวัตถุ และเครื่องใช้ชาวบ้านภาคใต้ หรือนครศรีธรรมราช โดยให้นักศึกษาเป็นผู้จัดในคลังข้อมูลและนิทรรศการชั่วคราว ในห้องสมุดหมวดภาษาไทย ตั้งแต่พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา เมื่อต้นปีงบประมาณ 2519 กองวัฒนธรรมกรมการศาสนาได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งแก่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช(ชื่อในสมัยนั้น) เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมเผยแพร่อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช จึงจัดนิทรรศการเรื่อง “ชีวิตไทยปักษ์ใต้” ขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2519 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช จากการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ได้ทำให้วิทยาลัยมีข้อมูลวัสดุอุปกรณ์และศิลปวัตถุหลายอย่าง ที่เหลือมา ประกอบกับกรมการศาสนา มีเป้าหมายจะก่อตั้งหน่วยประเคราะห์ขึ้นในภูมิภาคหลายจังหวัด ในการนี้กรมการศาสนา ได้เลือกจัดตั้งขึ้นที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชแห่งนี้ด้วย เรียกว่า “หน่วยประเคราะห์ศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” จึงถือได้ว่าหน่วยประเคราะห์แห่งนี้เป็นหน่วยงานแรกของวิทยาลัย ที่ปฏิบัติภารกิจการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างเป็นหลักเป็นฐานโดยมีคณะกรรมการชุดแรกซึ่งมีจำนวน 13 คน เป็นผู้บริหารตามคำสั่งวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชที่สี่ / 2520 ลงวันที่ 5 มกราคม 2520 คณะกรรมการชุดแรกได้ดำเนินงานกระทั่งปลายปีการศึกษา 2520 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่วิทยาลัยได้จัดตั้ง “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ขึ้นทำหน้าที่สืบต่อจากงานของหน่วยประเคราะห์ศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช คณะกรรมการดำเนินงานของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครนครศรีธรรมราชแห่งนี้มีสองคณะคือคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงาน คณะกรรมการอำนวยการ เป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ส่วนคณะกรรมการดำเนินงาน มาจากการเลือกตั้ง ของคณาจารย์ในวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช คณะกรรมการ “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ชุดแรกได้ดำเนินงานตามคำสั่งวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ที่ 48 / 2521 สั่ง ณวั นที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 และได้รับมอบงานจากคณะกรรมการ หน่วยประเคราะห์ศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2521 และได้ดำเนินงานมาจนกระทั่งถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2523 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการลง วันที่ 20 พฤษภาคม 2523 ต่อมาชื่อ “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรม วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” เปลี่ยนเป็น “ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” และเปลี่ยนเป็น “ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช วิทยาลัยครูนครนครศรีธรรมราช “ ตามหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2524 ส่วนชื่อ” ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ยังคงเดิมอยู่จนปัจจุบันนี้ดังนั้นชื่อทั้งสองคือ” ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช และ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตราบจนปัจจุบัน อาคารสำนักงานและพิพิธภัณฑ์ของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ ระยะแรก ตั้งอยู่ที่อาคาร9 ชั้น2 และชั้น3 บริเวณวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช โดยได้กระทำพิธีเปิดป้ายอาคา รเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2522 โดยนายพะนอม แก้วกำเนิด เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติในขณะนั้นเป็นประธานในพิธีเปิด วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ คือ 1.เพื่อทำนุบำรุงศิลปะวัฒนะธรรมพื้นบ้านภาคใต้ 2. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้าวิจัยศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้ 3. เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานทางศิลปวัฒนธรรม กับกรมการฝึกหัดครูสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติศูนย์วัฒนธรรมระดับจังหวัดในภาคใต้และสถาบันมูลนิธิหรือหน่วยงานอื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกัน 4. เพื่อศึกษาค้นคว้าหาทางนำเอาเครื่องสื่อสารชาวบ้านมาใช้พัฒนาเยาวชนของชาติ และพัฒนาคุณภาพของชาวบ้านให้มีความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และการดำรงความเป็นชาติ 5. เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านให้ชาวบ้านได้ใช้แรงงานแทนเครื่องจักร และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวพร้อมกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ของศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านที่ดีงามให้คงอยู่ได้อย่างเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม 6. เพื่อศึกษาค้นคว้าวิจัยและจัดอบรมส่งเสริมจริยธรรมและค่านิยมที่เหมาะสมให้แก่เยาวชนในท้องถิ่นในส่วนที่เป็นทางรถและแก้ปัญหาอาชญากรรม 7. เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ผลผลิตของชาวบ้านให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่ดีงามและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด 8. เพื่อขยายคลังข้อมูลทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ดำเนินการอยู่ ให้สมบูรณ์และมีคุณภาพยิ่งขึ้น 9. เพื่อสนับสนุนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีทัศนะที่ดีต่อวัฒนธรรมไทย 10. เพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมทุกสาขาภายในสถานศึกษาและสังคมภายนอก 11. เพื่อศึกษาค้นคว้าวิจัยและจัดทำเอกสารหรือเผยแพร่วัฒนธรรมพื้นฐานภาคใต้ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยผ่านสื่อมวลชน 12. เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปะวัฒนะวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ 13. เพื่อประสานงานกับแหล่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านให้มีการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดและแพร่ทางศิลปะวัฒนธรรม 14. เพื่อเป็นแหล่งให้ข้อมูลศิลปวัฒนธรรมที่ถูกต้องแก่ชุมชน 15. เพื่อดำเนินการและกระตุ้นให้ชุมชนในภาคใต้เห็นคุณค่าและสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับภูมิภาคของตนมากยิ่งขึ้น 16. เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาต่างๆในสถานศึกษาให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคมของตนให้มากที่สุด จะได้นำความรู้นั้นไปช่วยพัฒนาสังคมให้ได้ผลอย่างแท้จริง 17. เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินพื้นบ้านได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถแก่อนุชนและนำความสามารถไปแสดงให้ปรากฏเพื่อสังคมจะได้เห็นคุณค่า 18 เพื่อเตรียมการสำหรับการเปิดสอนหลักสูตรวัฒนธรรมไทยในวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชในปีการศึกษา 2529 ภารกิจของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ 1. ศึกษาค้นคว้าและวิจัยงานด้านวัฒนธรรม 2. อนุรักษ์ส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่วัฒนธรรม 3. ส่งเสริมฟื้นฟูและเผยแพร่งานประเพณีท้องถิ่น 4. ฝึกอบรมวิทยากรและบุคลากรด้านวัฒนธรรม 5. จัดดำเนินการพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลทางวัฒนธรรมจากแหล่งต่างๆดังนี้คือ 1. จากผลงานของนักศึกษาที่เรียนวิชาภาษาไทยและรายวิชาอื่นๆบ้างเช่นคติชนวิทยา วรรณกรรมท้อง และการเขียนรายงานจากการค้นคว้าเป็นต้น 2 จากการปฎิบัติภาคสนามและการศึกษาค้นคว้าของครูอาจารย์ที่เป็นกรรมการศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ 3 จากวิทยากรและผู้สนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ซึ่งมีระดับการศึกษาและหลายอาชีพ ข้อมูลทั้งสามแหล่งนี้ส่วนใหญ่ได้มาจาก “น้ำมิตร” ที่ได้มาด้วย”น้ำเงิน”มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โครงการก่อสร้างอาคารถาวรของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ สืบเนื่องจากการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ได้มอบหมายให้ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ดำเนินการศึกษาค้นคว้าประวัติของท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) ด้วยเห็นว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่มีลักษณะเด่น เป็นผู้นำที่มีแนวความคิดเป็นประชาธิปไตย มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความบริสุทธิ์ใจ บริหารประเทศด้วยนโยบายที่มุ่งประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง สามารถประสานความคิดและแนวปฏิบัติของกลุ่มชุมชนต่างๆในชาติได้เป็นอย่างดียิ่ง เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศประกอบกับที่ท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ของชาวนครศรีธรรมราช เกียรติประวัติอันดีงามของท่าน จึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราชด้วยส่วนหนึ่ง ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ จึงได้รับสนองแนวความคิดของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ศึกษาค้นคว้า ประวัติของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี โดยเริ่มตั้งแต่ประวัติต้นตระกูลติณสูลานนท์ ประวัติชีวิตปฐมวัย ประวัติการศึกษา ประวัติการรับราชการทหาร และผลงานในระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผลงานการศึกษาค้นคว้า ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ ได้เผยแพร่งานที่ได้รับการศึกษาค้นคว้าไว้อย่างกว้างขวาง เช่นการตีพิมพ์ในสื่อมวลชน การจัดนิทรรศการ การจัดทำเทปโทรทัศน์ และการจัดพิมพ์หนังสือสองเล่มคือ “ ต้นตระกูลตินสูลานนท์” และ”เกิดถิ่นใต้” และได้นำไปสู่การจัดทำโครงการใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช ในด้านต่างๆหลายโครงการ เช่นการจัดตั้งมูลนิธิ บึ้ง อ๊อด ติณสูลานนท์ การจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสุลานนท์ และโครงการต่างๆเหล่านี้ ได้รับการสนับสนุนด้วยดีทั้งจากภาคหน่วยงาน ราชการและเอกชนโดยการสนับสนุนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) จากการดำเนินงานดังกล่าว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แจ้งให้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) รู้สึกยินดีกับภารกิจทางด้านทำนุบำรุง ส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรมของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช มากและนับเป็นภารกิจเด่น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สนใจทั้งในส่วนของรัฐบาลและเอกชนที่จะสนับสนุนส่งเสริมงานด้านนี้ ในระยะแรกเห็นสมควรขยายที่ทำการของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ เพื่อให้สามารถเป็นอาคารถาวรซึ่งรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกแห่งหนึ่ง ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ ที่จะจัดขึ้นใหม่นี้ จะสร้างบริเวณสระน้ำของวิทยาลัย โดยจะปรับปรุงพื้นที่และภูมิทัศน์ให้มีลักษณะริมน้ำชายครอง คล้ายตำแหน่งที่ตั้งของต้นตระกูลของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ตำบลท่าดีอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตัวอาคารประกอบด้วย อาคารสองหลัง ตั้งในบริเวณเดียวกันคือ 1. หลังแรก เป็นลักษณะเรือนไทยภาคใต้ที่มีอยู่ประมาณ 150 ถึง 200 ปีมาแล้วโดยโดยจำลองจากแบบบ้านของคุณปู่และบิดาของท่านนายกรัฐมนตรี ที่บ้านท่าใหญ่ ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ ได้ศึกษาไว้แล้ว บ้านหลังนี้ใช้แสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวภาคใต้ ในรูปของทางพิพิธภัณฑ์ทางมนุษยวิทยา นิทรรศการชั่วคราว โดยปรับปรุงภูมิทัศน์อย่างเหมาะสม 2. หลังที่สอง เป็นลักษณะของอาคารที่ออกแบบขึ้นเป็นเฉพาะให้สอดคล้องและเหมาะสมกับอาคารหลังแรก ภายในและบริเวณอาคารหลังนี้ ประกอบด้วยห้องสำนักงาน ห้องผลิตสื่อ คลังข้อมูล ห้องบรรยาย(ขนาดขนาดความจุ 100 คน) โรงละครเปิด ห้องจำหน่ายของที่ระลึก และสื่อพิพิธภัณฑ์ทางมานุษยวิทยา เช่น ห้องหนังสือบุด ห้องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ห้องบุคคลสำคัญในท้องถิ่น ห้องประเพณีประจำถิ่น ห้องเครื่องมือเครื่องใช้ชาว และห้องมหรสพพื้นบ้านเป็นต้น การก่อสร้าง หลังจากนั้นไม่นาน วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ได้เสนอโครงการก่อสร้างอาคารถาวร ของศูนย์วัฒนธรรม ตามแนวทางข้างต้น ไปยังกรมการฝึกหัดครูเมื่อพ.ศ. 2530 ในที่สุดวิทยาลัยก็ได้รับคำยืนยันจากกรมเจ้าสังกัดว่าจะจัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคาร ในวงเงิน 6,000,000 บาท ขอให้วิทยาลัยเตรียมรายละเอียดของแบบรูปและรายการขั้นต้น เพื่อเป็นข้อมูลแก่กองพัฒนาอาคารสถานที่กรมการฝึกหัดครูซึ่งจะเป็นผู้ออกแบบอาคารดังกล่าวให้ ครั้งถึงวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2531 ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์อาคารหลังนี้ ท่ามกลางความปราบปลื้มของ อาจารย์ คนงาน นักศึกษา และประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ในที่สุดกรมการฝึกหัดครูก็ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 16,000,000 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์วัฒนธรรม โดยผูกพันสี่ปีคือ 2532 จำนวน 300,000 บาท ปี 2533 จำนวนสี่ล้านบาท ปี 2534 จำนวน 9,448,000 บาท และปี 2535 จำนวน 2,252,000 บาท กองพัฒนาอาคารสถานที่กรมการฝึกหัดครู โดยนายจุฬา พรรชนะแพทย์ ผู้อำนวยการกองได้ดำเนินการ จัดทำแบบรูปและรายงานการก่อสร้างอย่างเต็มความสามารถ โดยมีนายสุกวี ชัยบุตร เป็นสถาปนิก นายนิวัต นิภานันท์ เป็นวิศวกร นายคำนวน วาสนาเป็นสุข เป็นผู้เขียนแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดหาดใหญ่ประมวลกิจ เป็นผู้ก่อสร้าง โดยมีนายวินัย เพชรช่วย นายวินิจ วรรณ ถนอม นายดำรงศรีใส นายอำพล สิริพันธ์ นายมงคล ทองขาว นายเทียนชัย เหวรารักษ์ และนายฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ เป็นกรรมการตรวจการจ้าง เริ่มการก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2533 แล้วเสร็จวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2536 ในปีงบประมาณ 2536 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 9,982,500 บาท เพื่อจัดทำนิทรรศการถาวร นิทรรศการกลางแจ้ง ห้องประชุม และสื่อวัฒนธรรม ซึ่งได้จัดทำแล้วเสร็จและพร้อมจะประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 5 ตุลาคมพุทธศักราช 2537 ตรงกับวันพุธ วันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ปีจอ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ศูนย์และสถาบันแห่งนี้สืบไปชั่ว นิรันดร์กาล ล่วงมาถึงเดือนมกราคมปีพ.ศ. 2538 มีพรบสถาบันราชภัฎพุทธศักราช 2538 สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช ได้ประกาศแบ่งส่วนราชการใหม่ ให้ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เปลี่ยนเป็นสำนักศิลปวัฒนธรรม ครั้นถึงเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2547 มี พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยราชภัฎพุทธศักราช 2547 มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช จึงแบ่งส่วนราชการใหม่ให้มีสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นหน่วยงานสนับสนุนวิชาการเทียบเท่าคณะ มีหน่วยงานเดิมรวมเข้าด้วยกันสามหน่วยงาน คือ สำนักวิจัยและบริการวิชาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ และสำนักศิลปวัฒนธรรม ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นหน่วยงานในสังกัดสถาบันวิจัยและพัฒนาและยังคงมีภารกิจสำคัญหลักคือทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ตามพรบ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฎพุทธศักราช 2547 อย่างแข่งขัน และมั่นคง ตลอดมาจวบจนการปัจจุบัน(พ.ศ. 2558) ที่มา : หนังสือบุดภาคใต้ : กรณีศึกษาหนังสือบุดในศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ,รองศาสตราจารย์วิมล ดำศรี,2558

03 มิถุนายน, 2567

ผู้มีคุณูปการต่อศูนย์ศิลปวัฒนธรรม

จากฟ้ามาสู่ดิน
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ภายในอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์และวิถีวัฒนธรรมของชาวเมืองนครศรีธรรมราชและภาคใต้ นำเสนอประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองนครศรีธรรมราช ที่สามารถย้อนอดีตไปไกลถึง 1,500 ปีที่แล้ว หลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่ศูนย์ฯ ได้อ้างถึงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมือง อาทิ ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 จัดแสดงหนังสือบุดที่สำคัญอันเป็นวรรณกรรมท้องถิ่น เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน ประเพณีสำคัญ มหรสพพื้นบ้านอาทิ โนรา หนังตะลุง การละเล่นพื้นบ้าน พื้นที่ด้านนอกอาคารจัดแสดง ยังจัดสร้างกลุ่มเรือนไทยที่เป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ไว้ให้ได้ชมกันด้วย
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2531 โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” แต่เดิมนั้นสถานศึกษาแห่งนี้มีกำหนดมาจากโรงเรียนฝึกหัดครูที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จากนั้นพัฒนาเป็นวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏ และมหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบัน ภายในอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
พิพิธภัณฑ์ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชแห่งนี้ได้ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 และสมเด็จพระเทพพระราชราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2537 ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2567เป็นเวลา 30 ปีมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เห็นว่าควรจะได้รับการขยายคุณค่า และความสำคัญของหนังสือบุด ให้เกิดคุณูปการแก่สังคมและชุมชนอย่างกว้างขวาง และยกระดับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฎพุทธศักราช 2547 ด้านการทำนุบาลบำรุงศิลปะวัฒนะวัฒนธรรมให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์พิเศษและมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชโครงการพิพิธภัณฑ์หนังสือบุดจึงเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 โดยปรับปรุงอาคารศิลปวัฒนธรรมเป็นพิพิธภัณฑ์หนังสือบุด นำเสนอประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองนครศรีธรรมราช ที่สามารถย้อนอดีตไปไกลถึง 1,500 ปีที่แล้ว อันเป็นที่ตั้งของนคร รัฐที่มีความสำคัญในภูมิภาค ในด้านการค้า การปกครอง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามยุคสมัย อาทิ ตามพรลิงค์ ตั้งม่าหลิ่ง เชี้ยะโท้ว สิริธรรมนคร ละคอน เป็นต้น หลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่ศูนย์ฯ ได้อ้างถึงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมือง อาทิ ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นจารึกอุทิศบูชาพระศิวะ สันนิษฐานว่ากลุ่มชนผู้สร้างศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยขึ้นนี้ จะต้องเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาสันสกฤต นับถือศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวะนิกาย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งค้นคว้าด้านภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น จัดแสดง “หนังสือบุด” อันเป็นวรรณกรรมที่เป็นลายลักษณ์ของวัฒนธรรมภาคใต้ เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่สำคัญ ลักษณะเป็นแผ่นกระดาษยาวหน้าแคบ แผ่นกระดาษทำจากต้นข่อย ในภูมิภาคอาจเรียกชื่อต่างกัน เช่น สมุดข่อย สมุดไทย เป็นต้น นำเสนอมหรสพพื้นบ้านที่สำคัญ ได้แก่ โนรา อันเป็นมหรสพที่เน้นลีลาท่ารำ ประกอบบทร้อง ศิลปินต้องมีความสามารถในการร่ายรำ และการร้องเป็นอย่างดี ร่างกายทุกส่วนต้องอ่อนช้อยมีจังหวะตามท่วงทำนองของดนตรี นอกจากนี้ยังจัดแสดงหนังตะลุง ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่สำคัญอีกแขนงหนึ่งของภาคใต้อีกด้วย นอกจากนี้ยังบอกเล่าผ่านภาพถ่ายเก่าวิถีชีวิตของผู้คนและประเพณีสำคัญ อาทิ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ อันเป็นประเพณีสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราช โดยผู้มีจิตศรัทธาพร้อมใจกันบริจาคเงินทอง เพื่อนำไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผืนยาว แล้วพากันแห่ไปพันรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้าอันเป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นประเพณีที่รวมเอาความศรัทธาของผู้คนเมืองนครและพื้นที่ใกล้เคียงไว้ด้วยกัน ทำสืบต่อกันมาหลายร้อยปี มักทำกันในช่วงวันสำคัญทางศาสนาได้แก่วันมาฆบูชาและวิสาขบูชา จัดแสดงวัตถุทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ กรือโต๊ะ เป็นการละเล่นชนิดหนึ่งของชาวไทยมุสลิม กรือโต๊ะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ตัวกรือโต๊ะ เด๊าว์หรือใบ และไม้ตีตัวกรือโต๊ะ ตัวกรือโต๊ะทำจากไม้เนื้อแข็งที่เรียกว่า "ไม้ตาแป" จะเอาไม้ตาแปมาตากแดดให้แห้งสนิทแล้วนำมาตัดให้ได้ขนาดแล้วใช้สิวขุดให้เป็นหลุม ลักษณะของหลุมที่นิยมคือ หลุมปากแคบ และป่องตรงกลาง ภายนอกจะตกแต่งหรือกลึงอย่างสวยงามมีการทาสี สีที่นิยมทากันคือ สีฟ้า สีขาว สีเหลือง หรือทาน้ำมันชักเงาให้สวยงาม เด๊าว์ หรือ เรียกว่า ใบ หรือลิ้นเสียง จะทำจากไม้ตาแปที่แห้งสนิทดีเช่นเดียวกับกรือโต๊ะ กรือโต๊ะใบหนึ่งๆ มีเด๊าว์ 3 อัน คือทำเป็นเสียงต่ำ เสียงกลาง และเสียงสูง อย่างละอัน ขนาดของเด๊าว์ยาวประมาณ 2 - 3 ฟุต กว้างประมาณ 6 - 8 นิ้ว ส่วนความยาวตามความชำนาญของผู้ใช้เล่น ส่วนไม้ตี ทำจากไม้เนื้อแข็ง ขนาดของไม้พอจับถือได้ถนัด ยาวประมาณ 1 ฟุต ปลายด้ามที่ใช้ตี จะพันด้วยเส้นยางพาราเป็นหัวกลมขนาดโตกว่ากำปั้นเล็กน้อย วิธีการเล่นกรือโต๊ะ จะมีการตีกรือโต๊ะแข่งขันกันว่ากรือโต๊ะของใครจะมีเสียงดังกว่ากัน และมีเสียงที่นิ่มนวลกลมกลืนกันและมีความพร้อมเพรียงกันในการตีกรือโต๊ะ เครื่องจักสานท้องถิ่น อาทิ ครุ หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า “โตร๊ะ” เป็น ภาชนะจักสาน มีหูหิ้ว สำหรับใส่ไม้คานหาม ทำจากไม้ไผ่สาน ชาวบ้านนิยมใส่ผลไม้ขนย้ายจากภูเขาหรือที่สูง ใช้มากที่อำเภอลานสกา นครศรีธรรมราช กระเชอใหญ่ หรือชาวบ้านเรียกเชอใหญ่ เป็นเครื่องจักสานที่ทำด้วยไม้ไผ่ สำหรับใส่ข้าวเปลีอก มีขนาดใหญ่มาก เมื่อใส่ข้าวเปลือกแล้ว ต้องใช้ผู้แบกหาม 2-3 คนพื้นที่ด้านนอกอาคารจัดแสดง ยังจัดสร้างกลุ่มเรือนไทยที่เป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ไว้ให้ได้ชมกันด้วย
บุคคลสำคัญในด้านงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชที่ ทำให้ก่อเกิดได้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งจากสาระสำคัญก็ประจักษ์ชัดว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชเป็นสถาบันอุดมอุดมศึกษาที่สนใจแล้วก็ตระหนักในคุณค่าความสำคัญ ต่อพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่คร้านยังเป็นฐานะเป็นวิทยาลัยครู และได้อนุรักษ์ศึกษาสร้างสรรค์ สืบสาน วิจัย ส่งเสริม เผยแพร่ ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีความโดดเด่นทางด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สามารถเป็นที่พึ่งทางวิชาการแก่ชุมชนและสังคมได้ทั้งใน ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ความสำเร็จอันงดงามดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นได้ด้วยการได้รับความแรงร่วมใจในกุศลเจตนากุศลศรัทธาและกุศลจริยาของบรรดา คณะสงฆ์ พี่น้องประชาชน ครูอาจารย์ นักศึกษา เจ้าหน้า ที่ซึ่งร่วมร่วมกันเป็นพลังบูรณาการ ประสานภารกิจ ตามยถาพลัง มหาวิทยาลัย ซาบซึ้งใจในคุณูปการเหล่านี้เป็นนิรันดร์ เมื่อได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของงานทำรูปบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชอย่างถ่องแท้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว พบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ในการนี้ทั้งจากฟ้ารัฐบาล ผู้อุทิศตนปรนนิบัติราชการและกัลยาณมิตรที่ยั่งยืน จึงขอบันทึกไว้ในความทรงจำดังนี้จากฟ้า สู่สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชและ เสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช ในวันที่ 5 ตุลาคม 2537 ซึ่งเป็นสิริมงคลการและก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ แก่ชาวสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชในขณะนั้น สืบมาจวบจนปัจจุบันจากรัฐบาลสู่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย เมื่อปีพพ.ศ. 2529 วันที่ 9 มีนาคม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี มาเยี่ยมศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช และลงนามไว้ในสมุดเยี่ยม ณ ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ ในการเยี่ยมชมวิทยาลัยนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 9 มีนาคมพุทธศักราช 2529 ในปีพ.ศ. 2531 วันที่ 29 มกราคม ฯพณฯท่าน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศูนย์วัฒนธรรมวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ. 2529 ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายและสนับสนุนให้ ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ศึกษาประวัติ ท่านพลเอก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีและตีพิมพ์หนังสือเกิดถิ่นใต้และต้นตระกูล ติณสูลานนท์ เผยแพร่สู่สาธารณะชน เมื่อเดือนธันวาคม 2529 ปีพ.ศ. 2530 ได้ประสานงานสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล ผ่านทางกรมการฝึกหัดครู เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมหลังใหม่ ของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2531 ได้ประสานงานกราบเรียนเชิญ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปีพ.ศ. 2537 ได้ประสานงานกับบังคมทูลขอพระราชทาน อัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช เสวยพระกระยาหารกลางวัน ณสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช กล่าวโดยสรุปอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นได้และสามารถขยายภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สู่ชุมชนและสังคมอย่างกว้างขวาง สืบต่อมาจวบจนปัจจุบัน ก็เพราะความเพียรพยายามสนับสนุนเกื้อกูลด้วยกุศลเจตนาอันมั่นคง ของนายสัมพันธ์ ทองสมัคร ผู้เป็นศิษย์เก่ามหาชัย และประธานนักเรียนในโรงเรียนฝึกหัดครูนครศรีธรรมราชปี 2507 โดยแท้ ผู้สนับสนุนตนปรนนิบัติราชการ คำว่าปรนนิบัติราชการในที่นี้ ใช้คำอธิบายของอาจารย์อาวุโส ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการศึกษาศิลปวัฒนธรรม อย่างกว้างขวางว่าหมายถึง ผู้มานะตั้งใจทำงานเห็นแก่นิดเหนื่อยทำได้ตลอดทั้งเจ็ดวันโดยไม่คำนึงถึงวันหยุดราชการ ค่าตอบแทนและสินจ้างรางวัล ผู้ที่ตนปฏิบัติราชการตามนัยยะความหมายข้างต้นในที่นี้ ขอนำการบันทึกจารึกไว้ในความทรงจำรวมสี่ท่านซึ่งเกษียณราชการไปแล้วตามลำดับเวลาการทำหน้าที่หัวหน้างานทำบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่เรียกว่าผู้อำนวยการคือ
อาจารย์วิเชียร ณ นคร ในช่วงปีพ.ศ. 2521 – 2533
อาจารย์สมพุทธ ธุระเจน ปีพ.ศ. 2533 -2538
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ปีพ.ศ. 2538 - 2542
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แอบ ชามทอง ปี พ.ศ. 2542 - 2552 ช่วงเวลาเกือบสี่ทศวรรษนี้ภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชนและสังคมดังนี้ อาจารย์วิเชียร ณ นคร เป็นช่วงเวลาที่ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช มีผลงานโดดเด่นที่สุดทั้งในภารกิจการ เก็บรวบรวม การดูแลรักษา และการพิมพ์เผยแพร่หนังสือบุด การสัมมนาประวัติศาสตร์ นครศรีธรรมราชการ จัดนิทรรศการทางวัฒนธรรม การจัดหอวัฒนธรรมและการส่งเสริมเผยแพร่วัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ หากจะสรุปภาพรวมของช่วงเวลานี้ว่าเป็นยุคทองของการสะสมมรดกทางวัฒนธรรม และการริเริ่มแสวงหาองค์ความรู้ท้องถิ่น ศึกษาจากคลังข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็คงจะไม่ห่างไกลความเป็นจริงแม้แต่น้อย อาจารย์สมพุทธ ธุระเจน ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ เป็นช่วงเวลาที่ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช และศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช มีผลงานโดดเด่นที่สุดใน3 ลักษณะสำคัญคือ การจัดกิจกรรมมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติก ารจัดแสดงแข่งขัน โนรา เพลงบอก และกลอนสด ในนามของจังหวัดนครศรีธรรมราชการ เป็นบรรณาธิการศิลปะวัฒนะธรรมและหัวหน้ากองบรรณาธิการสารนครศรีธรรมราชภาพรวมของช่วงเวลานี้ เป็นยุคทองของการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรม องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม เผยแพร่สู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง ทางงานมหกรรมวัฒนธรรมสารนครนครศรีธรรมราช และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรม แก่เยาวชนศิลปินพื้นบ้าน ในโอกาสจัดงานประเพณีสำคัญของบ้านเมืองงานสำคัญและยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่ง ภายในสถาบันช่วงเวลานี้ก็คือการย้ายสถานที่ทำงานศูนย์วัฒนธรรม จากอาคาร 9 มาสู่อาคารศูนย์วัฒนธรรมหลังใหม่ และเป็นกองเลขานุการงานรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตยราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดศูนย์ศิลปวัดวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2537 แม้ปัจจุบันนี้ ท่านอาจารย์สมพุทธ ธุระเจน จะจากไปแต่ความดีและคุณูปการต่างๆยังคงจารึกให้ชาวศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชและชาวนครศรีธรรมราชยังคงจดจำอยู่ อีกท่านที่เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ในช่วงปีพ.ศ. 2538 -2542 ช่วงเวลานี้ศูนย์วัฒนธรรมมีงานโดดเด่นใหม่เพิ่มขึ้นอีก2ลักษณะคือ การพิมพ์หนังสือโครงการนครศรีธรรมราชคดีศึกษา เผยแพร่สู่เยาวชนและความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคใต้ศึกษาและจัดพิมพ์หนังสือชุดวัฒนธรรมเขาขุนพนม และวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ เผยแพร่สู่สาธารณะชนซึ่งหลายคนก็เคยซึ่งหลายท่านก็คงจะเคยอ่านหนังสือที่ท่านได้ประพันธ์กันเอาไว้ อย่างเช่น หนังสือโบราณสถาณเขาขุนพนม หนังสือเขาขุนพนมชีวิตและวัฒน วัฒนธรรม หนังสือพันธุกรรมพืชเขาขุนพนม อุทยานการศึกษาเขาขุนพนม หนังสือตามพรลิงสู่นครศรีธรรมราช หรือจะเป็นหนังสือวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นช่วงเวลาที่ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ดูแลในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ และอีกท่านช่วงเวลาที่ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชมีผลงานโดดเด่นสืบต่อมานั่นก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แอบ ชามทอง ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ในช่วงปีพ.ศ. 2542 -2552 ช่วงนี้มีผลงานโดดเด่นสืบต่อมา2 ลักษณะ นั่นก็คือการจัดประกวดแข่งขันโนราเพลงบอกและกลอนสด กับการจัดพิมพ์หนังสือตามโครงการนครศรีธรรมราชคดีศึกษา และมีงานโดดเด่นใหม่เพิ่มขึ้นอีก2ลักษณะคือการจัดพิมพ์หนังสือชุดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเผยแพร่สู่สาธารณะชน และตอบสนองนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยและจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างแข็งขัน2เรื่อง ที่โดดเด่นคือโครงการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์มิ่งมหาชัยและโครงการนำเสนอพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชขึ้นบัญชีมรดกโลกค่ะ
นอกจากนั้นแล้วผู้ที่มีผลงานโดดเด่นด้านทักษิณคดีศึกษาเป็นที่ยกย่องเชิดชูว่าเป็นผู้มีผู้การอันยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่งนั่นก็คือ ศาสตราจารย์สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งในวงการศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น มีรางวัลสำคัญเป็นเครื่องประกันคุณภาพอย่างหลากหลาย อย่างเช่นรางวัลพระเกี้ยวทองคำ รางวัลโล่และเข็มเกียรติคุณรางวัลพระสิทธธาดาทองคำรางวัลสงขลานครินทร์ อนุสรณ์รางวัลเหล่านี้ ล้วนแต่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทั้งสิ้น ผู้มีคุณูปการท่านนี้ คือศาสตราจารย์สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านคือกัลยาณมิตรที่ยั่งยืน ของอาจารย์วิเชียร ณ นครและอาจารย์สมพุทธ ธุระเจน มาตั้งแต่ท่านเป็นครูภาษาไทยแห่ง วิทยาลัยครูสงขลา เป็นผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ ผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา และเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ไม่ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งหรือฐานะใด ท่านก็ได้มีการให้การสนับสนุนส่งเสริมภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฎ และมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่นติดต่อประสานงาน ให้มูลนิธิโตโตโยต้าแห่งประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนทุนโครงการสำรวจเก็บรวบรวมและศึกษาหนังสือบุด ในนครศรีธรรมราช แก่ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช เป็นวิทยากรหลักโครงการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช เปิดโอกาสและสนับสนุนให้บุคลากร ของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช สถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราช และ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช เข้าร่วมโครงการสำคัญและโดดเด่นของท่าน เช่นโครงการสารานุกรม วัฒนธรรมภาคใต้ โครงการพจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ โครงการโครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้ กับการพัฒนาโครงการภูมิปัญญาทักษิณ จากวรรณกรรมและพฤติกรรม ซึ่งศาสตราจารย์สุทธิพงศ์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นเมธีวิจัยอาวุโสค่ะ