27 สิงหาคม, 2567

ข้าวที่สิบสอง สำรับเครื่องพลีแห่งแดนใต้

ข้าวที่สิบสอง สำรับเครื่องพลีแห่งแดนใต้
ในพิธีกรรมเซ่นสรวงบวงพลีของภาคใต้ นับตั้งแต่ชุมพรไปจนถึงบางส่วนทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย มีการจัดเครื่องพิธี ในส่วนของเครื่องสังเวยที่คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่พิธีเซ่นไหว้เจ้าที่ ไปจนถึงพิธีไหว้ครู หรือ พิธีบวงสรวงตามแบบพื้นเมืองของภาค ใต้ เครื่องสังเวยที่ขาดไม่ได้ในทุกพิธีกรรม เรียกกันว่า “ ข้าวที่สิบสอง ” ข้าวที่สิบสอง เป็นสำรับยืนพื้นสำหรับใช้ในการประกอบพิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีน้อย หรือ พิธีใหญ่ จะต้องมีข้าวที่สิบสองเป็นสำรับร่วมด้วยเสมอ หากเป็นพิธีเล็กๆ จะอาศัยข้าวที่สิบสองเป็นสำรับสำคัญ กล่าวได้ว่าเป็นสำรับหลักของพิธี หากเป็นพิธีใหญ่ ข้าวที่สิบสอง จะเป็นสำรับที่ขาดไม่ได้ พิธีกรรมพื้นเมืองในภาคใต้ ถือว่าสำรับข้าวที่สิบสอง เป็นเครื่องบูชาเครื่องสังเวยที่ขาดไม่ได้ หากพิธีเซ่นสรวงใดขาดสำรับข้าวที่สิบสอง พิธีนั้นจะไม่สมบูรณ์ ที่มาของสำรับข้าวที่สิบสอง ไม่มีตำนานเล่าขานที่มา อาศัยการจัดสำรับอาหารของมนุษย์เป็นพื้น ในสำรับอาหาร ย่อมประกอบด้วยอาหารคาว อาหารหวาน ข้าว ผลไม้ และเครื่องดื่ม ปราชญ์ และ นักพิธีกรรมชาวใต้ยุคโบราณ เอาอาหารที่สำคัญๆในพิธีกรรม นำมารวมกัน เป็นสำรับข้าวที่สิบสอง ซึ่งประกอบไปด้วย ๑.ข้าวสวยปากหม้อ คือ ข้าวเจ้าหุงสุก ตักเอาส่วนบนของหม้อใส่ในถ้วย ข้าวสวยที่ใส่สำหรับข้าวที่สิบสอง ต้องเป็นข้าวไม่มีรอยคด หรือ เป็นข้าวที่ไม่ผ่านการบริโภคมาก่อน ส่วนข้าวที่นำมาหุง เป็นข้าวเจ้าสายพันธุ์อะไรก็ได้ ไม่จำ เป็นต้องเป็นข้าวขาว ๒.ข้าวเหนียว ข้าวเหนียวสำหรับใส่สำรับข้าวที่สิบสอง ใช้ข้าวเหนียวหุงสุกใส่ในถ้วย ในปัจจุบันใช้ข้าวเหนียวมูนมีหน้าต่างๆ เช่นหน้าสังขยา หน้ากุ้ง หน้ากระ ฉีก ซึ่งเป็นที่สะดวก สามารถหาซื้อได้ตามตลาดต่างๆ ในบางพื้นที่ ที่ห่างไกลจากตลาดหรือย่านชุมชน จะใช้ข้าวเหนียวหุงสุกโรยด้วยน้ำตาล หรือ ใช้ข้าวเหนียวหลามแทน ในสำรับข้าวที่สิบสอง ข้าวเหนียวไม่สามารถขาดได้ ๓.ขนมโค ขนมพื้นเมืองภาคใต้ ทำกินก็ได้ ทำแก้บนก็ดี คงไม่พ้น “ ขนมโค ” ตัวขนมทำมาจากแป้งข้าวเหนียว นวดเข้ากับน้ำให้จับตัวเป็นก้อน แบ่งน้ำตาลแว่นเป็นชิ้นๆ แล้วปั้นแป้งหุ้มไว้ให้เรียบร้อย นำแป้งที่สอดใส้น้ำตาลลงไปต้มในน้ำให้สุก แล้วนำไปคลุกกับมะพร้าวขาวขูดโรยด้วยเกลือ ก็สำเร็จเป็นขนมโคขาวพร้อมรับประทาน ขนมโคสำหรับพิธีกรรม จะนิยมใส่ขนมโคขาวในสำรับ ถือเป็นเครื่องพลีกรรมที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ๔.ขนมแดง ขนมแดง ในการทำของชาวภาคใต้ มีวิธีทำใกล้เคียงกับขนมบัวลอย คือ นำแป้งข้าวเหนียวปั้นกับน้ำให้จับตัวเป็นก้อน ต้มน้ำให้เดือดจัด หยิบก้อนแป้งแบ่งเป็นลูกเล็กๆ เหมือนลูกขนมบัวลอย ใส่น้ำเดือดต้มให้สุก เมื่อแป้งสุกให้ตักพักไว้ นำน้ำตาลเคี่ยวผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย จนเหลวข้นพอเหมาะ นำแป้งที่ต้มเทใส่ในน้ำตาลเคี่ยว ใช้ช้อนคนให้แป้งกับน้ำตาลเข้ากัน ปัจจุบัน ขนมแดงหาคนทำได้ยาก บางท่านเลยเปลี่ยนจากขนมแดงที่ต้มแบบโบราณ มาใช้ขนมที่มีสีแดงแทน เช่น ขนมหน้าขึ้นย้อมสีแดง , ขนมจับอับสีแดง เป็นต้น ๕.ขนมถั่ว ขนมงา เดิมที สันนิษฐานว่า คงจะใช้ถั่วคั่ว และ งาคั่ว หรือ ขนมที่ทำมาจากถั่วและงานำมาใส่ในสำรับ แต่ระยะหลัง เมื่อมีการผลิตขนมจันอับโดยชาวจีนที่มาอาศัยในประเทศ ครูอาจารย์จึงนิยมใช้ขนมถั่วตัด และ ขนมงาตัดแทน เพราะสะดวกในการซื้อหา และสามารถเก็บไว้ได้นาน ๖.ปลามีหัวมีหาง ปลามีหัวมีหาง คือ ปลาทั้งตัวนำไปต้ม หรือ นำไปทอดให้สุก ในอดีต หมอพิธีกรรม หรือ เจ้าพิธีพื้นบ้าน นิยมปลาต้มส้ม ปลาที่ใช้เป็นปลาทู หรือ ปลาตัวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตัวงามๆ นำไปต้มใส่ตะใคร้ใบมะกรูด หัวหอมกระเทียม ใส่เกลือและน้ำส้มจาก หรือ น้ำส้มโหนดให้ออกรสเปรี้ยว เมื่อปลาสุก จึงตักใส่ถ้วยทั้งตัว ปัจจุบันปลามีหัวมีหางในสำรับข้าวที่สิบสอง นิยมใช้ปลาทูทอดแทน เนื่องจากสะดวกในการซื้อหา ๗.ไข่ต้ม ในอดีตใช้ไข่ไก่บ้านที่เลี้ยงในครัวเรือน ปัจจุบันไข่เป็นอาหารพื้นฐานที่มีขายในทุกพื้นที่ ไข่ในสำรับข้าวที่สิบสอง เป็นไข่ต้ม จะใช้ไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ได้ ต้มให้สุกทั้งฟอง นำมาใส่ในถ้วยชุดสำรับข้าวที่สิบสอง ถ้าใส่พอเป็นพิธีให้ใส่ฟองเดียว แต่ถ้าเอาให้ควรแก่ฐานะ ให้ใส่สามฟอง ๘. แกงเผ็ด ในสำรับข้าวที่สิบสอง มีแกงเผ็ดเป็นหนึ่งในสำรับ โดยส่วนใหญ่จะไม่บังคับชนิด เป็นแกงเผ็ดแบบใดก็ได้ แกงส้ม แกงกะทิ แกงพริก แกงคั่ว เลือกตักแบบเดียวกับข้าวปากหม้อ คือตักเอาส่วนบนของหม้อ และเลือกตักตอนที่แกงสุกใหม่ๆ เพื่อมั่นใจว่า ไม่ผ่านการรับประทานมาก่อนนั่นเอง ๙.แกงจืด แกงจืดในสำรับข้าวที่สิบสอง ที่ผู้เขียนเคยเห็น แม่บ้านในอดีตนิยมใส่แกงเลียงในสำรับข้าวที่สิบสอง เพราะเป็นแกงที่หาวัตถุดิบง่าย ปรุงง่าย สำหรับปัจจุบัน ท่านสามารถใส่แกงจืดชนิดใดก็ได้ หรือ จะใส่อาหารประเภทผัดผักลงไปแทนก็ได้เช่นกัน เมื่อจะตัก เช่นเดียวกับแกงจืด คือตักเอาส่วนบนของหม้อ ที่ไม่มีการตักไปรับประทาน ๑๐.ยำ ในสำรับข้าวที่สิบสอง มีการใส่ยำลงไปด้วย เพื่อเป็นกับแกล้มกับเหล้า หรือ เป็นอาหารกับข้าว แต่ยำในที่นี้ เป็นยำพื้นเมืองของภาคใต้ ไม่ได้เป็นยำใส่เนื้อสัตว์อย่างเช่นปัจจุบัน เท่าที่ผู้เขียนพบเห็น ยำที่นิยมใส่ในสำรับข้าวสิบสอง ประกอบไปด้วย - ยำแตงกวา ยำที่ง่ายสุดในการทำ วิธีการปรุง ให้ท่านนำแตงกวามาปอกเปลือก ใช้มีดสับหรือใช้ที่ขูด ขูดเนื้อเป็นเส้นยาวๆ เหมือนส้มตำ แยกแกนไส้ทิ้ง นำเส้นแตงกวาใส่ชาม ใส่กะปิ หั่นหอมแดง ซอยพริกขี้หนูตาม บีบน้ำมะนาวใส่ ใช้มือหรือช้อนบี้ให้กะปิละลายเข้ากับน้ำแตงกวา คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงให้ออกรสชาติเค็ม เปรี้ยว เผ็ด ถ้ามีกุ้งแห้ง โรยหน้าด้วยกุ้งแห้งเพิ่มก็ได้เช่นกัน ยำแตงกวา เป็นยำที่ทำง่าย จึงนิยมทำใส่ในข้าวที่สิบสอง - ยำมะเขือ ใช้มะเขือเปราะ หรือ มะเขือที่กินกับน้ำพริก หั่นซอยบางๆ ใส่มะพร้าวคั่ว หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย ใส่กุ้งแห้ง น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล ปรุงให้ออกรสชาติ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานเล็กน้อย - ยำมะม่วง หรือ ยำมะพร้าวคั่ว นำมะม่วงดิบสับหรือขูดให้เป็นเส้นยาวๆ ใส่ชามใบใหญ่ ตามด้วย มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย น้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย ใบโหระพา คนเข้าด้วยกัน ปรุงให้ออกรสชาติ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานเล็กน้อย ยำมะม่วงบางพื้นที่ เพิ่มหนังหมูหั่นเส้นลงไปด้วย หากหามะม่วงไม่ให้ ใช้ลูกส้มมุด หรือ ลูกมะมุดแทนกันได้ - ยำหยวก ใช้หยวกกล้วยหั่นเป็นฝอยๆ แช่ในน้ำผสมเกลือและน้ำส้มสายชู เพื่อไม่ให้เกิดสีคล้ำดำ เมื่อแช่ได้ระยะหนึ่ง จึงบีบขยำให้หมดน้ำ แล้วนำไปต้มในหัวกะทิจนสุก แล้วปรุงรสด้วยกะปิ น้ำตาล น้ำมะนาว พริกขี้หนูหั่น หอมแดงหั่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน หากท่านจะใช้ปลีกล้วยนำมายำ ก็ทำได้เช่นกัน นอกเหนือยำทั้ง ๔ ชนิดในข้างต้น ยำในสำรับข้าวที่สิบสอง สามารถใส่ยำที่เป็นยำพื้นบ้านลงไปได้ เช่น ยำผักแว่น ยำใบไม้ ยำสาหร่าย ( ยำสาย ) ยำหัวโหนด ยำเห็ดเหม็ด ยำผัดกูด หรือจะเปลี่ยนยำที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น ยำปลา ยำกุ้ง ก็ได้เช่นกัน ๑๑.น้ำพริก น้ำพริกในสำรับข้าวที่สิบสอง ในอดีต แม่ครัวรุ่นเก่านิยมน้ำ พริกส้มนาว ( น้ำพริกกะปิ ) เป็นหลัก เนื่องจากปรุงง่าย วัตถุดิบใช้ไม่กี่อย่างก็ปรุงสำเร็จได้แล้ว น้ำพริกมะนาวจะใช้คลุกข้าวกิน จิ้มผักกิน หรือ จิ้มเนื้อสัตว์กินก็ได้ นอกเหนือจากน้ำพริกมะนาว หรือ น้ำพริกกะปิ ท่านจะเปลี่ยนเป็นน้ำพริกอย่างอื่นก็ได้ เช่น น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกมะอึก น้ำพริกระกำ น้ำชุบฝาน ( น้ำพริกโจรใส่กุ้งต้ม ) น้ำพริกใบทำมัง น้ำพริกตะลิงปิง น้ำพริกกะทือ น้ำพริกมะขาม เป็นต้น ๑๒.ผักจิ้ม ผักจิ้มในสำรับข้าวที่สิบสอง ไม่มีข้อจำกัด ขอแค่เป็นยอดไม้หรือผักที่รับประทานสดคู่กับอาหารได้ หากเป็นในปัจจุบัน ผักจิ้มประกอบด้วยแตงกวาลูกเล็ก , มะเขือเปราะผ่า , ถั่วผักยาว , ถั่วพู , ยอดมะม่วงหิมพานห์ , ยอดมันปู หรือจะใช้ผักลวกกะทิก็ได้เช่น ยอดเขลียงลวกกะทิ , หยวกลวกกะทิ , ผักบุ้งลวกกะทิ เป็นต้น สำรับข้าวที่สิบสอง ที่ผู้เขียนนำเสนอนั้น เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการจัด เพราะสูตรในการจัดข้าวที่สิบสองในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน บางพื้นที่ จัดกล้วยน้ำว้าสุกหั่นชิ้น และ อ้อยควั่นเข้ามา บางพื้นที่ เพิ่มแก้วน้ำใส่ในสำรับด้วย การจัดสำรับข้าวที่สิบสองนั้น คนยุคก่อนๆ นิยมใช้ถ้วยกระเบื้องจีนใบเล็ก ที่ชาวจีนนิยมใส่น้ำจิ้มหรือขนมชิ้นเล็ก นำมาใส่สำรับข้าวที่สิบสอง แล้วนำสำรับทั้งสิบสองอย่างใส่ลงในถาด หรือ พานใบใหญ่ ตั้งแก้วน้ำประกอบ ๑ ใบ ใส่น้ำไว้พร้อม กับ หมากพลู ๑ คำ และติดเทียน ๑ เล่ม หากเป็นปัจจุบัน ที่ผู้เขียนใช้อยู่ ผู้เขียนใช้ถ้วยขนาดเท่าถ้วยน้ำจิ้มสุกี้ หรือ ถ้วยน้ำจิ้มหมูกระทะ นำมาเป็นภาชนะใส่สำรับข้าวที่สิบสองแทน เพราะมีขนาดพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สิ่งที่ไม่ควรจะขาดในสำรับข้าวที่สิบสอง ผู้เขียนขอสรุปไว้ให้คงมี คือ ข้าวสวยปากหม้อ ข้าวเหนียว ขนมโคขาว ขนมต้มแดง ขนมถั่วตัดงาตัด ปลามีหัวมีหาง นอก นั้นจะเป็นแกงเผ็ด แกงจืด ยำ น้ำพริก ผักจิ้ม ชนิดใดแบบใดก็ได้ แล้วแต่จะคิดรัง สรรค์ หรือ ตามที่ครูเราชอบ เท่าที่ผู้เขียนฟังคนแก่คนเฒ่าบอกเล่ามา สำรับข้าวที่สิบสอง เป็นสำรับสังเวยที่สำคัญ หากทำเองได้ ท่านควรทำเอง เพื่อให้เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครูอาจารย์เห็นถึงความมานะพยายามของท่าน เปรียบเหมือนลูกทำกับ ข้าวให้พ่อแม่ได้รับประทาน การวางสำรับข้าวที่สิบสอง นิยมวางไว้เบื้องหน้าหัวสาดหัวหมอน ( หัวสาดหัวหมอน คือปลายเสื่อกระจูดด้านหนึ่งม้วนให้กลม ภายในม้วนสอดหมอนเข้าไป ปูผ้าขาวลาดทับ เพื่อเป็นที่ประทับของเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และครูอาจารย์ ) เพื่อเป็นสำรับอาหารต้อนรับเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นโต๊ะบวงสรวงขนาดใหญ่ สำรับข้าวที่สิบสอง ควรตั้งอยู่เบื้องหน้าสายตาของเจ้าพิธี เพื่อให้เจ้าพิธีได้ถวายสำรับอาหารหลักให้แก่เทวดาเช่นกัน เมื่อเสร็จพิธีแล้ว คนแก่คนเฒ่า นิยมเอากับข้าว ขนมบางส่วนมารับประทาน หรือให้ลูกหลานรับประทาน ด้วยเชื่อถือกันว่า ของเหลือจากที่ครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เสวย ย่อมเป็นของดี กินแล้วทำให้จำเริญสุข ปลอดภัยได้ลาภ และเป็นการรับสิริมงคลจากเทวดา และครูอาจารย์ที่ได้ถวายอีกด้วย แต่หากท่านเห็นสำรับข้าวสิบสอง ที่ไม่ได้อยู่ในถ้วยในถาด หรือ ถูกตั้งเป็นกองๆ เรียงกัน หรือใส่ภาชนะที่คล้ายกับกระทงบัตรพลี ท่านอย่าได้เผลอไปยุ่มย่ามเด็ดขาด เพราะสำรับที่กองชุดนั้น ถูกพลีให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว หากพบเห็น หรือมีกระทงบัตรพลีในบริเวณพื้นที่บ้านของท่าน ควรปล่อยให้เครื่องเซ่นเหล่านั้นเหี่ยวแห้ง แล้วค่อยลานำไปทิ้งเพื่อความสะอาดของสถานที่ หากพบเห็นต่างสถานที่ อย่าได้เข้าไปยุ่งดีที่สุด ที่มา โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์