24 กุมภาพันธ์, 2569

เจดีย์ยักษ์: ตำนานที่เล่าเกินหลักฐาน

ไม่มีเสียงคำรามของอสูรกาย ไม่มีร่องรอยฝ่าเท้าของยักษ์บนผืนดิน มีเพียงอิฐเก่า ปูนกร่อน และยอดที่หักพังซึ่งยืนต้านลมฝนมาหลายศตวรรษ กลางแนวถนนราชดำเนินในตัวเมืองนครศรีธรรมราช โบราณสถานที่ผู้คนเรียกติดปากว่า “เจดีย์ยักษ์” ถูกเล่าขานราวกับเป็นสนามประลองของพลังเหนือธรรมชาติ แต่เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าองค์จริงของ เจดีย์ยักษ์ สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความอัศจรรย์ลี้ลับ หากคือความเงียบหนักแน่นของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ยอดที่หักมิได้ตะโกนเล่าเรื่องยักษ์ หากกำลังรอให้ผู้ศึกษาตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ระหว่างตำนานกับโบราณคดี อะไรคือสิ่งที่ยืนอยู่บนพื้นฐานพิสูจน์ได้จริง ตามฐานข้อมูลแหล่งศิลปกรรมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) พระเจดีย์ยักษ์ตั้งอยู่ในตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมสิบสอง องค์ระฆังและส่วนยอดเดิมชำรุดหักพังไปแล้ว การจำแนกรูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับอิทธิพลพุทธศิลป์ลังกาวงศ์ที่แพร่เข้ามาในคาบสมุทรภาคใต้ นักวิชาการกำหนดอายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ 18–19 (ประมาณ พ.ศ. 1800–1900) จากการเปรียบเทียบรูปแบบสถาปัตยกรรมกับโบราณสถานร่วมสมัย การกำหนดอายุจึงตั้งอยู่บนการวิเคราะห์รูปแบบศิลปกรรม มิได้ตั้งอยู่บนเรื่องเล่าพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา ส่วนยอดที่หักพัง ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นของตำนานยักษ์นั้น ในทางกายภาพสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางโครงสร้างและธรรมชาติ โบราณสถานอิฐถือปูนขนาดใหญ่ที่ผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี ย่อมเผชิญการเสื่อมสภาพของวัสดุ การทรุดตัว และแรงกระทำจากสภาพแวดล้อม เอกสารท้องถิ่นที่เรียบเรียงประวัติเมืองนครศรีธรรมราชโดย พระยาตรังคภูมาภิบาล กล่าวถึงเหตุฟ้าผ่าที่ทำให้ยอดเจดีย์หักลง คำอธิบายนี้มีความเป็นไปได้ทางธรรมชาติและสอดคล้องกับสภาพโบราณสถานจำนวนมากในภูมิภาค ซึ่งเผชิญความเสียหายจากฟ้าผ่าและการผุกร่อนของวัสดุโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยพลังเหนือธรรมชาติ ในด้านการอนุรักษ์ กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะพระเจดีย์ยักษ์ในช่วง พ.ศ. 2518–2522 เพื่อเสริมความมั่นคงของโครงสร้างและป้องกันการพังทลายเพิ่มเติม การบูรณะครั้งนั้นมิได้เป็นเพียงการซ่อมแซมทางกายภาพ หากเป็นการยืนยันสถานะของเจดีย์ในฐานะโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของชาติ อีกทั้งพื้นที่ยังถูกจัดประเภทเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีศักยภาพในการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่ายังอาจมีข้อมูลทางโบราณคดีที่รอการสำรวจอย่างเป็นระบบในอนาคต เมื่อวางตำนานไว้เคียงข้างหลักฐาน จะเห็นได้ว่าความสำคัญของเจดีย์ยักษ์มิได้อยู่ที่เรื่องเล่าอันเร้าใจ หากอยู่ที่รูปแบบสถาปัตยกรรมทรงลังกา ฐานย่อมุมสิบสอง ร่องรอยการชำรุด และประวัติการบูรณะในสมัยใหม่ โบราณสถานแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนทั้งความทรงจำของชุมชนและข้อเท็จจริงทางวิชาการ การศึกษาที่รับผิดชอบต้องแยก “เรื่องเล่า” ออกจาก “หลักฐาน” โดยไม่ปฏิเสธคุณค่าทางวัฒนธรรมของเรื่องเล่า แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตำนานกลบเสียงของอิฐ ปูน และเอกสารที่ยังคงยืนหยัดให้ตรวจสอบได้จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียน : เอก ลิกอร์ เอกสารอ้างอิง 1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP). ฐานข้อมูลแหล่งศิลปกรรม “พระเจดีย์ยักษ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช”. 2. กรมศิลปากร. รายงานการบูรณะโบราณสถานพระเจดีย์ยักษ์ พ.ศ. 2518–2522. 3. พระยาตรังคภูมาภิบาล. ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช. 4. ตำรากัลปนาเมืองนคร (ฉบับชำระ).

22 กุมภาพันธ์, 2569

“พระบรมธาตุกับท้องฟ้า” : การกำหนดผังศาสนสถานในกรอบดาราศาสตร์พุทธ

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศาสนสถานสำคัญที่ก่อตัวขึ้นในบริบทของรัฐพุทธโบราณตามพรลิงค์ ซึ่งมีรากฐานความรู้ทั้งด้านศาสนา คติจักรวาล และวิทยาการจากโลกอินเดีย–ลังกา แม้จะยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาการกำหนดแปลนพระบรมธาตุเจดีย์โดยตรงในเชิงดาราศาสตร์ แต่การวางผังวัดและทิศทางอาคารหลักตามแนวทิศสำคัญ สอดคล้องกับขนบสถาปัตยกรรมพุทธในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมโลกมนุษย์เข้ากับจักรวาลตามคติพุทธศาสนา การศึกษาด้าน ดาราโบราณคดี (Archaeoastronomy) ในพุทธสถานสำคัญ เช่น สถูปสาญจี (Sanchi) ในอินเดีย และวัดพระธาตุหลายแห่งในเอเชีย พบว่าเจดีย์และศาสนสถานมักถูกกำหนดแกนและทิศทางให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โดยเฉพาะแนวตะวันออก–ตะวันตก ซึ่งสัมพันธ์กับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้ ความเกิด–ดับ และวัฏจักรแห่งธรรม แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลคติพุทธที่ใช้ดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ มิใช่เพื่อการคำนวณเชิงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่เพื่อกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ให้สอดรับกับระเบียบแห่งจักรวาล ในกรณีวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ผังวัดที่มีพระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ใจกลางเขตพุทธาวาส และถูกล้อมด้วยองค์ประกอบศาสนสถานโดยรอบ สะท้อนแนวคิดเดียวกับ “จักรวาลจำลอง” ที่พบในพุทธสถาปัตยกรรมโบราณ แม้เอกสารทางวิชาการจะยังไม่ยืนยันการผูกโยงกับปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เฉพาะวันหรือดาวฤกษ์ใดโดยตรง แต่การจัดวางเจดีย์เป็นแกนกลาง และการกำหนดทิศทางของอาคารสำคัญให้สัมพันธ์กับทิศหลักของโลก สอดคล้องกับกรอบความคิดทางจักรวาลที่เชื่อมฟ้า ดิน และมนุษย์เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นรากฐานร่วมของพุทธศาสนสถานในภูมิภาคนี้ ดังนั้น การพิจารณาผังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ผ่านกรอบดาราโบราณคดี มิได้เป็นการตั้งข้อสรุปใหม่โดยไร้หลักฐาน หากเป็นการวางวัดแห่งนี้ไว้ในบริบทเดียวกับพุทธสถาปัตยกรรมโลก ที่ใช้ท้องฟ้าเป็นภาษาสัญลักษณ์ในการกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ผังวัดจึงมิใช่เพียงโครงสร้างทางกายภาพ แต่เป็นภาพสะท้อนของจักรวาลตามคติพุทธ ที่มนุษย์ใช้ความรู้ด้านดาราศาสตร์พื้นฐาน ผสานศรัทธา และแปลงเป็นรูปธรรมทางสถาปัตยกรรมซึ่งดำรงอยู่คู่เมืองนครศรีธรรมราชมาจนถึงปัจจุบัน ⸻ เขียนโดย : เอก ลิกอร์ เอกสารอ้างอิง (เชิงแนวคิดและเปรียบเทียบ) – UNESCO World Heritage Centre, Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat (Tentative List) – Silva, C. C. (2013). Astronomy with Buddhist Stupas of Sanchi – The Siam Society, Archaeoastronomy in Thailand and Southeast Asia

การเสด็จนครศรีธรรมราชของรัชกาลที่ ๔ : การเดินทางที่คำนวณได้ทุกองศา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งรวมถึงเมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นหัวเมืองสำคัญด้านการปกครองและพระพุทธศาสนา การเสด็จครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามเริ่มรับและประยุกต์ใช้วิทยาการตะวันตก โดยเฉพาะการเดินเรือกลไฟและความรู้ด้านภูมิศาสตร์สมัยใหม่ พระองค์ทรงใช้เรือพระที่นั่งในการเดินทางทางทะเล และมีบันทึกในพระราชหัตถเลขาที่สะท้อนถึงการกำกับเส้นทางการเดินเรือด้วยพระองค์เองและ อีกประการหนึ่งทรงตั้งพระทัยเสด็จมานมัสการองค์พระบรมธาตุในวันวิสาขบูชาที่มีปรากฏการณ์ราหูอมจันทร์ด้วยเช่นกันจึงกำหนดวันเสด็จมาถึงนครตามปฏิทินที่ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาประสบการณ์ของนายเรือดังเช่นในอดีต หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทรงนำมาใช้จริงในการเดินเรือ โดยเฉพาะการระบุตำแหน่งด้วยระบบ ละติจูดและลองจิจูด อันเป็นระบบพิกัดสากลที่ใช้กันในโลกตะวันตก การใช้เส้นรุ้งและเส้นแวงในการกำหนดตำแหน่งเรือพระที่นั่งสะท้อนถึงการนำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้กับพระราชกรณียกิจโดยตรง การเสด็จมายังนครศรีธรรมราชจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการเดินทางที่อาศัยการคำนวณเชิงวิชาการ ไม่ใช่การเดินทางตามความเคยชินหรือจารีตเพียงอย่างเดียว พระปรีชาสามารถด้านการคำนวณของรัชกาลที่ ๔ ได้รับการยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมจากการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ล่วงหน้าประมาณสองปีก่อนเกิดเหตุจริง ซึ่งการคำนวณดังกล่าวใช้หลักเดียวกับการกำหนดตำแหน่งบนโลก คือการคำนวณเชิงเวลาและพิกัดภูมิศาสตร์ ความแม่นยำของผลการคำนวณได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ทั้งไทยและต่างประเทศในเวลาต่อมา เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ การเสด็จพระราชดำเนินมายังนครศรีธรรมราชจึงมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของหัวเมืองปักษ์ใต้ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่สยามก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ผ่านการเดินทางที่ “คำนวณได้ทุกองศา” ⸻ เขียนโดย : เอก ลิกอร์ สืบค้นข้อมูล :https://www.blogger.com/blog/post/edit/5729930378228200619/4125775288442094501 แหล่งอ้างอิง 1. พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมศิลปากร, พิมพ์รวมเล่ม (หลายครั้ง) 2. จดหมายเหตุและเอกสารการเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ในรัชกาลที่ ๔ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 3. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 4. สุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๑ และการคำนวณของรัชกาลที่ ๔ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 5. Mongkut (Rama IV of Siam). Encyclopaedia Britannica และเอกสารวิชาการด้านดาราศาสตร์คริสต์ศตวรรษที่ 19

มัณฑละพราหมณ์นครศรีธรรมราช: เครือข่ายศรัทธาไศวะบนรากฐานอาณาจักรตามพรลิงค์

ก่อนที่นครศรีธรรมราชจะถูกจดจำในฐานะ “เมืองพระบรมธาตุ” ผืนแผ่นดินลุ่มน้ำปากพนังและอาณาจักรตามพรลิงค์เคยเป็นพื้นที่ของเครือข่ายชุมชนพราหมณ์ไศวนิกาย ซึ่งจัดระเบียบความเชื่อ พิธีกรรม และอำนาจผ่านโครงสร้างที่เรียกว่า “มัณฑละ” ร่องรอยของศูนย์กลางศรัทธาเหล่านี้ยังคงปรากฏผ่านเขาคา โมคลาน และเมืองโบราณ สะท้อนบทบาทของพราหมณ์ในฐานะผู้วางรากฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมให้กับนครศรีธรรมราชตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มัณฑละพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชหมายถึงเครือข่ายชุมชนพราหมณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปทางศาสนาและวัฒนธรรมของคาบสมุทรภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าพราหมณ์มิได้เป็นเพียงผู้ประกอบพิธีกรรม หากแต่เป็นกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นระบบในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการค้าและการเดินทาง พราหมณ์จึงทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สืบทอดองค์ความรู้ทางศาสนาและผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมอินเดียเข้าสู่โครงสร้างสังคมท้องถิ่นในลุ่มน้ำปากพนังและเมืองนครศรีธรรมราชอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างของมัณฑละพราหมณ์สามารถจำแนกออกเป็นสามศูนย์กลางหลักตามลำดับพัฒนาการ ได้แก่ มัณฑละเขาคา มัณฑละโมคลาน และมัณฑละเมืองโบราณ มัณฑละเขาคาเป็นศูนย์กลางยุคแรก มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–15 และเป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานชัดเจนของพราหมณ์ไศวนิกายจากโบราณสถานบนเขาคา ต่อมามัณฑละโมคลานซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มชายทะเลที่เชื่อมโยงกับเขาคา ได้พัฒนาเป็นชุมชนค้าขายสำคัญ พร้อมการก่อสร้างเทวาลัยขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา เมื่อบทบาทของเขาคาลดลง ศูนย์กลางของมัณฑละพราหมณ์จึงย้ายเข้าสู่มัณฑละเมืองโบราณในพื้นที่เมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน โดยพบโบราณสถานพราหมณ์ทั้งในเขตเมืองและบริเวณรอบนอก เช่น บ้านกำโลน สะท้อนการปรับตัวของชุมชนพราหมณ์ให้สอดรับกับโครงสร้างเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ในด้านความเชื่อ ชุมชนพราหมณ์ในมัณฑละต่าง ๆ นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นหลัก โดยเฉพาะไศวนิกายซึ่งบูชาพระศิวะ และพบการนับถือไวษณพนิกายหรือพระนารายณ์ควบคู่กัน หลักฐานสำคัญ ได้แก่ เทวาลัยเขาคา เทวาลัยโมคลาน ฐานพระสยม หอพระอิศวร และหอพระนารายณ์ ซึ่งยืนยันบทบาทของพราหมณ์ในฐานะผู้ดูแลศาสนสถานและพิธีกรรมของรัฐ ความสำคัญของมัณฑละพราหมณ์มิได้สิ้นสุดลงในอดีต หากยังปรากฏความต่อเนื่องผ่านตระกูลพราหมณ์บางสายที่สืบทอดหน้าที่ในพิธีหลวงมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ตระกูลสยมภพ และตระกูลโกมลเวทินบางส่วน อันเป็นหลักฐานของการดำรงอยู่ของสถาบันพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชบนพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ผู้เขียน - เอก ลิกอร์ ที่มาสืบค้นข้อมูล :https://www.facebook.com/nailigorhttps://www.facebook.com/nailigor ที่มาและเอกสารอ้างอิง – กรมศิลปากร, โบราณคดีนครศรีธรรมราช – สุจิตต์ วงษ์เทศ, นครศรีธรรมราช: เมืองท่าศรีวิชัย – ศานติ ภักดีคำ, งานศึกษาว่าด้วยอาณาจักรตามพรลิงค์และชุมชนพราหมณ์ภาคใต้ – รายงานการสำรวจและขุดค้นโบราณคดีบริเวณเขาคาและโมคลาน, กรมศิลปากร

20 กุมภาพันธ์, 2569

เจดีย์ราย วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เจดีย์แห่งองค์พระมหาสาวก

เจดีย์ราย วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เจดีย์แห่งองค์พระมหาสาวก โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ ถ้าหากท่านได้มีโอกาสเข้าไปสักการะองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช สิ่งแรกที่ทุกสายตาจะต้องเห็นทันทีเมื่อได้ผ่านพ้นวิหารพระระเบียงคดมาแล้ว นั่นก็คือ “ เจดีย์ราย ” ขนาดน้อยใหญ่เรียงแถวกันอย่างน่าชม ซึ่งการสร้างเจดีย์ราย ไว้รายล้อมองค์พระบรมธาตุนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมีการสร้างตั้งแต่สมัยแรกเริ่มสร้างองค์พระบรมธาตุ ตามหลักคตินิยมการสร้างศาสนสถานให้อิงกับระบบจักรวาล ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ ของการสร้างมหาสถูป “ บรมพุทโธ ” บนเกาะชวากลาง ซึ่งเจดีย์รายของเมืองนครนั้น ได้ถูกบูรณะดัดแปลงมาหลายยุค หลายสมัย จนกระทั่งเป็นรูปทรงศิลปะอยุธยาอย่างที่เห็น ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อดูรูปแบบการวางผังเจดีย์แล้ว สันนิษฐานได้เลยว่าการวางแนวสถูปเช่นนี้ ไม่มีในพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างแน่นอน เพราะเมื่อพิจารณาโบราณสถานในพุทธศาสนาในยุคสมัยหลังยุคสุโขทัยลงมาแล้ว พบว่ามีน้อยแห่งที่จะสร้างแบบเดียวกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งการก่อสร้างเจดีย์รายนั้น ได้มีการเรียงตามลำดับเล็ก – ใหญ่ โดยให้เจดีย์รายขนาดเล็ก อยู่แถวนอกสุด ใกล้กับวิหารพระระเบียงคต ถัดเข้ามาเป็นเจดีย์รายขนาดกลาง และชั้นในสุดใกล้กับองค์พระบรมธาตุ คือเจดีย์รายขนาดใหญ่ ซึ่งมีการเรียงแถวต่อกันทั้งแนวดิ่งและแนวขวางอย่างเป็นระเบียบน่าชม
นอกจากจะมีเจดีย์รายสามขนาดอย่างที่พบเห็นกันแล้ว ยังมีเจดีย์ประจำทิศ อันเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ อยู่ประจำมุมทั้งสี่ขององค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือ พระเจดีย์หลังวิหารพระศรีธรรมโศก พระเจดีย์พระปัญญา และ พระเจดีย์สี่กา ส่วนพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้น อยู่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระบรมธาตุ ปัจจุบันถูกรื้อจนไม่เห็นซากแล้ว
จุดประสงค์ของการสร้างพระเจดีย์รายในยุคแรกเริ่มนั้น สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระสาวกของพระองค์ หรือถ้าเป็นคติมหายาน ก็สร้างขึ้นเพื่อแทนพระพุทธเจ้าที่อยู่ในจักรวาล หรือ พุทธเกษตรถัดไปจากพุทธเกษตรของเรา ซึ่งการสร้างมหาสถูปขนาดใหญ่นั้น จะต้องมีพระเจดีย์บริวาร ๔ องค์ อยู่ประจำมุมทั้ง ๔ ขององค์พระบรมธาตุ ซึ่งในคติความหมายนั้น ถ้าหากเป็นคติของโลกจักรวาล จะให้ความหมายว่าพระเจดีย์ที่สี่นั้นคือ ทวีปทั้งสี่ ส่วนองค์พระบรมธาตุนั้นคือเขาพระสุเมร แต่ถ้าหากเป็นคติของพุทธเถรวาท จะถือว่า พระเจดีย์บริวารสี่องค์นั้น แทนด้วยพระอัครมหาสาวกทั้ง ๔ คือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระอานนท์ และ พระมหากัสสปะ แต่บางคติก็ว่าแทน มรรค ๔ ผล ๔ อันเป็นหนทางไปสู่นิพพาน นี่คือจุดประสงค์ของการสร้างพระเจดีย์รายในยุคแรก ซึ่งต่อมาในยุคหลัง คือราวยุคกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ได้มีการบูรณะเจดีย์ราย เพื่อใช้ “ บรรจุอัฐฐิ ” ของผู้วายชนม์ ซึ่งเป็นคติที่ขัดต่อคติของชาวพุทธโบราณอย่างยิ่ง เพราะอัฐฐิของผู้ที่สามารถจะบรรจุในเจดีย์เพื่อที่จะเคารพกราบไหว้นั้น ประกอบไปด้วย พระบรมสารีริกธาตุของพระ พุทธเจ้า พระสารีริกธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ และ พระบรมอัฐฐิของพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น ที่จะสามารถบรรจุในเจดีย์ได้
เจดีย์รายในอดีตนั้น จากการสำรวจของกรมศิลปากร พบว่าในอดีตเคยมีเจดีย์รายถึงจำนวน ๑๘๕ องค์ ภายหลังมีการบูรณะสำเร็จเสร็จสิ้น ๑๔๙ องค์ จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่ง ที่มีเจดีย์ราย “ บางส่วน ” ที่ผุพังและถูกรื้อทิ้งไป ถึงแม้ว่าเจดีย์รายบางส่วนจะถูกรื้อไป แต่เจดีย์รายที่เหลือ ก็ยังคงสามารถแสดงถึงแผนภูมิจักรวาลตามคติพุทธได้อย่างยิ่งใหญ่ แสดงให้เห็นถึงฐานะของพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชที่เป็นถึง “ ศูนย์กลางความศรัทธา ” ของพุทธศาสนาในคาบสมุทรทะเลใต้ ผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์ และ คติพุทธศาสนา จึงไม่สมควรที่จะมองข้ามความสำคัญของเจดีย์ราย ที่รายล้อมองค์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ประดุจแนวมณฑลของพุทธเกษตรเลย
ในปัจจุบัน เจดีย์รายภายในวัดพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์โดยกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งจากการบูรณะปฎิสังขรณ์ในคราวนั้น ได้มีการสำรวจและบันทึกรูปทรงของขนาดลักษณะต่างๆของเจดีย์รายเอาไว้ทุกองค์ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาศิลป กรรมและการบูรณะเจดีย์รายในอนาคต ขอบพระคุณภาพประกอบจาก สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช )

17 กุมภาพันธ์, 2569

ประกาศราชกิจจาฯ ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใหม่ 28 รายการ

ประกาศราชกิจจาฯ ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใหม่ 28 รายการ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เรื่อง การขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2568 จำนวน 28 รายการ ลงนามโดย ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 (5) และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จึงประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จำนวน 28 รายการ ดังต่อไปนี้ 1. ประเภท รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน 1.1 วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ระบบเขียนภาษามลายูปาตานี อักษรยาวี 1.2 ศิลปะการแสดง จาปิง 1.3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล 1.3.1 ประเพณีการขึ้นเปลเด็ก 1.3.2 ประเพณีงานกระจาด 1.4 ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ระหัดวิดน้ำลำตะคอง 1.5 งานช่างฝีมือดั้งเดิม 1.5.1 ผ้าไททรงดำ 1.5.2 การต่อเรือหัวโทง 1.5.3 ผ้าปักชาวเขาเผ่าเฆี่ยน 1.5.4 รถสองแถวไม้ 1.5.5 กลองหลวงลำพูน 1.5.6 โลงมอญ 1.5.7 ทุงผะเหวดอุบลราชธานี 2.ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 2.1 วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา 2.1.1 สินไช 2.1.2 ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง 2.2 ศิลปะการแสดง 2.2.1 โหวด 2.2.2 หมอลำ 2.2.3 กลองตึ่งโนง/ตึ่งโนง 2.3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล 2.3.1 ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับกลองปู่จา 2.3.2 ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการแข่งเรือ 2.3.3 งานเจ้าพ่อศรีนครเตา 2.4 ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 2.4.1 ข้าวเม่า 2.4.2 ไก่ฆอและ 2.4.3 แกงมะแฮะ 2.4.4 ทอดมันหน่อกะลา 2.5 งานช่างฝีมือดั้งเดิม 2.5.1 สไบมอญน้ำเค็ม 2.5.2 ผ้าไหมชาติพันธุ์จังหวัดสุรินทร์ 2.6 การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว 2.6.1 เซปักตะกร้อ 2.6.2 วิ่งเปี้ยว

06 กุมภาพันธ์, 2569

ประวัติความเป็นมาของ " ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าพื้นเมืองเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนครศรีธรรมราช วิถีชีวิตความเป็นอยู่และขนบประเพณีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญผลักดันให้เกิดการเรียนรู้คิดค้นวัตถุทั้งเส้นไหม เส้นทอง เส้นฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ นำมาใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่มที่มีความงามทางวัฒนธรรม และสามารถประดิษฐ์ ลวดลายต่างๆ สืบทอดกันมาแต่โบราณ แล้วพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและประโยชน์การใช้สอยเรื่อยมา ผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าชั้นดีเป็นที่ต้องการในหมู่ชนชั้นสูง จึงมีชื่อเสียงด้านฝีมือในการทอผ้ายกเป็นเลิศมาตั้งแต่ในอดีต เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนคนทั่วไปกล่าวติดปากว่า ถ้าจะซื้อผ้าดีๆ จะต้องหาซื้อผ้ายกเมืองนครเอามาไว้ในครอบครอง ดังตัวอย่างการร้องเพลงกล่อมเด็กว่า ไปเมืองคอนเหอ ไปซื้อผ้าลายทองสลับ ซื้อมาทั้งพับ สลับทองห่างห่าง หยิบนุ่งหยิบห่ม ให้สมขุนนาง สลับทองห่าง ห่าง ทุกหมู่ขุนนางนุ่งเหอ เพลงกล่อมเด็กบทนี้ ยืนยันว่าที่เมืองนครศรีธรรมราช มีการทอผ้าเป็นล่ำเป็นสันกันมานานแล้ว เป็นผ้าทอมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะผ้ายกทอง การทอผ้ายกเมืองนครในเมืองนครศรีธรรมราช และหัวเมืองใกล้เคียงซึ่งเป็นเมืองใน บังคับปกครองของนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าคงจะมีการทอผ้ามาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักร ตามพรลิงค์แล้ว เนื่องจากตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) เป็นเมืองท่าสถานีการค้าที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งจีน อินเดีย และชาติต่างๆ ผ้าจากจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งจีน ยินเสีย และขาที่ต่างๆ ถ้าจากจีนและในเสียไปจึงเป็นสินค้าออกที่นำมาขายในคาบสมุทรไทย จากการติดต่อค้าขายทำให้เกิดการเผยแพร่ ถ่ายทอดทางศิลปวัฒนธรรม โดยชาวพื้นเมืองรับการถ่ายทอดความรู้วิธีการทอและการแต่งกายนุ่งผ้า ซึ่งมีร่องรอยสายใยสัมพันธ์ที่ปรากฏในรูปแบบของผ้าที่แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียและจีนเป็นต้นเค้าของการทอผ้าพื้นบ้าน ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองรู้จักการทอผ้าทั้ง ผ้าพื้นเรียบ และผ้ายกดอก ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุจีนกล่าวถึงผู้คนในอาณาจักรตามพรสิงค์เวลาแต่งงานแต่งกายสวมใส่ผ้าทอยกดอก (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์, 2552: 67 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งการรับวัฒนธรรม การทอผ้านี้ได้กระบวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประสมประสานปรับรูปแบบลักษณะการทอให้ มีลักษณะเฉพาะของการทอผ้ายกเมืองนครโดย ไม่ลอกเลียนแบบของอินเดียและจีนไปทั้งหมด ส่วนการทอผ้ายกดอกที่ทอลวดลาย สีสันวิจิตรงดงาม เริ่มทำกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย กล่าวกันว่า ชาวเมืองนครศรีธรรมราช ได้แบบอย่างการทอผ้ามาจากแขกเมืองไทรบุรี เมื่อครั้งเมืองไทรบุรีคิดขบฏ เจ้าเมือง นครศรีธรรมราชยกกองทัพไปปราบขบฎได้ วาดต้อนครอบครัวเชลยมาเป็นจำนวนมาก และได้นำพวกช่างฝีมือปะปนมาหลายพวก ต่อมาแขกช่างทอผ้าเมืองไทรบุรีได้มาเป็นครูสอนคนนครศรีธรรมราชให้รู้จักการ ทอผ้ายก โดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้ให้การ อุปถัมภ์และส่งเสริมการทอผ้ายกเป็นอย่างมาก ทำให้การทอผ้ายกสมัยนั้นพัฒนาขึ้นกว่า สมัยก่อนๆ มาก โดยมีการเกณฑ์ผู้หญิง บ่าวไพร่ และลูกหลานกรมการเมือง ตลอดจนชาวบ้านที่สนใจให้ฝึกหัดการทอผ้ายก ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการทอผ้า ยกเมืองนครน่าจะรับเอาวิธีการทอผ้ายกดอก ของชาวมลายูมาผสมผสานกับความรู้ตั้งเดิม ประยุกต์เข้ากับลวดลายไทย กรรมวิธีการทอที่สลับชับซ้อนด้วยความ พิถีพิถัน ช่างทอผ้าที่มีความชำนาญสูงได้ ปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของตน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอ เป็นทองที่สูงค่ามีราคาจึงถือได้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยม ขณะนั้น นับตั้งแต่รัชกาลพระพุทธเลิศหสังนภาลัย จนถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคสมัยที่การปกครองบ้านเมืองเป็นปีกแผ่นและสภาพเศรษฐกิจดี ทำให้การจัดการภายในราชสำนักมีความเรียบร้อย ส่งผลให้มีการทำนุบำรุงศิลปะในแขนงต่างๆ มีความเจริญรุ่งเรือง โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ อุปถัมภก เปิดโอกาสให้ภายในราชสำนักมี ความเป็นอยู่ที่หรูหรา ปรากฏหลักฐานว่าผ้ายกเมืองนครเป็นที่ต้องการอย่างมากของราชสำนัก เพราะเป็นผ้าที่พระมหากษัตริย์ พระราชทานให้กับบุคคลสำคัญ เจ้านาย และ ข้าราชบริพารชั้นสูงใช้สวมใส่เวลาเข้าเฝ้า เพื่อแสดงสถานะของบุคคลและในฐานะผ้าที่คุณภาพดีมีความงดงามและราคาแพง จึงเป็นที่ นิยมแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง เจ้า ตลอดจนคหบดี ผู้มีทรัพย์ทั้งหลาย ปรากฏว่าราชสำนักสยามได้มีหมายเกณฑ์ให้ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช ทอผ้ายกส่งไปยังกรุงเทพฯ อยู่บ่อยๆ พร้อมยังได้พระราชทานทองคำ เส้นไหม เส้นทองและพระราชทรัพย์เป็นค่าแรงงานในการทอ และซื้อไหมดิบจากจีน ทั้งนี้ก็เพราะมีพระประสงค์ที่จะนำผ้ายกเมืองนครมาใช้เป็นพระภูษาทรง และพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนขุนนางข้าราชบริพาร ผู้ประกอบ คุณงามความดี ผู้มีความชอบในราชการ ดังหลักฐานจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 กล่าวถึงในปีพ.ศ. 1175 พระยานครศรีธรรมราช (น้อย)
ให้ขุนสวัสดิ์คุมเอาผ้ายกทองเกณฑ์เข้ามาส่ง ลายพื้นแดง 1 ผืน ผ้าเจดสีพื้นม่วง 1 ผืน ครบ 2 ผืนตามเกณฑ์แล้วให้เบิกทองสองหีบใหญ่ ครั้งหนักหาบหนึ่งไปให้เจ้าพระยานครทอผ้ายก (วิเชียร ณ นคร, 2542: 4722 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) และดังข้อความในสารตราเจ้าพระยาอรรคมหามาถึงผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งว่า …ต้องพระราชประสงค์ผ้ายกทองนุ่งดวงเกล็ดพิมเสนฝีมือช่างเมืองนครสำหรับพระราชทานพระบรมวงษานุวงษ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ศรีต่างกัน 24 ผืน... (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ, 2546: 104 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งหากสังเกตดูพระรูปเจ้านายทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่ทรงฉายในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหลายพระองค์ทรงผ้ายกทองลายเกล็ดพิมเสน ใน ว า ร ะ ก า รเ จ ริญสัมพัน ธไม ต รีระหว่างประเทศกับนานาอารยประเทศ องค์พระมหากษัตริย์ทรงเอาความงามอันโดดเด่นของผ้ายกเมืองนครมาใช้ประโยชน์เป็นสื่อสัมพันธ์ในก า รเชื่อมสัมพัน ธไมต รี โดยพระราชทานผ้ายกเมืองนครแด่องค์พระมุขหรือประมุขของประเทศนั้นๆ เป็นเครื่องราชบรรณาการ ดังในสมัยรัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานผ้ารวมจ านวนถึง 17 ชิ้น มอบให้แก่ แฟรงคลิน ปิแอร์ (Frankin Pierce)ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นของขวัญอันทรงคุณค่ายิ่งจากราชส านัก โดยเฉพาะผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสน เป็นพื้นที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ ทอด้วยเส้นทอง (LISAMcquail, 1997: 89 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ปัจจุบันผ้าผืนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของสถาบันสมิโซเนียน วอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก สืบเนื่องจากนโยบายการปกครองได้รวมอ านาจเข้าสู่ศูนย์กลางลิดรอนอำนาจหัวเมืองใหญ่รวมทั้ เมืองนครศรีธรรมราชด้วย
ดังนั้นเมื่อทางราชสำนักเกณฑ์ให้ทอผ้ายกเมืองนครส่งไปถวายตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ พระยานครศรีธรรมราช (หนูพร้อม) ขัดเคืองนโยบายการปฏิรูปการปกครองที่ลดอำานาจเจ้าเมืองลง จึงส่งผ้ายกเมืองนครที่มีคุณภาพไม่ดีต่ำกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อนเข้าไปทูลฯถวาย ซึ่งยังความขุ่นเคืองพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก เมื่อถึงคราวจ าเป็นที่ต้องการใช้ผ้ายกคุณภาพดีดังเช่นคราวที่มีพระราชประสงค์ให้จัดหาสิ่งของต่างๆ พืชพรรณเพาะปลูกที่มีอยู่ในบ้านเมือง และเครื่องมือประกอบการท ามาหากิน อาวุธ สิ่งของ กระบวนการช่าง เพื่อจัดแสดงฉลองพระนครครบ 100 ปี ในปี พ.ศ.2425 จึงทรงมีรับสั่งให้หาซื้อหรือแบ่งปันผ้ายเมืองนครแต่ครั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนก่อนจากทายาท ดังความในพระราชหัตถเลขาถึงพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ เมื่อวันจันทร์ขึ้น 4 ค่ำเดือนสาม ปีมะเส็ง ตรีศกศักราช 1243 ตรงกับวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2424 มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถึงคุณสุรวงษ์ไวยวัฒน์ด้วยฉันอยากได้ผ้ายกเมืองนคร ผ้ายกสงขลาและผ้าเช็ดปาก ยกสีต่างๆ ลายต่างๆ ทั้งผ้านุ่งผ้าเช็ดปาก คิดว่าในรายการเกณฑ์เอศซฮิบิเชนก็คงจะมีมาบ้างแต่ก็คงจะเป็นอย่างเลวที่สุด จึงจะได้ส่งมา ถ้าจะสั่งให้ท ามาตามธรรมเนียม ก็คงจะได้เลวเหมือนอย่างที่สั่งไปครั้งก่อน ครั้งนี้อยากจะได้ผ้าที่ดีจริงๆ ถ้าได้ผ้าแต่ครั้งเจ้าพระยานครยิ่งดี ของที่ลูกหลานเขาคงจะมีอยู่ด้วยกันทุกคน เธอจะช่วยคิดอ่านอย่าใด เป็นอย่างขอซื้อขอปัน ถึงจะแพงก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้ดีอย่างเดียว…(ธีรพันธุ์จันทร์เจริญ, 2546: 105 อ้างถึงในจันทราทองสมัคร, 2554) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าภาณุ รังสีสว่างวงศ์กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ในปี พ.ศ. 2427 ได้รับรายงานที่เกี่ยวข้องกับผ้ายกเมืองนครว่า "ผ้านุ่งผ้าห่ม ผ้ายกไหม ผ้า ยกทองไม่มีขายในตลาด เป็นของทอเฉพาะ ผู้สั่งจะซื้อและเป็นผู้ท าในบ้านผู้ว่าราชการเมืองกรมการผู้หลักผู้ใหญ่ ราคาสิ่งของในท้องตลาด ผ้าม่วงราคาผืนละ 5-6 เหรียญ ผ้าริ้ว ผ้าตา ผ้าพื้น ผืนละ 6 ก้อน หรือ 2ย าไปหรือ 6 ต าลึง ผ้าขาวม้า ผืนละ 7 เหรียญผ้าขาวม้าด้ายกุลีละ 8-10 บาท ผ้าเช็ดปาก ผ้าขาวกุลีละ 4 บาท ผ้าโสร่งไหม ผืนละ 4-5-6เหรียญ ผ้าโสร่งด้าย ผืนละ 1 บาท” จากรายงานแสดงถึงการจัดการทอผ้ายกเมืองนครคงจะมีอยู่เฉพาะในวังเจ้าเมืองโดยมีคนในตระกูลเจ้าเมืองเป็นผู้ควบคุมดูแลการทอและผูกลาย ซึ่งเป็นลายซับซ้อนมากความลับในการทอผ้ายกเมืองนครจึงถ่ายทอดให้เฉพาะบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจั ด ตั้ง ม ล ฑ ลขึ้ น อ า น า จ ข อง เ จ้ า เ มื องนครศรีธรรมราชลดลง ไม่มีการเลี้ยงบ่าวไพร่ไว้ในวังและในครัวเรือนมากมายเหมือนครั้งก่อนนับแต่นั้นมาการทอผ้ายกเมืองนครมีความประณีตต้องใช้เวลาในการทอนานมากไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับ ช่างทอผ้ายกจึงเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น มีจ านวนน้อยรายที่ได้สืบทอดการทอผ้ายกเมืองนครสืบมาจนปัจจุบัน ผืนผ้าที่เป็นผ้าเมืองนครโบราณของเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันมีไม่มากนัก หาดูได้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และพิ พิ ธ ภั ณ ฑ ส ถ า น แห่งชาติจังหวัดนครศรีธรรมราช พิพิธภัณฑ์วัดมัชฌิมาวาสวรวิหารจังหวัดสงขลา สถาบันทักษิณคดีศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมมห าวิทยาลัยสงขลานครินทร์และศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทย ลัยราชภั ฏนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นล้วนแต่ชำรุดแล้วเป็นส่วนใหญ่ จากการพิจารณาเนื้อผ้าและลวดลายยกดอกจะเห็นได้ว่า ผ้ายกเมืองนครสวยงาม มีความเป็นอัตลักษณ์ และเป็นแบบฉบับของช่างฝีมือชั้นสูงในประเทศไทยอย่างแท้จริง ลักษณะผ้ายก ผ้าทอพื้นเมืองจัดเป็นความงามทาง วัฒนธรรม ด้วยวิธีการคิดค้นวัตถุนามาใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ทั้งเส้นทอง ใยไหมใยฝ้าย น ามาทอประดิษฐ์เป็นลวดลาย จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นสืบทอดภูมิปัญญามาตั้งแต่โบราณการทอผ้าพื้นเมืองของนครศรีธรรมราช มี 2ลักษณะ คือ 1.ผ้ายก เป็น กระบวน การทอลวดลายบนเนื้อผ้า โดยใช้การทอเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษ (Supplementary Weft) เกิ ดเป็นลวดลายยกนูนขึ้นบนเนื้อผ้า วิธีการทอจะคัดเส้นยืนขึ้นลงเป็นจังหวะที่แตกต่างกันตามลวดลายที่ต้องการแล้วใช้เส้นพุ่งพิเศษสอดเข้าไป หากใช้เส้นไหมทอเรียกว่าผ้ายกไหม ถ้าใช้เส้นเงินหรือเส้นทองทอเรียกว่าผ้ายกเงินและผ้ายกทอง ผ้ายกเมืองนครเป็นชื่อเฉพาะห ม า ย ถึง ผ้ า ท อ พื้ น เ มื อง ข อง จัง ห วั ดนครศรีธรรมราชที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณด้วยการทอยกเพิ่มลวดลายด้วยเส้นพุ่งพิเศษ ทำให้เกิดลายนูนบนผืนผ้า มีลายเชิงผ้าเป็นกรวยเชิงชั้นเดียวหรือกรวยเชิงซ้อนกันหลายชั้น และกรวยเชิงขนานกับริมผ้า โดยดแปลงน าลายอื่นมาเป็นลายกรวยเชิง 2. ผ้าทอยกดอก ลักษณะของผ้าทอยกดอกใช้กรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายโดยการยกตะกอ แยกเส้นด้ายยืนขึ้นเป็นลวดลายเฉพาะ ไม่ได้เพิ่มเส้นด้ายยืนขึ้นหรือเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ลักษณะการทอใช้ตะกอร่วมที่ออกแบบให้สามารถทอได้ทั้งลายขัดและลายยกดอกสลับกันไปในเนื้อผ้า การยกและข่มเส้นยืนในแนวหน้าผ้าที่แตกต่างกัน แล้วสอดเส้นพุ่งเข้าไประหว่างช่องกลางเส้นยืน พุ่งข้ามแยกจากโครงสร้างของผ้าลายขัด ท าให้เกิดเป็นลวดลายนูนขึ้นบนผืนผ้า สังเกตได้จากลายยกดอกจะแทรกอยู่ในเนื้อผ้าลายขัดเกิดเป็นผ้ายกดอกที่มีลายขัดอยู่ในตัว ท าให้เนื้อผ้ามีความแข็งแรงทนทาน ต่อการใช้สวมใส่ ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่ทอผ้ายกดอกด้วยกี่กระตุก ท าให้ทอได้เร็วผ้าจึงมี ราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปสามารถซื้อไปใช้ได้
ลวดลายของผ้ายกเมืองนคร ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอของไทยส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายที่จดจ า และได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นล ว ด ล า ย ที่ เ กี่ ย ว ข้ อง แ ล ะ พ บ เ ห็ นไ ด้ ใ นชีวิตประจ าวัน ลวดลายเหล่านี้ได้ รับการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยการลอกเลียนแบบอย่างไว้ทั้งลวดลายและกรรมวิธีในการทอผ้า ดังนั้น ลวดลายของผ้าทอจึงเกิดจากฝีมือและภูมิปัญญาของช่างทออย่างแท้จริง ลายผ้ายกเมืองนค รที่ทอกันมาแต่โบราณก็เช่นเดียวกัน เป็นลวดลายที่พบเห็นอยู่รอบตัวของช่างทอผ้า ลายที่นิยมทอผ้ายกเมืองนครมากที่สุดในอดีต คือลายจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นลายดอกไม้ โดยเฉพาะลายดอกพิกุลมีรูปแบบต่างๆ หลายลักษณะ ซึ่งในสมัยก่อนต้นพิกุลนิยมปลูกกันมากในบริเวณลานวัด เพราะเป็นไม้พุ่มใหญ่ให้ร่มเงาและดอกมีกลิ่นหอม ช่างทอผ้าคงได้อาศัยนั่งพักใต้ร่มไม้เมื่อไปทำบุญที่วัด ดอกพิกุลจึงถูกนำมาใส่ในลวดลายของผ้ายกปัจจุบันต้นพิกุลก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในบริเวณชั้นในของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ลายหิ่งห้อยชมสวน เป็นอีกลายหนึ่งที่แสดงการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของช่างทอผ้าในยามค่าคืน ช่างทอได้ออกแบบลายผ้าทอโดยพุ่งเส้นไหมทองหนึ่งเส้นสลับกับการทอเส้นไหมสีตลอดท้องผ้า แทรกไหมทองสลับกันได้ช่วงจังหวะพอเหมาะสม ผ้ายกลายหิ่งห้อยชมสวนจะสวยงามเมื่อนุ่งทาบเข้ากับตัว ยามเคลื่อนไหวอิริยาบถ เส้นทองจะส่งแสงวูบวาบราวกับแสงหิ่งห้อยทั้งฝูงออกมาชมสวนเกาะตามต้นไม้ทั้งต้น ดูสว่างแสงไฟวูบวามสวยงามมากความประทับใจในความงามของธรรมชาติรอบตัว ช่างทอผ้าจึงรังสรรค์งานเป็นลวดลายบนผืนผ้ายก ลายเกล็ดพิมเสน เป็นลายผ้ายกเมืองนครโบราณที่มีความสวยงามมากอีกลายหนึ่งนิยมทอเป็นลายอยู่บริเวณท้องผ้า ลักษณะลวดลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กและที่พบอีกรูปแบบหนึ่งเป็นเกล็ดพิมเสนผลึกรูปเพชรเจียระไน ในสมัยโบราณคนนิยมใช้พิมเสนเพราะมีกลิ่นหอม ใช้ผสมเป็นยาที่มีประสิทธิภาพจึงหายากและมีราคา แพง ผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสนที่พบมีทั้งผ้ายกทองและผ้ายกไหมส่วนลวดลายรูปทรงเรขาคณิตที่พบเห็นมากที่สุดได้แก่ ลายก้านแย่ง ซึ่งมักทอเฉพาะลายหรือผสมกับลายดอกไม้ เช่น ลายพิกุล ก้านแย่ง หรือทอผสมลายสัตว์ เช่นลายแมงมุม ก้านแย่ง เป็นต้น ลายท้องผ้า ท้องผ้าซึ่งเป็นส่วนกลางผืนผ้าผ้ายกเมืองนครโบราณ ลายท้องผ้าที่นิยมทอแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มลายพันธุ์ไม้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.1 ลายดอกไม้ ได้แก่ ลายดอกพิกุล(ดอกลอย) ลายดอกพิกุลโบราณ ลายดอกพิกุลเถื่อน ลายดอกพิกุลล้อม ลายดอกพิกุลก้านแย่ง ลายดอกพิกุลสลับลายลูกแก้ว ลายดอกมะลิร่วง ลายดอกมะลิตูมก้านแย่งลายดอกไม้และลายดอกไม้ประดิษฐN 1.2 ลายต้นไม้ได้แก่ ลายใบไม้ลายตาย่านัด ลายหัวพลู ลายเม็ดพริกไทย และลายเครือเถา กลุ่มที่ 2 กลุ่มลายสัตว์ ได้แก่ ลายม้าลายหางกระรอก ลายหิ่งห้อยชมสวน และลายแมงมุมก้านแย่ง กลุ่มที่ 3 กลุ่มลายเรขาคณิต ได้แก่ลายเกล็ดพิมเสนทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ลายเกล็ดพิมเสนรูปเพชรเจียระไน ลายดอกเขมร ลายราชวัต ลายตาสมุก ลายตาราง ลายลูกโซ่ ลายลูกแก้ว และลายลูกแก้วฝูง กลุ่มที่ 4 กลุ่มลายเบ็ดเตล็ด ได้แก่ ลายไทยประยุกต์ ลายไทยประยุกต์ผสม ลายพิมพอง ลายก้านแย่ง ลายเครือเถา ลายประจ ายามเป็นต้น ลายเชิงผ้า (ลายกรวยเชิง)เป็นลายส่วนล่างของผ้าหรืออยู่ริมผ้าเห็นตามที่พบมี 3 ลักษณะ ดังนี้
1. กรวยเชิงซ้อนหลายชั้น พบในผ้ายกเมืองนคร ซึ่งเป็นผ้าส าหรับเจ้าเมือง ชุนนางชั้นสูง และพระบรมวงศานุวงศ์ นิยมทอด้วยเส้นทอง ลักษณะก รวยเชิงมีความละเอียดอ่อนช้อย ลวดลายหลายลักษณะประกอบกัน ริมผ้ามีลาย ขอบผ้า (สังเวียน)เป็นแนวยาวตลอดทั้งผืนกรวยเชิงส่วนใหญ่มีตั้งแต่ 2 ชั้นและ 3 ชั้น ซึ่งประกอบรวมกับลายประจ ายามก้ามปู ลายประจ ายามเกลียวใบเทศ ลายเครือเถา ลักษณะพิเศษของกรวยเชิงรูปแบบนี้คือ พื้นผ้ามีการทอสลับสีด้วยเทคนิคการมัดหมี่เป็นสีต่างๆ เช่น สีแดง น้ำเงิน ม่วง ส้ม น้ าตาล ลายท้องผ้าพบทั้งผ้าพื้นและผ้ายกดอก เช่น ลายเกล็ดพิมเสน ลายดอกพิกุล เป็นต้น
2. กรวยเชิงชั้นเดียว นิยมทอด้วยเส้นทองหรือเส้นเงิน พบในผ้ายกเมืองนครซึ่งเป็นผ้าส าหรับคหบดีและเจ้านายลูกหลานเจ้าเมือง ลักษณะกรวยเชิงสั้น ทอคั่นด้วยลายประยามก้ามปู ลายประจ ายามเกลียวใบเทศไม่มีลายขอบผ้า ในส่วนของลายท้องผ้านิยมทอด้วยเส้นไหมเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายดอกพิกุล ลายดอกเขมร ลายลูกแก้วฝูง เป็นต้น
3. กรวยเชิงขนานกับริมผ้า ผ้ายกเมืองนครลักษณะนี้เป็นผ้าส าหรับสามัญชนทั่วไปใช้นุ่ง ลวดลายกรวยเชิงถูกดัดแปลงมาไว้ที่ริมผ้าด้านใดด้านหนึ่ง โดยผสมดัดแปลงน าลายอื่นมาเป็นลายกรวยเชิงเพื่อให้สะดวกในการทอและการเก็บลายน้อยลงท าให้สามารถทอได้เร็วขึ้น ผ้าลักษณะนี้มีทั้งทอด้วยไหม ทอด้วยฝ้ายหรือทอผสมฝ้ายแกมไหมที่พบจะเป็นผ้านุ่งสำหรับสตรี หรือใช้เป็นผ้านุ่งส าหรับเจ้านาคในพิธีอุปสมบท
ลักษณะการใช้ผ้ายกเมืองนคร การแต่งกายของคนไทยสมัยโบราณใช้ก าหนดต าแหน่งและชนชั้นในสังคม มีแบบแผนการแต่งกายและการใช้ผ้าแตกต่างกันไปตามฐานันดรศักดิ์ ยศ และต าแหน่ง ผ้ายกเมืองนครเข้ามามีบทบาทในฐานะผ้าชั้นดี พระมหากษัตริย์พระราชทานผ้าแก่ข้าราชบริพาร ประเภทของผ้าและคุณภาพของผ้าที่พระราชทานจะแตกต่างกันตามบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นผ้าไหม ผู้ที่มีตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาและเจ้าพระยานุ่งผ้ายกท้องผ้าลายดอก ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนุ่งผ้ายกล่องจวน เป็นผ้าท้องสีพื้นไม่มีลาย มีกรวยเชิงหลายชั้น สตรีฝ่ายในเจ้านายผู้หญิงนุ่งผ้ายกมีกรวยเชิงชั้นเดียว ซึ่งการใช้ผ้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงฐานะในทางสังคม ใครมีฐานะอย่างไรสังเกตได้จากการใช้ผ้า เจ้านายและชนชั้นสูงจะใช้ผ้าไหม เพราะเป็นผ้าพิเศษที่ต้องใช้ฝีมือในการทอและการดูแลรักษามาก ชาวบ้านโดยทั่วไปใช้ผ้าฝ้าย เพราะมีขั้นตอนและกรรมวิธีในการผลิตไม่ซับซ้อนและไม่ต้องพิถีพิถันในการดูแลมากนัก ในนครศรีธรรมราชก็เช่นเดียวกันส าหรับผ้ายกทองเป็นเครื่องนุ่งห่มเฉพาะเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเมือง หรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราชส่งผ้ายกทองเข้าไปถวายในราชส านัก และถวายเจ้านายในเมืองหลวงรวมทั้งจัดหาให้คหบดี ข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชนุ่งผ้าสัมมะรสในพิธีถือน้ าพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเป็นผ้ายกสีขาวกรวยเชิงเป็นทอง ส่วนเจ้านายผู้หญิงนุ่งผ้ายกจีบเวลาออกรับแขกเมือง หรือไปร่วมพิธีท าบุญที่วัดอยู่เป็นประจ า ส่วนผ้ายกธรรมดาใช้กันทั่วไปซึ่งมักจะใช้ในพิธีแต่งงาน นุ่งไปวัดหรืองาน มงคลอื่นๆ เช่น งานบวชนาคและงานโกนจุก ผู้หญิงมักจะนุ่งผ้ายกดอกหน้านาง ผู้ชายนุ่งผ้าหางกระรอก ในสังคมไทยสมัยโบราณในโอกาสที่ต้องแต่งตัวหรูหราเป็นพิเศษดังเช่น งานแต่งงาน ผู้มีฐานะจะต้องนุ่งผ้ายกทองของเมืองนครศรีธรรมราช ผ้ายกเมืองนครจึงจัดเป็นสิ่งสูงค่ามีราคาเกินฐานะของราษฎรสามัญจะซื้อหามาใช้ได้ ถือเป็นสิ่งที่สวยงามมีใช้เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น จึงเป็นเสมือนสิ่งที่บ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจ และสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของ ดังในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ได้กล่าวถึงผ้ายกเมืองนครตอนขุนช้างนุ่งผ้าแต่งตัวไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พลายงาม หรือขุนแผนซึ่งแต่งงานกับนางพิมพิลาไลยว่า คิดแล้วอาบน้ำนุ่งผ้า ยกทองของพระยาละครให้ ห่มสานปักทองเยื้องย่องไป บ่าวไพร่ตามหลังสะพรั่งมา เมื่อวัฒนธรรมการแต่งกายของตะวันตกเข้ามาพร้อมกับการค้ากับต่างประเทศ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เริ่มปฏิรูปการแต่งกายตามแบบอย่างอารยประเทศ ต่อมาในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ออกพระราชบัญญัติการแต่งกายของข้าราชการพลเรือนให้นุ่งกางเกงแบบสากลนิยม บทบาทของผ้ายกเมืองนครที่เคยใช้นุ่งห่มจึงลดลงหมดความส าคัญในหน้าที่ใช้สอย หมายเหตุ: ที่มา: https://learningtextilecraft.com/images/histories/history.pdf วันที่สืบค้น 6กุมภาพันธ์ 2569

03 กุมภาพันธ์, 2569

โบราณสถานกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

เมืองคอน(นครศรีธรรมราช)เป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรือง และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในแถบนี้มีตั้งแต่โบราณนับเป็นพันๆปีมาแล้ว ตั้งแต่ เมืองตามพรลิงค์ ประมาณปี พ.ศ.700 และมีบทบาทมาก่อนสุโขทัยจะเป็นราชธานีหลายร้อยปี และมีมรดกทางวัฒนธรรมทางประเพณีพร้อมทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมายที่บรรพบุรุษสังสมไว้ และที่สำคัุญที่ตกทอดเห็นได้ชัดเจนถึงความเป็นอาณาจักรที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่คือ”กำแพงเมือง” จากโบราณเวลายามมีสงคราม เพื่อเป็นการป้องกันข้าศึกศัตรูที่มีความมั่นคงจะต้องมีกำแพงเป็นเครืองป้องกันเมืองและประชาชน กำแพงเมือง ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กำแพงเมืองในปัจจุบันเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๒๙ โดยโปรดเกล้าฯ ให้มองซิเออร์ เดอ ลามาร์ (Monsieur de Lamare) วิศวกรชาวฝรั่งเศส จัดทำแผนที่ร่างแบบแปลนแผนผังป้อมและกำแพงเมือง ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นการปรับปรุงจากกำแพงเมืองเดิมที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว กำแพงเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่บนสันเชิงเทินดิน ส่วนยอดกำแพงก่ออิฐเป็นรูปใบเสมา มีป้อมตรงกลางปากประตูเมือง (ติดกับสะพานนครน้อย) กำแพงก่อล้อมรอบเมืองที่มีลักษณะแคบยาว มีคูเมือง ๑ ชั้น ขนาดความกว้างของเมืองตามแนวแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก ประมาณ ๕๐๐ เมตร ความยาวตามแนวแกนทิศเหนือ – ใต้ ประมาณ ๒,๒๓๙ เมตร ทิศเหนือ ศาลาประดู่หก สนามหน้าเมือง ศาลหลักเมือง ตลาดแขก มัสยิดซอลาฮุดดีน ทิศใต้ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช วัดเสมาเมือง บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ศาสนสถานพราหมณ์ หอพระอิศวร เสาชิงช้า หอพระนารายณ์ ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลทางด้านภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่บนที่ราบสันทรายขนาบด้วยที่ราบลุ่ม แนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกและตะวันตกคงถูกปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นถนนแล้วตั้งแต่ในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เหลือเพียงกำแพงด้านทิศเหนือฟากตะวันออก ความยาวประมาณ 100 เมตร ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ คูเมืองด้านทิศเหนือ (คลองหน้าเมือง) ยังมีสภาพค่อนข้างดี ส่วนกำแพงเมืองด้านทิศใต้กลายเป็นที่ราบ คูเมืองด้านทิศใต้ คือ คลองป่าเหล้าเป็นลำน้ำตามธรรมชาติ
กำแพงเมืองคอน มีหลักฐานตามตำนานควบคู่กับเมืองคอน กำแพงชั้นแรกสุดมีความเก่าแก่พอๆกับเมืองคอน กำแพงเดิมของเมืองคอนคือ”กำแพงเมืองพระเวียงหรือเมืองกระหม่อมโคก” มีลักษณะทำเป็นแบบปักเสาพูนดิน สร้างในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชโดยชาวอินเดียฝ่ายใต้และมอญในสมัยที่เรียกเมืองนครว่า”ตามพรลิงค์”เมื่อ พ.ศ. 1198(กำแพงเมือง มรดกทางวัฒธรรมของชาวนคร) และได้ย้ายเมืองเมื่อเกิด”โรคห่า”เป็นเมืองใหม่จนอยู่ ณ ปัจจุบัน ลักษณะกำแพงเป็นกำแพงแบบปักเสาพูนดินตามแนวหาดทรายแก้ว กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ได้มีมีการบูระณะ-ปรับปรุงซ่อมแซมหลายครั้งทุกครั้งยังคงรักษาแนวกำแพงเดิมไว้ การก่อสร้างกำแพงก่ออิฐปรากฏชัดเจนในสมัยอยุธยา ในราวปี พ.ศ.1950 และได้ัดัดแปลงมาเป็นกำแพงทำด้วยอิืฐทัั้งหมด ราว พ.ศ.2100 โดยชาวปอร์ตุเกศและกำแพงเมืองปัจจุบันได้สร้างสร้างสมบูรณ์ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 โดย มองสิเออ เดอ ลาลูแบร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศล และเรียกเมองนครว่า”เมืองลิกอร์”(จากบทความกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช โดยประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ สารนครศรีธรรมราชและกำแพงเมือง มรดกทางวัฒนธรรมของชาวนคร) ขนาด-ลักษณะกำแพงเมือง กำแพงเมืองส่วนที่เป็นป้อมทางเข้าด้านหน้า ทำเป็นกำแพงสองชั้น ตรงประตูเมืองด้านหน้ามีสะพานหกสำหรับปิด-เปิดได้ สำหรับทอดให้คนเดินข้ามคูเมืองติดต่อกัน กำแพงแพงเมืองก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เนื้อเกร่งแข็งแรงมาก สูงราว 15 เมตร โดยรอบทั้งสี่ด้าน ด้านทิศเหนือกว้าง 456.5 เมตร ด้านทิศใต้กว้าง 456.5 เมตร ส่วนยาวของตัวเมืองจากทิศเหนือถึงทิศใต้ ประมาณ 2,238.5 เมตร กำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกคดอย่างกับงูเลื่อย เพราะสร้างตามแนวสันทรายธรรมชาติ ประตูใหญ่ทางทิศเหนือมีประตูเดียวเรียกว่า”ประตูชัยศักดิ์”ทางทิศใต้มีประตูเดี่ยวเรียกว่า “ประตูชัยสิทธิ์” ด้านทางทิศตะวันออกมีประตูขนาดเล็ก ประตูลัก ประตูสะพานยม ประตูลอด ประตูโพธิ์(จากทิศใต้ไปทิศเหนือ) ด้านทางทิศตะวันตก มีประตูวัดพระบรมธาตุ ประตูท่าชี ประตูท้ายวัง ประตูท่าม้า (จากทิศใต้ไปทิศเหนือ) ถัดจากกำแพงออกไปเล็กน้อย เป็นคูเมืองมีอยู่โดยรอบทั้งสี่ทิศ กว้างประมาณ 20-25 เมตร และมีคูเมือง 40 เมตร
แผนที่เมืองนครศรีธรรมราชของเจมส์ โลว์ พ.ศ.2368 ของThe British Library บทความคุณค่าจากแผ่นที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งสำรวจและจัดทำโดย ม.เดอ ลามาร์ เมือ พ.ศ. 2230 ระบุ ตลาด วัด(วัดท่าโพธิ์ วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร) วัง(เจ้าพระยานคร) วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทุ่งนา สัตว์เลี้ยง บริเวณโรงช้าง คอกม้า งานศพ ป้อมปืนปากอ่าวท่าพญา เรือรบ และลักษณะอาคารบ้านเรือนผู้คนชาวเมืองคอนในอดีต จากหนังสือรายงานการสัมมนาประัวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 6โดยคุณภูธร ภูมะธน มอบให้โดยคุณอำนวย ทองทะวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช แผนที่/ภาพกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เขียนภาพโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อเดอลามาร์(La Marre) เมื่อ พ.ศ.2230 ภาพแนวกำแพงตามสันทรายเดิมของเมืองคอนและแนวการจัดซ่อมกำแพง ภาพจากคุณสารัท(นิก)ชลอสันติสกุล สำนักศิลปากรที่ 14 เมืองคอน/เขียนโดย ม.ล.เดอ ลาจองกิแอ เมือ พ.ศ.2455 ภาพกำแพงเมือง ภาพจากหนังสือ กำแพงมรดกทางวัฒนธรรมของชาวนคร โดยชวน เพชรแก้ว ปรีชา นุ่มสุข โดยอาจารย์เสงี่ยม โกฏิกุล อดีตอาจารย์โรงเรียนเบญจมราชูทิศ,คุณภรณี นาคเวช(อุปรมัย) จดหมายเหตุรายวันสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ดังตอนหนึ่งว่า“เสด็จมาตามถนนในกำแพงเมืองจนรอบ มีกำแพงเชิงเทินใหญ่มาก นอกกำแพงน้ำทั้งนั้น คนทำนา”จากหลักฐานที่ยกมาข้างต้น แสดงให้เห็นสภาพคูเมืองได้ว่า ในปี 2431 คูเมืองยังมีอยู่ ยังไม่ถูกรุกล้ำเหมือนปัจจุบัน และคราวเสด็จประพาศเมืองนครเมือง พ.ศ.2452 “เสด็จเข้าเมืองทางประตูด้านใต้ กำแพงด้านนี้มีอยู่เพียงเชิงเทิน ใบเสมาหักหมด” และคณะสำรวจทางโบราณคดีช่าวฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ ม.ลูเน่ต์ เดอ ลาจองกิแอ ได้มาสำรวจเมืองนคร รายงานสำรวจพร้อมด้วยแผนที่เมืองนคร และตีพิมพ์ในวารสารของชาวฝรั้งเศส ภูมิภาคอินโดจีย ปี พ.ศ.2455 “ (จากหนังสือ กำแพงเมือง มรดกทางวัฒนธรรมของชาวนครและเมืองโบราณนคร มรดกแห่งความรุ่งโรจน์ หนังสือเดือนสิบ 30 ที่ระลึกในการจัดงานเทศกาลเดือนสิบ ประจำปี 2530 นครศรีธรรมราช โดยปรีชา นุ่มสุข ชวน เพชรแก้ว)
เป็นที่น่าสังเกตุของนักประวัติศาสตร์อีกประการหนึ่งคือเมืองคอนมีกำแพงเมืองหรือคูเมืองเกิน 1 ชั้นที่เห็นกันอยู่หรือไม่ เป็นที่น่าสงสัยว่ารอบๆเมืองโบราณมีหมู่บ้านที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย”กำแพง” อยู่สี่ทิศและมีแนวเนินดินใหญ่และยาว น่าจะเป็นกำแพง เมื่อขุดลงไป 2-3 เมตรจะพบแผ่นอิฐแผ่นโตๆ มากมายฝังอยู่ หมู่บ้านเหล่านั้นคือ 1.กำแพงถม หรือแพงถม อยู่ทางทิศเหนือขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ 2.กำแพงเซา หรือ แพงเซา อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3. กำแพงโคกหรือ แพงโคก อยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ปัจจุบันคือตำบลท่าไร่ 4.กำแพงสูง หรือ แพงสูง อยู่ทางทิศใต้ขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ปัจจุบันคือบ้านแพงสูงหรือแคสูง (ข้อมุลจากหนังสือกำแพงเมือง มรดกทางวัฒนธรรมของชาวนคร) การถูกรื้อ- ทำลายกำแพง-คูเมืองโบราณของเมืองคอน ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2439(ร.ศ.115)เจ้าพระยายมราช(ปั้นสุขุม)ครั้งยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิตสั้งให้ริ้อกำแพงด้านตะวันออก(ชาวบ้านเรียกว่าแพงออก) กำแพงด้านตะวันตก (ชาวบ้านเรียกว่า แพงตก)และกำแพงเมืองด้านใต้ซึ่งชำรุด เพื่อเอาอิฐมาทำถนนเลียบริมกำแพงทุกด้าน ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2479 กระทรวงมหาดไทยได้ขอรื้อกำแพงเมืองโบราณด้านทิศเหนือ ตั้งแต่เชิงสะพานนครน้อยไปทางทิศตะวันตกสุดแนวกำแพงเมืองรวมทั้งขอรื้อป้อมที่มุมกำแพงเพื่อสร้างโรงเลื่อยจักรสำหรับฝึกหัดวิชาชีพแก่นักโทษ(ปัจจุบันสร้างกำแพงใหม่ตามแนวกำแพงเดิมของกรมศิลปากร) ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ.2483 เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชขออนุญาตถื่อสิทธิ์ทำประโยชน์ในที่ดินที่เป็นซากแนวกำแพงเมืองโบราณด้านใต้ทั้งหมดเพื่อทำประโยชน์ตามที่เทศบาลขอ ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2485 เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ได้ขออนุญาตตัดรื้อปลายสุดของกำแพงเมืองด้านทิศเหนือทางซีกตะวันออก เพื่อสร้างสะพานข้ามคลองนครน้อย ครั้งที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2495 จังหวัดนครศรีธรรมราชขออนุญาตรื้่อตัวป้อมบนกำแพงด้านทิศเหนือ(ป้อมประตูชัยเหนือ)เพื่อสร้างสะพานนครน้อยรื้อออกเพียง 2 เมตรจากเดิม ครั้งที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2506 จังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตรื้อป้อมเดิม เคยรื่อแล้ว 2 เมตร เมือ พ.ศ.2495 โดยขอรื้ออีก 10 เมตร เพื่อขยายถนนและสะพาน (ข้อมูลจาก กำแพงเมือง มรดกทางวัฒนธรรมของชาวนคร โดยชวนเพชรแก้ว ปรี่ชา นุ่นสุขและสารนครศรีธรรมราช) ที่มาสืบค้นข้อมูล-ภาพ https://www.finearts.go.th https://gotonakhon.com/?p=12368

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งแรก พ.ศ.2502

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2502
ปี พ.ศ.2502นครศรีธรรมราชหัวเมืองใหญ่เมืองใต้เมืองแห่งวิถีพุทธ วิถีชีวิตบนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยและคู่พระบารมีนั่นคือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จประพาสเพื่อเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ความปลาบปลื้มของชาวบ้านชาวเรือนในยุคนั้นที่จะได้ชื่นชมในพระบารมีของทั้งสองพระองค์ช่างทรงคุณค่า ด้วยเพราะตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2493 มานั้นยังมิเคยเสด็จมาทางปักษืใต้เลย การเตรียมการรับเสด็จต่างเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั้งหน่วยราชการและประชาชน ภาพอดีตที่จะนำเสนอเป็นการถอดช่วงเวลาสำคัญในการเสด็จมายังนครศรีธรรมราชที่ได้บันทึกเป็นวิดีโอและนำมานำเสนอกับภาพปัจจุบันปี 2560 เพื่อความเข้าใจและภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งเมืองนครศรีธรรมราช….เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นหัวเมืองใหญ่ที่เป็นต้นแบบของเมืองน้อยใหญ่ เป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันยิ่งใหญ่ได้เสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านตามรอยเสด็จในครั้งนี้และครั้งใหนๆอีกหลายครั้งจะยังคงฝังลึกตราตรึงในความทรงจำพวกเราชาวเมืองนครฯตลอดไป และรอยจารึกนี้จะส่งผ่านชั่วลูกชั่วหลานบนแผ่นดินแห่งนี้ แผ่นดินพ่อ ที่พวกเราผู้เกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9
ทรงเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังอ.ทุ่งสง โดยทรงเสด็จผ่านมาทางตำบลกะปางมีการจัดสร้างซุ้มรับเสด็จอย่างสวยงาม คณะผู้ว่าราชการจังหวัดนำข้าราชบริพาร และพสกนิกรเฝ้ารับเสด็จ พร้อมทั้งได้ถวายพระแสงประจำเมือง ในอำเภอทุ่งสงนั้นมีราษฎรมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก มีราษฎรเปล่งเสียงขึ้นมาว่า “คิดถึงพระองค์มาหลายวันแล้ว” ซึ่งคงหมายถึงได้รู้ข่าวว่าพระองค์ท่านจะเสด็จจึงเฝ้ารอวันรับเสด็จด้วยอย่างใจจดจ่อ พื้นที่รับเสด็จในตัวอำเภอทุ่งสงปัจจุบันคือที่ว่าการอำเภอทุ่งสง บริเวณสี่แยกถนนชัยชุมพล บริเวณนี้จะมีการจัดสร้างซุ้มในรูปแบบผสมผสานวัฒนธรรมไทยและจีน แสดงให้เห็นว่าพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้นมัทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้มาพึ่งบารมีพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านอยู่ในอำเภอทุ่งสง มาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ซุ้มรับเสด็จในยุคสมัยนั้นดูอลังการและพิถีพิถันตามแบบฉบับซึ่งมีทั้งศิลปแบบไทยชาวบ้าน และผสมผสานด้วยศิลปผสมไทยและจีน ซึ่งต่างร่วมแรงร่วมใจจัดสร้างทั้งโดยภาคราชการ และประชาชน ทั้งประชาชนที่มาคอยเฝ้ารับเสด็จต่างจูงลูกจูงหลานมาคอยรับเสด็จทั้งสองพระองค์ท่านอยู่ก่อนเป็นเวลานานแล้ว
จากนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังอำเภอร่อนพิบูลย์สถานที่รับเสด็จคือโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอร่อนพิบูลย์ โรงเรียนร่อนพิบูลย์เดิมซึ่งปัจจุบันพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวที่ว่าการอำเภอร่อนพิบลูย์ และโรงเรียนแห่งนี้ปัจจุบันยังเปิดสอน ในส่วนเป็นที่ทรงประทับของทั้งสองพระองค์ทางโรงเรียนยังคงดูแลเก็บรักษาไว้ โดยมีการพิมพ์ภาพที่ทั้งสองพระองค์ประทับใว้เมื่อปีที่เสด็จติดประดับใว้ให้รู้
สถานที่รับเสด็จคือโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอร่อนพิบูลย์ โรงเรียนร่อนพิบูลย์เดิมซึ่งปัจจุบันพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวที่ว่าการอำเภอร่อนพิบลูย์ และโรงเรียนแห่งนี้ปัจจุบันยังเปิดสอน ในส่วนเป็นที่ทรงประทับของทั้งสองพระองค์ทางโรงเรียนยังคงดูแลเก็บรักษาไว้ โดยมีการพิมพ์ภาพที่ทั้งสองพระองค์ประทับใว้เมื่อปีที่เสด็จติดประดับใว้ให้รู้ สำหรับการจัดสร้างซุ้มรับเสด็จและพลับพลาชั่วคราวอันเป็นที่ทรงประทับเมื่อเสด็จมาเยี่ยมพสกนิกรชาวอำเภอร่อนพิบูลย์นั้น ทางราชการได้มอบหมายให้ทางคณะครูอาจารย์โรงเรียนร่อนพิบูลย์เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างและเตรียมงานทั้งหมด ในขณะนั้นมีอาจารย์ศิลปะซึ่งจบการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่างในสมัยนั้นได้มาประจำตำแหน่งที่โรงเรียนร่อนพิบูลย์ ได้เป็นผู้ออกแบบและดำเนินการสร้างโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติทั้งหมด
จะเห็นได้จากภาพที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีปฏิสันถารกับประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้น ดูเป็นบรรยากาศแบบพ่อแสดงความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับลูก ความประทับใจนี้ฝังแนบแน่นในห้วงความทรงจำของชาวร่อนพิบูลย์และชาวไทยทุกคนไปตลอด จวบแม้กระทั่งทุกวันนี้หรือตราบนานเท่านานก็ยังจะคงได้ยินเสียงเล่าชานถึงพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย
ตรงบริเวณสี่แยกอำเภอร่อนพิบูลย์เป็นที่จัดตั้งซุ้มรับเสด็จที่ทางครูและอาจารย์ของโรงเรียนร่อนพิบูลย์ร่วมกันจัดสร้าง วัสดุในยุคนั้นก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยนำวัสดุจากธรรมชาติที่หามาได้เช่นไม้โครงเสา ไม้หมาก ไม้ไผ่ ไม้ระแนงต่างๆ นำมาตกแต่งประดับประดาเป็นสัญญลักษณ์พระบรมธาตุประจำจังหวัดบ้าง เป็นอักษรบ้าง อย่างสวยงาม
จากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินต่อมายังตัวอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ในขณะนั้นโดยใช้เส้นทางผ่านอำเภอพระพรหม (ปัจจุบัน) ผ่านสี่แยกหัวถนน(สี่แยกศาลามีชัย) เข้าสู่อำเภอเมืองโดยได้เสด็จเข้าสักการะพระบรมธาตุ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความผูกพันและทรงศรัทธาทรงพระดำเนินตามรอยอดีจบูรพกษัตริย์ทรงพระศรัทธาในคำสอน และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงเป็น“พุทธมามกะ” และทรงเป็น “พุทธศาสนูปถัมภก” และพระองค์ยังเปี่ยมไปด้วยความเป็น“ธรรมราชา” ผู้ทรงปกครองแผ่นดินด้วยธรรมานุภาพซึ่งพระองค์ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม 10 ประการ จักรวรรดิวัตร 12 ประการ และสังคหวัตถุ 4 ประการ ดำรงพระองค์สืบสานพระราชจริยวัตรตามรอยอดีจบูรพกษัตริย์ในอดีต ทรงปฏิบัติพระองค์ สมดังพระปฐมบรมราชโองการ ที่ทรงประกาศขณะประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม”
เสด็จถึงศาลากลางประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชทรงเสด็จเข้านมัสการพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองนครศรีธรรมราช ทรงเสด็จถึงพลับพลาที่ประทับ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชถวายพระบรมธาตุจำลอง
พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ในสมัยนั้นขณะยังรับราชการตำรวจร่วมถวายการอารักขาท่ามกลางประชาชนที่มารอเฝ้าชมพระบารมี
ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่ 4 โดยระหว่าทางรถพระที่นั่งพระราชดำเนินไปบนเส้นทางถนนราชดำเนินผ่านตำบลในเมือง ตำบลท่าวัง ประชาชนทั้งชาวไทยพุทธ ไทยอิสลาม และชาวไทยที่นับถือศาสนาคริสต์ต่างมาเฝ้ารอบรับเสด็จเต็มทั้งสองฝั่งถนนตลอดเส้นทาง มีการจัดทำซุ้มถวายพระพร ตลอดเส้นทาง ณ จุดสำคัญๆ เช่น ตรงถนนราชดำเนินด้านหน้าสมาคมพาณิชย์จีน , บริเวณชุมชนชาวท่าวังสี่แยกท่าวัง
เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งเพื่อไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกา์โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ (มณฑลทหารบก) ทรงพระราชดำเนินผ่านสวนรื่นฤดีและทรงสักการะวีรชนที่อนุสาวรีย์วีรไทยพร้อมทั้งตรวจแถวทหารที่ มณฑลทหารบกที่ 5 (ปัจจุบันคือ มณฑลทหารบกที่ 41)
ทรงเสด็จไปยังน้ำตกพรหมโลก ในระยะก่อนถึงประมาณ 10 กม.ทรงเปลียนยานพาหนะ เนืองจากทางที่จะเสด็จค่อนข้างกันดาร ที่ชาวเมืองคอนได้ร่วมมือกันทำทางขึ้นไปยัง น้ำตกพรหมโลก น้ำตกพรหมโลก ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช หรือเขาหลวง มีทั้งหมด 9 ชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ปวงข้าพระพุทธเจ้าชาวนครศรีธรรมราช ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้จัดทำฐานข้อมูลวัฒนธรรม ที่มาสืบค้นข้อมูล-ภาพ https://gotonakhon.com/?p=17376 https://www.finearts.go.th/YouTube·Film Archive Thailand (หอภาพยนตร์)·15 ต.ค. 2559 ที่มาสืบค้นข้อมูล https://www.finearts.go.th