22 มกราคม, 2568

ประวัติ อำเภอปากพนัง

คำขวัญ: รังนกเลื่องชื่อ ร่ำลือขนมลา โอชาไข่ปลากระบอก ส่งออกกุ้งกุลาดำ ออกพรรษาไหว้พระลาก นิยมมากแข่งเรือเพรียว ประวัติอำเภอปากพนัง หัวเมืองที่มารวมตั้งเป็นอำเภอปากพนังนั้น ได้แก่ เมืองพนัง เมืองพิเชียร ที่เบี้ยซัด และที่ตรง ในสมัยปฏิรูปการปกครอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชวินิจฉัยเห็นว่า ภายหลังที่เจ้าพระยานคร (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว เจ้าเมืองนครถัดมาไม่เข้มแข็งในการปกครองเท่าที่ควร เป็นเหตุให้หัวเมืองมลายูอันเป็นประเทศราชกระด้างกระเดื่อง ขณะเดียวกันอังกฤษก็เข้ามามีเมืองขึ้นประชิดพรมแดน และได้ดำเนินการแทรกแซงกิจการภายในเมืองไทรบุรีมากขึ้น พระองค์ทรงเห็นว่าลักษณะและเหตุการณ์เช่นนี้ ย่อมจะเป็นอันตรายต่อสยามอย่างแน่นอน จึงมีพระราชดำรัสให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จัดการแก้ไขการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้โดยรีบด่วน มณฑลนครศรีธรรมราช สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ เสนอให้รวมเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสงขลาเข้าเป็นมณฑลเดียวกัน เรียกว่า “มณฑลนครศรีธรรมราช” ที่ว่าการมณฑลตั้งอยู่ที่เมืองสงขลา พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลได้จัดการปกครองเมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เข้าสู่ระเบียบแบบแผนสมัยใหม่ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 การจัดการปกครองท้องที่ในสมัยนั้น ได้ตั้งกรมการอำเภอ ให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำบล หมู่บ้าน เมืองนครศรีธรรมราชแบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ คือ อำเภอกลางเมือง เบี้ยซัด ร่อนพิบูลย์ กลาย สิชล ลำพูน ฉวาง ทุ่งสง และเขาพังไกร อำเภอเบี้ยซัด อำเภอเบี้ยซัด ตั้งขึ้นโดยรวบรวมหัวเมืองฝ่ายขวา 4 ตำบล คือเมืองพนัง พิเชียร ที่ตรง และที่เบี้ยซัด ตั้งเป็นอำเภอเมื่อพุทธศักราช 2440 นายอำเภอคนแรกคือหลวงพิบูลย์สมบัติ ที่ว่าการอำเภอชั่วคราวตั้งที่โรงสีเอี่ยมเส็ง ตำบลปากพนัง แล้วย้ายไปตั้งที่ตลาดสด ครั้งที่ 3 ย้ายมาตั้งที่กองกำกับตำรวจน้ำปากพนัง ความในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 9 กรกฎาคม ร.ศ.124 ว่า “วันที่ 9 กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก 124 ถึงมกุฎราชกุมาร ในที่ประชุมรักษาพระนคร เพื่อจะให้รายงานการที่มาเที่ยวครั้งนี้ให้สำเร็จบริบูรณ์ตามที่ควรจะบอก จึงเขียนบอกฉบับนี้อีกฉบับหนึ่ง แม่น้ำปากพนังใหญ่เท่าเจ้าพระยา วันที่ 8 เวลาเช้า 3 โมง ได้ลงเรือมาด (ไม่ใช่เพราะน้ำตื้น แต่เพราะเพื่อจะหาความสุข) เรือไฟเล็กลากออกมาจากเรือมหาจักรี ที่จอดอยู่ในเมืองปากพนัง ซึ่งอยู่ท้ายอ่าวตะลุมพุกนี้ 3 ชั่วโมงหย่อน ถึงปากพนัง แม่น้ำโตราวสักแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพฯ บ้านนายอำเภอตั้งอยู่ใกล้ปากน้ำ ต่อนั้นขึ้นไปเป็นบ้านเรือนทั้งสองฟากแน่นหนา เพราะมีพลเมืองถึง 46,000 คนเศษ มีจีนมาก เป็นจีนไหหลำเป็นพื้น รองจำนวนจีนไหหลำเป็นจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋วมีน้อย เสียงจุดประทัดสนั่นไป ที่ว่าการอำเภอหลังเก่า มีเรือยาวสำปั้นราษฎรลงมารับที่ปากอ่าวประมาณสัก 80 ลำ โห่ร้องตามมาสองข้าง ได้ขึ้นไปตามลำน้ำหลายเลี้ยว จึงถึงโรงสีไฟจีนโค้วหักหงี ซึ่งตั้งชื่อใหม่ (คือโรงสีไฟยี่ห้อเตาเซ้ง) มีความปรารถนาจะให้เปิดโรงสีนั้น เมื่อไปถึงจีนหักหงี น้อง แลบุตรหลายคนและราษฎรซึ่งอยู่ในคลองริมโรงสีนั้นเป็นอันมาก ได้ต้อนรับโดยแข็งแรง ตั้งแต่ไปจากเรือมหาจักรีจนถึงโรงสีนั้นกินเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ได้ขึ้นเดินดูโรงสีทั่วไป และไต่ถามถึงการงานที่ค้าขายแล้ว กลับมาขึ้นที่บ้านนายอำเภอ เพราะที่ว่าการอำเภอเก่าตั้งอยู่เหนือน้ำขึ้นไป ที่ว่าการอำเภอใหม่ทำยังไม่แล้ว หลังที่ทำใหม่นี้เท่ากับที่ว่าการอำเภอเมืองตานี กินข้าวบนเรือนนั้น จีนหักหงีเลี้ยงเกาเหลาอย่างจีน ข้าหลวงเทศาภิบาลเลี้ยงอย่างไทย ไทย จีน แขก แล้วเดินไปดูร้านซึ่งข้าราชการและราษฎรมาตั้งอย่างขายของ แต่ที่แท้เป็นของถวายทั้งนั้น มีพันธุ์ข้างต่าง ๆ น้ำตามต่าง ๆ เครื่องสาน ผลไม้ ขนม ยา เลี้ยงขนเรือที่ไป พวกราษฎรเฝ้าพร้อมกันทั้งบกทั้งน้ำแน่นหนามาก บรรดาการเล่นอันมีอยู่ในตำบลนั้นได้มาเล่นทั้งไทย จีน แขก เวลาบ่าย 3 โมงเครึ่ง จึงได้ลงเรือมหาจักกรีเกือบจะ 2 ทุ่ม ปากแพรก อำเภอปากพนังนี้ ได้ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงที่ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้นผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งมีถึงเพียงนี้ น้ำตื้นมีอยู่แต่ที่ตอนปากน้ำประมาณ 200 เส้น เข้าข้างในน้ำลึกตลอด จนถึงหน้าโรงสีน้ำยังลึกถึง 3 วา ถ้าเวลาน้ำมากเรือขนาดพาลีและสุครีพเข้าไปได้ ต่อโรงสีขึ้นไปไม่มากถึงปากแพรก ซึ่งเป็นแม่น้ำสองแยก ๆ หนึ่งเลียบไปตามทะเลถึงตำบลทุ่งพังไกร ซึ่งเป็นที่นาอุดมดี ข้างจีนกล่าวกันว่าดีกว่านาคลองรังสิต และมีที่ว่างเหลืออยู่มาก จะทำนาขึ้นได้ใหม่กว่าที่มีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้อีก 10 เท่า เขากะกำลังทุ่งนั้นว่า ถ้ามีนาบริบูรณ์จะตั้งโรงสีได้ประมาณ 10 โรง ขาดแต่คนเท่านั้น นาทั้งมณฑลนครศรีธรรมราชไม่มีที่ไหนสู้ ลำน้ำนั้นเรือกลไฟขนาดศรีธรรมราชขึ้นไปได้ตลอดถึงพังไกรเวลาหน้าแล้ง ต่อพังไกรไปเป็นลำคลองเล็ก แต่ถ้าหน้าน้ำเรือศรีธรรมราชไปได้ถึงอำเภอระโนด แขวงสงขลา ตกทะเลสาบ คลองอีกแยกหนึ่งแต่ปากแพรกนั้น ไปทิศตะวันตกถึงอำเภอปราน ที่อำเภอปรานนี้มีไม้เคี่ยม ไม้ตะเคียน และไม่กระยาเลยต่าง ๆ จีนหักหงีได้ขออนุญาตตั้งโรงเลื่อยจักรขึ้นที่ริมโรงสีไฟใช้หม้ออันเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ตั้งเครื่อง มีไม้จอดอยู่ริมตลิ่งมาก ทางไปอำเภอกลางเมือง มาตามคลองปากพญาแล้วมาคลองบางจาก ออกทะเลหน่อยหนึ่งจงเข้าปากพนัง แต่พระยาสุขุมฯ ได้ขุดคลองตั้งแต่ระหว่างหมู่บ้านคนไปถึงคลองบางจาก เดินทางในมีเรือลูกค้ามาแต่กลางเมืองและร่อนพิบูลย์จอดอยู่หลายร้อยลำ ในลำนั้นมเรือกำปั่นแขก สำเภาจีนค้าขายทอดอยู่กลางน้ำเกือบ 30 ลำ เหล่านี้มาแต่เมืองสิงคโปร์และเมืองแขกโดยมาก ห้างอีสต์อินเดียตั้งเอเย่นไว้สำหรับรับสินค้าไปบรรทุกลงเรือเมล์ด้วยเหมือนกัน ข้าวกลับไปเข้ากรุงเทพฯ ก็มี เพราะเหตุแต่ก่อนมีแต่ลำฝั่งน้ำตลอดมีหลายสิบโรง เมื่อจะคิดว่าตำบลนี้มีราคาเท่าใด เทียบกับเมืองสงขลา เงินผลประโยชน์แต่อำเภอเดียวนี้ น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตะวันออก เห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง มีขัดก็แต่ปากอ่าวตื้นเรือใหญ่เข้าไม่ได้ พวกลูกค้ามีความประสงค์ที่จะให้ขุดมาก จีนหักหงีนี้เองได้ยื่นเรื่องราวว่า ถ้าจะขุด ตัวจะขอออกเงินให้ 80,000 บาท พวกจีนลูกค้าที่นี่เห็นพร้อมกันว่าจะต้องขุดทุกปียอมให้เก็บค่าขุดตามกำลังเรือ เพราะเหตุว่าเวลานี้ลำบากด้วย เครื่องลำเลียงข้าวมาบรรทุกเรือใหญ่เสียค่าจ้างเป็นอันมาก โดยจะต้องเสียค่าขุดยังจะถูกกว่าค่าจ้างเรือลำเลียง และขอให้ปิดคลองบางจากซึ่งเป็นทางน้ำเค็มเข้าคลองสุขุมนั้นเสีย น้ำในคลองนั้นจะแรงขึ้นอีก และจะได้น้ำจืดมาใช้ในปากพนัง ตำบลปากพนังนี้คงเป็นท่าเรือของเมืองนครศรีธรรมราช ปากอื่น ๆ ปิดหมดอยู่เองเพราะเข้าออกลำบาก ตำบลนี้ลำบากอยู่แต่ด้วยน้ำ ถ้าขุดบ่อในที่ซึ่งเป็นดินเลนใกล้แม่น้ำ ๆ เปรี้ยวใช้ไม่ได้ ถ้าออกไปขุดริมชายทะเล ห่างทะเลขึ้นมาสัก 30 เส้น กลับได้น้ำจืด แต่ระยะทางไกล เดี๋ยวนี้ราษฎรได้อาศัยน้ำในคลองสุขุม แต่น้ำคลองบางจากมักทำให้เค็ม จึงอยากขอปิดคลองบางจากนั้น
การปิดคลองบางจาก นึกมีบ้านที่จะต้องลำบากอยู่ตำบลเดียว เพราะอยู่ปากคลองสุขุมออกมา เขากล่าวติเตียนกันอยู่ว่า จีนที่มาอยู่แต่ก่อนเป็นพวกไหหลำมาก มักไม่ใคร่จะคิดทำการหาเงินใหญ่โต ได้ประมาณพันหนึ่งสองพันเหรียญก็กลับบ้าน แต่บัดนี้จีนแต้จิ๋วกำลังรู้ว่าที่นี้ดี เห็นจะมีมาอีกมาก ไม่ช้าตำบลนี้จะเจริญใหญ่โตสู้เมืองสงขลาได้ในทางผลประโยชน์ ทุกวันนี้มีแต่โทรศัพท์ พวกลูกค้าจีนต้องการจะให้มีโทรเลข ถ้าจะมีผู้อื่นใช้โทรเลขนอกราชการแล้ว จะมีที่นี่มากกว่ากลางเมือง อนึ่งดินที่นี่ดี เผาอิฐแกร่งเหมือนอิฐสงขลา ที่ว่าการอำเภอหลังใหญ่ ซึ่งทำใหม่ได้ใช้เงินงบประมาณ 2,000 บาท นอกนั้นใช้แรงคนโทษซึ่งจ่ายมาแต่เมืองนครศรีธรรมราชทำอิฐ ราษฎรพากันมาแลกสิ่งของซึ่งต้องการเป็นไม้เป็นเหล็ก แรงที่ทำใช้แรงคนโทษ พื้นล่างเสาก่ออิฐ ข้างบนเป็นไม้มึงจาก ยังขาดแต่ฝาไม่แล้วเสร็จ แต่ถึงว่ามีสิ่งที่ดีอยู่หลายอย่างเช่นนี้ ก็มีสิ่งที่ไม่ดีคือยุงชุมเกินประมาณ” ที่ว่าการอำเภอดังกล่าวนี้ปรากฏว่าได้เกิดไฟไหม้ 2 ครั้ง ครั้งหลังสุดเกิดไฟไหม้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2494 จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปสร้างในที่ใหม่คือที่ตั้งที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน ริมถนนสายปากพนัง – ชายทะเล หมู่ที่ 3 ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก เขตการปกครองของอำเภอปากพนัง เมื่อตั้งเป็นอำเภอครั้งแรกได้รวมท้องที่อำเภอเชียรใหญ่ด้วย ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ “อำเภอเบี้ยซัด” เป็น “อำเภอปากพนัง” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2460 - พ.ศ. 2467 ลดฐานะอำเภอเขาพังไกร ลงเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า “กิ่งอำเภอหัวไทร” ให้ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอปากพนัง - พ.ศ. 2480 แบ่งท้องที่ด้านทิศใต้ของอำเภอปากพนังตั้งเป็นกิ่งอำเภอเรียกชื่อว่า “กิ่งอำเภอเชียรใหญ่” ในเขตการปกครองของอำเภอปากพนัง - พ.ศ. 2481 ยกฐานะกิ่งอำเภอหัวไทรเป็น “อำเภอหัวไทร” แยกออกจากการปกครองของอำเภอปากพนัง - พ.ศ. 2490 ยกฐานะกิ่งอำเภอเชียรใหญ่เป็น “อำเภอเชียรใหญ่” แยกออกจากการปกครองของอำเภอปากพนัง - กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ “อำเภอเบี้ยซัด” เป็น “อำเภอปากพนัง” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2460
นามสถาน "ปากพนัง" มีกล่าวถึงในตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งว่า "ครั้งนั้นยังมี(ขาวอริยพงศ์ อยู่เมืองหงษาวดีกับคน 100 หนึ่ง พาพระบตไปถวายพระบาทในเมืองลังกา ต้องลมภัยสำเภาแตกซัดขึ้นปากพนัง พระบตขึ้นปากพนังชาวปากพนังนำพามาถวาย" ตำนานฉบับดังกล่าวพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกงรณ์ ได้ทรงตรวจสอบทั้งเนื้อหาและปีที่บอกแล้ว ทรงวินิจฉัยว่าแต่งในแผ่นดินพระนารายณ์เชื่อถือได้อันนี้จึงเป็นหลักฐาน "คำปากพนัง" (พ.ศ.2199-2231) และสอดคล้องกับตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อพระพนมวัง และนางสะเดียงทองออกไปสร้างเมืองนครดอนพระ เมื่อ (มหา) ศักราช 1588 ปีมะเมีย ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2209) ที่มีการสร้างป่าเป็นนาในท้องที่เมืองนครศรีธรรมราช (ทั้งบริเวณท่าศาลา สิชล ขนอมและว่า "แลนายสมิงคโตพรมนา ซึ่งเสียเรือแลมาอยู่เมืองนคร แลให้นางพทองเป็นเมีย ให้เป็นผขาวอริยพงศ์ อยู่รักษาพระมหาธาตุในเมืองนครแล" นับแต่แผ่นดินพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) มาจนถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มีการบ่งถึงความสำคัญของเมืองนครศรีธรรมราชด้านยุทธการกองทัพมีการเกณฑ์ข้าราชการเมืองนี้ให้ต่อเรือรบเพิ่มเติม ซึ่งพออนุมานได้ว่า "ปากพนัง" คือ แหล่งที่มีบทบาทด้านนี้ของเมืองนครศรีธรรมราชเพราะมีทำเลเหมาะสมที่จะมีบทบาททางยุทธนาวี ในสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ.2354 ปรากฎว่าการปกครองของเมืองนคศรีธรรมราชแบ่งเป็นกรมได้ 21 กรม หัวเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงเพชรกำแพงสงครามรัตนบุรี ครั้นถึง พ.ศ.2439 (ในรัชกาลที่ 5) ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ให้มีหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเมืองบรรดาเขตปกครองต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว คือที่เมืองพนัง ที่เบี้ยซัด รวมเรียกว่า "อำเภอเบี้ยซัด" ขึ้นแก่จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเบี้ยซัด ตั้งที่ว่าการที่ริมแม่น้ำปากพนัง มีหลวงพิบูลย์สมบัติ ข้าหลวงผู้ช่วยว่าที่นายอำเภอ เริ่มตั้งต้นทำการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ร.ศ.115 (พ.ศ.2439) ปรากฎตามรายงานตามรายงานราชการมณฑลนครศรีธรรมราชของพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศบาลภิบาลว่า อำเภอเบี้ยซัด เมื่อ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) มีกำนัน 31 คน มีผู้ใหญ่บ้าน 370 คน มี 514 หมู่บ้าน มี 6,755 หลังคาเรือน มีราษฎรชายหญิงรวม 34,685 คน และมีราษฎร มากเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัดนี้ คือรองจากอำเภอกลางเมืองซึ่งมีราษฎรทั้งชายหญิงรวม 43,267 คนสาเหตุที่เรียกว่าอำเภอเบี้ยซัดนั้นเล่ากันว่า เพราะบริเวณฝั่งน้ำปากพนัง เป็นทีที่คลื่นซัดเอาเปลืกหอยเบี้ยหอยจากท้องทะเลขึ้นตรงนั้นและที่เบี้ยซัดนี้แผ่นดินได้ตั้งกรมการผู้ปกครองที่ขึ้นไว้ดูแล คือผู้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นบรรดาศักดิ์เป็นเมืองรามธานีแม้ว่าชื่อทางราชการเป็นอำเภอเบี้ยซัด แต่ราชการในท้องที่เรียกว่า อำเภอปากพนัง จนถึงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2445 จึงมีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่ออำเภอเบี้ยซัดเป็น "อำเภอปากพนัง" อำเภอปากพนังเป็นศูนย์กลางของความเจริญแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นเมืองท่า เป็นศูนย์กลางการค้าขาย และศูยน์กลางคมนาคม ในด้านการศาลยุติธรรม หลังจากมีการจัดระเบียบศาลเพื่อใช้ทั่วราชอาณาจักรแล้ว ได้มีแจ้งความกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2448 ว่า "ด้วยข้าหลวงเทศบาลภิบาลและอธิบดีผู้พิพากษามณฑนนครศรีธรรมราช มีใบบอกมาว่าอำเภอปากพนังและอำเภอเขาพังไกร แขวงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นท้องถิ่นอันกว้างขวาง มีพลเมืองมากสมควรตั้งศาลขึ้นที่ตำบลปากพนัง สำหรับคดีที่เกิดขึ้นใน 2 อำเภอนี้ โปรกเกล้าฯ พระราชพระบรมราชานุญาตแล้ว ศาลปากพนังนี้มีอำนาจเหมือนศาลเมืองตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลหัวเมือง" ด้านการทำถนนและขุดคลอง ปรากฎตามรายงานนาชการมณฑลนครศรีธรรมราช ร.ศ.117 ของพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลว่า ในปี ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) "ได้ตัดถนนขึ้นที่ริ่มฝั่งแม่น้ำพนังตะวันออก ส่วนการขุดคลองปรากฎตามรายงานว่า "ที่ปากพนังนี้น้ำเค็ม ราษฎรที่อยู่แทบนี้ต้องไปตักน้ำที่บางจาก การขุดคลองจะมีประโยชน์คือ ประการที่ 1 จะได้น้ำจืดมาที่แม่น้ำปากพนัง ให้ราษฎรได้น้ำจืดใช้ได้ง่ายกว่านี้ประการหนึ่ง ประการที่ 2 น่าคลื่นลมจัด เรือลูกค้าพานิชแลราษฎรที่มาจากกลางเมือง จะได้มาคลองทางนี้ ไม่ต้องออกทะเลประการหนึ่ง ประการที่ 3 จะได้ที่นาสวนริมสองฝั่งคลองอีกหลายพันไร่ ตามหนังสือราชปลัดทูลฉลองที่ 790/7290 ลงวันที่ 5 มกราคม ร.ศ.119 บ่งว่า คลองปากพนังที่ขุดใหม่ระยะทาง 300 เมตร นั้นเรือสามารถแล่นได้ ไปแต่ปากพนังถึงเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ต้องออกทะเลก็ได้ ส่วน 2 ข้างคลองราษฎรจับจองเป็นที่นา สถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอปากพนังเดิมตั้งอยู่ที่โรงสีเอี่ยมสิน ในเขตเทศบาลเมืองปากพนัง ต่อมาในสมัยหลวงสินธุสงครามชัยเป็นนายอำเภอ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่คลองบางลำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งตลาดสดเทศบาลเมืองปากพนัง และต่อมาในสมัยพระวิชิตสรไกร (เอี่ยม ขัมพานนท์) เป็นนายอำเภอได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่ริมคลองบางฉนากด้านใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการด่านตำรวจน้ำและต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2496 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่หมู่ 3 ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออกตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เหตุที่ต้องย้ายในครั้งหลังสุดเพราะเกิดไฟไหม้อาคาร ที่ว่าการประกอบกับที่ตั้งเก่าคับกับที่ตั้งเก่าคับแคบและและอยู๋ใกล้ฝั่งแม่น้ำถูกน้ำเซาะอำเภอปากพนัง เป็นอำเภอที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและด้านยุทธนาวีเมืองนครศรีธรรมราชมาแต่อดีตดังเช่นปรากฎตามใบบอกของพระยาสุขุมนัยวินิต เทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชว่า เมื่อปี ร.ศ. 116 (พ.ศ.2440) ว่า "ข้าวเปลือกในแขวงอำเภอเขาพังไกรและเบี้ยซัดมีมาก ซึ่งราษฎรพามาจำหน่ายที่ปากพนัง ลงเรือไปเมืองสิงคโปร์ เมืองแขกบ้าง กรุงเทพฯ บ้าง"
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดปกครองท้องที่ให้มีมณฑลเทศาภิบาลใน ร.ศ. 114 อำเภอปากพนังมีชื่อว่า อำเภอเบี้ยซัด หมายถึง สถานที่ที่คลื่นซัดเอาหอยเบี้ยจากทะเลเข้าสู่หาด ซึ่งสมัยโบราณใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า และในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2445 ได้มีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่ออำเภอเบี้ยซัด เป็น อำเภอปากพนัง เมืองปากพนัง เป็นเมืองท่ามาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล และมีอ่าวภายในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง เหมาะแก่การเดินเรือและการกระจายสินค้าต่อไปยังหัวเมืองสำคัญอื่น ๆ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในสมัยก่อนเฟื่องฟูมาก เนื่องจากมีสำเภาจากเมืองจีนและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มาเทียบท่าและกระจายสินค้า และนอกจากนี้ยังปรากฏในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จเยือนปากพนัง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 ความตอนหนึ่งว่า "อำเภอปากพนังนี้ ได้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงฝั่งรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้น ผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งมีถึงเพียงนี้" และอีกตอนหนึ่งว่า "เมื่อจะคิดว่าตำบลนี้มีราคาอย่างไรเทียบกับเมืองสงขลา เงินผลประโยชน์แต่อำเภอเดียวนี้ น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น บรรดาเมืองท่าในแหลมมาลายูฝั่งตะวันออก เห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง" -วันที่ 15 มีนาคม 2445 เปลี่ยนแปลงชื่ออำเภอเบี้ยซัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น อำเภอปากพนัง -วันที่ 23 กรกฎาคม 2448 จัดตั้งศาลอำเภอปากพนัง (ศาลจังหวัดปากพนัง) ในท้องที่อำเภอปากพนัง แขวงเมืองนครศรีธรรมราช มีเขตตลอดท้องที่อำเภอปากพนัง และ อำเภอพังไกร (อำเภอหัวไทร) และให้มีอำนาจเทียบเท่าศาลหัวเมือง (ศาลจังหวัด) -วันที่ 16 กันยายน 2466 ยุบอำเภอหัวไทร ลงเป็น กิ่งอำเภอหัวไทร และกำหนดให้ขึ้นการปกครองกับอำเภอปากพนัง -วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2480 แยกพื้นที่ตำบลท้องลำเจียก ตำบลดอนตรอ ตำบลเชียรเขา ตำบลการะเกด ตำบลท่าขนาน ตำบลบ้านเนิน ตำบลเขาพระบาท ตำบลเสือหึง ตำบลบ้านกลาง และตำบลเชียรใหญ่ จากอำเภอปากพนัง ไปตั้งเป็น กิ่งอำเภอเชียรใหญ่[4] และกำหนดให้ขึ้นการปกครองกับอำเภอปากพนัง -วันที่ 14 มีนาคม 2480 จัดตั้งเทศบาลเมืองปากพนัง ในท้องที่บางส่วนของตำบลปากพนัง ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ตำบลบางพระ และตำบลหูล่อง -วันที่ 2 สิงหาคม 2480 ยกฐานะจากกิ่งอำเภอหัวไทร อำเภอปากพนัง เป็น อำเภอหัวไทร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหัวไทร ตำบลหน้าสตน ตำบลบางนบ ตำบลบ้านราม ตำบลบางพูด ตำบลท่าซอม ตำบลทรายขาว ตำบลเขาพังไกร และตำบลแหลม -วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2481 ตั้งตำบลไสหมากแยกออกจากตำบลบางตะพง และโอนพื้นที่ไปขึ้นกับกิ่งอำเภอเชียรใหญ่ กับตั้งตำบลชะเมาแยกออกจากตำบลดอนตรอ และโอนพื้นที่มาขึ้นกับอำเภอปากพนัง -วันที่ 10 มิถุนายน 2490 ตั้งตำบลบ้านใหม่แยกออกจากตำบลคลองกระบือ ตั้งตำบลเกาะทวดแยกออกจากตำบลชะเมา ตั้งตำบลท่าพญาแยกออกจากตำบลบ้านเพิง ตั้งตำบลบางตะพง แยกออกจากตำบลบางศาลา ตั้งตำบลปากพนังฝั่งตะวันออกและตำบลบางพระแยกออกจากตำบลบางฉนาก ตั้งตำบลปากพนังฝั่งตะวันตกแยกออกจากตำบลบางทวด ตั้งตำบลบ้านกลางแยกออกจากตำบลท่าขนาน และตำบลบ้านเนิน -วันที่ 21 ตุลาคม 2490 ยกฐานะกิ่งอำเภอเชียรใหญ่ อำเภอปากพนัง เป็น อำเภอเชียรใหญ่ -วันที่ 31 พฤษภาคม 2492 ตั้งตำบลแหลมตะลุมพุก แยกออกจากตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก -วันที่ 1 มีนาคม 2501 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขนาบนาก ในท้องที่ตำบลขนาบนาก -วันที่ 30 ธันวาคม 2536 เปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลเมืองปากพนัง เพื่อความเหมาะสมในการบริหารกิจการและการทะนุบำรุงท้องถิ่น -วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง ให้ศาลจังหวัดปากพนังมีเขตอำนาจตลอดท้องที่อำเภอปากพนัง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีการตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเขตการปกครองตลอดท้องที่ตำบลเชียรเขา ตำบลดอนตรอ ตำบลสวนหลวง ซึ่งเดิมอยู่ในเขตการปกครองท้องที่ของอำเภอเชียรใหญ่ และอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง และตำบลทางพูน ซึ่งเดิมอยู่ในเขตการปกครองท้องที่ของอำเภอร่อนพิบูลย์ และอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดทุ่งสง จึงสมควรเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง โดยให้ศาลจังหวัดปากพนังมีเขตอำนาจตลอดท้องที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติด้วย -วันที่ 24 กันยายน 2547 ยุบองค์การบริหารส่วนตำบลบางตะพง รวมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางศาลา -วันที่ 7 กันยายน 2555 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะทวด ขึ้นเป็น เทศบาลตำบลเกาะทวด -วันที่ 6 กันยายน 2556 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลชะเมา ขึ้นเป็น เทศบาลตำบลชะเมา -วันที่ 19 ธันวาคม 2556 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลบางพระ ขึ้นเป็น เทศบาลตำบลบางพระ ที่ตั้งและอาณาเขต อำเภอปากพนังตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เหตุการณ์สำคัญ (1).พายุโซนร้อนแฮเรียต เป็นพายุที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเมื่อเดือนตุลาคม ปีพ.ศ. 2505 พายุโซนร้อนแฮเรียตพัดขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ (2).พายุโซนร้อนปาบึก (พ.ศ. 2562) (T1901, 36W) – พายุลูกแรกของปี 2562 ที่พัดขึ้นฝั่งที่อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562 ส่งผลให้มีฝนตกหนัก ลมแรงและคลื่นสูงในพื้นที่ภาคใต้และบ้านเรือนของชาวบ้านได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก การแบ่งเขตการปกครอง การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอปากพนังแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 18 ตำบล 143 หมู่บ้าน ได้แก่ 1. ปากพนัง 2. คลองน้อย 3. ป่าระกำ 4. ชะเมา 5. คลองกระบือ 6. เกาะทวด 7. บ้านใหม่ 8. หูล่อง 9. แหลมตะลุมพุก 10. ปากพนังฝั่งตะวันตก 11. บางศาลา 12. บางพระ 13. บางตะพง 14. ปากพนังฝั่งตะวันออก 15. บ้านเพิง 16. ท่าพยา 17. ปากแพรก 18. ขนาบนาก การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอปากพนังประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17 แห่ง ได้แก่ เทศบาลเมืองปากพนัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากพนังทั้งตำบล รวมทั้งบางส่วนของตำบลหูล่อง ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ตำบลบางพระ และตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก เทศบาลตำบลเกาะทวด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเกาะทวดทั้งตำบล เทศบาลตำบลชะเมา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชะเมาทั้งตำบล เทศบาลตำบลบางพระ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพระ (นอกเขตเทศบาลเมืองปากพนัง) องค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองน้อยทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลป่าระกำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าระกำทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลคลองกระบือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองกระบือทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลหูล่อง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหูล่อง (นอกเขตเทศบาลเมืองปากพนัง) องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแหลมตะลุมพุกทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก (นอกเขตเทศบาลเมืองปากพนัง) องค์การบริหารส่วนตำบลบางศาลา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางศาลาและตำบลบางตะพงทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก (นอกเขตเทศบาลเมืองปากพนัง) องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านเพิงทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพญา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าพยาทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลปากแพรก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากแพรกทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลขนาบนาก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขนาบนากทั้งตำบล ที่มา นครศรีธรรมราช, จังหวัด. (2527). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: จังหวัดนครศรีธรรมราช. สืบค้น https://nakhonsistation.com/ประวัติอำเภอปากพนัง https://th.wikipedia.org https://www.tungsong.com/Nakorn/Old/Pakpanung.html