11 พฤศจิกายน, 2567

ผ้าพระบฏ

ผ้าพระบฏ
พระบฏ คือ ผืนผ้าที่มีรูปพระพุทธเจ้าเป็นต้นและแขวนไว้เพื่อบูชา คำว่า บฏ มาจากคำในภาษาบาลีว่า ปฏ (อ่านว่า ปะ-ตะ) แปลว่า ผ้าทอ หรือ ผืนผ้า ส่วนมากเป็นผ้าแถบยาว มีวาดภาพพระพุทธเจ้า นิยมแขวนไว้ในสถานที่จัดพิธีกรรมในพุทธศาสนา ใช้แทนที่พระพุทธรูป เพื่อเป็นที่เคารพบูชา ต้นกำเนิดของพระบฏยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ อาจมีที่มาจากตำนานพระพุทธฉาย กล่าวถึงพระเจ้าอชาตศัตรูทูลขอพระพุทธฉายจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงโปรดให้พระพุทธฉายประทับบนผืนผ้าผืนหนึ่ง ในประเทศอินเดีย มีการประดับอาคารศาสนสถานด้วยพระบฏซึ่งเป็นคตินิยมเนื่องในพุทธศาสนามหายานและได้ส่งอิทธิพลไปยังดินแดนต่าง ๆ ที่พุทธศาสนามหายานไปถึง เช่น จีน ญี่ปุ่นดังพบหลักฐานการเขียนภาพบนผืนผ้าและนำไปประดับตามศาสนสถานตั้งแต่ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง (ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12) ยังพบหลักฐานอ้างอิงถึงจิตรกรรมบนผืนผ้าปรากฏในพระสุตตันตปิฎกแปลจากภาษาบาลี ส่วนการทำผ้าพระบฏขนาดใหญ่มาก ๆ ในทิเบต เรียกกันว่า ผ้าทังกา ซึ่งเป็นพุทธศิลป์ชั้นสูงของพุทธศาสนิกชนสายวัชรยาน ชาวสยามนิยมทำพระบฏถวายเป็นพุทธบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ 106 หรือ จารึกวัดช้างล้อม ระบุปีพุทธศักราช 1927 กล่าวถึง นักบวชรูปหนึ่งชื่อว่า พนมไสดำ ได้สร้างพระบฏขนาดใหญ่สูงถึง 7 เมตร เพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่พระมหาธรรมราชา จารึกนี้ยังกล่าวถึงพระบฏจีน ที่มีขนาดเล็กกว่าและใช้ในการประดับตกแต่งภายในอาคาร พระบฏที่เก่าแก่ที่สุดที่พบ คือพระบฏที่พบได้จากกรุพระเจดีย์วัดดอกเงิน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่[2] ขนาดสูง 3.4 เมตร และกว้าง 1.8 เมตร เป็นฝีมือสกุลช่างล้านนา อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21
ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช มีตำนานเล่าว่า มีผู้พบผ้าแถบบาว วาดภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ได้ลอยมาทางทะเลและขึ้นฝังที่ชายหาดปากพนัง สมัยที่ยังมีอาณาจักรตามพรลิงก์ ชาวบ้านที่เก็บได้ถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า "ผ้าพระบฏ" ในสมัยรัตนโกสินทร์ วัตถุประสงค์การสร้างพระบฏมีความหลากหลาย เช่น เพื่อเป็นพุทธบูชา เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ และเพื่อเป็นอานิสงส์แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของพระบฏไปด้วย ทั้งในด้านเรื่องราว วัสดุ และขนาด จนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 เป็นต้นมา มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการำ คือ จากการเขียนภาพลงบนผืนผ้าทีละผืน มาเป็นการเขียนภาพเป็นแบบไว้ แล้วส่งไปถ่ายบล็อกมาพิมพ์ลงบนกระดาษ ทำให้ผลิตได้เร็วขึ้นและครั้งละมาก ๆ ประวัติ “ผ้าพระบฏ” นครศรีธรรมราช ผ้าพระบฏของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเอกลักษณ์เฉพาะคือเป็นผ้าพื้นสีขาว ผืนยาว เขียนภาพเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกันไปตามช่องภาพ ความยาวของผ้าอย่างน้อย 80 เมตร เนื่องจากความยาวรอบพระบรมธาตุเท่ากับ 80 เมตร เขียนภาพตามแนวนอน ผ้าพระบฏแต่ละผืนจึงมีภาพเขียนหลายภาพ เรื่องราวต่อเนื่องกันทั้งผืน เมื่อภาพเขียนเสร็จแล้วก็จะมีการสมโภชผ้าพระบฏ พิธีแห่ และนำขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์ พิธีสมโภชผ้าพระบฏ มักจะนำไปสมโภชที่อำเภอปากพนัง เพราะเป็นต้นกำเนิดตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และที่สนามหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ตามความเดิม “ครั้งนั้นชาวอริยพงษ์อยู่เมืองหงษาวดีกับคน 100 หนึ่ง พาพระบตไปถวายพระบาทในเมืองลังกา ต้องลมร้าย สำเภาแตกชัดขึ้นปากพนัง พระบตซัดขึ้นปากพนัง ชาวปากพนังพาขื้นมาถวาย สั่งให้เอาพระบตกางไว้ที่ท้องพระโรง ชาวอริยพงษ์ 10 คน ซัดขึ้นปากพูน เดินตามริมเลมาถึงปากน้ำพระญาน้อย ชาวปากน้ำพาตัวมาเฝ้า ชาวอริยพงษ์เห็นพระบตก็ร้องไห้ พระญาก็ถามชาวอริยพงษ์ก็เล่าความแต่ต้นแรกมานั้น และพระญาก็ให้แต่งสำเภาให้ไปเมืองหงษาวดีนิมนต์พระสงฆ์ ชาวอริยพงษ์ก็ลงสำเภาไปนิมนต์พระสงฆ์มา 2 พระองค์ องค์หนึ่งชื่อมหาปเรียนทศศรี องค์หนึ่งชื่อมหาเถรสัจจานุเทพ ฝ่ายนักเรียนทั้งสองพระองค์มาทำพระธาตุลงปูนเสร็จแล้วพระญาให้แต่งสำเภาไปนิมนต์พระสงฆ์เมืองลังกามาเสกพระมหาธาตุ” แปลความ “สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงปกครองนครศรีธรรมราช ชาวเมืองหงสาวดีพา “ผ้าพระบฏ” ไปถวายพระพุทธบาทที่ลังกา เกิดพายุพัดเรือล่มที่ปากพนัง คลื่นซัด “ผ้าพระบฏ” ขึ้นฝั่งที่ปากพนัง ชาวปากพนังนำ “ผ้าพระบฏ” มาถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาด เห็นภาพวาดพุทธประวัติจึงรับสั่งให้กาง “ผ้าพระบฏ” ไว้ที่ท้องพระโรงประกาศหาเจ้าของ คลื่นซัดชาวเมืองหงสา 10 คนไปขึ้นฝั่งที่ปากพูน ผู้รอดชีวิตเดินตามชายฝั่งมาถึงปากน้ำปากพญาชาวบ้านพาผู้รอดชีวิตทั้ง 10 คนมาเฝ้าพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ชาวเมืองหงสาผู้รอดชีวิตเห็น “ผ้าพระบฏ” ก็ร้องไห้ และทูลเล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้น” ซึ่งในช่วงนั้นพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่แล้วเสร็จและเตรียมการสมโภช ทรงเห็นว่าควรนำ “ผ้าพระบฏ” ไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ชาวหงสาเจ้าของ “ผ้าพระบฏ” ก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและมีสืบมา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน พิธีแห่ “ผ้าพระบฏ” ขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์จังหวัดนครศรีธรรมราชมีปีละสองครั้งคือ วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา ภาพและเรื่องราวของผ้าพระบฏ ในคติดั้งเดิม ผ้าพระบฏมีส่วนประกอบสำคัญคือพระพุทธเจ้ายืนยกพระหัตถ์ขวา ต่อมามีพระอัครสาวกประกอบซ้ายขวา ช่วงบนที่มุมซ้ายและขวามักมีฤๅษีหรือนักสิทธิ์ เหาะพนมมือถือดอกบัว ในระยะต่อมา แม้ว่าจะมีภาพเล่าเรื่องเข้ามาประกอบ แต่ส่วนสำคัญของภาพก็ยังคงเป็นภาพที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา ภาพและเรื่องราวที่เขียนในพระบฏ คือ ภาพพุทธประวัติ เริ่มตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ภาพพระพุทธเจ้ายืนยกพระหัตถ์ขวา หรือบางครั้งมีพระอัครสาวกยืนประนมมือขนาบข้างซ้าย - ขวา หมายถึง พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ส่วนใหญ่แล้วมักเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้ายืนภายในกรอบซุ้มประตู ภาพพระพุทธประวัติ นิยมเขียนในตอนมารผจญ ตอนเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัลป์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ และพระกัสสปะ พระสมณโคดม และพระศรีอาริยเมตไตรย พระมาลัย เป็นวรรณกรรมในพุทธศาสนาที่กล่าวถึง พระอรหันต์นามว่าพระมาลัย เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์สามารถเหาะลงไปโปรดสัตว์นรก และขึ้นไปนมัสการพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยภาพเขียนพระมาลัยจะเป็นพระสงฆ์ห่มจีวรสีแดง ถือตาลปัตร สะพายบาตร อยู่ในท่าเหาะ หรือไม่เช่นนั้นก็จะนั่งอยู่ต่อหน้าพระเจดีย์จุฬามณี พระเจดีย์จุฬามณี เป็นพระเจดีย์แก้วสีเขียวที่พระอินทร์ทรงสร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่ประดิษฐานพระเกศา (เส้นผม) พระเวฏฐนพัสตร์ (ผ้าโพกศีรษะ) พระทักษิณทันตทาฒธาตุ (เขี้ยวซี่บนซ้าย - ขวา) และพระรากขวัญเบื้องบน (กระดูกไหปลาร้าบน) ของพระพุทธเจ้า ทศชาติชาดก คือเรื่องราวของพระพุทธเจ้าครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบารมีอันเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ 10 พระชาติสุดท้าย ก่อนที่จะเสวยพระชาติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า เวสสันดรชาดก เป็นเรื่องที่นิยมเขียนกันมาก เพราะเป็นพระชาติที่บำเพ็ญบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะเสวยพระชาติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า จึงเรียกว่า มหาชาติ อสุภะ คือภาพพระสงฆ์พิจารณาซากศพที่อยู่ในสภาพต่างๆ กัน สำหรับเป็นมรณานุสติให้แก่พระภิกษุสงฆ์และบุคคลทั้งหลาย ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีพระบฏที่เขียนเป็นภาพพระพุทธบาทสี่รอย มีลายมงคล ๑๐๘ ประการ ภาพพระอดีตพุทธเจ้าประทับนั่งเรียงเป็นแถว หรือภาพเล่าเรื่องในวรรณกรรม เช่น พระสุธน - มโนห์รา เป็นต้น
ขั้นตอนการเขียน “ผ้าพระบฏ” ใช้ผ้าสีขาวใยสังเคราะห์ น้ำหนักเบา ความยาวของผ้าอย่างน้อย 80 เมตร ตามความยาวรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แบ่งกรอบภาพเป็นช่อง ตามแนวนอน ขนาดของช่องขึ้นอยู่กับความยาวผ้า และเว้นช่องว่างคั่นระหว่างกรอบภาพ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ กระดาษบรูฟ ดินสอ ยางลบ สี ข้อมูลพุทธประวัติ ร่างภาพต้นแบบขนาดตามกรอบที่กำหนดไว้ลงบนกระดาษ ลงสีรองพื้นบนผืนผ้าตามกรอบภาพ คัดลอกภาพต้นแบบลงบนผืนผ้า เขียนภาพพระบฏ ลงสีภาพ เก็บรายละเอียดภาพ ตัดเส้น ตกแต่งภาพ พระบฏ ผืนผ้าอันงดงาม พุทธบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ สะท้อนให้เห็นความมีชีวิตของพุทธศาสนาในนครศรีธรรมราชที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พระบฏใช้เวลาในการสร้างนานนับเดือน สร้างด้วยศรัทธา ด้วยจิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชน ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีการบูรณาการให้มีการเรียนการสอนหลักสูตร การสร้างพระบฏ ขึ้นในโรงเรียน สถานศึกษา เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาที่แฝง คติธรรม คำสอน ไว้บน “พระบฏ ภาพเขียนบนผืนผ้า”`
อ้างอิง พระบฏ / จารุณี อินเฉิดฉาย, ขวัญจิต เลิศศิริ, 2545 กรุงเทพฯ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 94 หน้า ผ้าพระบฏ ผ้าพระบฎเมืองนคร ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช https://library.wu.ac.th/NST_localinfo/phrabot/ ฐาปนีย์ เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่