01 ธันวาคม, 2568
ประวัติประเพณี แห่จาด
ประเพณีแห่จาดขึ้นถ้ำ(งานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ) ตามตำนามานานล่าว่า เมื่อสร้างพระพุทธไสยาสน์เสร็จแล้ว ในระยะแรก ๆ ทุกปีจะมีญาติของชีปริง ชีปราง และประชาชน ใกล้เคียงมาบูชาพระพุทธ ไสยาสน์ และประชาชนที่มี จิตศรัทธา ทั้งที่อยู่ใกล้ ไกล ทั่วสารทิศ มานมัสการพุทธไสยาสน์ และแก้บนต่าง ๆ ใน วันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ผู้ที่ร่วมคณะมา ด้วยจะใช้เวลาว่างสำรวจตามถ้ำต่างๆจนกลายเป็นประเพณีขึ้นถ้ำมาจนทุกวันนี้
จุดมุ่งหมายหลักของประเพณีแห่จาดขึ้นถ้ำ
๑.) เพื่อแก้บนให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ปลอดภัย จาก โรคภัยใช้เจ็บ
๒.) ในสมัยก่อนเมื่อเกิดโรคระบาด ชาวบ้านจะพากันมาอยู่ในบริเวณถ้ำทองพรรณร
จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บหรือโรคระบาด
๓. ตามถ้ำต่าง ๆ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิต อยู่ เช่น ถ้ำฤษี ฤษี ถ้ำชี เมื่อขึ้นไปแล้วก็จะได้
สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหล่านั้น
๔.) วันขึ้นถ้ำเล่ากันว่า เป็นวันแห่งการให้อภัย ซึ่งทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ความ
สนิทสนม สามัคคี การเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
๕:) เป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากในวันขึ้นถ้ำจะมีบรรดาศิลปินต่างๆ เช่น
หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ทั่วสารทิศ มาแสดงเพื่อเป็นการสักการะ และแก้บนต่าง ๆ ที่ได้บ
บานศาลกล่าวไว้
๑. มีการทำบุญ แห่ฉาด ฉลองจาด อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
๒. การแสดงของศิลปินพื้นบ้านต่าง ๆ เช่นกลองยาว หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก
มาแสดงก่อนวันขึ้นถ้ำ ๑ วัน และในวันขึ้นถ้ำ
๓. การขึ้นถ้ำ ผู้มาร่วมประเพณีจะพากันขึ้นไปเที่ยวชมถ้ำต่ง ๆ บนภูเขา อันเป็นการ
ชื่นไปเพื่อสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แก้บน สะเดาะเคราะห์ ตามความเชื่อถือ ที่ปฏิบัติ
สืบต่อกันมา ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้คนจากหลายท้องที่มาบำเพ็ญกุศลร่วมกันนับหมื่นคน
จาดของชาวนอกเขา
ถ้าพูดเรื่อง "แห่จาด" ต้องยกให้ชาวบอกเขา คำว่า "นอกเขา"เป็นชื่อที่มีมา แต่โบราม
สำหรับเรียกผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางหิศละวันตกทองเทือกเขาหลวง ใต้แก่ อ้าเภลางกลางกลาง เาาง
ทุ่งสง ทุ่งใหญ่ บางขัน นาบอน พิปุ่น และถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช
การแห่จาดเป็นวัฒนธรรมร่วมอย่างหนึ่งของชาวนอกเขาที่น่าสนใจโดย เฉพาะ อย่างยิ่ง
"ประเพณีแห่จาดขึ้นถ้ำ" ของชาวนอกเขา ที่วัดถ้ำทองพรรณรา ในวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐
บรรยากาศส่งท้ายของบุญเดือนสิบที่หลากหลายท้องที่คง อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เปรตชนผู้ล่วงลับ
กันไปเสร็จสิ้นแล้วนั้นในฟากฝั่งพื้นที่ อำเภอถ้ำพรรณรา และละแวกใกล้เคียงคงตื่นเต้นและตั้งตารอกับ
ประเพมื แห่จาห ขึ้นถ้ำ ที่ใกล้เข้ามา ตามที่ลูกหลานชางให้สัญญากัญญาก็เสียสักที่สิพธิ์ รักปักอีกรักษาาา
พระบรรทม พระพุทธรูปปางโสยาสนในถ้ำพรรณรา ว่าทุกทุกทุกวัน ๑ ค่ำเดือน ๕..
(ถัดจากวันส่งตายายในเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ ๑ วัน) จะมารวมตัวกันทำบุญ อุทิศ ส่วนบุญส่วน
กุศลให้ ที่วัดถ้ำทองพรรณรา ด้วยการ "แห่จาด"
"จาด" คือภาชนะสำหรับใส่ข้าวของเครื่องใช้ในการทำบุญ มีลักษณะเป็นทรงมณฑป บ้าง บ้างเป็น
ทรงปราสาทจตุรมุข ขึ้นโครงจากไม้ระกำหรือไม้เนื้ออ่อนอื่นๆที่นำหนักเบา ประดับประดาด้วยกระดาษสี
หรือกระดาษทองเกรียบฉลุลายไทยต่าง ๆ ที่เล่นสีสันดันลาย กันอย่างสวยสดงดงาม บ้างมีการผสมสาน
ความคิดสร้างสรรค์ยุคสมัยใหม่ ด้วยลวดลาย ทันสมัยต่าง ๆ หรือวัสดุที่ใช้ เช่น ติดกระจก ก็เพิ่มคว
บแววววาวไม่น้อยใช้ก้านไม้ขีด ไฟเรียงเป็นหลังคาจตุรมุข สะท้อนความเพียรพยายามของผู้ทํ
ยาดมที่หมดแล้ว มาทำเป็นชั้นฐาน
"แห่จาด" เป็นส่วนหนึ่งในประเพณีสารทเดือนสิบของอำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นงานบุญใหญ่ประจำปีที่มีมาตั้งแต่อดีตและยังคงวิถีปฏิบัติตามขนบเดิม มีการจัดเตรียม "จาด" เพื่อให้ทันก่อนแรม 1 คำ เดือน 10 โดย "จาด" ทำด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้ระกำ ดั่งที่ เล็ก สุขจิตร (เล็ก สุขจิตร, 2561) ให้สัมภาษณ์ว่า "ก่อนวันแรมค่ำ คนในหมู่บ้านจะมาช่วยกันทำจาดที่ศาลาหมู่บ้าน ใครมีผลไม้ ขนม ก็เอามาร่วมบุญใส่จาดเดียวกันเพื่อรอแห่ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 คือวันส่งตายาย" การจัดจาดจึงเป็นขั้นตอนของการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในช่วงบุญใหญ่ 15 วัน 15 คืน
นอกจากชาวอำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราชจะมีการเตรียม "จาด" แล้วยังยังมีการเตรียมวัสดุเฉกเช่นเดียวกันกับอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ดั่งคำที่ เรณู บุญชารณู บุญขำ, 2561) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "ก่อนเริ่มบุญใหญ่ คนในหมู่บ้านเตรียมของทุก
ใช้ในงานเดือนสิบไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อให้บรรพบุรุษของเราที่ล่วงลับไป ก่อนวันรันรับตายายยมอุปกรณ์ต่าง ๆ มาทำขนมเดือนสิบ คือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีขนมกง หรือขนมไข่ปลา และที่ขาดไม่ได้คือ ลาลอยมัน เพื่อเอาไปให้กับคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ และเอาไปติดจาดของหมู่บ้านเพื่อแห่ไปวัดในวันส่งตายายที่ล่วงลับไปแล้ว" และ มนตรีปานเนียม (มนตรี ปานเนียม, 2561) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "หลังจากเสร็จจากการทำงานของแต่ละบ้านในแต่ละวันแล้ว ชาวบ้านก็จะมาช่วยกันทำจาดเพื่อประกวดกันในชุมชน บางคนก็จัดทำจาด บางคนก็จัดทำอาหาร บางคนก็ร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน" ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้แสดงออกให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชนที่ร่วมด้วยช่วยกันและสืบสาน
ประเพณีอันดีงามไว้อย่างต่อเนื่องเมื่อถึงวันรับตายาย (แรม 1 ค่ำ เดือน 10 ) ซึ่งเป็นวันที่ลูกหลานไปวัดเพื่อรับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อที่ว่าประตูนรกจะเปิดเพื่อปล่อยวิญญาณบรรพชนมายังโลกมนุษย์ เป็นเวลา 15 วัน ถือเป็นวันบุญแรกของการทำบุญสารทของคนใต้ แต่ความพิเศษของชาวอำเภอทุ่งใหญ่ คือ เมื่อรับตายายมาแล้วจะเกิดกรรมที่แรกว่า "ดักจาด" คือการนำจาดที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามแล้วมาวาง
บริเวณข้างถนนสัญจรเพื่อดักคนใช้เส้นทางสัญจรไปมาให้ร่วมบุญกับจาดของแต่ละหมู่บ้าน
"กิจกรรมดักจาดจัดขึ้นหลังจากที่เราไปรับตายายแล้ว โดยคนในหมู่บ้านเมื่อเสร็จงานมาร่วมกัน ดักจาด ร่วมกันร้องรำทำเพลง ตั้งแต่วันแรมค่ำ เดือน 10 ไปจนถึง 14 ค่ำ เดือน 10" (อภิสรา ดาวกระจาย, 2561) การดักจาดจึงเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนโดยนำข้าวของ เครื่องใช้ ที่ได้รับจากการดักจาด มาใส่ในจาด และนำเงินมาติดจาดเพื่อความสวยงามก่อนนำไปถวายวัด เมื่อถึงวัน 15 ค่ำ เดือน 10 จาดที่สมบูรณ์พร้อมด้วยความห่วงใยจากลูกหลาน ถึงวาระที่ต้องนำไปวัดเพื่อเห่ร้องในวันส่งตายายเรียกการกระทำนี้ว่า "แห่จาด"
"กระบวนแห่จาดจะเคลื่อนออกจากหมู่บ้านตั้งแต่หัวรุ่งเพื่อไปให้ทันช่วงทำบุญเช้า เมื่อก่อนต้องเคลื่อนขบวนก่อนเป็นวัน ๆเพราะต้องเดินด้วยเท้าออกจากหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันมีการแห่ขาดโดยใช้รถเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคนที่เดินแห่จาดอยู่" ในอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการเดินแห่จาดอยู่ในปัจจุบันเพราะเชื่อว่า การเดินไปทีละก้าวจะเป็นการเดินไปพร้อมกับบรรพบุรุษ และการเดินรอบโบสถ์ครบ 3 รอบ จะทำให้บรรพบุรุษที่กระทำมิชอบตระหนักเห็นถึงคุณค่าของพุทธศาสนาและพึงกระทำความดีด้วยศรัทธา ทั้งนี้ก็เพื่อฝึกความอดทนและแสดงความรักต่อบรรพชนด้วยความหนักแน่นและมั่นคงแก่ลูกหลานทุกคนเช่นกัน
อย่างไรก็ดีประเพณี "แห่จาด" บุญเดือนสิบของชาวอำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดรรมราช มีลักษณะของประเพณีร่วมรากเดียวกันกับประเพณี "แห่หมรับนครรีธรรมราช ในอำเภออื่น ๆ คือ เพื่อบูชาและส่งต่อความรักความห่วงใยผ่านทิศส่วนกุศลแด่บรรพชน หากแต่มีการให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลาของการรับตายายมโลกมนุษย์ทั้ง 15 วัน ผ่านกิจกรรมการ "ดักจาด"
ถ้าพูดเรื่อง “แห่จาด” ต้องยกให้ชาวนอกเขา คำว่า “นอกเขา” เป็นชื่อที่มีมาแต่โบราณสำหรับเรียกผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาหลวง ได้แก่ อำเภอช้างกลาง ฉวาง ทุ่งสง ทุ่งใหญ่ บางขัน นาบอน พิปูน และถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช การแห่จาดเป็นวัฒนธรรมร่วมอย่างหนึ่งของชาวนอกเขาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประเพณีแห่จาดขึ้นถ้ำ” ของชาวนอกเขาที่วัดถ้ำทองพรรณรา อำเภอถ้ำพรรณราในวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบ บรรยากาศส่งท้ายของบุญเดือนสิบที่หลากหลายท้องที่คงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เปตชนผู้ล่วงลับกันไปเสร็จสิ้นแล้วนั้น ในฟากฝั่งพื้นที่ อำเภอถ้ำพรรณรา และละแวกใกล้เคียงคงตื่นเต้นและตั้งตารอกับประเพณีแห่จาดขึ้นถ้ำที่ใกล้เข้ามา ตามที่ลูกหลานชาวถ้ำได้ให้สัญญากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษา พระบรรทม พระพุทธรูปปางไสยาสน์ในถ้ำพรรณรา ว่า ทุกปีใน
วันขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ด (ถัดจากวันส่งตายายในเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ 1 วัน) จะมารวมตัวกันทำบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ที่วัดถ้ำทองพรรณรา ด้วยการ “แห่จาด”
“จาด” คือภาชนะสำหรับใส่ข้าวของเครื่องใช้ในการทำบุญ มีลักษณะเป็นทรงมณฑปบ้าง บ้างเป็นทรงปราสาทจตุรมุข ขึ้นโครงจากไม้ระกำหรือไม้อื่น ๆ ที่น้ำหนักเบา ประดับประดาด้วยกระดาษสี หรือกระดาษทองเกรียบฉลุลายไทยต่าง ๆ ที่เล่นสีสันดันลายกันอย่างสวยสดงดงาม บ้างมีการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ยุคสมัยใหม่ ด้วยลวดลายทันสมัยต่าง ๆ หรือวัสดุที่ใช้ เช่น ติดกระจก ก็เพิ่มความวิบวับแวววาวไม่น้อย ใช้ก้านไม้ขีดไฟเรียงเป็นหลังคาจตุรมุข สะท้อนความเพียรพยายามของผู้ทำ ใช้หลอดยาดมที่หมดแล้ว มาทำเป็นชั้นฐาน หรือการสานกระดาษสีด้วยลวดลายเหมือนกับสานเสื่อกระจูด ลายขัด ลายสอง ลายสาม
“จาด” แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ชั้นฐาน ชั้นเรือนธาตุ ชั้นเรือนยอด สามารถถอดประกอบได้ด้วยเดือยไม้ เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ในแต่ละชั้นก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป
ในชั้นแรก “ชั้นฐาน” จะอยู่ล่างสุด ขึ้นโครงขึ้นด้วยไม้ ประกบด้วยคานหาม 2 ลำคาน มัดด้วยผ้าขาวม้าเพื่อง่ายต่อการคล้องคอขณะแห่ ประกอบขึ้นเป็นลักษณะคล้ายพาน คอดเอว 4 มุม ประดับด้วยกระดาษสีฉลุลายไทย ติดป้ายชื่อองค์กร หมู่บ้าน ชื่อเจ้าของจาด
ชั้นถัดมาคือ “ชั้นเรือนธาตุ” ต่างใส่ขนมเดือนสิบ เป็นถุงย่อย ๆ จากการร่วมบุญของชาวบ้าน แต่พิเศษด้วยการมัดแต่ละถุงเข้าด้วยกันด้วย ด้วยเทปใส ซึ่งคงจะเป็นการตระเตรียมสำหรับการแห่ที่สนุกสนานเพื่อมิให้ขนมหล่นลงมา ปิดด้วยริ้วกระดาษสี 3 สี เพื่อปกคลุมสิ่งของด้านใน มีจาดหนึ่งทำชั้นเรือนธาตุนี้เป็นซุ้มประตูจตุรมุขเป็นลายเทริดโนรา สวยงามไปอีกแบบ
ส่วนสุดท้ายคือ “ชั้นเรือนยอด” ลดหลั่นกัน 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง ประดับด้วยดอกไม้ไหว ปลายยอดเป็นดอกไม้ ร้อยลูกปัดระย้าลงมา แกว่งไกวสวยงามเมื่อเคลื่อนไหวในขบวนแห่ หากเป็นยอดจตุรมุข ก็มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ครบครัน ในส่วนช่อฟ้า บ้างเป็นรูปหงส์ บ้างเป็นรูปมังกร บ้างเป็นพญานาค และปลายสุดเป็นยอดแหลมทรงดอกบัว
นอกจากจะมีจาดแล้ว ในเรื่องของขบวนแห่ ทั้งขบวนหุ่นเปรตนับสิบที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็ก ๆ วัยรุ่นทำและแห่กันมา โครงไม้ไผ่และสแลนสีดำเป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ทำ ทั้งนางรำ มาด้วยเสื้อสีขาวสวมผ้าถุงสีสด 3 ทีม สังเกตได้จากสีผ้าถุง มีทั้งทีมสีฟ้า ทีมสีขมพูและทีมสีม่วง แต่ทีมสีฟ้านำโดยท่านนายอำเภอถ้ำพรรณรา สังเกตได้เพราะมีป้ายประจำอำเภอนำขบวน พร้อมด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ ทุกทีมนางรำซึ่งต่างซักซ้อมท่ารำกันมาเป็นอย่างดี รวมถึงมีเพลงสำหรับรำร่วมกันอีก 1 เพลง ที่จะมาแสดงให้ผู้ร่วมงานได้รับชมในพิธีเปิด
ในด้านเครื่องดนตรีเครื่องเสียง มีทั้งทับยาวหลากหลายทีม และมีทั้งรถเครื่องเสียง รถแห่ ที่ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างดี นับ ๆ คร่าว ๆ ไม่ต่ำกว่า 10 คัน ทั้งหมดทั้งมวลต่างตระเตรียมไว้เพื่อประกอบในการแห่จาดในวันนี้
เบื้องหน้าพระบรรทมวันนี้แตกต่างไปจากวันอื่น ๆ ทั่วบริเวณต่างประดับประดาอย่างสวยงาม ธงริ้วธรรมจักรผูกโยงจากต้นไม้หลาย ๆ ต้น รวบเข้าหาปากถ้ำ เสมือนกำลังสื่อสารว่าบุญกุศลที่ได้กระทำกันในวันนี้จากหลากหลายกิจกรรมได้รวมกันเป็นหนึ่งเพื่ออุทิศให้บรรพชนผู้ล่วงลับ ฟากหนึ่งได้จัดโต๊ะขนาดใหญ่รองรับขนมเดือนสิบที่มาร่วมทำบุญ แต่ละถุงจัดไว้เป็นชุด ๆ ครบครันทั้ง พอง ลา บ้า ดีซำ ไข่ปลา แถมด้วย ฉาวหาย กรุบ ก็มีให้เห็น แต่ถึงแม้โต๊ะที่วางจะจัดเตรียมไว้ให้ใหญ่ขนาดไหนก็ไม่เพียงพอกับแรงศรัทธาของชาวถ้ำพรรณรา บางส่วนยังตั้งเลยออกไปตามขอบปากถ้ำ ขอบแนวทางเดินพร้อมร่องรอยของการบูชา กลิ่นธูปและแสงสว่างจากเทียนระคนกัน หวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้นั้นมารับของเซ่นสรวงบูชานี้ไป
อีกฟากหนึ่ง เป็นบริเวณขนาดใหญ่ ตั้งรั้วราชวัตร ฉัตร ธง ล้อมด้ายสายมงคล 3 ชั้น ตามแนวรั้ว วางต้นอ้อย หน่อกล้วย ผลกล้วยทั้งเครือ ขนุน หน่อมะพร้าว มะพร้าวอ่อนและมะพร้าวสีทองทั้งทะลาย เป็นอาณาเขตปะรำพิธี บริเวณกึ่งกลาง ตั้งโต๊ะลดหลั่นกัน 3 ชั้น สูงสุดเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ เสมือนตัวแทนพระบรรทม พร้อมบายศรีธรรมจักร และพระพุทธรูปขนาบซ้ายขวา ชั้นถัดลงมาเป็นชั้นเทพทางพราหมณ์ ทั้ง พระพิฆเนศ พระศิวะ พร้อมของบูชา ทั้งบายศรีเทพ กล้วย อ้อย ขนมนมเนย และชั้นล่างสุดเป็นพญานาค ขันน้ำมนต์ ของเซ่นไหว้ ขนม ผลไม้ พืชผัก ตั้งเทียนชัย และเทียนคู่ขนาบ พร้อมบายศรีต้น 3 ต้น พร้อมเครื่องบัตรพลี และข้างโต๊ะฝั่งขวา ยังมีจาด 1 ใบ และหมรับทรงยอดพระธาตุนครอีก 1 หมรับอีกด้วย
ขบวนรถที่มุ่งตรงไปยังวัดถ้ำทองพรรณรา ก็เริ่มหนาแน่น รถที่ขนจาดบางคันก็เพิ่งไปถึง มี อปพร. คอยดูแลการจราจร ให้รถที่นำจาดมาได้เข้าไปยังบริเวณงานก่อน ภายในงานบางส่วนเริ่มตั้งขบวน เมื่อได้ที่จอดรถดีแล้ว ก็รีบวิ่งไปดู ขบวนแห่ที่กำลังเข้ามายังวัด สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศสนุกครื้นเครง ต้อนรับแขกผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านต่างเต้นรำไปกับจังหวะทับยาว จังหวะดนตรีรถแห่ สนุกสนาน เวียนรอบอุโบสถ แต่เวียนได้เพียง 1 รอบ ก็ต้องเคลื่อนย้ายไปยังจุดวางจาดหน้าพระบรรทม เพราะขบวนมากมายเหลือเกิน หากจะเวียนกัน 3 รอบคงใช้เวลานาน ยิ่งขบวนของนายอำเภอ หัวขบวนเวียนได้รอบหนึ่งแล้ว แต่หางขบวนยังไม่ถึงอุโบสถ เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ จนต้องแบ่งกันทำประทักษิณเป็นรอบ ๆ รอบละเพียง 1 รอบ
ขณะแห่วัยรุ่นบางจาดเขย่าจาดให้ดอกไม้ไหว ริ้วกระดาษ แกว่งไปมาระยิบระยับ แต่บางทีมเขย่ารุนแรงจนยอดหักโค่นก็มี “ปีนี้ทำมาได้ ปีหน้าค่อยทำใหม่เอาหลาว” เสียงสะท้อนจากเด็ก ๆ สวนขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนที่เป็นห่วงว่าจาดจะเสียหาย ก็ดูน่ารักดี ว่าเด็กกลุ่มนี้ก็จะสืบสานประเพณีและถือโอกาสนี้รังสรรค์แสดงฝีมือในจาดใบใหม่กันต่อไป
เมื่อแห่มาจาดมารวมกันเสร็จ เจ้าของจาดก็ต่างไปลงทะเบียนพร้อมแจ้งและรวบรวมเงินทำบุญ แล้วรับกระดาษใบสีเขียวมา มีหมายเลขลำดับการลงทะเบียน ผมเดินไปเดินมาด้วยความอยากรู้ว่าจะมีจาดทั้งหมดกี่ใบ เท่าที่ตาเห็น หมายเลขสูงสุดบนกระดาษสีเขียวนั้นคือ 48 ทั้งหมดวางเรียงกันเป็นแถว ซ้อนกัน 4 แถว ละลานตา เรียกให้ช่างภาพ กล้องโทรศัพท์ มาเก็บภาพได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ภาคบันเทิงกำลังเปิดงานด้วยการรำประกอบเพลง ฟากฝั่งพิธีกรรม โนราว่าบทครูสอน เชื้อครูหมอประทับทรง ร่างทรงนับสิบ ลุกขึ้นมาด้วยอาการท่าทางที่แตกต่างกัน บ้างชูมือชูไม้เป็นท่างู บ้างเป็นคนแก่ที่ต้องมีคนคอยประคอง บ้างคลานออกมาจนเสื้อผ้าชุดขาวกลายเป็นคราบดินคราบตะใคร่น้ำตามพื้น พร้อมด้วยโนรา ร่วมกันประกอบพิธีตัดเหมรย เมื่อร่างทรงต่าง ๆ อันเป็นตัวแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาพระบรรทมและถ้ำพรรณราแห่งนี้ได้มารับเอาเครื่องเซ่นสังเวยแล้ว โนราคว้าเอาหมากพลูเทียนแล้วใช้พระขรรค์ตัดเอาให้ขาดออกจากกัน แล้วโยนไปด้านหลัง อันเป็นสัญญาณบอกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ได้มารับเอาส่วนบุญที่ลูกหลานได้กระทำในวันนี้ตามคำมั่นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ให้สินบนนี้ขาดกันในวันนี้ แล้วว่าบทส่งครู ให้ออกจากร่างทรงกลับภพภูมิสถาน เป็นอันจบพิธี
ที่มา
ธนิสรณ์ พุทธกาล นักเขียน
วันพระ สืบสกุลจินดา บรรณาธิการ
https://www.facebook.com/thampannarafanpage/posts






