08 ธันวาคม, 2568
คชนคร : ดินแดนแห่งช้างในพิธีกรรมและพงศาวดารนครศรีธรรมราช
#คชนคร: #ดินแดนแห่งช้างในพิธีกรรมและพงศาวดารนครศรีธรรมราช โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์
นครศรีธรรมราช...เมืองที่มิได้เป็นเพียงแค่ศูนย์รวมแห่งประวัติศาสตร์อัน เก่าแก่ และวัดวาอารามที่ งดงาม เท่านั้น ทว่ายังเป็น "คชนคร" คือดินแดนที่ความสัมพันธ์ระหว่าง เมือง กับ ช้าง ได้หยั่งรากลึกอย่างแนบแน่นมายาวนานนับศตวรรษ ทั้งในมิติทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และตำนานพื้นบ้าน ดังคำกล่าวที่ว่า: "ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร มักถูกจารึกไว้ด้วยอำนาจแห่งไอยรา"
#ช้างป่า: สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และอำนาจ
ในอดีต ผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของ เขาหลวง ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่ อุดมสมบูรณ์ ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของ ช้างป่า ช้างเหล่านี้มิใช่แค่สัตว์ แต่เป็น ทรัพยากรมีค่า ที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพของอาณาจักรโบราณในคาบสมุทรใต้ ความผูกพันอันลึกซึ้งนี้ถูก จารึก ไว้ในชื่อสถานที่ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึง บทบาทสำคัญ ของช้างในฐานะสัตว์คู่บารมีและเครื่องมือทางเศรษฐกิจการเมืองในอดีต
จุดเกี่ยวพันอันน่าทึ่งระหว่าง เมืองนครศรีธรรมราช กับ ช้าง นั้น ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนและสามารถนำเสนอได้เป็น ๔ มิติ ดังต่อไปนี้:
๑. #พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช: การอพยพและการคล้องช้างหลวง
หลักฐานสำคัญจาก พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช เลขที่ ๔ (เดิม เลขที่ ๓๖ ฆ) ได้กล่าวถึงเรื่องราวการสร้าง วัดท่าช้าง ซึ่งเชื่อมโยงกับการอพยพเข้ามาของ ท้าวโคทคีรีเศรษฐีชาวมอญ พร้อมผู้คนจำนวนมาก ชุมชนมอญส่วนหนึ่งมีความ เชี่ยวชาญด้านการจับช้าง เป็นพิเศษ โดยมีบุคคลสำคัญ เช่น #ตาหมอเฒ่าไชย, #ตาหมอเฒ่าศรี, #ตาหมอเฒ่าจันทร์ และ #ตาหมอเฒ่าแก้ว (ในส่วนครูหมอช้างทั้ง ๔ นี้ ผู้เขียนจะนำเสนออีกครั้งในในส่วนของพิธีกรรมการไหว้ครูหมอช้างที่ถูกต้องในภาคใต้) ที่ออกแยกย้ายไปตั้ง กองจับช้าง ภายในอาณาเขตที่เมืองนครศรีธรรมราชปกครองไปถึง ยิ่งไปกว่านั้น นายทองอ้าย หลานของท้าวโคทคีรี ยังสามารถคล้องได้ช้างที่มีลักษณะ ต้องตามคชลักษณ์ ไปถวายแด่ พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยความดีความชอบนี้เอง เขาจึงได้รับสิทธิ์ให้ครอบครองท้องที่ ไทยบุรี (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช) แสดงให้เห็นว่ากิจการช้างมีความสำคัญถึงขั้นสามารถแลกเปลี่ยนด้วยอำนาจและพื้นที่การปกครองเลยทีเดียว
๒. #ตำนานพราหมณ์: #มนตราแห่งคชศาสตร์ในรัฐพิธี ตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช ได้เปิดเผยบทบาทอันศักดิ์สิทธิ์ของ พราหมณ์หลวง สำหรับรัฐพิธีของบ้านเมือง โดยมีตราพระมหาราชครูและตราเจ้าพระยาโกษาธิบดี โปรดเกล้าฯ ให้มีการประกอบพิธีมงคลและพิธีกรรมปโรหิตมากมาย ดังความที่ปรากฏว่า:“อนึ่งมีตราพระมหาราชครู...โปรดออกมาลุแก่เจ้าเมืองผู้รั้ง กรมการผู้ได้เป็นพนักงานสำหรับแผ่นดินเมืองนคร (ศรีธรรมราช) ให้ทำพิธีมงคล โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้สำหรับพิธีกรรมปโรหิตในนี้ พิธีจองเปรียงตั้งสาดโคม ตรียำพวาย ติริยปาวาย พิธียกประตูเมืองทั้งเก้า แลทำภลมินลงบ่าค่ายปากน้ำ ตั้งพระหลักเมือง พิธีแทรกทำอุบาทว์เมือง พิธีสระสนาน ฝักหลักช้างโรง โขลนทวารเบิกไพร ทอดเชือก - ดามเชือก สระหัวช้าง พิธีสูดเมฆให้ฝนตก สุรินอุปราคา สนานลาไพร ทำหมอควาญ กงคราวยะ มงคลพิธี ๒๐ ประการ ทรงพระกรุณาโปรดให้ไว้เป็นพิธีพราหมณ์”
จากรายชื่อพิธีเหล่านี้ จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พิธีที่เกี่ยวข้องกับ "ช้าง" นั้นมีความโดดเด่นและสำคัญยิ่ง อาทิ พิธีสระสนาน, พิธีฝักหลักช้างโรง, พิธีโขลนทวารเบิกไพร, พิธีทอดเชือก - ดามเชือก, พิธีสระหัวช้าง, พิธีสนานลาไพร และ พิธีทำหมอควาญ ล้วนเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการ จับช้าง ฝึกช้าง และ คชศาสตร์ โดยตรง! สิ่งนี้เป็นเครื่องตอกย้ำว่า นครศรีธรรมราชต้องมีการ คล้องช้าง จับช้าง อย่างยาวนาน
๓. #ทำเนียบข้าราชการ: #ระบบราชการที่จัดตั้งเพื่อกิจการช้าง
ทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๓ ได้บันทึกการมีอยู่ของ กรมช้าง อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างที่สำคัญยิ่ง โดยมีรายชื่อข้าราชการใน กรมช้างกลาง ฝ่ายขวา พร้อมตำแหน่งและศักดินาที่บ่งบอกถึงความสำคัญในระบบราชการ ดังนี้:
• หลวงพิไชยนาเคนทร์ กรมช้างกลาง ฝ่ายขวา ถือศักดินา ๑,๒๐๐ ถือตรารูปคนขี่ช้าง
• ขุนภักดีกุญชร ศักดินา ๖๐๐ ปลัดกรม
• ขุนไชยกุญชร ศักดินา ๓๐๐
• ขุนธรนาเคนทร์ ศักดินา ๓๐๐
• ขุนอินทคชลักษณ์ ศักดินา ๓๐๐
• ขุนศักดิ์คชบาล ศักดินา ๓๐๐
• ขุนทิพย์คชฤทธิ์ ศักดินา ๓๐๐
• ขุนเทพคชฤทธิ์ ศักดินา ๓๐๐
• ขุนอินทคชกรรม ศักดินา ๒๐๐ หมอช้าง
• ขุนพรหมคชกรรม ศักดินา ๒๐๐
• ขุนศักดิ์คชพล ศักดินา ๒๐๐
• ขุนศรีคชพล ศักดินา ๒๐๐
• ขุนเทพคชพล ศักดินา ๒๐๐
• หมื่นทิพย์คชพล ศักดินา ๒๐๐
• หมื่นราชคชพล ศักดินา ๒๐๐
• หมื่นจบอารัญ ศักดินา ๒๐๐
• หมื่นจ่าภักดี สมุห์บัญชี ศักดินา ๒๐๐
• หมื่นจงภักดี ศักดินา ๒๐๐
สิริกรมช้างกลาง ฝ่ายขวา มีหลวง ๑ ขุน ๑๒ หมื่น ๕ รวม ๑๘ คน นอกจากนี้ยังมีพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีพฤฒิบาศ หรือ พิธีมงคลเกี่ยวกับช้าง ประกอบด้วย:
• ขุนญาณสยมภูว์ ถือศักดินา ๒๐๐ พนักงานถวายน้ำสังข์ทำ โขลนทวาร
• ขุนไชยบารมี ถือศักดินา ๒๐๐ พนักงานตั้งโขลนทวาร และตั้งคอกช้าง ทอดเชือกช้าง ฝักหลักช้าง ตั้งค่าย
โครงสร้างการปกครองที่ ละเอียดและซับซ้อน เช่นนี้ ชี้ชัดว่ากิจการช้างมิได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์สำคัญ ของเมืองนครศรีธรรมราช
๔. #เรื่องสมณทูตสยามไปศรีลังกา: การค้าช้างระหว่างประเทศ
บันทึกใน พระราชพงศาวดารสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้กล่าวถึงหลักฐานการค้าช้างอันน่าสนใจ โดยสรุปความว่า ในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ คณะ สมณทูต ที่เดินทางไปยัง ศรีลังกา เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีทางพระศาสนา ได้เดินทางออกจากตรังด้วย "เรือขายช้าง" ของ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งเป็น เรือสำเภาค้าช้าง ไปยังเมืองบำบุดบำดัด เจ้าพระยานครฯ ได้ฝากคณะทูตกับ เศรษฐีพราหมณ์ที่ค้าช้าง ในเมืองนามว่า "สังฆนายเกน" ซึ่งการที่คณะทูตสำคัญใช้ เส้นทางการค้าช้าง และได้รับการฝากฝังกับ พ่อค้าช้าง ระดับเศรษฐีในต่างแดนเช่นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นครศรีธรรมราช มีเครือข่ายการ ค้าช้างกับอินเดีย และประเทศอื่น ๆ มาอย่าง ยาวนานและเข้มแข็ง ช้างจึงเป็น สินค้าส่งออก ที่สำคัญยิ่งของดินแดนแห่งนี้ในอดีต
สถานที่ใน "คชนคร": #ร่องรอยที่ยังคงอยู่
เมื่อกล่าวถึงบันทึกเกี่ยวกับช้างแล้ว ย่อมต้องกล่าวถึง "สถานที่" อันเกี่ยวเนื่องกับช้างที่ยังคงปรากฏเป็นชื่อเรียกในนครศรีธรรมราชตราบจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นร่องรอยทางภูมิศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้:
• #บ้านท่าช้าง (ตำบลคลัง): ชื่อนี้มีที่มาจาก วัดท่าช้างเดิม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศาลหลักเมือง โดยเชื่อกันว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ ชุมนุมของโขลงช้าง จนมีการนำมาตั้งเป็นชื่อวัดและกลายเป็นชื่อสถานที่ในเวลาต่อมา
• #ชุมชนเพนียด (ตำบลคลัง): มีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่มาของชื่อมาจากสถานที่นี้ ในอดีตเคยเป็น เพนียด สำหรับ คล้องช้าง เพื่อใช้ในราชการของเมืองนครศรีธรรมราช ก่อนจะเลิกใช้ไปอย่างเร็วที่สุดอาจเป็นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
• #วัดสวนป่าน: ตั้งอยู่ใกล้ศาลากลางจังหวัด เดิมทีคือ "โรงช้างหลวง" ของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก่อนจะถูกนำพื้นที่รกร้างมาสร้างวัดในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ จากดำริของท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนทฺธโช) ซึ่งสร้างในยุคของรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างน้อย
• #ตำบลช้างซ้าย: เป็นหนึ่งในตำบลของอำเภอพระพรหม ในอดีตมีความเกี่ยวเนื่องกับช้าง ด้วยการเป็นที่ตั้ง กองจับช้าง โดยควบคู่กับบ้านช้างกลาง กองช้างซ้ายทำหน้าที่เป็นสถานที่จับช้างที่มีโขลงสัญจรบริเวณที่ราบอันกว้างขวางระหว่างอำเภอพระพรหม – อำเภอลานสกาบางส่วน
• #บ้านท่าช้าง (ตำบลช้างซ้าย อำเภอบ้านนาสาร): เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีความเกี่ยวเนื่องกับช้างซ้าย และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการ จับช้างและฝึกหัดช้าง สำหรับใช้ในราชการเมืองนครศรีธรรมราช ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ชื่อของสถานที่
• #อำเภอช้างกลาง: เป็นอำเภอหนึ่งของนครศรีธรรมราช เป็นที่ตั้ง คอกช้างของกรมช้างกลาง แต่เดิม มีหน้าที่จับช้างจากป่าเขาหลวงในบริเวณฟากตะวันตกเขาหลวงทั้งหมดมายังนครศรีธรรมราช
• #ตำบลหลักช้าง: เป็นหนึ่งในพื้นที่ของอำเภอช้างกลาง คำว่า “หลักช้าง” มีที่มาจาก หลักล่ามช้าง สำหรับผูกช้างไม่ให้ไปไหน ซึ่งในอดีต บ้านหลักช้าง เป็นสถานที่ใช้ในการ ฝึกหัดช้าง ไว้ใช้งานเช่นกัน
• #เขาช้างสีห์ (อำเภอร่อนพิบูลย์ / อำเภอลานสกา): เป็นภูเขาที่อยู่รอยต่อ มีที่มาของชื่อจากกลุ่มช้างที่เคยอาศัยบริเวณนี้ ตามตำนานกล่าวขานว่าเป็นภูเขาที่อาศัยของช้างหลวง หรือพวกช้างชอบเอาสีข้างมาถูเข้ากับหินผาของภูเขา
• #ศาลเทวดาหน้าช้าง (อำเภอลานสกา): ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าดี ในอดีตเคยเป็นสถานที่ใช้ จับโขลงช้าง ที่ลงมาจากเขาหลวง ตามธรรมเนียมคชศาสตร์ เมื่อตั้งคอกช้างต้องมีการตั้งศาลบูชาพระเทวกรรม์ (พระพิฆเนศในคติคชศาสตร์) บูชาเชือกปะกำ และศาลบูชาเทวดาตามความเชื่อ
• #ป่าพรุควนเคร็ง: พื้นที่ที่น่าประหลาดใจว่ามีโขลงช้างอาศัยอยู่ ช้างที่เกิดโขลงในพื้นที่ป่าพรุมีลักษณะร่างกาย แคระแกร็น จะเรียกกันตามประสาพื้นเมืองว่า “ช้างค่อม” หรือ “ช้างหระ” ซึ่งเคยออกอาละวาดสร้างความเสียหายในไร่นา แต่ช้างแคระเหล่านี้ได้ สูญพันธุ์ ไปจนหมดสิ้นแล้ว เนื่องจากการตามล่าเมื่อราว ๗๐ - ๘๐ ปีก่อน
บทสรุป: #มรดกแห่งไอยราที่มิอาจเลือนหาย
นครศรีธรรมราช คือดินแดนที่มีความ หนาแน่นของช้าง อย่างยิ่งในอดีต จนสามารถ ส่งออกเป็นสัตว์สินค้า ไปยังต่างแดนมาตั้งแต่โบราณกาล แม้ในปัจจุบันการจับช้างจะเป็นเรื่องที่ ผิดกฎหมาย และกิจการคล้องช้างหลวงได้ยุติลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวโขลงช้างป่าแห่งเทือกเขาหลวงออกอาละวาดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นประจักษ์พยานว่า นครศรีธรรมราช ยังคงเป็น "คชนคร" ดินแดนที่มี สายใยแห่งไอยรา อาศัยอยู่ แม้จะไม่มีมากเท่าสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดแล้วก็ตาม
"ประวัติศาสตร์อาจเงียบงัน แต่ร่องรอยในตำนานและชื่อสถานที่ จะตะโกนถึงความจริงนั้นตลอดไป"
เรียบเรียงโดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




