12 มกราคม, 2569

ยุทธศาสตร์ "แนวหลัง" แห่งราชธานี

ยุทธศาสตร์ "แนวหลัง" แห่งราชธานี ย้อนกลับไปในมหาศักราชแห่งการสงคราม รัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓ – ๒๑๔๘) แม้พระแสงดาบคาบค่ายจะหันไปฟาดฟันกับหงสาวดีทางทิศประจิมและละแวกทางทิศบูรพา แต่สายพระเนตรอันยาวไกลมิเคยละเลย "ปักษ์ใต้" ภัยคุกคามจาก "อุฌงคตะนะ" (Ujong Tanah) หรือกลุ่มนครรัฐปลายแหลมมลายู (รัฐยะโฮร์) ผู้เชี่ยวชาญยุทธนาวี เริ่มแผ่อิทธิพลคุกคามเส้นทางการค้าคาบสมุทร เพื่อตรึงเสถียรภาพแดนใต้ สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงทรงส่งขุนพลคู่พระทัย "พระรามราชท้ายน้ำ" ลงมาบัญชาการรักษานครศรีธรรมราช ดั่งเสาหลักที่ปักลงกลางพายุ เพื่อมิให้ข้าศึกตีขนาบหลังราชธานีได้ ศึกระลอกแรก #บทเรียนจากปากพญา พ.ศ. ๒๑๔๑ เสียงกลองศึกดังสนั่นเมื่อ "ลักปมานา" ( ตำแหน่งแม่ทัพเรือ) ขุนศึกแห่งสุลต่านอับดุลเลาะห์ มูอะยัต ชาห์ แห่งยะโฮร์ ยกทัพเรือเข้าตีอ่าวนคร แม้ ขุนคำแหง วีรบุรุษทัพเรือนครฯ จะพลีชีพลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ในยกแรก แต่ก็เป็นการปลุก "พยัคฆ์ตามพรลิงค์" ให้ตื่นขึ้น #พระรามราชท้ายน้ำ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ดั่งขงเบ้งแห่งแดนใต้ ทราบดีว่าข้าศึกจักต้องหวนคืนมาอีก จึงบัญชาให้ขุด "#คลองคูขวาง" (เชื่อมคลองท่าวัง-คลองคูพาย) เปลี่ยนภูมิศาสตร์เมืองให้กลายเป็นป้อมปราการทางน้ำ เตรียมรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง วิกฤตการณ์ พ.ศ. ๒๑๗๑ #การรุกรานครั้งสุดท้าย กาลเวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ. ๒๑๗๑ ในห้วงรอยต่อแห่งการผลัดแผ่นดินอยุธยา กองทัพยะโฮร์ภายใต้บัญชาของ สุลต่านอับดุล จาลิล ชาห์ที่ ๓ ฉวยโอกาสยกทัพมหึมา บดขยี้เมืองพัทลุงจนราบคาบ ก่อนเบนหัวเรือมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด... นครศรีธรรมราช กองเรือข้าศึกปิดล้อมปากน้ำ พยายามยกพลขึ้นบกที่ "ทุ่งหยาม" (พื้นที่ทิศเหนือของเมือง) หมายจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีชาวนครให้จมดิน พระรามราชท้ายน้ำ ในวัยชราแต่หัวใจยังแกร่งดั่งหินผา แบ่งกำลังเป็นสองทัพ: 1. ทัพหน้า: ออกทางประตูลักและประตูลอด 2. ทัพหลวง: ออกทางประตูชัยชุมพล ๗ วันแห่งความตาย และการร่วงโรยของมหาบุรุษ ณ ทุ่งหยาม การปะทะกันกินเวลายาวนานถึง ๗ วัน ๗ คืน เสียงดาบปะทะกันมิเคยเงียบเสียง เลือดชโลมทุ่งนาจนแดงฉาน ท่ามกลางความกดดันสูงสุด ร่างกายที่ตรากตรำศึกมาค่อนชีวิตของ พระรามราชท้ายน้ำ ไม่อาจทานทนต่อสังขารได้อีกต่อไป ท่านได้ สิ้นใจลงกลางสมรภูมิ มิใช่ด้วยคมดาบศัตรู แต่ด้วยหัวใจที่ใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อปกป้องบ้านเมือง "แม่ทัพสิ้นชีพ แต่จิตวิญญาณหาได้สิ้นสูญไม่" เมื่อไร้ผู้นำ ทัพนครฯ ถอยร่น ข้าศึกรุกคืบเผาทำลาย วัดท่าโพธิ์ จนวอดวาย ไฟสงครามลามเลียใกล้กำแพงเมือง ความหวังดูริบหรี่... จุดพลิกผัน: ปฏิบัติการ "#หักทัพกลางดึก" ในความมืดมิดที่ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ "ขุนพันจ่า" ขุนศึกผู้ไม่ยอมจำนน รวบรวมกำลังที่เหลือ อาศัยความชำนาญพื้นที่เข้า โจมตีแบบกองโจร กลางดึก! ความกล้าหาญครั้งนี้สร้างความโกลาหลจนกองทัพอุฌงคตะนะแตกพ่ายหนีลงเรือ ทิ้งไว้เพียงซากความเสียหายและตำนานที่เล่าขาน #รอยจารึกแห่งความทรงจำ หลังสงครามสงบ พระยาแก้ว (หลานชาย) ได้กระทำฌาปนกิจศพพระรามราชท้ายน้ำอย่างสมเกียรติ อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ ณ #เจดีย์วิหารพระธรรมศาลา วัดพระบรมธาตุนครฯ เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้ วันนี้ แม้เสียงดาบจะเงียบสงบไปกว่า ๔๐๐ ปี แต่ชื่อของ "ถนนราชดำเนิน" และ "ซอยรามราชท้ายน้ำ" รวมถึงร่องรอยคูขวาง ยังคงทำหน้าที่เป็นพยานวัตถุ เตือนใจชาวนครศรีธรรมราชถึงวีรกรรม ณ ทุ่งหยาม ทุ่งนาแห่งนี้ มิใช่เพียงที่ทำกิน #แต่คือสุสานศักดิ์สิทธิ์ของผู้กล้า ที่แลกชีวิตเพื่อให้เราได้มีแผ่นดินอยู่จนถึงทุกวันนี้ เรียบเรียงโดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ (https://www.facebook.com/jiradejwong)