27 มกราคม, 2569
ที่มาของชื่อถนน มรคาแห่งตำนานและประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช
ถนนมิใช่เพียงเส้นทางสัญจรของยานพาหนะ หากแต่คือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงความทรงจำ และเป็นจารึกเล่มใหญ่ที่ปูลาดลงบนผืนแผ่นดิน เพื่อบอกเล่าตำนานแห่งบรรพชน"
ในเขตกำแพงเมืองเก่าของ นครศรีธรรมราช นครอันเป็นอารยธรรมแห่งประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ ถนนทุกสาย ตรอกทุกแห่ง และซอยทุกแยก มิได้เกิดขึ้นเพียงเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง หากแต่ถูกขนานนามขึ้นเพื่อ "สถาปนาเกียรติยศ" แห่งบุคคลสำคัญ .ผู้ถักทอความเป็นมาของเมืองพระแห่งนี้ จากตำนานปรัมปราสู่หน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ขอเชิญร่วมย้อนรอยจารึกแห่งกาลเวลา ผ่าน ๒๑ มรคาแห่งความทรงจำ ที่ถูกจัดลำดับร้อยเรียงใหม่ตามยุคสมัยและบริบททางประวัติศาสตร์ ดังนี้
๑. #ถนนราชนิคม
ถนนราชนิคม เป็นถนนเชื่อมต่อระหว่างถนนอ้อมค่าย และ ถนนราชดำเนิน ที่สี่แยกวัดใหญ่ชัยมงคล มีชื่อมาจาก ยศของพระเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู ) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในยุคธนบุรี ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ซึ่งถนนราชนิคม มาจากราชทินนามเต็มของพระเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู ) นามว่า “ พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช ” เพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชท่านนี้
๒. #ถนนรามราชท้ายน้ำ
ถนนรามราชท้ายน้ำ หรือ ถนนหน้าวัดมุมป้อม เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนพัฒนาการคูขวาง และ ถนนศรีธรรมโศกราช ตั้งตามชื่อของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในยุคของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือ “ พระยารามราชท้ายน้ำ ” วีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองนครศรีธรรมราชจากโจรสลัดจากเมืองยะโฮร์ จนกระทั่งพลีชีพกลางสมรภูมิรบ นอกจากเจดีย์สวรรค์ในพระวิหารธรรมศาลาแล้ว ก็มีชื่อถนนแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงเจ้าเมืองผู้หาญกล้าท่านนี้
๓. #ถนนศรีปราชญ์
ถนนศรีปราชญ์ เป็นถนนที่ทอดระหว่างถนนท่าโพธิ์ และสิ้นสุดที่เชิงสะพานหลังจวน ถนนศรีปราชญ์ นำชื่อมาจากศรีปราชญ์ กวีเอกในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มาสิ้นชีวิตที่เมืองนครศรีธรรมราช จึงมีการนำนามของศรีปราชญ์ มาเป็นชื่อถนนอีกเส้นหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช
๔. #ถนนตากสิน
ถนนตากสิน เป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนราชดำเนิน และ ถนนท่าโพธิ์ ผ่านหน้าวัดท่าโพธิ์วรมหาวิหาร นำชื่อมาจาก พระนามของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้รวมชาติ รวมแผ่นดิน เพราะพระองค์เคยเสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช และได้ทรงประกอบพระราชกรณีย์กิจในด้านต่างๆ ไว้ในเมืองนครศรีธรรมราชไว้หลายประการ จึงได้มีการเชิญพระนามของพระองค์มาตั้งเป็นชื่อถนน
๕. #ถนนศรีธรรมโศก
ถนนศรีธรรมโศก เป็นถนนที่ทอดยาวจากสะพานหลังจวน ไปสิ้นสุดที่ถนนประตูชัยใต้ นำชื่อถนนมาจาก พระนามของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรศิริธรรมนครในอดีต ซึ่งมีอาณาจักรกว้างไกลครอบคลุมทั่วภาคใต้ จึงมีการเชิญพระนามของพระเจ้าศรีธรรมโศกมาตั้งชื่อถนน เพื่อรำลึกถึงบูรพมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช
๖. #ถนนยมราช
ถนนยมราช เป็นถนนที่เชื่อมระหว่าง ถนนหน้าเมือง ไปจนถึง วงเวียนข้างวัดศรีทวี ถนนยมราช นำชื่อมาจาก เจ้าพระยายมราช ( ปั้น สุขุม ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ในยุครัชกาลที่ ๕ ซึ่งแต่เดิม เจ้าพระยายมราช เมื่อครั้งมาเป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราชนั้น ท่านมียศเดิมว่า “ พระยาสุขุมนัยวินิต ” ซึ่งท่านได้พัฒนาเมืองนครศรีธรรมราชจนเกิดความเจริญยิ่งขึ้น ต่อมาในสมัยที่ นายน้อม อุปรมัย เป็นเทศมนตรีเมืองนครศรีธรรมราช ได้นำเอาส่วนหนึ่งของชื่อ ยมราช มาตั้งเป็นชื่อของถนนสายนี้ เพื่อรำลึกถึงเทศาภิบาลมณฑลนคร ศรีธรรมราชคนแรก
๗. #ถนนนางงาม
ถนนนางงาม เป็นถนนที่อยู่ด้านทิศเหนือของศาลากลางเมืองนครศรีธรรมราช เชื่อมระหว่างสี่แยกราชดำเนินด้านหน้าศาลากลาง และสี่แยกศรีธรรมราชด้าน หลังศาลากลาง ซึ่งถนนนางงาม มีที่มาจาก ชื่อส่วนหนึ่งของ “ ออกญาเสนาภิ มุข ” คือชื่อท่อนหลังของออกญาท่าน “ นางามาซะ ” มาตั้งเป็นชื่อถนน ซึ่งภายหลังได้เพี้ยนจากชื่อ “ นางามาซะ ” เป็น “ นางงาม ” ในที่สุด
๘. #ถนนเทวบุรี
ถนนเทวบุรี เป็นถนนที่ทอดยาวจากสี่แยกศรีธรรมราช ไปยังสามแยกโพธิ์เสด็จ สันนิษฐานว่า มีที่มาจาก ชื่อของ “ ออกนางเทวาราชบุรี ” นางพราหมณีที่มีชื่อระบุในตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้บุกถางสร้างนาในแถบบริเวณนั้น จึงมีการตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติแก่นางพราหมณีที่บุกร้างถางพกมาตั้งแต่แรก
๙. #ถนนเสนาณรงค์
ถนนเสนาณรงค์ เป็นถนนที่เชื่อมระหว่าง ถนนราชดำเนินด้านทิศใต้ ไปยังถนนยังตลาดท่าแพ ถนนเส้นนี้ตัดผ่านใจกลางค่าย โดยชื่อถนนมีที่มาจาก “ พลตรีหลวงเสนาณรงค์ ” ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดวีรกรรมของทหารในค่ายวชิราวุธต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น จึงมีการนำเอาชื่อของผู้บัญชาการในยุคนั้น มาตั้งเป็นถนนสายหลักใจกลางค่ายวชิราวุธ
๑๐. #ถนนพนมวัง
ถนนพนมวัง เป็นถนนที่เชื่อมระหว่าง ถนนคลองทา ทางตะวันออก และ ถนนยมราช ทางตะวันตก อยู่ถัดจากถนนกาชาด ถนนพนมวัง มาจากชื่อของ พระพนมวัง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนแรกในยุคอยุธยาตอนต้น ที่พาไพร่พลจากเมืองเพชรบุรี ลงมาฟื้นฟูบูรณาการเมืองนครศรีธรรมราช
๑๑. #ถนนสะเดียงทอง
ถนนสะเดียงทอง เป็นถนนที่เชื่อมถนนคลองทา กับ ถนนยมราช อยู่ถัดจากถนนพนมวัง ถนนสะเดียงทอง มาจากชื่อของ พระนางสะเดียงทอง พระชายาของพระพนมวัง เจ้าผู้ครองนครศรีธรรมราชในยุคต้นอยุธยา จึงมีการตั้งชื่อถนนให้คู่กัน ระหว่างพระพนมวัง และ พระนางสะเดียงทอง
๑๒. #ถนนศรีราชา
ถนนศรีราชา เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนหลังวัดเสมาเมือง และ ถนนศรีธรรมราช มีที่มาจากชื่อของ เจ้าศรีมหาราช โอรสของพระพนมวังและพระนางสะเดียงทอง ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชคนแรก หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาได้ผนวกดินแดนทางตอนใต้ทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร
๑๓. #ถนนสุรินทร์ราชา
ถนนสุรินทร์ราชา เป็นถนนที่เชื่อมระหว่าง ถนนราชดำเนิน และ ถนนศรีธรรมโศก อยู่ถัดจากถนนพระคลัง สันนิษฐานว่า นำชื่อมาจาก เจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันทร์ ) สมุหคชบาลซ้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งครั้งหนึ่ง ท่านเคยเป็นอุปราชเมืองนครศรีธรรมราช ในช่วงที่เจ้านครหนูประกาศตนเป็นอิสระ จึงได้เอาทินนามส่วนหนึ่งของท่าน มาตั้งเป็นชื่อถนน เพื่อให้ระลึกถึงท่าน
๑๔. #ถนนกาชาด
ถนนกาชาด เป็นถนนที่อยู่ด้านทิศใต้ของวัดวังตะวันตก เชื่อมระหว่างสี่แยกวัดวัง และสามแยกถนนยมราช นำชื่อมาจาก “ท่านพระครูกาชาด ( ย่อง ) ” อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ผู้พัฒนาวัดวังตะวันตกจนถึงจุดเจริญสูงสุด จึงได้นำชื่อท่านมาตั้งเป็นชื่อถนนด้านข้างทิศใต้ของวัด เพื่อเป็นที่ระลึกถึง
๑๕. #ซอยสุธรรมมนตรี
ซอยสุธรรมมนตรี เป็นซอยที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างถนนนางงามทางด้านใต้ และ ซอย ณ นคร ทางด้านเหนือ เชื่อมระหว่างถนนราชดำเนิน และ ถนนศรีธรรมราช มีที่มาจากชื่อของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ( หนูพร้อม ณ นคร ) เจ้าเมืองนครคนสุดท้าย และ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชคนแรก ที่ได้สละที่ดินในส่วนของตน ให้ทางราชการนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะ จึงมีการนำชื่อของท่าน ตั้งเป็นชื่อซอยขึ้นมา
๑๖. #ซอยธนกุมาร
ซอยธนกุมาร เป็นซอยที่พาดไปทางตะวันตก เชื่อมระหว่างถนนหลังวัดพระบรมธาตุ ถนนหลังวัดสวนป่าน ไปบรรจบกับถนนศรีธรรมราชในทิศตะวันตก มีที่มาจากชื่อของเจ้าชายทนตกุมาร ผู้เชิญพระทันตธาตุจากลังกามาสู่เมืองนคร ตามตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชได้ระบุไว้
๑๗. #ซอยเหมชาลา
ซอยเหมชาลา เป็นซอยที่พาดไปทางตะวันตก เชื่อมระหว่างถนนหลังวัดพระบรมธาตุ กับ ถนนหลังวัดสวนป่าน มีที่มาจากชื่อของเจ้าหญิงเหมชาลา ผู้เชิญพระทันตธาตุจากลังกามาสู่เมืองนครคู่กับเจ้าชายทนตกุมาร ตามตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชได้ระบุไว้
๑๘. #ซอยไกรพลดาน
ซอยไกรพลดาน เป็นซอยที่พาดเชื่อมระหว่างถนนหลังพระบรมธาตุ กับถนนศรีธรรมราช โดยอยู่ถัดจากถนนท่าชี มีที่มาจากชื่อของ “ พันไกรพลดาล ” ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดมังคุด ตามตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบัน วัดมังคุด ก็คือโรงเรียนวัดพระมหาธาตุ
๑๙. #ซอยท่านปาน
ซอยท่านปาน เป็นซอยที่อยู่ถัดจากซอยวัดหน้าพระลานลงมาด้านทิศใต้ เชื่อมต่อระหว่างถนนราชดำเนิน และ ถนนหลังพระบรมธาตุ มีที่มาจากชื่อจริงของ “พระครูเทพมุนีศรีสุวรรณถูปาฎมาภิบาล ” ผู้นำการบูรณะองค์พระบรมธาตุ และพระอารามครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมีการนำชื่อจริงของท่าน มาตั้งเป็นชื่อซอย เพื่อระลึกถึงคุณูปการในการบูรณะพระบรมธาตุจนสำเร็จเสร็จสิ้น ด้วยแรงศรัทธาของมหาชน
๒๐. #ซอยท่านร่ม
ซอยท่านร่ม เป็นซอยที่เชื่อมระหว่างถนนหลังพระบรมธาตุ และ ถนนศรีธรรมราช อยู่ถัดจากถนนหลังพระธาตุ มีที่มาจากพระภิกษุจากเมืองปินังท่านหนึ่ง ซึ่งศรัทธามาร่วมบูรณะพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ในช่วงหลังจากที่ ท่านปาน หรือ “ พระครูเทพมุนีศรีสุวรรณถูปาฎมาภิบาล ” ได้ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสน์แล้ว ท่านร่มผู้นี้ ได้นำเอาทรัพย์สินที่ผู้ศรัทธาถวายพระบรมธาตุขายเป็นปัจจัย เก็บไว้เองจนสิ้น และภายหลังได้นำทรัพย์นั้นหนีไปพร้อมกับนางชีที่มากับตนด้วยในคราวแรก และท่านร่มผู้นี้ ก็เป็นที่มาของสำนวนพื้นเมืองที่ว่า “ หยำขี้ท่านร่ม ” แปลว่า ไม่ได้ดั่งที่หวังไว้ หรือ ผิดหวังนั้นเอง ซึ่งการนำเอาชื่อท่านร่มมาตั้งเป็นชื่อซอย อาจเป็นไปได้ว่า ท่านเคยอาจอาศัยในแถบนั้นมาก่อน
๒๑. #ซอยราชเดช
ซอยราชเดช เป็นซอยที่อยู่ตรงหน้าโรงพักเก่าของ สภ.นครศรีธรรมราช เป็นซอยเชื่อมระหว่าง ถนนราชดำเนิน และ ถนนศรีปราชญ์ ซอยราชเดช ตั้งชื่อมาจากสร้อยท้ายยศของ ท่าน พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจชาวเมืองนครศรี ธรรมราช ผู้ทำคุณประโยชน์แก่ชาวนครมาอย่างยาวนาน และเป็นเจ้าพิธีกรรมที่รู้จักกันดีในนักนิยมพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ภายในซอยเป็นบ้านพักของท่าน และด้านหน้าซอยด้านถนน ราชดำเนิน ก็เป็นอนุสาวรีย์ของท่าน ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า เป็นที่บูชาของผู้ที่เลื่อมใสในตัวท่านตลอดมา
การศึกษาที่มาของชื่อถนน จึงเปรียบเสมือนการเปิดอ่านสมุดข่อยทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่า ทุกย่างก้าวที่เราเดินย่ำ ล้วนทับซ้อนอยู่บนรอยเท้าของบรรพชน ผู้สร้าง ผู้ปกป้อง และผู้เสียสละ เพื่อให้นครศรีธรรมราชดำรงความเป็นปึกแผ่นสืบมาจนถึงปัจจุบัน
อ้างอิงข้อมูล
ผศ.ประหยัด เกษม สารนครศรีธรรมราช
18 มกราคม, 2569
ไขปริศนาแดนใต้โนรากำเนิดขึ้นที่ใด
"รากไม้หากหยั่งลึก ย่อมต้านทานแรงพายุฉันใด วัฒนธรรมที่ยืนยง ย่อมต้องมีถิ่นกำเนิดที่ชัดเจนฉันนั้น"
#รอยอดีตแห่งศรัทธา
ท่ามกลางกระแสธารแห่งกาลเวลาที่พัดผ่านแผ่นดินด้ามขวานทอง เสียงปี่กลองที่เร้าใจและลีลาการร่ายรำอันวิจิตรของ "โนรา" ได้ทำหน้าที่ประกาศศักดาแห่งความเป็น "อารยธรรม" ของชาวใต้มานานนับหลายร้อยปี ทว่า... ภายใต้ความงดงามของเทริดที่ส่องประกายระยับวับวาว และท่วงท่าที่อ่อนช้อยประดุจเทพนิรมิตนั้น กลับมีคำถามหนึ่งดังก้องอยู่ในมิติแห่งประวัติศาสตร์ เป็นคำถามที่ท้าทายศรัทธาและภูมิปัญญาของลูกหลานเลือดเนื้อเชื้อไขมโนราห์ทุกคนว่า
"แท้จริงแล้ว... จิตวิญญาณแห่งโนรา อุบัติขึ้น ณ หนแห่งใด?"
คำตอบของปริศนานี้ มิได้จารึกอยู่เพียงในอากาศธาตุ หากแต่ฝังแน่นอยู่ในผืนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งทะเลสาบสงขลา ณ ดินแดนที่อดีตเคยรุ่งโรจน์ในนาม "เวียงกลางบางแก้ว" (ปัจจุบันคือ วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง)
บทความนี้ จักนำพาท่านย้อนเวลากลับไปสู่รอยต่อแห่งพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ เพื่อไขปริศนาแดนกำเนิด ถอดรหัสตำนานเลือดขัตติยะ และรอยน้ำตาของ "พระนางนวลทองสำลี" แม่ผู้ให้กำเนิดศิลปะการแสดงที่โลกต้องจารึก นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือบันทึกแห่งสายเลือดและจิตวิญญาณที่ยืนยันว่า "โนรา" มีบ้านเกิดเมืองนอน และมีครูต้นผู้ศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักรักษาอยู่จริง
"โนรา... มิใช่เพียงนาฏลีลาเพื่อความบันเทิง หากแต่คือ 'พิธีกรรมแห่งจิตวิญญาณ' ที่ร้อยรัดศรัทธาของบรรพชนและลูกหลานสายเลือดด้ามขวานทองเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านท่วงท่าที่อ่อนช้อยแต่ทรงพลัง ดั่งมนตราที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย"
#ตำนานเลือดขัตติยะ จากวิมานสู่เกาะแก้ว
ย้อนกลับไปในกาลสมัยแห่งพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ณ ราชธานีเวียงกลางบางแก้ว ภายใต้การปกครองของ #เจ้าพญาสายฟ้าฟาด และพระมเหสีคู่บารมี #พระนางศรีมาลา ทั้งสองพระองค์เป็นตัวละครสำคัญในตำนานโนรา โดยมีพระธิดาคือพระนางนวลทองสำลี พระนางนวลทองสำลีเป็นผู้ที่ริเริ่มการร่ายรำโนรา และในที่สุดได้สอนการรำให้กับพระเทพสิงหล (ขุนศรีศรัทธา) ซึ่งเป็นโอรสของพระนาง
พระยาสายฟ้าฟาด: กษัตริย์ผู้ครองเมืองเวียงบางแก้วในตำนานโนรา และเป็นพระบิดาของพระนางนวลทองสำลี
พระนางศรีมาลา: พระมเหสีของพระยาสายฟ้าฟาด และเป็นพระมารดาของพระนางนวลทองสำลี
ความสัมพันธ์ในตำนาน:พระนางนวลทองสำลีเป็นพระธิดาของพระยาสายฟ้าฟาดและพระนางศรีมาลา
พระนางนวลทองสำลีทรงร่ายรำตามที่เทพเทวดามาบอก และได้ให้กำเนิดพระเทพสิงหล/หร (ขุนศรีศรัทธา)
พระเทพสิงหลได้เดินทางไปเมืองของพระอัยกา และทำการแสดงร่ายรำรักษาพระนางศรีมาลาที่ประชวรจนหายดี
พระยาสายฟ้าฟาดจึงทรงรับพระเทพสิงหลกลับเข้าวัง และรับพระนางนวลทองสำลีกลับมาด้วย
พระยาสายฟ้าฟาดทรงมีพระราชบัญชาให้พระเทพสิงหลไปรับพระนางนวลทองสำลีกลับมาด้วย
พระยาสายฟ้าฟาดปรากฏในบทเชิญครูหมอโนราด้วย
ดินแดนแห่งนี้ได้ให้กำเนิดตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา
ปฐมบทเริ่มขึ้นเมื่อ "#องค์หญิงนวลทองสำลี" พระราชธิดาผู้สิริโฉม ได้ทรงสุบินนิมิตเห็นเทพยดาร่ายรำด้วยท่วงท่าวิจิตรพิสดาร ความประทับใจนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความหลงใหล พระนางจึงเพียรฝึกฝนและถ่ายทอดท่ารำแก่เหล่าบริวาร จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
ทว่าชะตากรรมกลับพลิกผัน เมื่อพระนางทรงพระครรภ์โดยไร้ชายครองคู่ เพียงเพราะเสวย "#เกสรดอกบัวศักดิ์สิทธิ์" ความลับสวรรค์ที่มิอาจอธิบายแก่โลกมนุษย์ได้ นำมาซึ่งโทสะของเจ้าพญาสายฟ้าฟาดผู้เป็นบิดา ด้วยเข้าพระทัยผิดในเกียรติยศแห่งขัตติยะ จึงมีบัญชา "เนรเทศ" พระธิดาและข้าราชบริพารลงแพ ลอยล่องไปตามยถากรรมในทะเลสาบสงขลา ทิ้งไว้เพียงคำสัตย์ปฏิญาณขององค์หญิงว่า
“จะไม่หวนคืนสู่เวียงบางแก้วอีกชั่วชีวิต”
#กำเนิดขุนศรีศรัทธา ปาฏิหาริย์แห่งการร่ายรำ
แพน้อยลอยมาติด ณ เกาะกะชัง (ปัจจุบันคือ บ้านเกาะใหญ่ จ.สงขลา) ดินแดนที่องค์หญิงได้ให้กำเนิด "อจิตตะกุมาร" หรือ "พระเทพสิงหล(หร)" ผู้สืบทอดสายเลือดและพรสวรรค์แห่งนาฏศิลป์ พระนางได้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำทั้งหมดแก่โอรส จนกระทั่งเมื่อเติบใหญ่ พระเทพสิงหลได้ออกเดินทางพร้อม #พรานทิพย์ #พรานเทพ เพื่อตามหาชาติกำเนิด
ด้วยลีลาการร่ายรำที่งดงามประดุจเทพจำแลง สอดประสานกับความขบขันของพรานทิพย์ กิตติศัพท์ความงามนี้ขจรขจายไปถึงราชสำนักเวียงบางแก้ว จนเจ้าพญาสายฟ้าฟาดต้องเรียกตัวคณะละครนี้เข้าเฝ้า
"เมื่อเนตรสบเนตร สายเลือดขัตติยะย่อมเรียกร้องหากัน"
เมื่อความจริงปรากฏว่านักรำผู้นี้คือหลานในไส้ ความโศกเศร้าและความรักจึงทลายทิฐิทั้งมวล เจ้าพญาสายฟ้าฟาดรับพระนัดดากลับคืนสู่อ้อมอก และพยายามเชิญพระธิดานวลทองสำลีกลับเมือง แต่คำสัตย์ของนางนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา
สู่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ #คล้องหงส์และแทงเข้
การฝืนนำตัวพระนางกลับมาโดยพลการของเหล่าอำมาตย์ กลายเป็นต้นกำเนิดของพิธีกรรม "คล้องหงส์" และเมื่อทัพเรือต้องเผชิญหน้ากับ "พญาจระเข้" ที่พระอินทร์เนรมิตขวางทาง การปราบอสูรร้ายด้วยหอกอาคมจึงกลายเป็นที่มาของพิธีกรรม "แทงเข้" อันศักดิ์สิทธิ์
ในท้ายที่สุดแห่งการให้อภัยและการยอมรับ เจ้าพญาสายฟ้าฟาดได้สถาปนาพระเทพสิงหล(หร) ขึ้นเป็น "ขุนศรีศรัทธา" ต้นสายตระกูลโนรา #พระราชทานเครื่องทรงกษัตริย์ #เทริด และ #พระขรรค์ ให้เป็นเครื่องยศศักดิ์สิทธิ์ พร้อมประกาศก้องว่า
"นับแต่บัดนี้ โนราจักเป็นนาฏยกรรมคู่แผ่นดิน เป็นธรรมะบันเทิงที่สอนสั่งมหาชน และจักสืบทอดลมหายใจแห่งบรรพชนไปตราบชั่วลูกสืบหลาน"
#ครูต้นแห่งโนรา
เพื่อเป็นการรำลึกถึงรากเหง้าอันศักดิ์สิทธิ์ เราขอน้อมวันทา ๔ บูรพจารย์ ผู้เปรียบดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานโนรา
1. #เจ้าพญาสายฟ้าฟาด ปฐมกษัตริย์ผู้มอบอาญาสิทธิ์และเกียรติยศแห่งโนรา
2. #แม่ศรีมาลา พระอัยกีผู้เป็นสายใยแห่งความรัก เชื่อมโยงสายเลือดให้กลับมาบรรจบ
3.#พระนางนวลทองสำลี มารดาแห่งโนรา ผู้ให้กำเนิดและถ่ายทอดจิตวิญญาณศิลปะด้วยชีวิต
4. #ขุนศรีศรัทธา (พระเทพสิงหล(หร)) ปฐมบรมครู ผู้แบกรับภารกิจเผยแพร่ธรรมะผ่านนาฏลีลา
#เวียงบางแก้วแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่ยังมีลมหายใจ
แม้กาลเวลาจะล่วงเลย แต่จิตวิญญาณแห่งเวียงบางแก้วมิเคยจางหาย ทุกวันพุธที่ ๑ ของเดือน ๖ ณ วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว เสียงปี่กลองโนรายังคงดังกึกก้อง พิธีกรรมโรงครูยังคงถูกจัดขึ้นเพื่อยืนยันสัจจะแห่งศรัทธา เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และดวงวิญญาณบรรพชน ตราบใดที่พระบรมธาตุเจดีย์ยังเสียดฟ้า ตราบนั้น "โนรา" จะยังคงร่ายรำอยู่ในหัวใจของลูกหลานชาวใต้ เป็นมรดกที่ประกาศศักดาว่า... ศรัทธาไม่มีวันตาย
ข้อมูลสำหรับการเดินทางและสักการะ
• ดินแดนกำเนิดโนรา #วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง
• พิกัดศักดิ์สิทธิ์ https://maps.app.goo.gl/C4cL11wYWYqNogxR8
• ขอพร บูชาครูต้นโนรา สู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/norahistory/posts/pfbid02TD2oYp7BfuwEGbyvgtfRhBmyUFMPpJgg5ygaUUeqmZdtbt614e63RpxSoaixg2nCl
๔ พระธาตุสำคัญในภาคใต้
คำว่า "พระธาตุ" ในที่นี้หมายถึง "พระธาตุเจดีย์" เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ในภาคใต้ของไทยพบหลักฐานการสร้างพระธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุหลายองค์ โดยเรียกว่า "พระธาตุ" "พระธาตุเจดีย์" "พระบรมธาตุ" หรือ "พระมหาธาตุ" สำหรับพระธาตุ ๔ องค์ ที่จะกล่าวถึงนี้ ถือเป็นโบราณสถานสำคัญของภาคใต้ เป็นหลักฐานสะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยโบราณ และยังเป็นศาสนสถานที่มีบทบาทสำคัญต่อผู้คนในภาคใต้มาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
"พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช"
พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศาสนสถานที่สำคัญของภาคใต้ "มีรู)แบบมาจาก"มหาสถูป"ของลังกา มีตำนานระบุว่าสร้างขึ้นโดยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วัดพระมหาธาตุ เดิมเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาวัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก พระราชทานนามว่า “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร”
พระมหาธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ มีฐานประทักษิณสูง มีซุ้มช้างล้อม ๒๒ ซุ้ม สลับด้วยซุ้มพระพุทธรูปยืน ๒๕ องค์ พื้นที่ส่วนนี้มีระเบียงล้อมรอบเรียกว่า “วิหารทับเกษตร” ถัดขึ้นไปเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงโอคว่ำ บัลลังก์ ก้านฉัตรซึ่งประดับรูปพระสงฆ์ประทักษิณจำนวน ๘ รูป เรียกว่า “พระเวียน” ถัดขึ้นไปเป็นปล้องไฉน และปลียอดซึ่งหุ้มด้วยทองคำแท้ . ผลการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบมาจากเจดีย์ในลังกา และมีการซ่อมแซมองค์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งสำคัญในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ยังส่งอิทธิพลด้านรูปแบบไปยังพระธาตุเจดีย์ในภาคใต้อีกหลายองค์ เช่น พระมหาธาตุเจดีย์วัดเขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง พระธาตุเจดีย์วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา และพระบรมธาตุสวี จังหวัดชุมพร
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ กรมศิลปากรดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณส่วนฐานของพระมหาธาตุเจดีย์มีอิฐก่อเรียงเป็นระเบียบลึกลงไปเกือบ ๓ เมตร ผลการกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ค่าอายุ ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว
นอกจากพระมหาธาตุเจดีย์แล้ว ภายในบริเวณวัดยังมีศาสนสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน วิหารโพธิ์ลังกา วิหารโพธิ์พระเดิม วิหารธรรมศาลา ระเบียงคต พระวิหารหลวง (หรือพระอุโบสถ) มณฑปพระพุทธบาท และเจดีย์รายนับร้อยองค์
"พระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว"
พระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว วัดเขียนบางแก้ว ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว" ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เป็นวัดโบราณ จากหลักฐานเอกสารตำนานพื้นเมืองระบุว่า เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาวสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๑๔๙๒ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเกาะลังกามาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ แต่บางตำนานกล่าวว่า เจ้าพระยากรุงทองเจ้าเมืองสทิงพระพาราณสีเป็นผู้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ จึงเข้าใจว่าน่าจะสร้างวัดขึ้นพร้อมกันในคราวนั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ วัดเขียนบางแก้วกลายเป็นวัดร้าง กระทั่งมีการบูรณะขึ้นใหม่ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่มาตราบจนปัจจุบัน
พระบรมธาตุเจดีย์ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐ ฐานแปดเหลี่ยม วัดโดยรอบยาว ๑๖.๕๐ เมตร สูง ๒๒ เมตร โดยได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบมาจากพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช รอบพระมหาธาตุบริเวณฐานมีซุ้มพระพุทธรูปโค้งมน ๓ ซุ้ม แต่ละซุ้มกว้าง ๑.๒๘ เมตร สูง ๑.๖๓ เมตร ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ รอบพระเศียรมีประภารัศมีรูปโค้ง ขนาดหน้าตักกว้าง ๐.๙๔ เมตร สูง ๑.๒๕ เมตร ระหว่างซุ้มพระมีเศียรช้างปูนปั้น เหนือพระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม อิทธิพลศิลปะจีน ด้านตะวันออกมีบันไดสู่ฐานทักษิณ เหนือบันไดทำเป็นซุ้มยอดอย่างจีน มุมบันไดทั้งสองข้างมีซุ้มลักษณะโค้งแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูนสูง ปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ฐานทักษิณและฐานรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้ แต่เดิมเป็นรูปมารแบก เหนือฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ทั้งสี่มุม องค์ระฆังเป็นแบบโอคว่ำ
จากรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุ สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา นอกจากนั้น ภายในบริเวณวัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้วยังมีศาสนสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น อุโบสถ โบสถ์พราหมณ์ (โคกแขกชี) วิหารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (โคกวิหาร) พระแก้วคุลาศรีมหาโพธิ์ (โคกพระคุลา) พระพุทธรูปสองพี่น้อง โคกเมือง และพิพิธภัณฑ์สังฆรักษ์ (เพิ่ม)
"พระบรมธาตุสวี"
พระบรมธาตุสวี วัดพระธาตุสวี ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่ง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เสด็จยกทัพมาถึงเขตอำเภอสวี ได้พบเหตุการณ์ประหลาด มีกาฝูงหนึ่งบินมาจับอยู่บนกองอิฐพากันส่งเสียงร้องและกระพือปีกอื้ออึง เมื่อรื้อกองอิฐออกก็พบฐานเจดีย์และพระบรมสารีริกธาตุ จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์และสมโภช ๗ วัน ๗ คืน แล้วขนานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุกาวีปีก” (วีปีก เป็นภาษาปักษ์ใต้ หมายถึง กระพือปีก) ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนสั้นลงว่า พระธาตุสวี
นอกจากนั้น ตำนานยังเล่าอีกว่า ก่อนที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจะเสด็จยกทัพกลับ ทรงเรียกหานายทหารที่สมัครใจจะอยู่ดูแลรักษาองค์พระธาตุ เผอิญมีทหารนายหนึ่งชื่อ “นายเมือง” รับอาสา พระองค์จึงรับสั่งให้ตัดศีรษะนายเมืองเพื่อเซ่นสรวงเป็นดวงวิญญาณรักษาพระธาตุสืบไป โดยตั้งศาลไว้เรียกว่า “ศาลพระเสื้อเมือง” สำหรับวัดสวี มีประวัติว่าตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ต่อมาในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ยอดพระธาตุได้หักพังลง จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ และมีการทำนุบำรุงรักษาสืบมา
องค์พระธาตุเจดีย์ ได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบจากพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๘.๕๐ เมตร องค์เจดีย์สูง ๑๔.๒๕ เมตร มีซุ้มช้างและยักษ์ยืน มีบันไดทางขึ้นทางทิศตะวันออก ชั้นบนทำเป็นซุ้มพระล้อมรอบ ต่อด้วยเจดีย์ทรงระฆังประดับกระเบื้องโมเสกสีทอง และมีเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้งสี่ นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดพระธาตุสวียังมีสิ่งสำคัญอื่น ๆ เช่น ศาลพระเสื้อเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุสวี
"พระบรมธาตุไชยา"
พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร) พระบรมธาตุไชยา เป็นโบราณสถานสำคัญของภาคใต้ ตั้งอยู่ในเมืองโบราณไชยา สร้างขึ้นในเนื่องในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
องค์พระบรมธาตุ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ศิลปะศรีวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูน เรือนธาตุมีผังเป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง ๔ ด้าน ความสูงจากฐานถึงยอดประมาณ ๒๔ เมตร พระบรมธาตุเจดีย์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จึงมีลวดลายเครื่องประดับเป็นลวดลายเก่าใหม่ผสมกัน โดยเฉพาะการซ่อมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการซ่อมแปลงซุ้มหน้าบันด้วยลายปูนปั้น และมีการเพิ่มลวดลายใหม่ ๆ เช่น รูปช้างสามเศียร นกยูง และรูปสิงห์ มีการศึกษาพบว่ารูปแบบแผนผังของพระบรมธาตุไชยาคล้ายคลึงกับเจดีย์หรือจันทิในศิลปะชวาภาคกลาง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ซึ่งมีลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้ และยังส่งอิทธิพลไปยังงานศิลปกรรมในระยะต่อมา เช่น เจดีย์วัดเขาพระอานนท์ อำเภอพุนพิน เจดีย์วัดถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม และเจดีย์บนเขาสายสมอ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
นอกเหนือจากองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ภายในบริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาฯ ยังมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญอื่น ๆ เช่น พระพุทธรูปหินทรายสีแดงขนาดใหญ่ ๓ องค์ ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา (ชาวบ้านเรียกว่า “พระสามพี่น้อง”) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๘ กร สำริด ศิลปะศรีวิชัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ กร สำริด ศิลปะศรีวิชัย ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นประติมากรรมพระโพธิสัตว์ที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งในภาคใต้
ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช
https://www.finearts.go.th/promotion/view/14652
13 มกราคม, 2569
กษัตริย์ เจ้าเมืองอาณาจักรศรีวิชัย–ตามพรลิงค์ ยาวนานถึง ๖๕๐ ปี
******กษัตริย์ เจ้าเมืองอาณาจักรศรีวิชัย–ตามพรลิงค์ ยาวนานถึง ๖๕๐ ปี *******
รายชื่อกษัตริย์อาณาจักรศรีวิชัย
พ.ศ.1006. ถึง พ.ศ............. พระเจ้าพิชัยเดชะ .....
พ.ศ.1132 ถึง พ.ศ..1160 พระเจ้าธรรมราชบุระ(พระเจ้าลี-ฟู-โต-เส) หรือ พระเจ้าธรรมราช ราชวงค์โคตมะวงค์(จูถ่าน)
พ.ศ.............ถึง พ.ศ. 1196พระยาศรีไสยนรงค์ นางจันทาเทวี อัครมเหสี
พ.ศ..............ถึง พ.ศ.1198 ท้าวธรรมกษัตริย์(น้องชาย)
พ.ศ. ...........ถึงพ.ศ.1213 พระเจ้าศรีวิชัย (โห-มิ-โต) ชิลิโพชิ
พ.ศ.1217 ถึง พ.ศ........ พระนางสิมา กษัตริย์ผู้หญิงแห่งนครศรีธรรมราช
พ.ศ.1245 ถึง พ.ศ...........พระเจ้าธรรมเสตุ หรือ สมเด็จพระอินทราธิราช(ไศเลนทรวงค์)
พ.ศ.1267 ถึง พ.ศ............พระเจ้ากรุงศรีวิชัย เช-ลิ-โต-เล-เปา-ไม
พ.ศ.1285 ถึง พ.ศ........... พระเจ้า .ลิว-เตง-วิ-กง (กษัตริย์ศรีวิชัย)
พ.ศ.......... ถึง พ.ศ.1310...พระเจ้าวิษณุที่1.......
พ.ศ.1310 ถึง พ.ศ........... พระเจ้าวิษณุที่2
พ.ศ.1318 ถึง พ.ศ............พระเจ้าศรีวิชเยนทรราชา(วิษณุ)หรือ ศรีวิชเยนทรนฤบดี และดำรงพระราชอิสริยยศว่า ( ศรีราชา )ผู้เป็นราชวงค์ไศเลนทร.....จารึกหลักเสมาเมือง ศักราช697 ( พ.ศ.1318 ทรงพระนามว่า... ธรรมเสตุ )
พ.ศ.1403 ถึง พ.ศ.1440.... พระเจ้าศิริกิตกุมาร (เรื่องพระแก้วมรกต) กรุงตามพรลิงค์
ราชวงศ์ไศเลนทรตอนปลาย
๑.พ.ศ.1446 ถึงพ.ศ.1471 มหาราชสิทธะยนาภา(ชีวกราช ในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์)มีพระนามหลายพระนาม พระยาวรราช หรือสุชิตราช หรือ สุรชิตราช ตั้งราชธานีอยู่ที่มาลัยปุระ คือนครตามพรลิงค์
๒.พ.ศ.1457 ถึง พศ ......พระเจ้ากัสสปะที่4 กษัตริย์ศรีวิชัย ผู้ครองเมืองตามพรลิงค์เดินทางไปปกครองลังกา( จากศิลาจารึกประเทศศรีลังกา)
๓.พ.ศ.1471 ถึง พ.ศ.1503 มหาราชโกณฑัญญะ
๔.พ.ศ.1503 ถึง พ.ศ.1550 มหาราชศรีจุฬามณีวรรมเทวา ตั้งราชธานีอยู่ท่ีนครศรีวิชัย คือไชยา
พ.ศ. 1544 ท้าวสุชัย
๕.พ.ศ.1550 ถึง พ.ศ.1567 มหาราชมารวิชโยตตุงคะ สิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ
พ.ศ.1567และโอรสองค์ใหญ่ชื่อ....สงครามวิชโยตตุง..ถูกจับเป็นเชลยและสิ้นพระชนม์ที่แคว้นโจฬะ โอรสองค์น้อย
๖.พ.ศ.1567 ถึง พ.ศ.1615 มหาราชสมรวิชโยตุงคะ พระเจ้าสุชิตราช หรือชีวกะ
๗.พ.ศ.1615 ถึง พ.ศ........ มหาราชมาณาภรณ์
๘.พ.ศ......... ถึง พ.ศ...... มหาราชมหาสธรรมปรัพตา
๙.พ.ศ....... ..ถึง พ.ศ....... .มหาราชสูรยนารายณ์ ( 3 ) ร่วมสมัยกับพระเจ้าวิชัยพาหุที่1(1614-1669) ประเทศศรีลังกา ตั้งราชธานีอยู่ที่ นครสิงหปุระ เข้าใจว่าจะเป็นเมืองร้างที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ราชวงค์ปทุม หรือ ปัทมวงค์
๑. พ.ศ.........ถึง พ.ศ....... มหาราชสูรยนารายณ์ ( ๔ ) เป็นโอรสของมหาราชมหาสธรรมปรัพตา (กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งไศเลนทรวงค์ จัดเป็นพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๑
๒. พ.ศ.........ถึง พ.ศ 1710 มหาราชชัยโคปะ( พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๒ ) (ในศิลาจารึกดงแม่นางเมืองหลักที่ 35) ตำนานพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราชระบุปีที่สร้างว่าเป็นศักราช 1098 ซึ่งศักราชในที่นี้ควรเป็นมหาศักราชเนื่องจากจารึกดงแม่นางเมือง พ.ศ. 1710 ที่มีรับสั่งให้เจ้าเมืองถวายที่นาเพื่อบูชาสริธาตุของกษัตริย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั่งนี้เมื่อเปรียบเที่ยบปีพุทธศักราช 1710 ของจารึกแม่นางเมือง ก็หมายความว่าในปีพ.ศ. 1790 ซึ่งเป็นปีที่สร้างเมืองนครศรีธรรมราชและเป็นปีเดียวกันกับการสร้างพระบรมธาตุในปี1719 (ซึ่งตรงกับบรรทึกของพระเจ้า นรปติสินธุกษัตริย์พม่าที่เมืองพุกาม)
๓ พ.ศ.1713.........ถึง.พ.ศ.1733............พระเจ้ามันละยาทิป เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
1719 สร้างพระบรมธาตุ.... ดอนพระ..(วัดพระบรมธาตุปัจจุบัน) ร่วมสมัย กับ พระเจ้านรปติสิทธุกัตริย์ประเทศพม่า
๔. พ.ศ..........ถึง พ.ศ. 1752 มหาราชปรลัมพัตร พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๓(ในศิลา.จารึก.ดงแม่นางเมืองหลักที่ 35 และจารึกฐานพระพุทธรูปนาคปรกหลักที่ 25 )ย้ายราชธานีจาก นครสิงหปุระมาสร้างเมืองนครศรีธรรมราช ที่กระหม่อมโคก (เมืองพระเวียง) เป็นราชธานีเมื่อราว พ.ศ. 1719
๕. พ.ศ 1752 ถึง พ.ศ.1772 มหาราชสูรยนารายณ์ (พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๔ )
๖. พ.ศ.1772.ถึง พ.ศ. 1815 มหาราชจันทรภาณุ (พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๕ ) มเหสี พระนางเลือดแม่เจ้าอยู่หัว
๗. พ.ศ 1815 ถึง พ.ศ.1820 พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ 6 พงษาสุระ(พระอนุชา) มีมเหสีชื่อพระนาง อรวคุ อัครมเหสี ครองราชอยู่ 7 ปีพระเจ้าพงศาสุระสิ้นพระชนม์ ไม่ทันที่กษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นครองราช ก็เกิดยมบน เกิดโรคไข้ห่าในเมืองหลวงเสียก่อน..............................................................
หลังจากนี้ เมืองนครศรีธรรมราช ก็เกิด โรคระบาดไข้ห่า (อหิวา) ผู้คนล่มตายจำนวนมาก ที่เหลือก็หนีเข้าป่า ภายในเมืองหลวง ไร้ผู้คน ถึงต้อง ทิ้งเมือง ปล่อยให้เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองร้างไร้ผู้คนเป็นเวลาช้านาน (ย้ายเมืองไปอยู่เขาวังอำเภอลานสกา) เป็นเวลา 5 ปี จนเมืองนครศรีธรรมราชกลายเป็นป่ารกร้าง เมื่อโรคระบาดสงบลง ก็ย้ายเมืองกลับมากลับมา ระยะนี้เมืองนครศรีธรรมราชบอบช้ำมาก ใหนจะภัยจากสงคราม ยังต้องเกิดโรคไข้ห่าอีก..........
- พ.ศ............ถึงพ.ศ......................นายอู นายอยู่
- พ.ศ............ถึง พ.ศ. ...................หมื่นศรีจอมรัก นางบุญกอง
- พ.ศ......... ถึง พศ.1820...... พระศรีมหาราช องค์ที่1 (เจ้าเมืองลานสกา)
- พ.ศ.1820 ถึง พ.ศ.1861 พระศรีมหาราชา องค์ที่ 2 (นายธนู)
- พ.ศ. 1861 อยู่มาพระศรีมหาราชาถึงแก่กรรม ศักราช 1861 โปรดให้ข้าหลวงมาเป็นศรีมหาราชาแต่งพระธรรมศาลา ทำระเบียงล้อมพระมหาธาตุ และก่อเจดีย์ วัศสภ มีพระบัณฑูรให้พระศรีมหาราชาไปรับเมืองลานตกา ศรีมหาราชาถึงแก่กรรมเอาศพมาไว้ วัศศภ
- พ.ศ.1861. ถึง พ.ศ....... พระพนมทะเลศรี มเหสวัสดิทราธิราช(นางจันทรเทวี)
- พ.ศ......... ถึง พ.ศ.1885 พระพนมวัง (นางสะเดียงทอง)
- พ.ศ.1885. ถึง พ.ศ........ เจ้าศรีราชา หรือพระเจ้าศรีธรรมโศกราช สุรินทราราชาสุ รวงค์ ธิบดีศีรยุ ธิษเถียรอภัย ฑิริ ปรากรมพาหุ (นางสน) เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมหานคร
- ปีพ.ศ. 1837 ถึงปีพ.ศ.1893 เมืองนครศรีธรรมราชยังมีฐานะเป็นเมืองพระยามหานคร หรือเมืองประเทศราช
- หลังปี พ.ศ1861 ขุนรัตนากร
- พ.ศ.1893ถูกรวบเข้ากับอาณาจักอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราชตก อยู่ในกลุ่ม เมืองพระยามหานครที่ต้องถวายต้นไม้ทอง เครื่องราชบรรณาการแก่กรุงศรีอยุธยา
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ. ...... ท้าวราชกฤษณา และภรรยาออกญาราม เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช(ตำนานวัดพังยาง ระโนด)
- พ.ศ.1919 ถึง พ.ศ......... หลวงศรีมหาวงค์ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มาทำวิหารฝ่ายอุดรพระธาตุทักษิณพระโพธิมณเฑียร ก่อพระสูง 7 ศอก หล่อพระสำมฤฐองค์หนึ่งไว้ปัจฉิม เมียหล่อองค์หนึ่งไว้ฝ่ายบูรรพ์ ชื่อว่าเพหารเขียน (สร้างวิหารเขียน วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช)แล้วอุทิศข้าหญิงชายไร่นาไว้ สำหรับ รักษาพระ โปรดให้หลวงพิเรนทรเทพมาเป็นเจ้ามือง พระทิพราชาน้องพระญาสุพรรณเป็นปลัดศึก อารู้ ยกมาตีเมืองแล้วไปตีพัทลุงได้ ทิพราชาเป็นแม่ทัพไปตีคืนเล่า
- พ.ศ........ ถึง พ.ศ......... หลวงพิเรนทรเทพ
- พ.ศ.1998 ถึงพ.ศ........ ...เจ้าพระญาศรีธรรมราช ชาติเดโชไชย มไหยสุริยาธิบดีอภัย พิริยบรากรมพาหุ
- พ.ศ. 1998 ฐานะเมืองนครศรีธรรมราชเปลี่ยนเป็นหัวเมืองเอก
- พ.ศ.2039 ถึง พ.ศ........... โปรดให้พระยาพลเทพราชมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (กำกับทำกำแพงเมือง ) กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชถูกดัดแปลงเป็นกำแพงอิฐ โดยชาวโปรตุเกต แล้วเข้าไปกรุงไปทางเมืองสระ
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ............ออกหลวงชัยราชาราชสงคราม ย้ายเจ้าเมืองพัทลุงไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ............ออกพระราชเดชชัย
- พ.ศ......... ถึง พ.ศ.2072 ขุนอินทรเทพ ตั้งเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช หรือ ออกพระศรีไสยรัตน์รังสี ( ขุนนางเชื้อสายนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นคนสนิทของพระมหาธรรมราชา
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ.2091..... ออกขุนทรเนนทรเทพ
- พ.ศ.2105 ถึง พ.ศ.2122 ประมาณเวลาที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชสร้างวัดท่าช้างเป็นอารามหลวงแล้วให้พระสมโพธิสมภารเป็นอธิการ และ ท้าวโคตรคีรีเศรษฐีสร้างวัดเสมาทอง (ตรงบริเวณเจดีย์ยักษ์)สันนิษฐานว่าวัดนี้น่าจะอยู่ตรงเจดีย์ยักษ์ ชื่อพระเงินเป็นชื่อพระประธานวัดนี้
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ. 2133 ปลัดเมือง ขึ้นรั้งเมือง
- พ.ศ. .......ถึง พ.ศ. 2139 มีตราโกษาธิบดีออกมาให้ จ่าพลภาย ( รั้งเมืองนครศรีธรรมราช)
- พ.ศ.2141 ถึง พ.ศ. 2144 โปรดให้ พระยาศรีธรรมราชะเดชะมาเป็นเจ้าเมืองอุชงคนะให้ลักปหม่าหนาเป็นแม่ทัพเรือมารบ เจ้าเมืองให้ขุดคูเมืองป้องกันข้าศึกจากเมืองยี่หน(รัฐยะโฮร์) ปัจจบันเรียกว่า คูขวาง เสียขุนคำแหงปลัดเมือง ณ รอปากพระญา ข้าศึกรุกเข้าถึงตีนกำแพงฝ่ายอุดร พระยาศรีธรรมราชออกรบ ศึกหนีไป
- พ.ศ.2144 ถึง พ.ศ........... โปรดให้พระยารามราชท้ายน้ำมาเป็นเจ้าเมืองเอาขุนเยาวราชมาเป็นปลัดเมืิอง รู้ข่าวศึกอุชงคนะจึงพระยาให้ขุดฝ่ายบูรรพ์แต่ลำน้ำท่าวังมาออกลำน้ำฝ่ายทักษิณ (เสียชีวิตในที่รบ) พระยาแก้วก่อเจดีย์ไว้ในวิหารพระธรรมศาลา บรรจุอัฐิรามราชท้ายน้ำ เรียกว่า เจดีย์สวรรค์ พระยารามราชท้ายน้ำ เป็นขุนศึกคู่พระทัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- พ.ศ.2155 ถึง พ.ศ. 2163 ออกท้าวประทอง( ออกญาพัทลุง เจ้าเมืองพัทลุง มาเป็นเจ้าเมืองนครนครศรีธรรมราช ( เป็นลูกชายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช คนก่อน ) เจ้าเมืองคนนี้มี ปริศนาในเรื่อง เจดีย์สวรรค์ เพราะว่าเสียชีวิตในสนามรบ ที่หัวรอ ท่าพญาเช่นกัน
- พ ศ......... ถึงพ.ศ..................ออกญาพัทลุง
- พ.ศ.2171 ถึง พ.ศ. 2172 ขุนอินทราเป็นศรีมหาราชา(กรุงศรีอยธยาแต่งตั้งมามาพร้อมกับนายสามจอมทำหน้าที่จดสารบาญชีที่ภูมิทัศแก่พระสงฆ์และศาสนสถานทั้งหลายในเมืองนครศรีธรรมราช)
- พ.ศ.2172 ถึง พ.ศ. 2173 ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดะ) ในปีพ.ศ. 2172 เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงค์ (ออกญากลาโหม) กำลังชุมพลเพื่อเตรียมการปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ภายหลังพลักได้ดันให้ ออกญาเสนาภิมุข( ยามาดะ ) ไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ ออกญาเสนาภิมุข( ยามาดะ) ได้ฆ่ากรมการเมืองนครศรีธรรมราช ที่เป็นปรปักษ์กับตนหลายคนและทั้งริบทรัพย์สมบัติของกรมการเมืองเหล่านั้น รวมทั้งของชาวเมืองไปให้พวกญี่ปุ่นที่ติดตามมาด้วย ต่อมา ยามาดะ ถูกวางยาพิษตาย ที่เมืองนครศรีธรรมราช
- พ.ศ.2173.ถึง พ.ศ.2176.......ออกขุนเสนาภิมุข (โอนิน) บุตร ยามาดะ ขึ้น เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2175 นครศรีธรรมราช เป็นกบฏต่อกรุงศรีอยุธยา ออกญาขุนเสนาภิมุข( โอนิน) ตั้งตนเป็นกษัตริย์( พระราชากำมะลอ)เมืองนครศรีธรรมราช เกิดกลียุค ชาวเมืองถูกออกขุนเสนาภิมุข ( โอนิน ) ปล้นฆ่าตายจำนวนมาก ชาวเมืองนครฯจึงต้องหนีตายออกนอกเมือง จนเมืองนครฯกลายเป็นเมืองร้าง ออกขุนเสนาภิมุขทิ้งเมืองถอยไปอยู่กัมพูชา.......เนื่องมาจากใน ปีพ.ศ. 2175 กรุงศรีอยุธยา ส่ง ออกญามะริด ซึ่งเป็นน้องชายเจ้าเมืองคนเก่า ลงมาปราบ เข้ายึดเมืองนครศรีธรรมราชคืน
กล่าวคือกองทัพเรือกรุงศรีอยุทยา ส่งออกญาท้ายน้ำกับออกพระศักดาพลฤทธิ์เป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยพระยาเมืองนครศรีธรรมราชคนใหม่ สามารถปราบขบถลงได้โดยเร็ว ราว วันที่ 20 สิงหาคม 2175
- พ.ศ....พระบรมธาตุหัก..ในปี.พ.ศ.2190 ซ่อมเสร็จ......ตามจารึกที่ปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์นครฯ.สมัยพระเจ้าปราสาททอง ยอดพระบรมธาตุหักถึงรัตนบัลลังก์ (เกิดจากฝีมือมนุษย์) บรรทึกไว้ว่า เมื่อวันจันทร์เดือนหก แรมสีค่ำ ปีมะเมีย และซ่อมกลับคืนแล้วเสร็จใน เดือนสิบ วันศุกข์
- พ.ศ. 2192 ถึง พ.ศ.2197 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เดชไชยอภัยพีธีปรากรมพาหุ
- พ.ศ. 2197 ถึง พ.ศ........... มีพระบรรทูลโปรดให้...... พระยาบริบาลพลราช เจ้าเมืองตะนาวศรี มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เดชไชยอภัยพิธีปรากรมพาหุ เจ้าพระญานครศรีธรรมราช
ยุคสมัยพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2199-2231
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ..............เจ้าพระยานครฯ (ขุนทอง)แต่งตั้งผู้รั้งเมือง
กรุงศรีอยุทธยาได้ลดอำนาจเมืองนครศรีธรรมราชลง โดยแต่งตั้งผู้รั้งเมืองและกรมการเมืองตามตำแหน่งพอสมควร
- พ.ศ..........ถึง พ.ศ. ......เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชถูกประหาร กรณีเรื่องศรีปราชญ์ (ใคร)
พ.ศ.2230 ออกญาพัทลุง พัทลุงมีจิตรศรัทธาบริจากแผ่นทองคำติดบนปลียอดพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ มีศักกราชกำกับว่า พ.ศ. 2230 เพื่อความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและปกครอง 2เมือง
- พ.ศ.2230 ถึง พ.ศ.2235 ออกญารามเดโช (หวาน) มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแทนเจ้าเมืองคนเก่าท่ีถูกประหาร (ออกรามเดโช เป็นลูกชายเจ้าเมืองไทรบุรี ซึ่งเป็นชาวเปอร์เชีย) ต่อมาในปี พ.ศ. 2229 ถึงปี พ.ศ. 2235 พระยารามราชเดโช เป็นกบฏ กรุงศรีอยธยา
- พ.ศ. 2235 เจ้าพระยารามเดโช .เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหนีไปมาลายู
- พ.ศ.......... ถึง พ.ศ. 2242..พระยายมราชสั่ง
- พ.ศ 2242 ถึง พ.ศ........ เจ้าพระยาศรีธรรมราช เดชชาติอำมาตยานุชิต พิพิทรัตนราชโกษาธิบดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ(สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้เล่ม1 ปีพ.ศ. 2529 หน้าที่17)
- พ.ศ. 2244 ....พระเพทราชารับสั่งให้บูรณะ พระวิหารทับเกษตรและวิหารต่างๆวัดพระบรมธาตุที่ชำรุด
- พ.ศ.2275 ถึง พ.ศ ..........โปรดเกล้าให้ ขุนชำนาญ (ดาบคู่) ไปเป็นพระยานครศรีธรรมราช ในนามเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) ยศขุนนางชั้นพระยามหานคร(สารนคร ฉบับที่ 4 เมษายน 2556)
-พ.ศ. 2258 ถึง พ.ศ.........ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดให้ พระยาไชยาธิเบศร์ มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
-พ.ศ. 2297 พระยาพลเทพออกมาเป็นเจ้าเมืองนคร หลักฐานจากจารึกฐานพระลากวัดศรีทวี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
-พ.ศ.2300 ถึง พ.ศ. 2301 ปรากฏหลักฐานในทำเนียบศักดินา ข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้ง พระยาสุโขทัย มาเป็นเจ้าพระยาธรรมราช (บุญเลี้ยง) ปลายแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
-พ.ศ.2301 ถึง พ.ศ.2310 พระยาสุราชสุภาวดี (ละคร หรือดอกไม้ ) เจ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีโปรดตั้งพระยาราชสุภาวดี เป็นว่าที่พระยาศรีธรรมโศกราชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เป็นขุนนางนอกราชการตำแหน่ง คือ เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลางศักดินา 5000 เป็นออกพระ ถูกอุธรณ์ต้องกลับ กรุงศรีอยุธยา มีชีวิตถึงรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี
ยุคกรุงธนบุรี/รัตนโกสินทร์
-พ.ศ.2310 ถึง พ.ศ. 2312 เจ้าพระยานคร ฯ (หนู)
-พ.ศ.2312 ถึง พ.ศ.2319 เจ้านราสุริยวงค์ (พระเจ้าหลานเธอ ) ทิวงคตที่เมืองนครศรีธรรมราช
-พ.ศ.2319 ถึง พ.ศ.2328 เจ้าพระยานคร(หนู) ได้รับการแต่งตั้งอีกครั้งเป็น เจ้าขัตติยราชนิคมสมมติมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช ณ วันอาทิตย์ เดือน 11 ขึ้น 3 ค่ำ ศก.นั้น
นครศรีธรรมราชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น( พ.ศ. 2325 - 2410 )
-พ.ศ.2328 ถึง พ.ศ. 2352 เจ้าพระยานครพัฒน์
-พ.ศ.2354 ถึง พ.ศ. 2382 เจ้าพระยานคร(น้อย) วันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน 6 จุลศักราช2101 เจ้าพระยานครน้อยได้ถึงแก่อสัญกรรม รวมเวลาปกครองเมืองนครศรีธรรมราช 28 ปี
-พ.ศ.2382 ถึง พ.ศ. 2440 พระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง)
-พ.ศ.2440 ถึง พ.ศ. 2447 พระสุธรรมมนตรี(หนูพร้อม)
-พ.ศ.2447 ถึง พ.ศ. 2449 พลเอกเจ้าพระยาบดินเดชานุชิด(แย้ม ณ นคร)
-พ.ศ.2459.ถึง พ.ศ........จากผู้ว่าการเมือง ........ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
- พ.ศ.2475...................มณฑลนครศรีธรรมราช ได้ยุบเป็นจังหวัด มีผู้ว่า ราชการจังหวัด
ทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
1.พ.ศ .2440 - 2447 เจ้าพระยาสุธรรรมนตรีศรีธรรมรา (หนูพร้อม ณ นคร)
2 .พ.ศ. 2477 - 2479 พระยาสนทร ธุรกิจ (หมี ณ ถลาง)
3. 3 พ.ย. 2449 - 1 มี.ค .2542 พระยาตรังภูมิบาล (ถนอม บุญยเกตุ )
4. 15มิ.ย. 2452 - 13 ก.ค.2455 พระยาศีรีธรรมบริรักษ์ (เย็น สุวรรณปัทม)
5. 13 ก.ค. 2455 - 5 มี.ค. 2462 พระยาประชากิจกรจักร์ ( พัด มหาเปารยะ )
6. 6 ม.ค. 2462 - 26 มิ.ย. 2474 พระยารัษฏานุประดิษฐ์ ( สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
7. 26มิ.ย. 2474 - 23 ก.พ. 2475 พระยาสุรพลพิพิธ(เป้า สุมนดิษฐ์)
8. 23 ก.พ. 2475-22 ก.พ. 2476 พระยาบุรีสราธิการ (โจ้ กนิษฐารัตน์)
9. 22 ก.พ. 2476-23 พ.ย. 2477 พระอรรถานิพนธ์ปรีชา (ประเสริฐ อรรถนิพนธ์ปรีชา)
10. 23 พ.ย. 2477- 18 พ.ค. 2481 พระยาสุราษฎร์ธานีศรีเกษตรนิคม (เต่า ศตะกุรมะ)
11. 5 ส.ค. 2481 24 ธ.ค. 2484 ร.อ. พระสาครบุรารักษ์ ร.น. (ปริก สุวรรณนนท์)
12. 19 ธ.ค. 2484 - 10 เม.ย. 2486 ร.อ.อ. หลวงวุฒิราษฎร์รักษา (ว.ศ.วุฒิราษฎร์รักษา)
13. 10 เม.ย. 2486 -13 มี.ค. 2489 ขุนภักดีดำรงฤทธิ์ (ภักดี ดำรงฤทธิ์)
14. 13 มี.ค. 2489 - 6 ก.ย. 2489 ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ (สมวงส์ วัฏฏสิงห์)
15. 8 ต.ค. 2489 1 ก.ย. 2493 นายแม้น ออนจันทร์
16. 1 ก.ย. 2493 25 เม.ย. 2494 ขุนอารีราช การัณย์ (ชิต สุมนดิษฐ์
17. 5 เม.ย. 2494 - 7 ม.ค. 2495 ขุนไมตรีประชารักษ์ (ไมตรี พิจิตรนรการ)
18. 8 ม.ค. 2495 31 มี.ค. 2497 ขุนพิเศษนคร (ชุบ พิเศษนครกิจ)
19. 22 เม.ย. 2497 - 22 พ.ค. 2500 ขุนจรรยาวิเศษ (เที่ยง บุญยนิตย์)
20. 23 พ.ค. 2500- 23 ก.ย. 2501 นายมงคล สุภาพงษ์
21. 23 ก.ย. 2501 - 1 ก.ค. 2503 นายจันทร์ สมบูรณ์กุล
22. 1 ก.ค. 2503 1 ส.ค. 2512 นายสันต์ เอกมหาชัย
23. 1 ส.ค. 2512 1 - 3 ธ.ค. 2514 นายพันธ์ ลายตระกูล
24. 17 ม.ค. 2515 - 15 ม.ค. 2518 นายคล้าย จิตพิทักษ์
25. 25 ม.ค. 2518 - 13 ก.พ. 2518 นายเวียง สาครสินธุ์
26. 13 ก.พ. 2518 - 30 ก.ย. 2519 นายศุภโยค พานิชวิทย์
27. 1 ต.ค. 2519 - 30 ก.ย. 2521 นายเสน่ห์ วัฑฒนาธร
28. 1 ต.ค. 2521 - 30 ก.ย.2525 นายธานี โรจรนาลักษณ์
29. 1 ต.ค. 2525 - 30 ก.ย.2529 นายเอนก สิทธิประศาสน์
30. 1 ต.ค. 2529- 30 ก.ย.2530 เรือตรีสุกรี รักษ์ศรีทอง
31. 1 ต.ค. 2530 - 30 ก.ย.2532 นายนิพนธ์ บุญญภัทโร
32. 1 ต.ค. 2532 - 30 ก.ย.2533 พันโทกมล ประจวบเหมาะ
33. 1 ต.ค. 2533 - 30 ก.ย.2534 ร้อยตรีณรงค์ แสงสุริยงค์
34. 1 ต.ค. 2534 - 30 ก.ย.2535 ร้อยตรีกิตติ ประทุมแก้ว
35. 1 ต.ค. 2535 - 30 ก.ย.2536 นายวิสุทธิ์ สิงห์ขจรวรกุล
36. 1 ต.ค. 2536 - 30 ก.ย.2537 นายสุชาญ พงษ์เหนือ
37. 1 ต.ค. 2537 - 30 ก.ย.2538 นายบัญญัติ จันทน์เสนะ
38. 1 ต.ค. 2538- 30 ก.ย.2540 นายประกิต เทพชนะ
39. 20 ต.ค. 2540 - 30 ก.ย.2541 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
40. 1 ต.ค. 2541 - 30 ก.ย.2544 นายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์
41. 1 ต.ค. 2544 - 30 ก.ย.2547 นายสวัสดิ์ แกล้วทนงค์
42. 1 ต.ค. 2547 - 30 ก.ย.2551 นายวิชม ทองสงค์
43. 20 ต.ค. 2551 - 30 ก.ย. 2552 นายภาณุ อุทัยรัตน์
44. 1 ต.ค. 2552 - 27 พ.ย. 2554 นายธีระ มินทราศักดิ์
45. 28 พ.ย. 2554 - 30 ก.ย. 2556 นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์
46. 1 ต.ค. 2556 - 30 ก.ย.2557 นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์
47. 1 ต.ค. 2557 - 30 ก.ย.2559 นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า
48. 1 ต.ค.2559 - 30 ก.ย. 2562 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา
49. 1 ต.ค. 2562 - 30 ก.ย. 2563 นายศิริพัฒ พัฒกุล
50. 1 ต.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2565 นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์
51. 1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566 นายอภินันท์ เผือกผ่อง
52. 2 ต.ค. 2566 - 16 พ.ย. 2567 นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี
53. 26 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน นายสมชาย ลีหล้าน้อย
อ้างอิงข้อมูล หนังสือทักษิณรัฐ ของ ศ.มานิต วัลลิโภดม โดย กรมศิลปากร
หนังสือ ประวัติสังเขปพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช กับเรื่องเมืองนคร เจริญชัย พุทธรัต
สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช https://www.nakhonsithammarat.go.th/web_52/provincial.php
12 มกราคม, 2569
๑๑ เมษายน #วันแห่งพระธาตุไร้เงา
๑๑ เมษายน วันแห่งพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชไร้เงา
ถอดรหัสลับ "พระธาตุไร้เงา" ปรากฏการณ์แห่งกาลเวลาและภูมิปัญญาตามพรลิงค์
"เมื่อดวงตะวันตั้งฉาก เงาแห่งศรัทธากลับเลือนหาย... นี่มิใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือมรดกทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์"
การพิจารณาสถาปัตยกรรมโบราณมิได้ดูเพียงความงามของศิลปะ แต่เรามองลึกไปถึง "#การวางตำแหน่ง" ที่สัมพันธ์กับจักรวาล จากข้อมูลการค้นคว้าล่าสุดโดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ร่วมกับบริบททางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรตามพรลิงค์ เราได้ค้นพบความจริงที่น่าตื่นตะลึงของ #พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
ความจริงทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก
จากการคำนวณพิกัดทางดาราศาสตร์ พระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ที่ละติจูดประมาณ 8 องศาเหนือ ตำแหน่งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดที่ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่ง "#จุดเหนือศีรษะ" พอดีในรอบปี
• #วันที่เกิดปรากฏการณ์ วันที่ 11 เมษายน ของทุกปี
• #ห้วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์ เวลาประมาณ 12:21 น. (อาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในระดับนาทีตามสมการเวลาของแต่ละปี)
"ณ วินาทีนั้น แสงอาทิตย์จะส่องลงมาในแนวดิ่ง 90 องศากับพื้นโลก ทำให้เงาขององค์พระบรมธาตุทาบทับลงบนฐานของตัวเองพอดี ส่งผลให้ผู้ที่ยืนมองจากด้านข้าง '#มองไม่เห็นเงา' ที่ทอดยาวออกไป นี่คือคำตอบทางวิทยาศาสตร์ของตำนานพระธาตุไร้เงา"
ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันโดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการ สดร. ที่ระบุว่านี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คำนวณได้ล่วงหน้า และเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชี่ยวชาญของช่างหลวงเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต
ถอดรหัส "ฤกษ์จิตรา" #การวางผังเมืองด้วยดวงดาว
สิ่งที่ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้เหนือกว่าสิ่งก่อสร้างทั่วไป คือการเชื่อมโยง "เวลา" เข้ากับ "จักรวาล"
จากการวิจัยพบว่า #แกนของพระบรมธาตุเจดีย์มีการเบี่ยงเบนเล็กน้อยจากทิศตะวันออกไปทางทิศเหนือ #ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดในการก่อสร้าง แต่เป็นการจงใจวางผังตาม "#ดาวฤกษ์รวงข้าว" หรือในทางโหราศาสตร์เรียกว่า "#ฤกษ์จิตรา" (วันเถลิกศกสงกรานต์ซึ่งตรงกับ “วันรับเจ้าเมืองใหม่” ของชาวนครศรีธรรมราชในครั้งโบราณ)
ความเชื่อมโยง: วันที่ 11 เมษายน นอกจากจะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากแล้ว ในทางดาราศาสตร์โบราณยังสอดคล้องกับช่วง "เถลิงศกใหม่" หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย (สงกรานต์) และวันรับเจ้าเมืองใหม่
• กลไกท้องฟ้า: บรรพบุรุษชาวนครศรีธรรมราชใช้ตำแหน่งที่ ดาวรวงข้าวตกจากขอบฟ้า เป็นหมุดหมายในการวางรากฐาน ซึ่งสอดรับกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษ
"สถาปัตยกรรมชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือน 'ปฏิทินหินขนาดยักษ์' ที่บอกเวลาปีใหม่ของชาวนครฯ ได้อย่างเที่ยงตรงมานับพันปี"
สายสัมพันธ์ข้ามคาบสมุทร รหัสพันธุกรรมจากลังกาทวีป
หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดที่ยืนยันว่าภูมิปัญญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา คือความเชื่อมโยงกับ #สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา คู่ค้าและพันธมิตรทางศาสนาที่แนบแน่นของอาณาจักรตามพรลิงค์
จากการสำรวจเปรียบเทียบเชิงวิชาการ เราพบ "#ฝาแฝดทางดาราศาสตร์" ของพระบรมธาตุเมืองนครฯ ถึง 2 แห่งในศรีลังกา:
1. #เจดีย์รุวันเวลิ (Ruwanwelisaya) ณ เมืองอนุราชปุระ
2. #เจดีย์กิริเวเหระ (Kiri Vehera) ณ เมืองโบราณพอลอนนาลูวา
ข้อค้นพบสำคัญ
• เจดีย์ทั้งสองแห่งในศรีลังกามีการวางผังเอียงไปทางทิศเหนือเล็กน้อย เพื่อรับกับดาวรวงข้าวเช่นเดียวกัน
• เกิดปรากฏการณ์ "ไร้เงา" ในวันที่ 11 เมษายน เช่นเดียวกัน!
• ความต่างของเวลา: ด้วยความแตกต่างของเส้นลองจิจูด ปรากฏการณ์ที่ศรีลังกาจะเกิดขึ้นช้ากว่านครศรีธรรมราชประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที (นครฯ เกิด 12:21 น. -> ศรีลังกาเกิด 13:11 น.)
นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นครศรีธรรมราชและศรีลังกา ใช้ "พิมพ์เขียวทางดาราศาสตร์" ฉบับเดียวกัน ซึ่งระบุอยู่ในคัมภีร์พระเวทและศาสตร์การสร้างสถูปโบราณ
บทสรุป
ปรากฏการณ์ "พระธาตุไร้เงา" ในวันที่ 11 เมษายน มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ ที่ผสาน 3 ศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
1. ดาราศาสตร์ : การคำนวณจุด จุดเหนือศีรษะ และตำแหน่งดาวฤกษ์รวงข้าว หรือ ฤกษ์จิตรา
2. ภูมิศาสตร์ : การเลือกทำเลที่ตั้ง ณ ละติจูดที่เหมาะสม
3. ประวัติศาสตร์ศิลปะ : การถ่ายทอดรูปแบบสถาปัตยกรรมผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเล ระหว่างตามพรลิงค์และลังกา
"พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช... มิใช่เพียงศูนย์รวมแห่ง 'ศรัทธา' เพียงอย่างเดียว หากแต่คือมหาอนุสรณ์แห่ง 'ปัญญา' ที่ประกาศก้องให้โลกประจักษ์ถึงอัจฉริยภาพทางจักรวาลวิทยาอันล้ำสมัยของบรรพชนไทย"
ที่มา โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ https://www.facebook.com/jiradejwong
ยุทธศาสตร์ "แนวหลัง" แห่งราชธานี
ยุทธศาสตร์ "แนวหลัง" แห่งราชธานี
ย้อนกลับไปในมหาศักราชแห่งการสงคราม รัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓ – ๒๑๔๘) แม้พระแสงดาบคาบค่ายจะหันไปฟาดฟันกับหงสาวดีทางทิศประจิมและละแวกทางทิศบูรพา แต่สายพระเนตรอันยาวไกลมิเคยละเลย "ปักษ์ใต้"
ภัยคุกคามจาก "อุฌงคตะนะ" (Ujong Tanah) หรือกลุ่มนครรัฐปลายแหลมมลายู (รัฐยะโฮร์) ผู้เชี่ยวชาญยุทธนาวี เริ่มแผ่อิทธิพลคุกคามเส้นทางการค้าคาบสมุทร เพื่อตรึงเสถียรภาพแดนใต้ สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงทรงส่งขุนพลคู่พระทัย "พระรามราชท้ายน้ำ" ลงมาบัญชาการรักษานครศรีธรรมราช ดั่งเสาหลักที่ปักลงกลางพายุ เพื่อมิให้ข้าศึกตีขนาบหลังราชธานีได้
ศึกระลอกแรก #บทเรียนจากปากพญา
พ.ศ. ๒๑๔๑ เสียงกลองศึกดังสนั่นเมื่อ "ลักปมานา" ( ตำแหน่งแม่ทัพเรือ) ขุนศึกแห่งสุลต่านอับดุลเลาะห์ มูอะยัต ชาห์ แห่งยะโฮร์ ยกทัพเรือเข้าตีอ่าวนคร แม้ ขุนคำแหง วีรบุรุษทัพเรือนครฯ จะพลีชีพลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ในยกแรก แต่ก็เป็นการปลุก "พยัคฆ์ตามพรลิงค์" ให้ตื่นขึ้น
#พระรามราชท้ายน้ำ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ดั่งขงเบ้งแห่งแดนใต้ ทราบดีว่าข้าศึกจักต้องหวนคืนมาอีก จึงบัญชาให้ขุด "#คลองคูขวาง" (เชื่อมคลองท่าวัง-คลองคูพาย) เปลี่ยนภูมิศาสตร์เมืองให้กลายเป็นป้อมปราการทางน้ำ เตรียมรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
วิกฤตการณ์ พ.ศ. ๒๑๗๑ #การรุกรานครั้งสุดท้าย
กาลเวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ. ๒๑๗๑ ในห้วงรอยต่อแห่งการผลัดแผ่นดินอยุธยา กองทัพยะโฮร์ภายใต้บัญชาของ สุลต่านอับดุล จาลิล ชาห์ที่ ๓ ฉวยโอกาสยกทัพมหึมา บดขยี้เมืองพัทลุงจนราบคาบ ก่อนเบนหัวเรือมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด... นครศรีธรรมราช
กองเรือข้าศึกปิดล้อมปากน้ำ พยายามยกพลขึ้นบกที่ "ทุ่งหยาม" (พื้นที่ทิศเหนือของเมือง) หมายจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีชาวนครให้จมดิน
พระรามราชท้ายน้ำ ในวัยชราแต่หัวใจยังแกร่งดั่งหินผา แบ่งกำลังเป็นสองทัพ:
1. ทัพหน้า: ออกทางประตูลักและประตูลอด
2. ทัพหลวง: ออกทางประตูชัยชุมพล
๗ วันแห่งความตาย และการร่วงโรยของมหาบุรุษ
ณ ทุ่งหยาม การปะทะกันกินเวลายาวนานถึง ๗ วัน ๗ คืน เสียงดาบปะทะกันมิเคยเงียบเสียง เลือดชโลมทุ่งนาจนแดงฉาน ท่ามกลางความกดดันสูงสุด ร่างกายที่ตรากตรำศึกมาค่อนชีวิตของ พระรามราชท้ายน้ำ ไม่อาจทานทนต่อสังขารได้อีกต่อไป ท่านได้ สิ้นใจลงกลางสมรภูมิ มิใช่ด้วยคมดาบศัตรู แต่ด้วยหัวใจที่ใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อปกป้องบ้านเมือง
"แม่ทัพสิ้นชีพ แต่จิตวิญญาณหาได้สิ้นสูญไม่"
เมื่อไร้ผู้นำ ทัพนครฯ ถอยร่น ข้าศึกรุกคืบเผาทำลาย วัดท่าโพธิ์ จนวอดวาย ไฟสงครามลามเลียใกล้กำแพงเมือง ความหวังดูริบหรี่...
จุดพลิกผัน: ปฏิบัติการ "#หักทัพกลางดึก"
ในความมืดมิดที่ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ "ขุนพันจ่า" ขุนศึกผู้ไม่ยอมจำนน รวบรวมกำลังที่เหลือ อาศัยความชำนาญพื้นที่เข้า โจมตีแบบกองโจร กลางดึก! ความกล้าหาญครั้งนี้สร้างความโกลาหลจนกองทัพอุฌงคตะนะแตกพ่ายหนีลงเรือ ทิ้งไว้เพียงซากความเสียหายและตำนานที่เล่าขาน
#รอยจารึกแห่งความทรงจำ
หลังสงครามสงบ พระยาแก้ว (หลานชาย) ได้กระทำฌาปนกิจศพพระรามราชท้ายน้ำอย่างสมเกียรติ อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ ณ #เจดีย์วิหารพระธรรมศาลา วัดพระบรมธาตุนครฯ เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้
วันนี้ แม้เสียงดาบจะเงียบสงบไปกว่า ๔๐๐ ปี แต่ชื่อของ "ถนนราชดำเนิน" และ "ซอยรามราชท้ายน้ำ" รวมถึงร่องรอยคูขวาง ยังคงทำหน้าที่เป็นพยานวัตถุ เตือนใจชาวนครศรีธรรมราชถึงวีรกรรม ณ ทุ่งหยาม
ทุ่งนาแห่งนี้ มิใช่เพียงที่ทำกิน #แต่คือสุสานศักดิ์สิทธิ์ของผู้กล้า ที่แลกชีวิตเพื่อให้เราได้มีแผ่นดินอยู่จนถึงทุกวันนี้
เรียบเรียงโดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ (https://www.facebook.com/jiradejwong)
ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช จากตามพรลิงค์สู่มหานครธรรมราชา
ท่ามกลางเกลียวคลื่นแห่งมหาสมุทรที่พัดพาอารยธรรมจากอินเดียสู่คาบสมุทรมลายู... มีห้วงเวลาหนึ่งที่หน้าประวัติศาสตร์ถูกจารึกใหม่ด้วยความเกรียงไกรของ "ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช"
นี่คือ "จุดเปลี่ยน" ที่พลิกโฉมหน้าจากเพียงชุมชนการค้าโบราณนามว่า 'ตามพรลิงค์' ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและการปกครองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นมหานครที่ศรัทธาและความเป็นปึกแผ่นหลอมรวมกันจนเกิดเป็นมรดกที่โลกต้องจารึก
แต่คำถามที่ยังคงเป็นปริศนามานับสหัสวรรษคือ... ใครคือ 'พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช' ?
• ท่านคือกษัตริย์ผู้พลัดถิ่นที่หนีตายจากวิกฤต "ไข้ห่า" เพื่อหาแผ่นดินใหม่?
• ท่านคือ "พราหมณ์มาลี" ผู้อัญเชิญพระทันตธาตุลี้ภัยสงครามมาจากแดนชมพูทวีป?
• หรือแท้จริงแล้ว ท่านคือ "พระเจ้าจันทรภาณุ" ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ที่จารึกหลักที่ 24 ยกย่องให้เป็นดั่งอาทิตย์และจันทร์ ผู้เคยกรีธาทัพข้ามสมุทรไปสั่นสะเทือนถึงเกาะลังกา?
ร่วมไขปริศนาแห่งตัวตน และทำความเข้าใจรากฐานของ "เมืองสิบสองนักษัตร" ระบบการปกครองที่แผ่อิทธิพลไปทั่วคาบสมุทร พร้อมสำรวจหัวใจแห่งศรัทธาอย่าง "พระบรมธาตุเจดีย์" มรดกศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้
#รุ่งอรุณแห่งราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช
ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชถือเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์คาบสมุทรไทย โดยเป็นราชวงศ์ที่ปกครองนครศรีธรรมราชในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ก่อนที่จะถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา
การอุบัติขึ้นของราชวงศ์นี้มิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านผู้ปกครอง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่พลิกโฉมและยกระดับนครศรีธรรมราชจากชุมชนโบราณให้กลายเป็นนครรัฐหรืออาณาจักรอิสระที่เจริญรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค การมีอยู่ของราชวงศ์นี้ได้รับการยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช, ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ไปจนถึงหลักฐานศิลาจารึกอย่าง จารึกหลักที่ 24 (จารึกวัดเวียง) ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้เราสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในทางรากศัพท์ คำว่า “ศรีธรรมาโศกราช” นั้นสันนิษฐานว่ามาจากการสนธิคำระหว่าง “ธรรม” และ “อโศก” เกิดเป็น “ธรรมาโศก” (ผู้โศกเศร้าในธรรม หรือ ผู้มีความรุ่งโรจน์ด้วยธรรมดุจพระเจ้าอโศกมหาราช) แม้ว่าในเอกสารบางฉบับจะปรากฏการใช้งานในรูป “ศรีธรรมโศก” ก็ตาม เพื่อที่จะเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่และอิทธิพลของราชวงศ์นี้ได้อย่างถ่องแท้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้อนกลับไปสำรวจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ จากชุมชนโบราณสู่แผ่นดินแห่งโอกาส
ก่อนการสถาปนาราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ดินแดนที่ปัจจุบันคือจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นชุมชนที่เก่าแก่และต่อเนื่องยาวนานกว่าพันปี โดยมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 ในชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย เช่น ตามพรลิงค์, กะมะลิง, และ สิริธรรมนคร พัฒนาการอันยาวนานนี้สามารถแบ่งออกได้อย่างกว้างๆ เป็น 3 ยุคสมัยหลัก ดังนี้
• #ยุคตามพรลิงค์: พุทธศตวรรษที่ 8 - 17
• #ยุคนครศรีธรรมราช: พุทธศตวรรษที่ 18 - 23
• #ยุคปัจจุบัน: พุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมา
ใน "ยุคตามพรลิงค์" ซึ่งกินเวลายาวนานเกือบหนึ่งสหัสวรรษ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ได้ส่งผลอย่างมหาศาลต่อพัฒนาการของชุมชนแห่งนี้ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอันเป็นจุดยุทธศาสตร์กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานีการค้าทางทะเลที่สำคัญ และเปิดประตูรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกายและไศวนิกาย ซึ่งปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีอย่างชัดเจนในพื้นที่อำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา รวมถึงศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย (พุทธศตวรรษที่ 11-12)
อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองของแคว้นตามพรลิงค์ต้องมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่อถูกกองทัพของ #ราเชนทร์โจฬะ จากอินเดียใต้เข้าโจมตีจนเสียหายยับเยิน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างสุญญากาศทางอำนาจ เปิดช่องให้อิทธิพลของเขมรแผ่ขยายเข้ามาแทนที่ และทำให้ชุมชนดั้งเดิมเสื่อมอำนาจลง
การเสื่อมสลายของตามพรลิงค์ได้นำไปสู่การเริ่มต้นของ "ยุคนครศรีธรรมราช" ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 อันเป็นยุคแห่งการก่อร่างสร้างตัวครั้งใหม่ โดยมีการเข้ามาของชนกลุ่มใหม่ที่อพยพมาจากลังกาและเมืองหงสา ผสมผสานเข้ากับชนพื้นเมืองเดิมและกลุ่มคนเชื้อสายอินเดียที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อน การหลอมรวมทางวัฒนธรรมครั้งนี้มี "#พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์" เป็นแกนกลางที่สำคัญอย่างยิ่ง
การที่พุทธศาสนานิกายนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงนั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่น เนื่องจากในยุคสมัยนั้นกษัตริย์ลังกาคือ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (Parakramabahu I) ทรงเป็นมหาราชผู้ฟื้นฟูและสังคายนาพุทธศาสนาให้เป็นปึกแผ่น (นิกายมหาวิหาร) ประกอบกับความเชื่อที่แพร่หลายว่าพุทธศาสนาในลังกามีความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์กว่าในชมพูทวีป การสมาทานความเชื่อนี้จึงมิใช่เพียงการรับวัฒนธรรมใหม่ แต่เป็นการยกระดับจิตวิญญาณและสร้างเอกภาพให้แก่ชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ ณ บริเวณ "เมืองพระเวียง" บนหาดทรายแก้ว
ปฐมกษัตริย์ศรีธรรมาโศกราช วิเคราะห์สมมติฐานแห่งที่มา
แม้จะได้รับการยอมรับในฐานะ "ผู้สร้างบ้านแปงเมือง" นครศรีธรรมราช แต่ที่มาของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์ปฐมนั้นกลับมีความซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้นำเสนอเรื่องราวที่แตกต่างกันถึงสามสาย
• สมมติฐานที่หนึ่ง #การอพยพจากดินแดนอื่นในภาคใต้
หลักฐานสายนี้มาจาก ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งระบุว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองอื่นมาก่อน แต่เกิด "ไข้ห่า" (โรคระบาด) ครั้งใหญ่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงต้องอพยพผู้คนที่เหลือรอดลงเรือสำเภามาขึ้นฝั่ง ณ หาดทรายแก้ว และได้ร่วมมือกับคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เดิม รวมถึงคณะสงฆ์จากลังกา นำโดยพระเถระนามว่า "มหาพุทธคำเพียร (เถียร)" ในการสร้างเมืองขึ้นใหม่ โดยขนานนามว่า "เมืองนครศรีธรรมราช" พร้อมทั้งสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นในปี พ.ศ. 1710
• สมมติฐานที่สอง #การลี้ภัยของพราหมณ์จากอินเดีย
สมมติฐานนี้ปรากฏใน จดหมายเหตุตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ฉบับวัดเวียงสระ และฉบับบ้านทุ่งตึก ซึ่งมีเนื้อความสอดคล้องกันว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเดิมคือ "พราหมณ์มาลี" ผู้นำชาวอินเดียที่อพยพหนีการรุกรานของศาสนาอิสลาม โดยได้อัญเชิญพระทันตธาตุมาด้วยเมื่อปี ม.ศ. 1006 (พ.ศ. 1627) คณะของพระองค์ได้ตั้งถิ่นฐานและย้ายที่อยู่หลายครั้งเนื่องจากภัยสงครามและโรคระบาด เริ่มจากบ้านทุ่งตึก, บ้านน้ำรอบ, เขาชวาปราบ, จนมาถึงบ้านเวียงสระ และท้ายที่สุดได้มาสร้างเมืองที่นครศรีธรรมราช ณ หาดทรายใหญ่ริมทะเล
• #สมมติฐานที่สาม #การเคลื่อนย้ายอำนาจจากละโว้
ทฤษฎีนี้เสนอโดย ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ซึ่งวิเคราะห์ว่าราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชอาจอุบัติขึ้นครั้งแรกที่ เมืองละโว้ (ลพบุรีในปัจจุบัน) แต่ต้องเผชิญกับการขยายอำนาจของอาณาจักรขอมในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงจำเป็นต้องอพยพหนีลงมาทางคาบสมุทรมลายู และสถาปนาอำนาจขึ้นใหม่ที่นครศรีธรรมราช
#ข้อสังเกตเชิงประวัติศาสตร์
ในทางวิชาการร่วมสมัย มีข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือว่า "#ศรีธรรมาโศกราช" #อาจมิใช่ชื่อเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น "#ราชทินนาม" หรือตำแหน่งสำหรับกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช ซึ่งสืบทอดกันมาหลายพระองค์ โดยปรากฏหลักฐานสำคัญใน ศิลาจารึกหลักที่ 24 ที่กล่าวถึง "#พระเจ้าจันทรภาณุ" (Chandrabhanu) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตามพรลิงค์ที่ทรงยกทัพไปรบถึงลังกา พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะผู้เคร่งครัดและทรงอิทธิพลอย่างสูง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของ "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" ในตำนาน ผู้ซึ่งสามารถหลอมรวมกลุ่มคนที่แตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียวรอบศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งใหม่ได้สำเร็จ
มรดกแห่งราชวงศ์ การวางรากฐานอาณาจักรและศาสนจักร
ความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสถาปนาเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางรากฐานการปกครองและศาสนาที่มั่นคง ซึ่งได้กลายเป็นมรดกอันยั่งยืนที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาคคาบสมุทรเป็นเวลายาวนาน
#ด้านอาณาจักร การสถาปนาระบบการปกครอง
ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรวบรวมผู้คนที่เคยกระจัดกระจายให้กลายเป็นชุมชนเมืองที่มีระบบระเบียบ พร้อมกับขนานนามเมืองแห่งใหม่นี้ว่า "นครศรีธรรมราช" ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลว่า "นครอันงามสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม" การปกครองในยุคนี้มีลักษณะเป็นแบบ "ธรรมราชา" ซึ่งส่งผลให้อาณาเขตและอิทธิพลของนครศรีธรรมราชขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนมีเมืองบริวารถึง 12 เมือง ที่รู้จักกันในนาม "เมืองสิบสองนักษัตร" โดยแต่ละเมืองจะมีตราประจำเมืองเป็นรูปสัตว์ตามปีนักษัตร ดังนี้
• เมืองสายบุรี (ชวด/หนู)
• เมืองสายปัตตานี (ฉลู/วัว)
• เมืองกะลันตัน (ขาล/เสือ)
• เมืองปะหัง (เถาะ/กระต่าย)
• เมืองไทรบุรี (มะโรง/งูใหญ่)
• เมืองพัทลุง (มะเส็ง/งูเล็ก)
• เมืองตรัง (มะเมีย/ม้า)
• เมืองชุมพร (มะแม/แพะ)
• เมืองบันทายเสมอ (วอก/ลิง)
• เมืองสะอุเลา (ระกา/ไก่)
• เมืองตะกั่วถลาง (จอ/หมา)
• เมืองกระ (กุน/หมู)
#ด้านศาสนจักร การประดิษฐานพุทธศาสนาลังกาวงศ์
มรดกที่สำคัญที่สุดในทางศาสนาคือการสร้าง "พระบรมธาตุเจดีย์" ซึ่งเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวพุทธในภูมิภาค หลักฐานเชิงตำนานระบุว่า เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงทราบเรื่องเล่าการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาประดิษฐาน ณ หาดทรายแก้ว โดย พระเหมชาลา และ พระทนทกุมาร พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างสถูปเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น
การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการสถาปนาความชอบธรรมให้แก่นครรัฐและราชวงศ์ใหม่ โดยเชื่อมโยงอำนาจของพระองค์เข้ากับตำนานความศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของท้องถิ่น องค์เจดีย์มีลักษณะเป็นสถูปทรงระฆังคว่ำตามแบบศิลปะลังกา และด้วยการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์นี่เอง ที่ส่งผลให้ พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ สามารถแพร่ขยายและสถาปนาลงอย่างมั่นคงในนครศรีธรรมราชและดินแดนคาบสมุทรไทยนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา
#อิทธิพลที่ยั่งยืนของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช
โดยสรุปแล้ว พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชและราชวงศ์ของพระองค์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านชุมชนการค้าโบราณอย่าง "ตามพรลิงค์" ให้กลายเป็น "นครศรีธรรมราช" อาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในภูมิภาคคาบสมุทรช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 พระองค์ไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างเมือง แต่ยังเป็นผู้สถาปนารากฐานที่ยั่งยืนทั้งในมิติของรัฐและศาสนา
มรดกของราชวงศ์ปรากฏชัดผ่านการวางระบบการปกครองแบบเมืองสิบสองนักษัตร ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจและบารมีที่แผ่ไพศาล ควบคู่ไปกับการสถาปนานครศรีธรรมราชให้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพระบรมธาตุเจดีย์เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่ยืนยงมาจนทุกวันนี้ ดังนั้น อิทธิพลของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชจึงมิได้เป็นเพียงเรื่องราวในอดีต แต่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ที่หล่อหลอมความเป็นนครศรีธรรมราชจวบจนปัจจุบัน
เรียบเรียงโดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ เผยแพร่ https://www.facebook.com/jiradejwong (12-1-69)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)











