18 พฤศจิกายน, 2568
กาหลอ
กาหลอเป็นการละเล่นของภาคใต้ที่เน้นการบรรเลงดนตรีได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมลายู พราหมณ์ ฮินดู และในสมัยพุทธกาล ตำนานกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่มขึ้น พระพุทธเจ้าทรงให้กำเนิดกาหลอขึ้นเพื่อใช้ประโคมแห่นาคและแห่ศพ โดยมีพระสาวก 12 องค์เป็นผู้แต่งเพลงถวาย ทำให้กาหลอมีเพลงบรรเลง 12 เพลง.. และมีหลักฐานพบว่ามีมาตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย. เดิมที กาหลอส่วนใหญ่ใช้ในพิธีอวมงคล เช่น งานศพ และมีความเชื่อว่าใช้บรรเลงเพื่อนำดวงวิญญาณผู้ตายไปสักการะ หรือเพื่อประกอบพิธีบวชนาคที่ผู้บวช
คำว่า " กาหลอ " น่าจะมาจาก " กาล " หรือ " พระกาฬ " ( สำเนียงมลายูถิ่น จะออกเสียงเป็นกาลอ ) หมายถึงพระอิศวร ซึ่งเป็นเทพแห่งความตาย คู่กับเจ้าแม่กาลี ( ชาวภาคใต้เรียกคู่กันว่า กาหลา กาหลี ) เครื่องดนตรีก็เป็นแบบมลายู แต่ไม่พบว่ามลายูเล่นดนตรีแบบนี้ ในยุคศาสนาอิสลาม เพราะประเพณีของอิสลาม จะไม่เก็บศพไว้จนค้างคืน ตายวันไหนรีบนำไปฝังวันนั้น " จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า เดิมรับมาจากชวา มลายู แต่ตอนหลังเขาเลิกเล่น แต่ของไทยยังคงรักษาไว้ได้ ตำนานกาหลอซึ่งเล่าโดยผู้เล่นกาหลอ 2 ท่าน คือ นายเนื่อง เย็นทั่ว ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง กับ นายเพิ่ม เย็นทั่ว ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ในเรื่อง " กาหลอดนตรีงานศพ " ของ อาจารย์กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า " เชื่อกันว่า กาหลอเป็นเสียงฆ้องกลองสวรรค์ ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อกันว่า สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากลานวัดมีบันไดทอดลงไปในแม่น้ำ สำหรับพระภิกษุชำระร่างกาย มีเด็กวัด 2 คนเป็นเด็กซุกซนมาก ชอบมาใช้บันไดท่าน้ำมากกว่าคนอื่น ๆ พระอธิการวัดได้ห้ามปรามแล้ว แต่เด็กไม่เชื่อฟัง ท่านจึงนำเอา " หลาว " ไปปักไว้ แต่เด็กที่ไปเล่นที่ท่าน้ำก็มิได้ถูกหลาวตำ ต่อมา พระอธิการรู้สึกร้อนจัด ได้กระโดดลงไปในน้ำทันที โดยลืมเรื่องหลาวที่ท่านปักเอาไว้ หลาวอันนั้นก็ตำถูกตรงหน้าอกท่าน พระภิกษุลูกวัดได้พยายามช่วยเหลือแต่ไม่สำเร็จ จึงไปทูลพระพุทธเจ้า ๆ จึงเสด็จไปดึงพระอธิการพร้อมหลาวเหล็กขึ้นมา และเรียกประชุมสงฆ์ภายในวัดนั้น เพื่อแสดงภูมิรู้และพระธรรมวินัย เมื่อทราบถึงความรู้ความสามารถของพระภิกษุ พระพุทธองค์จึงทรงแต่งตั้งภิกษุเหล่านั้นตามความรู้ความสามารถ คือ เป็นท่านกาแก้ว ท่านการาม ท่านกาชาด และท่านกาเดิม ( ตำแหน่งทั้ง 4 เป็นตำแหน่งพระครูผู้ช่วยรักษาพระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ โดยเชื่อว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงเป็นผู้แต่งตั้ง เพื่อดูแลพระบรมธาตุเมืองนคร ซึ่งจะพบชื่อตำแหน่งนี้ในหัวเมืองปักษ์ใต้ที่มีพระบรมธาตุ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช พัทลุง ) และอีก 2 รูป ( ไม่ปรากฏนาม ) ส่วนอีกรูปเป็นพระภิกษุที่มาทีหลังสุด เมื่อเลิกประชุมแล้ว เพื่อให้สามารถแสดงธรรมในวันทั้งเจ็ด จึงทรงให้ชื่อ ตำแหน่งว่า " กาหลอ " ตามคำบอกเล่าของผู้ให้ความรู้ว่า " หลอ " หมายถึง " ขาด " หรือไม่มาประชุม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว พระภิกษุทั้ง 7 รูปมาประชุมพร้อมกันว่าจะจัดอะไรเป็นพุทธบูชาพระบรมศพ ท่านกาเดิมได้คิดทำปี่ขึ้นมาเลาหนึ่ง ท่านการามคิดทำโทน ( ทน ) ขึ้นมา ท่านกาแก้วคิดทำโทนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ใบ ส่วนท่านกาชาดคิดทำฆ้องขึ้นมา แล้วใช้เครื่องดนตรีเหล่านี้ตีบรรเลงแห่นำพระบรมศพของพระพุทธเจ้า และครั้งนั้นนับเป็นการบรรเลงหรือแสดงกาหลอครั้งแรก
กาหลอ เป็นการละเล่นของชาวปักษ์ใต้อีกอย่างหนึ่ง เท่าที่พบในพัทลุง จะเป็นดนตรีที่ใช้ละเล่นหรือประโคมในงานศพ ในหนังสือพจนะสารานุกรมของ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร ได้ให้ความหมายของกาหลอไว้ว่า " กาหลอเป็นดนตรีชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับประโคมในงานศพ " แต่มีบางท่านกล่าวว่า " กาหลอเป็นงานแห่ในวันสงกรานต์ เพื่อความรื่นเริง และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อผู้บังเกิดเกล้าของตน "
อาจารย์กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง เขียนเรื่อง " กาหลอดนตรีงานศพ " ในวารสาร มศว.สงขลา ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เอาไว้ตอนหนึ่งว่า " กาหลอเป็นการละเล่นประกอบเครื่องดนตรี ซึ่งมักจะเล่นเฉพาะในงานศพ ทำนองเดียวกันกับการสวดคฤหัสถ์หรือสวดมาลัย เข้าใจว่าคงนิยมเหมือนกับการเล่นซอพื้นเมืองของภาคเหนือ ซึ่งเดิมก็เล่นเฉพาะในงานศพ การเล่นเป็นการเล่นที่สนุกสนาน และต้องมีฝีมือในการร้อง และดนตรีโดยเฉพาะปี่กาหลอเป็นพิเศษ "
ความเชื่อเรื่องกาหลอ หรือตำนานกาหลอในหนังสือ " ตลุง " ของ อาจารย์สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวเอาไว้ว่า " มีการละเล่นอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะได้มาจากชาวมลายู ยุคอารยธรรมฮินดูเจริญเช่นกัน คือ การเล่น " กาหลอ " ซึ่งเป็นดนตรีบรรเลงแต่เฉพาะงานศพเท่านั้น คำว่า " กาหลอ " น่าจะมาจาก " กาล " หรือ " พระกาฬ " ( สำเนียงมลายูถิ่น จะออกเสียงเป็นกาลอ ) หมายถึงพระอิศวร ซึ่งเป็นเทพแห่งความตาย คู่กับเจ้าแม่กาลี ( ชาวภาคใต้เรียกคู่กันว่า กาหลา กาหลี ) เครื่องดนตรีก็เป็นแบบมลายู แต่ไม่พบว่ามลายูเล่นดนตรีแบบนี้ ในยุคศาสนาอิสลาม เพราะประเพณีของอิสลาม จะไม่เก็บศพไว้จนค้างคืน ตายวันไหนรีบนำไปฝังวันนั้น " จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า เดิมรับมาจากชวา มลายู แต่ตอนหลังเขาเลิกเล่น แต่ของไทยยังคงรักษาไว้ได้ ตำนานกาหลอซึ่งเล่าโดยผู้เล่นกาหลอ 2 ท่าน คือ นายเนื่อง เย็นทั่ว ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง กับ นายเพิ่ม เย็นทั่ว ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ในเรื่อง " กาหลอดนตรีงานศพ " ของ อาจารย์กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า " เชื่อกันว่า กาหลอเป็นเสียงฆ้องกลองสวรรค์ ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อกันว่า สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากลานวัดมีบันไดทอดลงไปในแม่น้ำ สำหรับพระภิกษุชำระร่างกาย มีเด็กวัด 2 คนเป็นเด็กซุกซนมาก ชอบมาใช้บันไดท่าน้ำมากกว่าคนอื่น ๆ พระอธิการวัดได้ห้ามปรามแล้ว แต่เด็กไม่เชื่อฟัง ท่านจึงนำเอา " หลาว " ไปปักไว้ แต่เด็กที่ไปเล่นที่ท่าน้ำก็มิได้ถูกหลาวตำ ต่อมา พระอธิการรู้สึกร้อนจัด ได้กระโดดลงไปในน้ำทันที โดยลืมเรื่องหลาวที่ท่านปักเอาไว้ หลาวอันนั้นก็ตำถูกตรงหน้าอกท่าน พระภิกษุลูกวัดได้พยายามช่วยเหลือแต่ไม่สำเร็จ จึงไปทูลพระพุทธเจ้า ๆ จึงเสด็จไปดึงพระอธิการพร้อมหลาวเหล็กขึ้นมา และเรียกประชุมสงฆ์ภายในวัดนั้น เพื่อแสดงภูมิรู้และพระธรรมวินัย เมื่อทราบถึงความรู้ความสามารถของพระภิกษุ พระพุทธองค์จึงทรงแต่งตั้งภิกษุเหล่านั้นตามความรู้ความสามารถ คือ เป็นท่านกาแก้ว ท่านการาม ท่านกาชาด และท่านกาเดิม ( ตำแหน่งทั้ง 4 เป็นตำแหน่งพระครูผู้ช่วยรักษาพระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ โดยเชื่อว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงเป็นผู้แต่งตั้ง เพื่อดูแลพระบรมธาตุเมืองนคร ซึ่งจะพบชื่อตำแหน่งนี้ในหัวเมืองปักษ์ใต้ที่มีพระบรมธาตุ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช พัทลุง ) และอีก 2 รูป ( ไม่ปรากฏนาม ) ส่วนอีกรูปเป็นพระภิกษุที่มาทีหลังสุด เมื่อเลิกประชุมแล้ว เพื่อให้สามารถแสดงธรรมในวันทั้งเจ็ด จึงทรงให้ชื่อ ตำแหน่งว่า " กาหลอ " ตามคำบอกเล่าของผู้ให้ความรู้ว่า " หลอ " หมายถึง " ขาด " หรือไม่มาประชุม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว พระภิกษุทั้ง 7 รูปมาประชุมพร้อมกันว่าจะจัดอะไรเป็นพุทธบูชาพระบรมศพ ท่านกาเดิมได้คิดทำปี่ขึ้นมาเลาหนึ่ง ท่านการามคิดทำโทน ( ทน ) ขึ้นมา ท่านกาแก้วคิดทำโทนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ใบ ส่วนท่านกาชาดคิดทำฆ้องขึ้นมา แล้วใช้เครื่องดนตรีเหล่านี้ตีบรรเลงแห่นำพระบรมศพของพระพุทธเจ้า และครั้งนั้นนับเป็นการบรรเลงหรือแสดงกาหลอครั้งแรก
กาหลอวงหนึ่งหรือคณะหนึ่งใช้ผู้ประโคม ๔ คน คือ หัวหน้าวง เป็นผู้เป่าปี่ เรียกว่า นายโรง หรือ นายปี่ ลูกวงอีก ๓ คน ทําหน้าที่ตีกลองโทน ๒ คน เรียกว่า นายทน และตีฆ้อง ๑ คน เรียกว่า นายฆ้อง บางวงอาจมีคนเป่าปี่เพิ่มขึ้นอีก ๒ คนก็ได้ ในวงดนตรีกาหลอ คนเล่นปี่ หรือที่เรียกกันว่า “หมอปี่” จะเป็นผู้นําทํานอง ทนตีตามจังหวะเพลงปี่ และฆ้องตีตามจังหวะเป็นทน ถ้าเครื่องดนตรีสามสิ่งนี้ไล่ล้อสอดประสานกันอย่างเข้าท่วงทํานอง เพลงกาหลอจะไพเราะเพราะพริ้งมาก
เครื่องดนตรีกาหลอ
1. ปี่กาหลอ ปี่กาหลอมี 7 รู มากกว่ารูปี่ไฉน 1 รู คือรูปี่ไฉนหรือปี่ชวามี 6 รู รูข้างใต้เรียกว่า " ทองรี " เวลานำศพเคลื่อนออกจากบ้านห้ามไม่ให้มีเสียงรูทองรีออกมา
2. โทน โทนมี 2 ใบ เรียกโทนยืนกับโทนหลัก โทนยืนเป็นโทนที่ใช้ตีเป็นตัวยืนในการบรรเลง ส่วนโทนหลัก เป็นโทนที่ใช้คอยตีหลัก ตีหยอก เพื่อให้เกิดความสนุกยิ่งขึ้น
3. ฆ้อง แต่เดิมมี 2 ใบ แต่มาในระยะหลัง ๆใช้เพียงใบเดียว และมักเลือกฆ้องที่มีเสียงก้องกังวานเสียงดังไปไกล
เพลงกาหลอ
เพลงที่คณะกาหลอใช้บรรเลงนั้นมีทั้งหมด 12 เพลง คือ เพลงสร้อยทอง เพลงจุดไต้ เพลงสุริยัน เพลงคุมพล เพลงทองศรี เพลงแสงทอง เพลงนกเปล้า เพลงทองท่อม เพลงตั้งซาก ( ศพ ) เพลงยายแก่ เพลงโก้ลม เพลงสร้อย และเพลงซัดผ้า การบรรเลงเพลงกาหลอนั้นก็เป็นไปตามความเชื่อ เช่น ตอนไหว้ครูใช้เพลงสร้อยทอง เพลงจุดไต้ เพลงสุริยัน เพลงคุมพล เวลานำศพเคลื่อนไปที่สามสร้าง ( เชิงกราน - เชิงตะกอน ) จะบรรเลงเพลงตั้งซาก เพลงยายแก่ บรรเลงเพื่อขอไฟจากยายแก่มาจุดเผาศพ เพลงโก้ลม ( เรียกลม ) บรรเลงเพื่อขอลมให้มาช่วยพัดกระพือไฟให้ติดดีขึ้น เพลงสร้อย เพลงซัดผ้า จะบรรเลงตอนซัดผ้าข้ามโลงศพขณะจุดไฟเผาศพ ตอนกลางคืนใช้เพลงทองศรี ตอนเช้าใช้เพลงนกเปล้า เพลงแสงทอง
บางคณะบอกว่าตั้งแต่เพลงที่ 1 - 12 จะใช้บรรเลงเฉพาะตอนนำศพไปป่าช้าเท่านั้น โอกาสอื่นจะไม่บรรเลง ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่ความเชื่อของกาหลอแต่ละคณะ และในแต่ละท้องถิ่นมักจะแตกต่างกันออกไป
เพลงกาหลอที่ใช้บรรเลงในแต่ละวงนั้นไม่เท่ากันมีจํานวนอยู่ระหว่าง 7-12เพลง ส่วนมากจะมี 12 เพลง แต่เพลงเหล่านี้ มีชื่อและความหมายที่คล้ายกันมาก เช่น ชื่อเพลงที่วงกาหลอ เล่น ๗ เพลง ได้แก่ เหยี่ยวเล่นลม ทองท่อม ยั่วยาน สุริยน ทองศรี พลายแก้วพลายทอง พระพาย กาหลอ บางวงมีเพลงที่ใช้บรรเลง 12 เพลง ได้แก่ สร้อยทอง จุดไต้ สุริยัน คุมพล ทองศรี แสงทอง นกเปล้า ทองท่อม ตั้งซาก(ศพ) ยายแก่ โก้ลม และเพลงสร้อย และบางวงมีถึง 22 เพลง ซึ่งจะมีชื่อเพลงซ้ํากับวง เพลง และ 12 เพลงอยู่บ้าง
เพลงที่ใช้ในงานศพมี 2 ประเภท
1. เพลงคาถา เช่น เพลงไหว้พระ ลาพระ พ่อบัต ขันเพชร ไม้พัน สุริยน เมไร เรื่อยาน เหยี่ยวเล่นลม
2. เพลงโทน ได้แก่ ทองศรี นกกรง นกเปล้า พลายแก้วพลายทอง ทองท่อม แสงทอง ขอไฟ จุดไต้ตามเทียน พระพาย นกกระจอกเต้น กระต่ายติดแร้ว พี่ทิศโสธร สร้อยทอง มอญโลมโลก เกี่ยวกับชื่อเพลงกาหลอนี้ มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่ง คือ แม้ว่าชื่อเพลงบางเพลงจะเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกาหลอต่างวง หรืออยู่ต่างถิ่นกันเนื้อร้องของบทเพลงนั้น ๆ ก็อาจผิดเพี้ยนไปบ้าง ส่วนความหมายหรือเนื้อร้องส่วนใหญ่มีเนื้อความเหมือนกัน เช่น เพลงทองศรี มีเนื้อว่า “โอ้ทองศรีพี่ทองศรีเหอ ตอนค่ําเจ้านอนด้วยใคร เจ้าสุดสายใจ เจ้าคงนอนคนเดียวหลับได้ เจ้าสุดใจเหอ เจ้านอนหลับดี เจ้าทองสุกปลุกเจ้าทองศรี ลุกสักทีเจ้าทองศรี พี่ทองศรีเหอ” ความหมายของเพลงนี้ว่า คนตายนั่นเราปลุกด้วยเสียงปี่ เสียทน เสียงฆ้อง ปลุกสักเท่าใดก็ไม่ลุก ยังคงนอนนิ่งเฉยอยู่ในโลงศพนั่นแหละ
เพลงพลายแก้ว มีเนื้อว่า “เจ้าทิ้งแม่ไปแล้ว ลูกพลายแก้ว พลายแก้วของแม่เหอ ตกน้ําแม่ได้ตามไปงม เจ้าพลายแก้วตกตม แม่ได้ตามไปหา เจ้าไปเมือง เจ้าไม่รู้มา อนิจจาพลายแก้ว พลายแก้วของแม่เหอ” ความหมายของเพลงพลายแก้ว กล่าวว่า คนที่ตายไปนั้น ถ้าตกน้ําก็ยังไปงมเอามาได้ ถ้าตกในตมก็ยังไปหาเอาได้ แต่คนที่ตายไป จะไปเอามาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
เพลงพี่ทิศโสธร มีความหมายว่า “คนที่เป็นคู่ผัวตัวเมียกัน พากันไปอยู่ที่ขนําไร่ ในที่เปลี่ยว บังเอิญมีเหตุต้องตายไปเสียคนหนึ่ง คนที่เหลืออยู่ก็จะต้องบ่นหา เพลงนกกระจอกเต้น มีเนื้อร้องว่า “นกกระจอกเหอ นางนกกระจอกเต้น พาลูกคาบรวงข้าวเล่น เที่ยวเต้นกลางนา กลางนาไหน กลางนาใคร กลางนาสยามเหอ ความหมายของเพลงนี้กล่าวว่า เมื่อก่อนนั้นผู้ตายเคยพาลูกไปเที่ยวเล่นในนา ทํางานด้วยกัน ไปเที่ยวไปไหนด้วยกัน แต่มาบัดนี้ไม่มีโอกาสอีกแล้ว นอนตายนิ่งอยู่ในโลง กล่าวกันว่า เมื่อเพลงปี่กาหลอขับขานขึ้น ผีสางดวงวิญญาณจากทั่วสารทิศจะเร่กันเข้ามาฟัง เสร็จแล้วหมอปี่ก็จะใช้บทเพลงขับกล่อม แผ่เมตตา และว่าคาถาส่งไปในเพลงปี่ ให้วิญญาณเหล่านั้นไปสู่ที่ชอบ วงกาหลอใช้บรรเลงดนตรีล้วน ๆ ไม่มีการขับร้อง แม้ว่าบทเพลงที่บรรเลงจะมีเนื้อร้องก็ตาม ปี่กาหลอ หรือปี่ฮ้อ จะทําหน้าที่แทนคนขับร้องอธิบายให้เข้าใจภาษาและความหมายของเนื้อเพลงไปด้วย
ลีลาของเสียงและจังหวะเพลงใดที่เป็นคําร้อง หรือ คาถาก็สามารถแสดงออกได้ด้วยเสียงปี่ สร้างบรรยากาศให้เกิดอารมณ์ลึกซึ้ง สังเวช วังเวง สลดหดหู่ และ เนื้อเพลงของกาหลอ ส่วนใหญ่จะมีข้อความเป็นทํานองให้เศร้าสลดใจ
ชุดการแสดง
งานที่นํากาหลอไปบรรเลง มี 3 ประการ คือ งานศพ งานบวชนาคของผู้สูงอายุที่ตั้งใจบวชแล้วไม่สึก และงานขึ้นเบญจา รดน้ําคนเฒ่าคนแก่ แต่นิยมนําไปเล่นในงานศพมากกว่างานอื่น ๆ ผู้ที่ไปติดต่อวงกาหลอจะต้องนําหมากไปหนึ่งคําด้วย เพื่อคณะกาหลอจะได้บูชาครู และบอกกล่าวให้ครูกาหลอทราบ ถ้าไม่นําหมากไป กาหลอมักจะไม่รับงาน เพราะถือว่าไม่ถูกต้อง เมื่อรับแล้วกาหลอจะนัดวันกับผู้ไปติดต่อและเอาหมากหนึ่งคํา วางบนหิ้งเพื่อบูชาครูและบอกกล่าวงานที่ต้องไปเล่น หากวงกาหลอรับงานเฉพาะในวันเผาศพเรียกว่า “ นํา ” คือไปบรรเลงแห่นําศพจากบ้านไปเผาที่วัด พิธีการและธรรมเนียมต่าง ๆ มีน้อย ไม่ต้องปลูกโรงพิธี แต่ถ้ากาหลอไปบรรเลงที่บ้านจัดงานศพจนกว่าจะถึงวันเผาเจ้าภาพจะต้องปลูกโรงพิธีเตรียมเครื่องสังเวยครูหมอ ส่วนราคาค่ารับงานของกาหลอเรียกว่า “ ค่าเปิดปากปี่ ” หรือ “ ค่าราดทําขวัญข้าว ” หรือ “ ค่าราดโรง ” นั้น แต่เดิมจะคิดตามราคาของโลงศพ ถ้าเจ้าภาพฐานะดีทําโลงศพราคาแพงค่าราดโรงกาหลอก็แพงตาม ทั้งนี้จะมีกรรมการช่วยประเมินราคา แต่ในปัจจุบันแล้วแต่จะตกลงกัน ขึ้นอยู่กับจํานวนวันที่ไปบรรเลง รวมทั้งระยะทางใกล้ไกล และยังต้องให้ค่ายกครูอีก 9 บาท ลักษณะโรงและเครื่องประกอบในพิธี เจ้าภาพต้องสร้างโรงพิธีให้วงกาหลอเรียกว่า “ โรงฆ้อง ” ในเขตบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ แต่ต้องใกล้ที่ตั้งศพ ขนาดโรงกว้าง 5 ศอก ยาว 6 ศอก ส่วนยาวของโรงฆ้องต้องปลูกตามตะวัน จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกเสมอมีเสาจํานวน 6 เสา เสาตั้งตรงกลาง 2 เสา ไม่ใช้ขื่อ เพราะพวกกาหลอถือเคล็ดลาง ไม่ลอดขื่อ พื้นโรงมีประตูเข้าออกทางเดียว ทิศเหนือหรือใต้ก็ได้หน้าโรงหันไปทางทิศตะวันตก หลังคาทําเป็นหน้าจั่ว สมัยก่อนมุงด้วยกระแชงหรือใบเตยเย็บติดกันเป็นแผ่น ปัจจุบันมุงจาก แต่ยังมีเคล็ดว่า ให้ใช้กระแชงขนาดเท่าฝ่ามือคลุมข้างบนแปทูด้วย เครื่องประกอบพิธีที่เจ้าภาพต้องเตรียมให้นายโรงกาหลอทําพิธีมี “ ที่สิบสอง ” และ “ เครื่องราด ” “ ที่สิบสอง ” หรือ “ ข้าวสิบสอง ” คือ อาหารหวานคาวและผลไม้ 12 อย่างไม่ซ้ํากัน สําหรับบูชาครู 1 สํารับ มียําหยวก ยําหัวปลี ข้าวแกง เหล้า น้ํา ขนม ข้าวเหนียว ผลไม้และอื่น ๆ จนครบ 12 อย่าง ที่สิบสองนี้ต้องจัด 2 ครั้ง ตอนเบิกโรงเมื่อวงกาหลอมาถึงโรงฆ้องต้องทําพิธีไหว้ครหมอ และอีกครั้งหนึ่ง คือ ตอนลาโรง เมื่อวงกาหลอออกจากโรงฆ้องเตรียมไปแห่ศพ ต้องบูชาครูอีกครั้งหนึ่ง “ เครื่องราด ” มีเงิน 12 บาท หมาก 9 คํา ด้ายดิบ1 ไจ ข้าวสารและเทียน 1 เล่ม ของเหล่านี้ใส่รวมกันใน “ สอบหมาก ” ซึ่งเป็นภาชนะทําด้วยกระจูดเรียกว่า “ สอบราด ” รูปทรงคล้ายกระสอบขนาดเล็ก สอบราดนี้ต้องปลิ้นปาก ออกนอก นอกจากนี้เจ้าภาพยังต้องเตรียมผ้าขาวสําหรับขึงเพดาน 1 ผืน หมอน 1ใบ ผ้าขาวปูที่ครู สําหรับวางข้าวสิบสอง หมาก 9 คํา สําหรับใส่เพดาน ดอกไม้ ดอก และยังมีแป้ง น้ําหอม น้ํามัน สําหรับครูหมอแต่งตัวเมื่อกินเครื่องเซ่นเสร็จแล้ว
ในการบรรเลงเพลงกาหลอ วงกาหลอแต่ละวงใช้ดนตรีบรรเลงหมุนเวียนกันไปจนครบเพลงที่มีคือ 7 เพลงบ้าง 12 เพลงบ้าง 22 เพลงบ้างดังกล่าวข้างต้น เพลงที่บรรเลงต้องให้เหมาะสมกับบรรยากาศด้วย เช่น ตอนย่ําค่ําใช้เพลงทองศรี ตอนดึกใช้เพลงนกพิทิด ตอนย่ํารุ่งใช้เพลงทองศรี ตอนเช้าตรู่น้ําค้างยังไม่แห้งใช้เพลงนกกระจอกเต้น พอดวงอาทิตย์ขึ้นใช้เพลงแสงเงินแสงทอง ต่อจากนั้น ตอนเช้าใช้เพลงนกเปล้ากินไทร เป็นต้น
ส่วนบทเพลงที่ใช้บรรเลงตอนนําศพออกจากบ้านจนกระทั่งเผาศพมีดังนี้
1. ตอนยกศพจากเรือนออกนอกบ้าน บรรเลงเพลง “ เหยี่ยวเล่นลม ”
2. ตอนนําศพ บรรเลงเพลง “ ทอมท่อม ” ตอนนําศพนี้ มีข้อกําหนดว่า กาหลอจะต้องอยู่ใกล้กับศพเสมอ แม้จะมีวงดนตรีแห่นําหลายอย่างก็ตาม
3. ตอนเข้าแดนป่าช้า บรรเลงเพลง “ ยั่วยาน ”
4. ตอนถึงเมรุ เมื่อเคลื่อนศพขึ้นตั้งบนเมรุ บรรเลงเพลง “ สุริยน ”
5. ตอนตั้งศพ ขณะที่สับปะเหร่อจัดเตรียมไฟและพิธีเกี่ยวกับคนตาย บรรเลงเพลง “ ทองศรี ”
6. ตอนประชุมเพลิง บรรเลงเพลง “ พระพาย ” ตอนนี้กาหลอบางวงบรรเลงเพลง “ ยายแก่ ”เพลง “ โก้ลม ” ( กู่ลม ) และ เพลง “ สร้อยทองซัดผ้า ” ( ขว้าง,ปาผ้า ) เพลงยายแก่ เป็นเพลงที่มี
ทํานองคล้ายขอไฟไปจากยายแก่เพื่อเอามาเผาศพ เพลงโก้ลมหรือเรียกลม เพื่อให้มาช่วยพัดกระพือให้ไฟติด จะได้เผาศพดีขึ้น เพลงสร้อยทองซัดผ้า เพลงนี้บรรเลงพร้อมกับขว้างผ้าคลุมโลงข้ามศพไปมา เสร็จแล้วจุดไฟเผาพร้อมกับเพลงจบ เมื่อจบเพลงพระพาย หรือ เพลงสร้อยทองซัดผ้าแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อน จะบรรเลงเพลงต่อไปจนจบครบ 12 เพลง ถือว่าหมดหน้าที่ของกาหลอ แต่ปัจจุบันเมื่อจบเพลงดังกล่าว วงกาหลอจะเลิกกลับบ้านเลยก็ได้ หรือบางวงอาจจะบรรเลงเพลงนกเปล้าอีกครั้ง เสร็จแล้วนายโรงก็จะทํากิจพิธี
กาหลอจะต้องมีโรงแสดงโดยเฉพาะ และต้องสร้างตามแบบที่เชื่อถือกัน หากสร้างผิดแบบกาหลอจะไม่ยอมแสดง การปลูกสร้างโรงกาหลอ ต้องให้ประตูที่เข้าสู่โรงอยู่ทางทิศใต้ มีเสาจำนวนหกเสา มีเสาดั้ง เสาสี่เสานั้นแต่ละข้างให้ใช้ขื่อได้ แต่ส่วนกลางไม่ให้ใช้ขื่อ หลังคามุงด้วยจากหรือแชง ส่วนพื้นจะยกสูงไม่ได้ ใช้ไม้ทำเป็นหมอนทอดบนพื้น แล้วหาไม้กระดานมาปูเรียบเป็นพื้น ส่วนแปทูบ้านเจ้าภาพจะตรงกับแปทูโรงกาหลอไม่ได้
เมื่อคณะกาหลอมาถึงไปถึงจะตรวจโรงพิธี หากเรียบร้อยดีก็จะเข้าไปภายในโรงพิธี หากตรวจแล้วพบข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ก็จะต้องให้เจ้าภาพแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน คณะกาหลอจึงจะเข้าไป การเดินเข้าโรงพิธี จะให้นายปี่ซึ่งถือว่าเป็นนายโรงเดินนำหน้าพาคณะเข้าไป นายปี่จะเดินไปที่ห้องของตัว ส่วนผู้ตีฆ้องและนายโทน จะหยุดอยู่แค่ห้องของตัว จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือล่วงล้ำเข้าไปในห้องนายปี่ไม่ได้ คือ นายปี่อยู่ห้องหนึ่ง ส่วนนายโทนและผู้ที่ตีฆ้องอยู่รวมกันอีกห้องหนึ่ง เมื่อเข้าไปในโรงพิธีแล้ว หากยังไม่ถึงเวลา ( เลยเที่ยงวัน ) จะออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ( บางคณะก็ไม่เคร่งครัดนัก ) แต่มีข้อห้ามว่า นอกจากหมากพลูและบุหรี่แล้ว ห้ามมิให้บริโภคสิ่งใดภายนอกโรงพิธีเป็นเด็ดขาด หากจะบริโภคต้องนำเข้าไปบริโภคภายในโรงพิธีและห้ามยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงในทางชู้สาว
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนลงมือแสดง เจ้าภาพจะต้องจัดเตรียมจัด " ที่สิบสอง " หมายถึงอาหารหวานคาว ได้แก่ ข้าว แกง เหล้า น้ำ ขนม ฯ ล ฯ จัดใส่ถ้วยใบเล็ก ๆ วางไว้ในภาชนะ ( ถาด ) ให้ครบ 12 อย่าง เหมือนการจัดสำรับกับข้าวของไทยสมัยก่อน และที่ถ้วยทุกใบจะมีเทียนไขเล่มเล็ก ๆปักอยู่ อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า " เครื่องราชย์ " มีเงิน 12 บาท หมาก 9 คำ ด้ายริ้ว 3 ริ้ว ข้าวสาร เทียนไข 1 เล่ม ทุกอย่างใส่รวมกันใน " สอบหมาก " ( ลักษณะคล้ายกระสอบ แต่มีขนาดเล็ก เป็นภาชนะใส่หมากพลูของคนเฒ่าคนแก่ทางปักษ์ใต้เมื่อสมัยก่อน) เมื่อนายโรงได้ที่สิบสอง และเครื่องราชย์มาแล้วก็จะทำพิธีบวงสรวงครูบาอาจารย์ รำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วลงมือแสดง เริ่มต้นด้วยเพลงไหว้ครู คือเพลงสร้อยทองและเพลงอื่น ๆ
ข้อปฏิบัติของคณะกาหลอ
คณะกาหลอมีข้อปฏิบัติมากมาย เช่น การรับประทานอาหาร เมื่อเจ้าภาพจัดสำรับกับข้าวมาครั้งแรกกี่สำรับก็ตาม ครั้งต่อ ๆ ไปจะต้องจัดมาเท่าเดิม จะขาดไม่ได้ แต่หากจะจัดมาเพิ่มมากกว่าครั้งแรกก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น อาหารการกินจะต้องไม่ปะปนกับใคร เจ้าภาพจะต้องแยกปรุงต่างหาก และขณะที่กำลังแสดงอยู่จะพูดทักทายกับใครภายนอกโรงหรือจะชักชวนใครให้เข้ามานั่งในโรงพิธีไม่ได้ เพราะถือว่าเหมือนกับการชักผีให้เข้ามาในโรงพิธี หรือแม้แต่จะออกจากบ้านเมื่อรับงานใครแล้ว ได้เวลาเดินทางก็จะหยิบเครื่องดนตรีของตนแล้วลงเรือนไปเลย แม้พ่อ แม่ บุตร หรือภรรยาเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะกลับไปจับต้องหรือดูแลไม่ได้ ในระหว่างที่สามีไปแสดงกาหลอ ผู้เป็นภรรยาที่อยู่ข้างหลังจะทาแป้งแต่งตัวหรือคบชู้ไม่ได้ จะเป็นอันตรายแก่สามีอาจถึงตายได้ เมื่อสามีกลับมาบ้านตอนเลิกแสดงแล้ว ภรรยาจะต้องเป็นผู้ตักน้ำวางไว้ที่บันไดบ้านเพื่อให้สามีใช้น้ำนี้ล้างเท้า และต้องเป็นน้ำที่ภรรยาเป็นผู้ตักจริง ๆ ส่วนผู้ที่จะเป็นหัวหน้าคณะกาหลอได้ จะต้องเรียนรู้คาถาอาคม หรือพิธีการทางกาหลอให้ได้อย่างสมบูรณ์และจะเป็นได้เมื่ออายุล่วง 40 ปีแล้วเท่านั้น
เท่าที่กล่าวมาจะเห็นว่า เรื่องของกาหลอมีข้อปฏิบัติและความเชื่อมากมาย เครื่องดนตรีโดยเฉพาะปี่ก็เล่นยาก ต้องเรียนรู้และยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กาหลอเสื่อมความนิยมจากผู้เล่นและผู้รับ ประจวบกับความเจริญสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ จนในปัจจุบันเราจึงหาดูการแสดงกาหลอในงานศพแม้แต่ในชนบทได้ยากเต็มที ทั้ง ๆ ที่กาหลอเป็นดนตรีงานศพที่ถ่ายทอดความรู้สึกที่โศกเศร้า เสียงอันโหยหวนของปี่และฆ้อง เหมาะกับการบรรเลงในงานศพก็ตาม น่าที่เราคนรุ่นหลังจะได้หาทางศึกษา ค้นคว้าความเป็นมาและพิธีการ หรือหาทางส่งเสริมเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของปักษ์ใต้และชาวพัทลุงเอาไว้ ก่อนที่คนเฒ่าคนแก่ผู้เล่นกาหลอ หรือกาหลอดนตรีงานศพจะหายสาบสูญไปในที่สุด
อ้างอิงแหล่งที่มา
- กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง " กาหลอ ดนตรีงานศพ " ในวารสาร มศว. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2518 หน้า 65 - 82
- ชวน เพชรแก้ว " กาหลอ " ศิลปวัฒนธรรม นครศรีธรรมราช ศูนย์วัฒนธรรมวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช 2522 หน้า 69 - 79
- สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ " หนังตะลุง " มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ร่วมกับมูลนิธิเอเซียจัดพิมพ์เผยแพร่
ศิลปวัฒนธรรม จังหวัดพัทลุง ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง โรงพิมพ์พัทลุง พ. ศ 2526
แหล่งสืบค้นข้อมูล https://www.krabipao.go.th/tradition/detail/14
http://moradoktai.muanglung.com/kalhoa.htm
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๑. ศิลปาชีพ’ ราชินีแห่งไหมไทย ทรงเป็นต้นแบบอนุรักษ์ผ้าไทยให้โด่งดังไกล
เรื่องของ ‘ผ้าไหมไทย’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานศิลป์ชิ้นเอกที่ถูกละเลยนี้ได้ถูกหยิบมาปัดฝุ่นให้ทรงคุณค่ามาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งเสด็จฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้ส่งเสริมการทอผ้าไหมไทยขึ้น ก่อเกิดเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนถึงปัจจุบัน
๒. ทรงส่งเสริมเยาวชนของชาติให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ในด้านการศึกษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมาชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนเริ่มแรกให้แก่ โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 1 ในการสร้างโรงเรียนสำหรับชาวไทยภูเขาเผ่าเย้าที่บ้านห้วยขาน ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และทรงมอบโรงเรียนให้อยู่ในความดูแลของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ปัจจุบันเป็นโรงเรียนที่สอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ให้แก่ โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 2 สำหรัยเด็ก ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ต.แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
๓. พระเมตตาด้านงานสังคมสงเคราะห์
เพราะความทุกข์ยากของเหล่าพสกนิกรเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง พระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนด้านการแพทย์ สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ มากมาย ด้วยทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้
นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว น้ำพระราชหฤทัยในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยังแผ่ไพศาลถึงผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมากดังเหตุการณ์บ้านเขาล้าน จ.ตราด ทรงเยี่ยมผู้ลี้ภัยสงครามชาวกัมพูชา ทรงนำอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่มไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับกาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทรงจัดตั้ง มูลนิธิสายใจไทย ช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และอาสารับใช้ชาติที่บาดเจ็บ พิการ พัฒนาอาชีพให้ช่วยเหลือตัวเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากมูลนิธิสายใจไทยเป็นที่รู้จักและนิยมของคนไทยมาโดยตลอด
๔. ‘ฟาร์มตัวอย่าง’ ตามพระราชดำริ ศูนย์เรียนรู้การเกษตรครบวงจร หล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรไทย
ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน กิจกรรมฟาร์มตัวอย่างตามราชดำริถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านขุนแตะ หมู่ 5 ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จากการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ไม่มีงานทำหลังจากบำบัดและเลิกเสพยาเสพย์ติด โดยเริ่มแรกเป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกถนน แหล่งน้ำ สนับสนุนกิจกรรมภายในโครงการฯ เช่น ปลูกพืชผัก พันธุ์ไม้ผลชนิดต่าง ๆ การเลี้ยงปศุสัตว์ เป็ด ไก่ หมู และ เลี้ยงปลา เป็นต้น จนโครงการได้พัฒนาต่อเนื่องกระจายไปทั่วประเทศ
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้มีแรงงานตกงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก และต้องกลับไปอยู่ที่ภูมิลำเนาทำให้ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว ราษฎรประสบความทุกข์ยากแสนเข็ญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้อาณาราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำที่ดินในโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ทั้ง 30 ฟาร์มจากจำนวน 61 ฟาร์ม ใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ มาใช้สนับสนุนการจ้างงาน ภายใต้ ‘โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ต้านภัยโควิด-19’ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่เกิดสถานการณ์ยากลำบากในการใช้ชีวิต
๕. ‘สถาบันสิริกิติ์’ สานต่องานศิลปาชีพเผยแพร่ผลงานประณีตศิลป์
กว่า 60 ปี ในรัชสมัยที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรไทย โดยทั่วถ้วนถึงพระวิริยะอุตสาหะ และความอดทนที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดมา โดยเฉพาะงานส่งเสริมศิลปาชีพ ยังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตราบจนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้พัฒนาการดำเนินงานด้วยความก้าวหน้า ผลงานที่สร้างขึ้นล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตงดงามยิ่ง ปัจจุบันโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ยกสถานะขึ้นเป็น ‘สถาบันสิริกิติ์’ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นมา
จากโรงฝึกผลงานอันวิจิตรของลูกหลานชาวนาชาวไร่ ได้อวดโฉมโชว์ความงดงามให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาแล้วมากมายผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ‘ศิลป์แผ่นดิน’ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่แบ่งการจัดแสดงเป็นสัดส่วนเริ่มที่ชั้นล่างสุด กับห้อง ‘ปีกแมลงทับ’ หรือห้องที่แสดงการตกแต่งแผ่นไม้แกะสลัก ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยและถนิมพิมพาภรณ์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ฯลฯ
๖. สืบสานพระราชปณิธานธรรมราชินี
ในด้านศาสนา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ มิให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นความชั่ว และเป็นแนวทางให้มนุษย์เลือกกระทำแต่ความดี จึงทรงตระหนักถึงความสำคัญในการอุปถัมภ์ศาสนา นอกจากจะทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาโดยสม่ำเสมอแล้ว ยังทรงทะนุบำรุงศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ฮินดู และซิกข์ เพราะทรงถือว่าทุกศาสนาต่างมีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ของประชาชนเช่นเดียวกัน
ดังนั้นคราวใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปในงานพระราชพิธีหรือทรงประกอบ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับศาสนา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมักจะโดยเสด็จด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นพิธีของศาสนาใด บางครั้งเสด็จฯ โดยลำพังพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความเคารพในประเพณีของศาสนานั้น ๆ อย่างดียิ่ง รวมทั้งโดยเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 ไปทรงนมัสการและสนทนาธรรมกับพระเถรานุเถระอยู่เสมอ ทรงใช้หลักธรรมเป็นแนวปฏิบัติทั้งในส่วนพระองค์และในฐานะสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
๗. ทรงต่อลมหายใจ ‘โขน’ ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยให้คงอยู่สืบไป
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นลำดับมา ในด้านศิลปวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์ สืบสาน ภูมิปัญญามรดกวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ในแผ่นดินไท ให้คงอยู่โดยเฉพาะ ‘โขน’ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและเป็นมหรสพหลวงที่รุ่งเรืองมาช้านาน
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ศึกษาค้นคว้าการแสดงโขนตามแบบโบราณราชประเพณี พร้อมฟื้นฟูองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องแต่งกายโขนให้งดงามตามธรรมเนียมเดิม โปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญและศิลปินในสาขาที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายโขนในละครโบราณอย่างละเอียด เพื่อจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนละครขึ้นใหม่ ตลอดจนพัฒนาศิลปะการแสดงหน้าโขนละครให้มีความร่วมสมัย โขนพระราชทาน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกพรหมาศ เมื่อ พ.ศ. 2552 จึงเป็นปฐมบทแห่งโขนพระราชทานที่ประสบความสำเร็จ ได้รับความชื่นชมในเรื่องความงดงามของเครื่องแต่งกาย ความวิจิตรตระการตาของฉากและเทคนิคต่าง ๆ กระบวนการรังสรรค์เครื่องโขนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเกือบสูญสลายไปตามกาลเวลาให้กลับมา เฉิดฉายอีกครั้ง ถือเป็นมรดกล้ำค่าของชาติที่ชาวไทยทุกคนควรร่วมกันอนุรักษ์ไว้ด้วยความหวงแหนยิ่งชีพ
๘. ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’ โครงการพระราชดำริฯ
“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยให้พสกนิกรชาวไทยมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพและการทำการเกษตร โครงการตามพระราชดำริอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่พระราชหฤทัยด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เป็นอย่างมากคือ ‘โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่’ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นที่แรกที่บ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2534
๙. น้ำพระทัยสมเด็จพระพันปีหลวง ชุปชีวิตยามวิกฤติสาธารณสุข
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิดเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ พระองค์จึงได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก อาทิ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดคณะแพทย์ตามเสด็จในต่างจังหวัด นำมาสู่หน่วยแพทย์พระราชทานจนทุกวันนี้ ทรงสานต่อโครงการหมอหมู่บ้านของในหลวง รัชกาลที่ 9 คัดชาวบ้านที่สมัครใจมาอบรม เพื่อนำความรู้กลับไปช่วยเหลือคนเจ็บป่วยในหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านรู้จักใช้ยาและดูแลรักษาอนามัยเบื้องต้น ขณะที่คนไข้ป่วยหนักยากจนทรงไม่ทอดทิ้งรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทุกชีวิตของราษฎรมีความหมายใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๑๐. ด้านการสร้างสรรค์และสืบสานเอกลักษณ์ไทย
เมื่อมีกำหนดการที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะเสด็จฯ ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงฉลองพระองค์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง โดยฉลองพระองค์ ชุดไทยแบบต่าง ๆ ที่ทรงใช้ในการเสด็จเยือนต่างประเทศล้วนตัดเย็บด้วยผ้าไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็น พระอัจฉริยะภาพในการสร้างสรรค์และสืบสานธรรมเนียมการแต่งกายแบบเอกลักษณ์ไทย ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีความงดงาม ผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมแก่วาระต่าง ๆ
ที่มา https://rtanc.ac.th
06 พฤศจิกายน, 2568
10.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นับเป็นช่วงเวลาอันโศกเศร้า ในวาระสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ในโอกาสนี้ ปวงชนชาวไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจที่ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช น้อมนำพระราชกรณียกิจที่ยังติดตรึงในความนึกคิดของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด “ภาพแม่หลวงของคนไทย” จะยังคงสถิตอยู่ในใจนิจนิรันดร์…
1.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โครงการป่ารักน้ำ”
“ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที “
เป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันสะท้อนถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน จนเป็นที่มาของ “โครงการป่ารักน้ำ” โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพลิกฟื้นความชุ่มชื้นให้กับผืนแผ่นดินไทย
"โครงการป่ารักน้ำ" ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 ณ บ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร จากการที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทอดพระเนตรเห็นความเสื่อมโทรมของป่าไม้ จนนำไปสู่ความแห้งแล้งของแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ ส่งผลให้ผิวดินเป็นส่าเกลือ แผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงศึกษาและพบว่า รากต้นไม้สามารถอุ้มน้ำจืดเอาไว้ และน้ำจืดจะไปกดน้ำเค็มที่อยู่ในพื้นดิน ต่อมาจึงมีพระราชดำริ ให้ฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม อันเป็นที่มาของ โครงการป่ารักน้ำ
โดยนับตั้งแต่เกิดโครงการป่ารักน้ำขึ้นแห่งแรกที่บ้านถ้ำติ้ว จังหวัดสกลนคร เมื่อปี พ.ศ. 2525 ได้มีการสานต่อโครงการนี้อีก 3 แห่ง คือ
โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร
โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร
2.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่”
อีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีแนวคิดให้คนและป่า ได้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน พร้อมกันนั้น ยังเป็นการได้ช่วยเหลือให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ได้ใช้ป่าเป็นจุดเริ่มต้นขอการสร้าง “วิถีชีวิตใหม่”
เป็นที่มาของ “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่”ตามพระราชดำริ โดยเป็นการจัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าและพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งจัดตั้งโครงการแรกขึ้นที่ บ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2534 โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ “คน” ได้อยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน ผ่านหลักการ 3อ. คือ อิ่ม มีอาหารแหล่งโปรตีน, อุ่น มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และ อุดมการณ์ มีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกับป่า
ตราบจนปัจจุบัน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ในพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ขยายไปยังหลายจังหวัด และบางแห่งได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม อาทิ
บ้านห้วยไม้หก อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ต้นแบบที่วางรากฐานแนวคิดของโครงการ
บ้านห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านเลี้ยงแกะและทอผ้าขนแกะในโครงการศิลปาชีพ ซึ่งยังคงดำเนินต่อมาจนถึงวันนี้
บ้านขุนแม่ละนา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนตัวอย่างที่พลิกพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเขียวชอุ่มด้วยกาแฟและพืชท้องถิ่น
บ้านหนองห้า อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ศูนย์การเรียนรู้ด้านการปลูกป่าและเกษตรพอเพียง ที่ถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นใหม่
3.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล”
นอกเหนือจากการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ที่หากย้อนเวลากลับไปกว่า 40 ปี ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยเป็นการศึกษาวิจัยชีววิทยาของเต่าทะเล เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนโดยการเพาะขยายพันธุ์ ก่อนจะปล่อยคืนกลับสู่ทะเล
นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงพระราชทาน “เกาะมันใน” ที่ตั้งอยู่จังหวัดระยอง จัดให้เป็นศูนย์กลางอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล พร้อมพระราชทานชื่อโครงการว่า โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2522 นับถึงวันนี้มีระยะเวลากว่า 46 ปี
ปัจจุบันศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้ ยังคงดำเนินงานตามพระราชดำริอย่างแข็งขัน ทั้งการเฝ้าระวังการวางไข่ การเพาะฟักไข่เต่า การอนุบาลลูกเต่าให้แข็งแรงก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้แก่ประชาชน
4.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โครงการฟาร์มตัวอย่าง”
ถือเป็นอีกชื่อโครงการหนึ่งที่อยู่ในการจดจำของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับ “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ” โดยที่มาของการจัดตั้งโครงการนี้ เริ่มขึ้นเมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคเหนือ ทรงพบเห็นปัญหาความยากลำบากของราษฎร ซึ่งขาดความรู้ในการประกอบอาชีพ ขาดแหล่งอาหารเพื่อการดำรงชีวิต
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีความห่วงใยและมีพระราชประสงค์ช่วยราษฎรให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก โดยเฉพาะชาวเขา จึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาให้มีอาชีพที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง "ฟาร์มตัวอย่าง" ขึ้น สำหรับฝึกอาชีพด้านการเกษตร เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้โครงการฟาร์มตัวอย่าง จัดตั้งขึ้นแห่งแรกที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริได้สร้างคุณูปการหลายประการ อาทิ เป็นแหล่งจ้างแรงงานและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้ประชาชนมีอาชีพที่มั่นคง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์พื้นเมือง พร้อมกันนี้ยังเป็นการช่วยรักษาทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ต้นน้ำ ลำธาร
ปัจจุบันโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริได้รับการขยายผลไปในหลายจังหวัดกว่า 56 แห่งทั่วประเทศไทย อาทิ บ้านแม่ตุงติง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่, บ้านแม่ต่ำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง, บ้านหนองหมากเฒ่า อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร, บ้านโคกปาฆาบือซา อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส และบ้านทุ่งคลองชีพ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เป็นต้น
5.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “สถาบันสิริกิติ์”
เป็นพระราชดำรัสสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550 ซึ่งสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ และพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะลูกหลานชาวไร่ ชาวนา ที่มีฐานะยากจน
อันป็นที่มาของ โรงฝึกศิลปาชีพในสวนจิตรลดา ซึ่งปัจจุบันคือ “สถาบันสิริกิติ์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมราษฎรที่ทรงรับมาจากครอบครัวชาวนา ชาวไร่ ผู้ยากจน ไม่มีที่ทำกิน โดยพระราชทานโอกาสให้มาฝึกอบรมงานศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ และทรงจัดหาครูและชาวบ้านที่มีฝีมือดีมาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ฝึกฝนงานหัตถศิลป์ ณ สถานที่แห่งนี้
ปัจจุบันสถาบันสิริกิติ์ ผลิตบุคลากรที่มีฝีมือออกมามากมาย หลากหลายผลงานได้รับการจัดแสดงในต่างประเทศ และทุก ๆ ผลงานต่างได้รับการจัดสรรรวบรวมไว้ใน “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณในการพระราชทานโอกาสให้ลูกหลานชาวไร่ ชาวนาในท้องถิ่นทุรกันดาร ได้มาสร้างสรรค์งานศิลปะ ประการที่สำคัญ ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจที่ได้มีอาชีพ และได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาศิลปะอันประณีตงดงามของชาติเอาไว้สืบไป
6.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ศูนย์ศิลปาชีพ”
หนึ่งในศิลปะอันทรงคุณค่า คือ ผลงานด้านหัตถศิลป์ของไทย นอกเหนือจากความงดงาม ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น รวมถึงภูมิปัญญา ที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ด้วยเหตุนี้เอง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงพระพรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล จึงทรงเห็นว่า หากได้มีการส่งเสริมและพัฒนางานด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างจริงจัง จะเกิดประโยชน์ถึงสองทาง คือ ประการแรก เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และประการที่สอง คือ เป็นการอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านโบราณ อันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติไทยให้คงอยู่ต่อไป
ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีศูนย์ศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร, ศูนย์ศิลปาชีพแม่ต่ำ จังหวัดลำปาง และศูนย์ศิลปาชีพพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
ศูนย์ศิลปาชีพทุกแห่งล้วนประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี ประการที่สำคัญ คือ ได้ช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการขยายโอกาสและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ราษฎร ด้วยผลิตภัณฑ์อันวิจิตรบรรจงที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศชาติตลอดไป
7.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ศาลารวมใจ”
“ศาลารวมใจ” ชื่อที่เปรียบเสมือนความสามัคคีของคนในชาติ หากย้อนกลับไปกว่า 49 ปี โครงการนี้ได้รับการโปรดเกล้าฯ จัดตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้เป็น “ห้องสมุดอเนกประสงค์” พระราชทานแก่ราษฎรทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับความรู้ แม้กระทั่งบุคคลผู้อ่านหนังสือไม่ออกที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร
เนื่องด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชประสงค์ในการส่งเสริมความรู้ให้กับคนทุกหมู่เหล่า ห้องสมุดรวมใจจึงมีหนังสือหลากหลายประเภท อาทิ คู่มือการเกษตร ความรู้ทั่วไป จนถึงนวนิยาย มีภาพติดผนังและสมุดภาพเกี่ยวกับเมืองไทย เพื่อให้ราษฎรรู้จักเมืองไทย รู้จักความเป็นไปของบ้านเมือง และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นของตนกับประเทศและโลกกว้าง
ทั้งหมดล้วนเป็นการส่งเสริมความภาคภูมิใจในชาติ ความหวงแหนมรดกของชาติ และปลูกฝังความรักความสามัคคีของชนในชาติ สมดังชื่อ “ศาลารวมใจ”
ศาลารวมใจ ยังเป็นห้องปฐมพยาบาล มียาพระราชทานพื้นฐานจัดไว้ช่วยเหลือชาวบ้าน โปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกราษฎรในหมู่บ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลศาลารวมใจ และให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้ไปรับการฝึกอบรมหลักสูตร “หมอหมู่บ้าน” โดยสอนให้รู้จักการปฐมพยาบาล เรียนรู้ด้านสุขภาพอนามัย และการประสานงานในการจัดส่งผู้ป่วยหนักไปโรงพยาบาล
ศาลารวมใจ ได้รับการจัดสร้างขึ้นเป็นแห่งแรก ณ ศาลารวมใจพร้าว ตำบลเขื่อนผาก อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาจึงมีศาลารวมใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นลำดับ อาทิ ศาลารวมใจบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, ศาลารวมใจบ้านขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่, ศาลารวมใจวัดพระพุทธ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส, ศาลารวมใจบ้านวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และศาลารวมใจวัดสารวัน กิ่งอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี
แม้เวลาจะผ่านไป ปัจจุบันมีห้องสมุดที่ทันสมัย รวมถึงสถานพยาบาลที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ศาลารวมใจ คือ “จุดเริ่มต้น” ของความเอื้ออาทร ตลอดจนการเสริมสร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้กับผู้คนตัวเล็ก ๆ ทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง
8.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “สภานายิกาสภากาชาดไทย”
12 สิงหาคม พ.ศ.2499 นับเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
จากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 69 ปี ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยสอดคล้องกับภารกิจขององค์กรกาชาดและสภากาชาดไทยมาอย่างยาวนาน
อาทิ การรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้ การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย การจัดหาโลหิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และการสงเคราะห์ประชาชนผู้ทุกข์ยากและผู้ที่เดือดร้อน
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงติดตามการดำเนินงานของสภากาชาดไทยอย่างใกล้ชิด โดยเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการสภากาชาดไทย ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐาน 7 ประการ คือ มนุษยธรรม ความไม่ลำเอียง ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ บริการอาสาสมัคร ความเป็นเอกภาพ และความเป็นสากล
นับถึงวันนี้ สภากาชาดไทย ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในองค์กรสาธารณกุศลที่ทำประโยชน์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ศาสนา หรือเชื้อชาติ กระทั่งกลายเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติตราบถึงปัจจุบัน
9.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โขนพระราชทาน”
นึ่งในพระราชกรณียกิจที่พสกนิกรชาวไทยได้สัมผัสมาอย่างยาวนาน กับศิลปะการแสดง “โขนพระราชทาน” ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงดังกล่าวนี้เอาไว้
ย้อนเวลากลับไปยังอดีต โขนในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนใหญ่มักจัดแสดงในราชสำนัก โดยทำการฝึกหัดกันตามบ้านขุนนางชั้นสูงในสมัยนั้น เพื่อใช้แสดงในงานมหรสพหลวง และในพิธีต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นสื่อเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ
โขนซบเซาลงตามกาลเวลา กระทั่ง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเข้ามารื้อฟื้นและทำนุบำรุง เป็นที่มาของ “โขนพระราชทาน” มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเริ่มจัดการแสดงเมื่อครั้งเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา ในปี พ.ศ. 2550 ในชื่อตอน “พรหมาศ” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้มีการดำเนินงานปรับปรุงเกี่ยวกับโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายโขน ที่เพิ่มรายละเอียดให้วิจิตรบรรจง รวมถึงเทคนิคการแสดงบนเวทีที่มีความร่วมสมัย กระทั่งสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมรุ่นใหม่ ให้เข้ามาชมการแสดงโขนมากขึ้นเป็นลำดับ
ผ่านมาแล้วกว่า 18 ปี นับจากวันที่ได้รับการจัดแสดงเป็นครั้งแรก ปัจจุบันการแสดงโขนพระราชทานได้รับการยกระดับ จนกลายเป็นหนึ่งในการแสดงที่ประชาชนมากมายต่างรอคอยชมในทุก ๆ ปี กระทั่งในปี 2568 มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ เข้าร่วมสมัครเพื่อรับคัดเลือกแสดงในโขนพระราชทาน ตอน สัตยาพาลี เกือบหนึ่งพันคน
ทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงความนิยม แต่เหนืออื่นใด คือพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงร่วมในการอนุรักษ์มรดกของชาติชิ้นนี้มาอย่างยาวนาน กระทั่งได้รับความนิยมเช่นในปัจจุบัน
10.พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ชุดไทยพระราชนิยม”
ย้อนกลับไปราว 70 ปีก่อน สุภาพสตรีในประเทศไทย ยังไม่มีเครื่องแต่งกายประจำชาติ เหมือนดังเช่นสุภาพสตรีประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เอง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงสอบถามผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ รวมทั้งทรงศึกษาจากประวัติศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน กระทั่งมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญ ค้นคว้าประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ ก่อนที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่าง ๆ โดยนำรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในอดีต มาผสมผสานกับวิธีการตัดเย็บปัจจุบันอย่างลงตัว
ในเวลาต่อมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดพิมพ์สมุดภาพ "หญิงไทย" เผยแพร่การแต่งกาย ชุดไทยพระราชนิยม ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบ จำนวน 5 แบบ ซึ่งแบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 3 แบบ รวมทั้งสิ้น 8 แบบ
ไทยเรือนต้น เป็นชุดที่ใช้ได้หลายโอกาส ใช้เป็นชุดลำลองในงานเลี้ยงที่ไม่เป็นพิธีการ
ไทยจิตรลดา เป็นชุดไทยสำหรับพิธีกลางวัน ใช้ในงานพิธีการมากกว่าชุดไทยเรือนต้น
ไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน ไทยจักรพรรดิ และไทยดุสิต เป็นชุดสำหรับสตรีสวมสายสะพายในงานพระราชพิธี ที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ
ไทยจักรี ใช้สำหรับงานกลางคืน งานแต่งงานหรืองานราตรีสโมสรที่ไม่เป็นทางการ และอากาศไม่เย็นมากนัก โดยเป็นชุดไทยห่มสไบ เปิดไหล่ข้างหนึ่ง
ไทยศิวาลัย เป็นชุดไทยของสตรีบรรดาศักดิ์ในสมัยก่อน มักใช้ในงานตอนค่ำ งานเลี้ยง งานฉลองสมรส หรืองานพิธีเต็มยศ เหมาะสมสำหรับช่วงอากาศเย็นเพราะมีหลายชั้น
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เผยแพร่ชุดไทยทั้ง 8 แบบ ให้สุภาพสตรีไทยทั่วไป ได้นำไปแต่งกาย และใช้เป็นแบบมาตรฐาน ซึ่งต่อมามีการประยุกต์เป็นชุดไทยอีกหลายแบบ ปรากฏเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และถือเป็นชุดประจำชาติไทย ที่ในปัจจุบันมีประชาชนรุ่นใหม่สวมใส่อย่างสวยงาม
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ล้วนสร้างประโยชน์ต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ประการที่สำคัญ คือการสร้างความภาคภูมิใจ ในอัตลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้สัมผัสและรักษา ให้คงไว้สืบไป…
อ้างอิง
สำนักงานพระคลังข้างที่
รอบรู้เรื่องวัง และสาระน่ารู้ / หน่วยราชการในพระองค์
พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน
แหล่งสืบค้นข้อมูล https://www.thaipbs.or.th/now/content/3323
05 พฤศจิกายน, 2568
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
1) ด้านการส่งเสริมศิลปาชีพ
ปัจจุบันคือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามหลากหลายสาขา เช่น การปั้น การทอ และการจักสานสถาบันสิริกิติ์’ สานต่องานศิลปาชีพเผยแพร่ผลงานประณีตศิลป์กว่า 60 ปี ในรัชสมัยที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรไทย โดยทั่วถ้วนถึงพระวิริยะอุตสาหะและความอดทนที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดมา โดยเฉพาะงานส่งเสริมศิลปาชีพ ยังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตราบจนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้พัฒนาการดำเนินงานด้วยความก้าวหน้า ผลงานที่สร้างขึ้นล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตงดงามยิ่งปัจจุบันโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ยกสถานะขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นมา
จากโรงฝึกผลงานอันวิจิตรของลูกหลานชาวนาชาวไร่ ได้อวดโฉมโชว์ความงดงามให้เป็นที่ประจักษ์ต่อ
สายตาทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาแล้วมากมายผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ “ศิลป์แผ่นดิน” ตำบลเกาะเกิด
อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่แบ่งการจัดแสดงเป็นสัดส่วนเริ่มที่ชั้นล่างสุดกับห้อง “ปีกแมลงทับ”
หรือห้องที่แสดงการตกแต่งแผ่นไม้แกะสลัก ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยและถนิมพิมพาภรณ์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีงานปักเส้นไหมโบราณขนาดใหญ่ งานคร่ำ งานสานย่านลิเภา และงานเครื่องประดับนานาชนิด รวมถึงจำลอง พระที่นั่งพุดตานจำลองคร่ำทอง จำลองแบบมาจากพระที่นั่งพุดตาน จำหลักไม้
ในพระบรมมหาราชวังได้อย่างเสมือนจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือชาวนาชาวไร่ ที่ผ่านการฝึกฝนจนกลายเป็น
ช่างฝีมือด้านศิลปะไทยอันยอดเยี่ยมที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นคุณค่าในฝีมือให้ร่วมกันสืบสานงานประณีตศิลป์ให้อยู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป
2) ด้านการส่งเสริมอนุรักษ์ธรรมชาติ
โครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ทรงให้
ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าและการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยให้พสกนิกรชาวไทยมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพ
และการทำการเกษตร ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น“บ้านเล็กในป่าใหญ่” โครงการพระราชดำริฯ
“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ
ฉันจะสร้างป่า” พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยให้พสกนิกรชาวไทยมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพและการทำการเกษตร
โครงการตามพระราชดำริอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่พระราชหฤทัยด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และทรง
ห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เป็นอย่างมากคือ “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นที่แรกที่บ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2534พร้อมพระราชทานพระราชดำริแนวทางการอนุรักษ์ไว้ว่า ให้คงมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ให้รักษาป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ไม่ให้ถูกทำลายต่อไป จัดให้มีการฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลายไป โดยให้มีทั้งไม้ป่าธรรมชาติและไม้ใช้สอยพื้นที่ทำกินของราษฎร ให้การช่วยเหลือด้านการเกษตร สามารถทำกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า และจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ บ้านห้วยไม้หก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้โดยไม่เกิดการทำลาย ดังพระราชประสงค์หลังจากนั้นจึงมีการต่อยอด จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่อีกหลายพื้นที่ เช่น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริบ้านอุดมทรัพย์ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร,โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริบ้านหนองห้า อ.เชียงคำ จ.พะเยา, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ฯลฯ
3) ด้านหัตถศิลป์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดผ้าทอพื้นเมืองมาโดยตลอดและมีพระราชดำริว่า ควรจะส่งเสริมให้ราษฎรทอผ้าไหมมัดหมี่ไว้เป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวนอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรม“ศิลปาชีพ” ราชินีแห่งไหมไทย ทรงเป็นต้นแบบอนุรักษ์ผ้าไทยให้โด่งดังไกลเรื่องของ ‘ผ้าไหมไทย’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานศิลป์ชิ้นเอกที่ถูกละเลยนี้ได้ถูกหยิบมาปัดฝุ่น
ให้ทรงคุณค่ามาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งเสด็จฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้ส่งเสริมการทอผ้าไหมไทยขึ้น ก่อเกิดเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรอย่างกว้างขวางทั่วประเทศภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนถึงปัจจุบันนอกจากนี้ ยังทรงเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมและหัตถกรรมไทยสู่สายตาชาวโลก ผืนผ้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านกลายเป็นฉลองพระองค์อันวิจิตร โดยใน พ.ศ. 2505 ทรงได้รับเลือกให้เป็นสตรีที่แต่งพระองค์งามที่สุดในโลกผู้หนึ่ง ในจำนวนสุภาพสตรีของโลกทั้งหมด 10 คน จากบรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลก ทรงนำความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างและสวมใส่อย่างแพร่หลาย เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพลิกฟื้นผ้าไทย ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระปรีชาญาณ และกำลังพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทำให้ผ้าไทยกลับคืนสู่สังคมไทยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จึงร่วมมือกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดทำโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ จากนโยบายดังกล่าว ได้สร้างกระแสการใส่ผ้าไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น มีการประกวดผ้าทอของแต่ละจังหวัด มอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย รวมทั้งจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยที่นำมาตัดเย็บให้เข้ากับยุคสมัยให้ผ้าไทยใส่แล้วเก๋ในชีวิตประจำวัน
4) ด้านการเกษตรและชลประทาน
ทรงเน้นเรื่องการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษา
เกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถ
นำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้ยัง
ทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจาก
ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แต่เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้าน
อื่นนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง
พ ร ะ ร าช กร ณี ย กิ จ ‘ ส มเ ด็ จ พ ร ะ บ ร มร า ช ช น นี พัน ปี หล ว ง’ โ อบ อุ้ มป ร ะ ช าร า ษ ฎ ร์ ใ ห้ ยั่ ง ยืนสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ระหว่างปี 2546 – 2548 ความสรุปได้ดังนี้
1. ฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพป่าพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยใช้ไม้ในท้องถิ่นและขยายพันธุ์พืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์
2. พัฒนาคุณภาพชีวิตการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภคส่งเสริมการทำการเกษตรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรในพื้นที่
3. ศึกษาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากป่าให้เป็นเศรษฐกิจเพื่อให้คนอยู่กับป่าได้
5) ด้านการสาธารณสุข
ทรงริเริ่มจัดตั้ง “มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” ในกรณีที่ทรงพบราษฎรเจ็บป่วยก็จะทรงรับ
ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงอุปถัมภ์องค์กรการกุศล สมาคม มูลนิธิต่างๆ เป็นจำนวนมาก
น้ำพระทัยสมเด็จพระพันปีหลวง ชุบชีวิตยามวิกฤติสาธารณสุขสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยปัญหาความทุกข์
ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิดเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรงตระหนักว่าการมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ พระองค์จึงได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก อาทิ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดคณะแพทย์ตามเสด็จในต่างจังหวัด นำมาสู่หน่วยแพทย์พระราชทานจนทุกวันนี้ทรงสานต่อโครงการหมอหมู่บ้านของในหลวง รัชกาลที่ 9 คัดชาวบ้านที่สมัครใจมาอบรม เพื่อนำความรู้กลับไปช่วยเหลือคนเจ็บป่วยในหมู่บ้านโดยให้ชาวบ้านรู้จักใช้ยาและดูแลรักษาอนามัยเบื้องต้น ขณะที่คนไข้ป่วยหนักยากจนทรงไม่ทอดทิ้งรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทุกชีวิตของราษฎรมีความหมายใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่พสกนิกร 76 จังหวัด เผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พสกนิกรต่างถวายพระราชสมัญญาว่า “พระแม่เจ้าของชาติ” พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และชุดอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบอากาศบริสุทธิ์ PAPR เพื่อใช้ในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลประจำจังหวัดในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร และทุกเหล่าทัพช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละให้ปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19
แหล่งที่มา :https://th.hellomagazine.com/royalty-news/thailand-royal-news/9-important-works-ofqueen-sirikit-help-thai-people-sustainable-well-being/
แหล่งที่มา :https://th.hellomagazine.com/royalty-news/thailand-royal-news/9-important-works-ofqueen-sirikit-help-thai-people-sustainable-well-being/
แหล่งที่มา : https://th.hellomagazine.com/royalty-news/thailand-royal-news/9-important-works-ofqueen-sirikit-help-thai-people-sustainable-well-being/
แหล่งที่มา : https://th.hellomagazine.com/royalty-news/thailand-royal-news/9-important-works-ofqueen-sirikit-help-thai-people-sustainable-well-being/
แหล่งที่มา : https://th.hellomagazine.com/royalty-news/thailand-royal-news/9-important-works-ofqueen-sirikit-help-thai-people-sustainable-well-being/
03 พฤศจิกายน, 2568
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระเกียรติคุณและรางวัล
รางวัลเชิดชูและสดุดีเฉลิมพระเกียรติ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับรางวัลเชิดชูต่างๆ ทั้งจากองค์การรัฐบาลในประเทศไทย รัฐบาล และองค์การเอกชนต่างประเทศ
๑. องค์การรัฐบาลในประเทศไทย
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ทูลเกล้าฯ ถวายดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์รวม ๒๔ ปริญญา มหาวิทยาลัย รามคำแหง ได้จัดทำ วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ได้กล่าวไว้ความว่า พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ๑๒ แห่ง ถวายดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ นับแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมกัน ๒๔ ปริญญาเริ่มจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแห่งแรกที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๐๔ และครั้งสุดท้ายของ พ.ศ. ๒๕๓๕ คือ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๕ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทูลเกล้าฯถวาย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาชีววิทยาและสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ตามสถิติที่รวบรวมได้ที่พระองค์ทรงรับทูลเกล้าถวาย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก ๑๒ มหาวิทยาลัยดังนี้
๑. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๔ ปริญญา
๒. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๓ ปริญญา
๓. วิทยาลัยวิชาการศึกษา ๑ ปริญญา
๔. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ๒ ปริญญา
๕. สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ ๑ ปริญญา
๖. มหาวิทยาลัยรามคำแหง ๔ ปริญญา
๗. มหาวิทยาลัยมหิดล ๒ ปริญญา
๘. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ๑ ปริญญา
๙. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ๒ ปริญญา
๑๐. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๑ ปริญญา
๑๑. มหาวิทยาลัยขอนแก่น ๑ ปริญญา
๑๒. มหาวิทยาลัยศิลปากร ๑ ปริญญา
รวม ๒๔ ปริญญา
๒. รัฐบาลและองค์การเอกชนต่างประเทศ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลเชิดชูและสดุดีเฉลิมพระเกียรติ รวม ๑๓ รางวัล
๑. วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ทูลเกล้าฯถวาย “เหรียญเซเรส” ในพระฐานะที่พระองค์ทรงเป็นสตรีดีเด่น ทรงอุทิศพระองค์พัฒนาสตรีและประชาชนในชนบท และทรงสนับสนุนพระราโชบายในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในการเกษตรและที่ดิน ทำกิน
๒. วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔ สหพันธ์พิทักษ์เด็ก นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวาย “รางวัลเกียรติคุณ” ในวาระฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ขององค์การในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงช่วยเหลือผู้ยากไร้ในชนบทผู้ลี้ภัย และเด็กพิการ
๓. วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติทูลเกล้า ถวายเหรียญ “The First Thai Proof Coins In Series Commemorating The International Year of The Child-IYC”
๔. วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ โครงการจัดการทำเหรียญที่ระลึกปีเด็กสากล ขององค์การยูนิเซฟทูลเกล้าฯถวาย “เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกปีเด็กสากล”
๕. วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ สมาคมเอเชีย ทูลเกล้าฯถวายรางวัล “ด้านมนุษยธรรม” เป็นรางวัลแรกของสามาคมนับแต่ก่อตั้งมา ด้วยพระราชกรณียกิจ ทรงยกฐานะสตรีให้สูงขึ้นทางการศึกษา เศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาติ
๖. วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙ World Wildlife Fund ทูลเกล้าฯถวาย ประกาศนียบัตรเทิดพระเกียรตินักอนุรักษ์ดีเด่นด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และ สัตว์ป่า
๗. วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งกรุงลอนดอนทูลเกล้าถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ของราชวิทยาลัย ด้วยทรงประกอบพระราชภารกิจนานาประการ ยังให้เกิดผลดีทางการแพทย์และสาธารสุข
๘. วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ศูนย์ศึกษาการอพยพ (CMS) ทูลเกล้าฯถวายรางวัล ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยประจำปี ทั้งนี้ด้วยทรงส่งเสริมด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัยนับล้านคน ที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๘
๙. วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กแห่งกรุงวอชิงตัน D.C. ทูลเกล้าฯถวายรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ประจำปี ๒๕๓๔ เป็นรางวัลที่ชาวต่างประเทศได้รับเป็นครั้งแรกของรางวัลนี้
๑๐. วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ทูลเกล้าฯถวาย เหรียญทองโบโรพุทโธ เนื่องในพิธีเปิดงาน “มรดกสิ่งทอเอเชียหัตถกรรมและอุตสาหกรรม” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๑๑. วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ องค์การระหว่างประเทศ ๒ องค์การได้แก่ องค์การกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย จัดงานเฉลิมพระเกียรติ ชื่อ “งานนานาชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ” องค์การระหว่างประเทศทั้ง ๒ องค์การ ได้ทูลเกล้าถวายรางวัลสดุดีดังต่อไปนี้
• องค์การยูนิเซฟ ทูลเกล้าฯถวาย “เหรียญ UNICEF Special Recognition Award” ซึ่งเป็นเหรียญที่เคยมอบให้แก่กาชาดสากล ไม่เคยมอบให้แก่บุคคลใดและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นพระองค์แรกที่ทรงได้รับเหรียญนี้
• องค์การยูนิเซฟ ทูลเกล้าฯถวาย “UNIFEM Award of Excellence” เป็นรางวัลดีเด่นที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นสนับสนุนบทบาทสตรีไทยในการพัฒนา ประเทศ
๑๒. วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ครั้งล่าสุด มหาวิทยาลัยจอร์ทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวาย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษย์ศาสตร์
๑๓. วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เวลาใกล้เคียงกัน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา เช่นกัน ทูลเกล้าฯถวายรางวัล “สตรีแห่งปี ๑๙๙๓” ในฐานที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมเสมอมา
ที่มาแหล่งข้อมูล- https://www.royaloffice.th
พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว
พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของประเทศไทย
พระราชประวัติ
พระราชประวัติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระนามเดิม ‘หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร’ เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของ ‘พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ’ กับ ‘หม่อมหลวงบัว กิติยากร’ (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของ ‘พลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์’ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) บ้านของพระอัยกาฝ่ายพระราชมารดามีพระเชษฐา 2 คน คือ ‘ม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร’ และ ‘ม.ร.ว.อดุลกิติ์ กิติยากร’ และมีพระขนิษฐา 1 คนคือ ‘ท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงศ์’
พระนาม "สิริกิติ์" ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร
พระชนม์ชีพในช่วงวัยพระเยาว์
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ‘หม่อมเจ้านักขัตรมงคล’ ทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่คงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ มอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของ เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในพ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย
ปลายพ.ศ. 2477 หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์ บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จาก หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
การศึกษา
พ.ศ. 2479 – 2483 : โรงเรียนราชินี
พ.ศ. 2483 – 2489 : โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์
พ.ศ. 2491 – 2493 : โรงเรียน Riante Rive เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (เน้นวิชาภาษา ศิลปะ ดนตรี และวรรณคดี)
ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุด หม่อมเจ้านักขัตรมงคลได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ และต่อมาย้ายไปประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงได้ศึกษาวิชาดนตรีและภาษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งใจจะเข้าศึกษาในวิทยาลัยดนตรีชื่อดังแห่งกรุงปารีส
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือนายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช 2489 ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว
ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช 2490 หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส
พุทธศักราช 2491 ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวอยู่ในปารีส ได้รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเป็นที่คุ้นเคยและต้องพระราชอัธยาศัย ฉะนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมหลวงบัวพาบุตรี ทั้งสองคือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์และหม่อมราชวงศ์บุษบาเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเยี่ยมพระอาการเป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลงและเสด็จกลับพระตำหนักได้
สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ในโรงเรียนประจำชื่อโรงเรียน Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์
ต่อมาอีก 1 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ในวันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไปจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2493
วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
พระราชโอรสและพระราชธิดา
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ (ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) ประสูติ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิริธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี)
-สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ (สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี)
พระราชกรณียกิจสำคัญ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมาก ทั้งยังมีพระราชดำริเริ่มใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งโครงการพระราชดำริเหล่านั้นได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้
ปลายพุทธศักราช 2498 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2499
และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป
พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร โดยเฉพาะด้าน การส่งเสริมอาชีพ และ การพัฒนาเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญคือ “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2528 เพื่อส่งเสริมงานหัตถศิลป์ไทยและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนับสนุนด้านสาธารณสุข และเกษตรกรรม โดยมีโครงการฟาร์มตัวอย่างกว่า 49 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงทรงส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านโครงการ บ้านเล็กในป่าใหญ่ และ โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน จังหวัดระยอง
การเฉลิมพระนามาภิไธยในรัชกาลที่ 10
ในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีของพระองค์ ตามแบบโบราณราชประเพณีว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
พระอาการประชวร
เช้าตรู่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงประชวรด้วยภาวะพระสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ขณะประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่นั้นมาทรงพักฟื้นและงดเว้นจากการประกอบพระราชกรณียกิจ
การเสด็จสวรรคต
สำนักพระราชวัง ได้ประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต เมื่อเวลา 21.21 น. ของวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุ 93 พรรษา
ที่มา สืบค้นข้อมูล - https://www.sanook.com/news/9852830/
8 ชุดไทยพระราชนิยม จากพระอัจฉริยภาพด้านวัฒนธรรมและการแต่งกาย
ย้อนชม 8 ชุดไทยพระราชนิยมพระอัจฉริยภาพด้านวัฒนธรรมและการแต่งกาย มรดกของชาติที่สง่างามเหนือกาลเวลา ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการอนุรักษ์และพัฒนาเครื่องแต่งกายประจำชาติไทยให้สง่างาม เหมาะสมกับกาลเทศะ และคงเอกลักษณ์ไทยไว้อย่างครบถ้วน ทรงริเริ่มและพัฒนาขึ้น เพื่อรักษาเอกลักษณ์และความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยแต่ละแบบ ชุดไทยพระราชนิยมเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความประณีตของผ้าไทย แต่ยังเผยให้เห็น พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและแฟชั่น ของพระองค์
พระองค์ทรงปรับปรุงชุดไทยจากการนุ่งห่มแบบดั้งเดิมที่ซับซ้อน ให้เป็น ชุดไทยแบบสำเร็จรูป( Ready-to-Wear) ใช้ซิปหรือกระดุมซ่อน แทนการพันผ้า สวมใส่สะดวกโดยไม่ลดทอนความอ่อนช้อย เดิมมี 5 แบบ ต่อมาทรงเพิ่มเติมอีก 3 แบบ รวมเป็น 8 ชุดไทยพระราชนิยม ได้แก่ ชุดไทยจักรี, ชุดไทยบรมพิมาน, ชุดไทยจักรพรรดิ, ชุดไทยศิวาลัย, ชุดไทยดุสิต, ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยเรือนต้น และชุดไทยอมรินทร์ โดยหม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาคได้รับพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งชื่อชุดไทยทั้งหมด ให้ประชาชนและคนรุ่นหลังได้ชมความสง่างามและทรงคุณค่าของ 8 ชุดไทยพระราชนิยม อย่างครบถ้วนจนถึงปัจจุบัน
ความเป็นมาของ 8 ชุดไทยพระราชนิยม
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระเสาวนีย์ให้ หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค พระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์ ไปพบผู้ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณี คือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ บุตรสาว ซึ่งในเวลานั้นเป็นอาจารย์หัวหน้าแผนกผ้าและการแต่งกายอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เพื่อช่วยกันค้นคว้าเรื่องการแต่งกายแบบไทยสมัยต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยให้สวยงาม และคงเอกลักษณ์แบบเดิมไว้
หลังจากมีพระราชวินิจฉัยเห็นชอบในแบบต่างๆ แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ต้นแบบไว้ สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ ในการสร้างสรรค์และสืบสานธรรมเนียมการแต่งกาย ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณ ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมแก่วาระโอกาสต่างๆ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้นำในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมการแต่งกาย ตามแบบประเพณีไทย รวมทั้งความงดงามของผ้าไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกด้วยพระองค์เอง
การออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยในช่วงแรกนั้นมีหลายแบบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชวินิจฉัยและทรงแนะนำ ให้ปรับปรุงพัฒนารูปแบบให้สวยงาม เหมาะแก่โอกาสและสถานที่ เดิมทรงพระราชดำริไว้ 5 แบบ ต่อมาทรงพระราชดำริเพิ่มเติมอีก 3 แบบ รวมเป็น 8 แบบ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้ตั้งชื่อชุดไทยทั้งหมด
โดยหม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค ได้นำชื่อพระที่นั่ง พระตำหนัก สถานที่สำคัญต่างๆ ในพระบรมมหาราชวัง และในพระราชวังดุสิต มาใช้ขนานนามชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น,ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยอมรินทร์, ชุดไทยบรมพิมาน, ชุดไทยจักรี, ชุดไทยดุสิต, ชุดไทยจักรพรรดิ์ และ ชุดไทยศิวาลัย
1.ชุดไทยจักรี
ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ลักษณะเด่นคือห่มสไบเฉียงเปิดไหล่หนึ่งข้าง ท่อนล่างเป็นผ้านุ่งจีบ ใช้ผ้าไหมยกทองทั้งตัวหรือยกเฉพาะเชิง เหมาะสำหรับงานพิธีกลางคืน เพิ่มความหรูหราด้วยเข็มขัดและเครื่องประดับไทย
2.ชุดไทยอมรินทร์
ตั้งชื่อตามพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ใช้ในงานพระราชพิธีและงานช่วงค่ำ โครงสร้างคล้ายชุดไทยจิตรลดา แต่ใช้ผ้าไหมยกทองหรือยกเงินทั้งตัว เสื้อแขนยาว คอตั้ง เช่นเดียวกับไทยจิตรลดา ความงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับที่เหมาะสมกับงาน
3. ชุดไทยเรือนต้น
ตั้งชื่อตามพระตำหนักเรือนต้นในพระราชวังดุสิต เป็นชุดลำลองสุภาพ ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม นุ่งป้ายยาวจรดข้อเท้า เสื้อคอกลม แขนสามส่วน ผ่าอก ดุมห้าเม็ด เหมาะกับโอกาสไม่เป็นทางการ เช่น ไปวัดหรืองานมงคลทั่วไป
4. ชุดไทยบรมพิมาน
ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมาน ใช้ในงานพระราชพิธีและงานค่ำ เสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและซิ่นติดกันเป็นชุดเดียว นุ่งจีบ ใช้ไหมยกทองหรือผ้ามีเชิง คาดเข็มขัด เหมาะกับงานเต็มยศและงานทางการ
5. ชุดไทยจักรพรรดิ
ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นชุดพิธีเต็มยศช่วงค่ำ ท่อนบนห่มสองชั้น ชั้นในเป็นสไบจีบและห่มสะพักทับ ท่อนล่างนุ่งยกทองจีบแบบจักรี คาดเข็มขัดและเครื่องประดับครบชุด เหมาะกับพิธีสำคัญระดับชาติ
6. ชุดไทยศิวาลัย
ตั้งชื่อตามสวนศิวาลัย ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โครงสร้างคล้ายบรมพิมาน แต่ห่มสะพักปักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง เพิ่มชั้นเชิงและความหรูหรา เหมาะกับงานพระราชพิธีและงานเต็มยศ
7. ชุดไทยจิตรลดา
ตั้งชื่อตามพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ใช้ในพิธีกลางวัน โทนสุภาพเรียบเนี้ยบ คอเสื้อมีขอบตั้ง แขนยาว ท่อนล่างเป็นผ้าไหมยกดอกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ตกแต่งเครื่องประดับตามความเหมาะสม
8. ชุดไทยดุสิต
ตั้งชื่อตามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นชุดราตรีแบบไทยสำหรับพิธีเต็มยศช่วงค่ำ เสื้อคอกว้าง ไม่มีแขน ท่อนล่างนุ่งจีบ ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง อาจปักดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือประดับลูกปัดตามระดับงาน
พัฒนาการสู่ Ready-to-Wear
หัวใจของชุดไทยพระราชนิยม คือการผสานความเป็นไทยกับความร่วมสมัยให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันและงานพิธี การปรับสู่แบบสำเร็จรูปช่วยให้ทุกคนสวมใส่ได้สะดวกขึ้น โดยยังรักษาโครงสร้างและสัดส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้อย่างครบถ้วน
เสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย UNESCO คาดว่าจะพิจารณาในปี 2569 ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
แล้วตั้งแต่ปี 2566
ชุดไทยพระราชนิยม คือมาตรฐานเครื่องแต่งกายไทยที่ผสานรากเหง้า วัฒนธรรม และความร่วมสมัยให้สวมใส่ได้จริงอย่างสง่างาม ทั้ง 8 แบบครอบคลุมตั้งแต่ชุดลำลองสุภาพจนถึงพิธีเต็มยศ ช่วยให้เลือกแต่งให้เหมาะกับกาลเทศะได้อย่างมั่นใจ
ที่มาแหล่งข้อมูล https://www.sanook.com/news/9853002/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
















































