03 สิงหาคม, 2568

ต้นจากพืชมหัศจรรย์ แห่งลุ่มน้ำปากพนัง

ผลิตผลจากต้นจาก หมายถึง การที่ชาวบ้านนำเอาส่วนต่างๆ ของต้นจากมาแปรสภาพเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริโภคและอุปโภค ผลิตผลเพื่อการบริโภค หมายถึง การที่ชาวบ้านนำเอาส่วนต่างๆ ของต้นจากมาใช้ประโยชน์โดยการรับประทาน ดื่ม หรือเสพ ผลกระทบที่เกิดจากผลิตผลจากต้นจากหมายถึง การนำเอาส่วนต่างๆ ของต้นจากมาแปรสภาพเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริโภคและอุปโภคทั้งที่เป็นผลทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจำแนกออกเป็นผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้านสังคมและวัฒนธรรมและด้านสภาพแวดล้อม ชาวบ้านอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รู้จักนำส่วนต่างๆ ของต้นจากมาใช้เป็นสิ่งบริโภคและอุปโภคมาช้านานแล้ว เนื่องจากบริเวณนี้มีต้นจากขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ การใช้เพื่อการบริโภคนั้นมีทั้งที่ใช้เป็นอาหารคาว ใช้เป็น อาหารหวาน และใช้เป็นเครื่องดื่มและเสพ ส่วนของ ต้นจากนำมาใช้เป็นอาหารคาว ได้แก่ นกจากอ่อนและผลลูกจากอ่อน ส่วนของต้นจากที่นำมาใช้เป็น อาหารหวาน ได้แก่ เนื้อลูกจากอ่อน ส่วนของต้นจาก ที่นำมาเป็นเครื่องดื่มและเสพ ได้แก่ น้ำหวานจาก งวงจาก และใบจากอ่อน ส่วนการใช้เพื่อการอุปโภค นั้นทั้งที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นเครื่องใช้ และใช้เป็นของที่ระลึกและตกแต่ง ส่วนของต้นจากที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้างได้แก่ ใบจาก ทางจาก ก้านจาก เป็นต้น ส่วนของต้นจากที่ใช้เป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้แก่ ใบจาก ก้านจากเป็นต้น ส่วนของต้นจากที่นำมาใช้ทำเป็นของที่ระลึกและของตกแต่งในบ้าน ได้แก่ ใบจาก และก้านจากในด้านผลกระทบจากการผลิตผลิตผลจากจากจำแนกได้เป็น ๓ ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้าน สังคมและวัฒนธรรม และด้านสภาพแวดล้อมกระทบในด้านเศรษฐกิจ จำแนกได้เป็นผลกระทบต่อผู้ผลิต ผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม จำแนกได้เป็นผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน และผลต่อการอบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบครัว ผลกระทบในด้านภาพแวดล้อม จำแนกได้เป็นผลกระทบต่อการช่วยอนุรักษ์ชายฝั่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ไพศาล วิภูษณะภัทร์ ยังได้เขียนถึงความสำคัญของจากไว้อย่างน่าสนใจว่าชาวลุ่มน้ำ ปากพนัง มีความผูกพันกับป่าชายเลน เพราะลุ่มปากพนังเป็นแหล่งกำเนิดป้าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่แหลมตะลุมพุกไปจนถึงอ.ระโนด จ.สงขลา ป้าชายเลนเหล่านี้มีคุณค่ามากมาย เป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์น้ำทุกชนิดที่มาเพาะวางไข่ เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตก็จะไปดำรงชีพที่แม่น้ำหรือทะเล เล่ากันว่าแหล่งป่าชายเลนแถบแหลมตะลุมพุกเป็นที่อยู่ของสัตว์ป้ามากมายเช่นเสือ กวาง ซะนี ลิง ค่าง ป้าชายเลนของลุ่มน้ำปากพนังยังประโยชน์ที่หลายคนไม่ทราบว่านกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ตามบ้านของชาวปากพนังยังต้องอาศัยอาหาร แมลงต่างๆ จากป้าชายเลนลุ่มน้ำปากพนัง คุณค่ามากมายที่เราได้รับประโยชน์จากป้าชายเลน เป็นที่กำเนิดของพันธุ์ไม้ธรรมชาติหลายชนิดเช่น ต้นโกงกาง, ต้นแสม, ต้นลำพู, ต้นลำแพง.ต้นจาก, เหงือกปลาหมอ ต้นจาก เป็นพืชที่ชาวลุ่มน้ำปากพนังมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะบ้านเรือนของชาวลุ่มน้ำปากพนังในสมัยก่อนจะมุงด้วยหลังคาจากเป็นส่วนใหญ่ ต้นจากยังให้ประโยชน์อีกมากมายคือ
๑. ใบจาก ใช้มุงหลังคาบ้านในแถบอ.ปากพนัง อ.หัวไทร อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.ชะอวด ที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นจาก นำใบจากมาเย็บเป็นแผ่นหรือตับ โดยช้อนกันประมาณ ๒-๓ใบ แล้วสอดให้ติดกัน วางทับลงบนไม้ตับที่ทำมาจากก้านกิ่งของใบจาก พับเป็นสองส่วนให้ด้านบนสั้นกว่าด้านล่างแล้วเย็บด้วยเชือกคล้าที่เหลาเป็นเส้นๆ เย็บช้อนกันตลอดตับจากยาวประมาณ ๓-๔ศอก ผู้ผลิตจะนำใบจากหรือตับจากวางจำหน่ายริมถนนสายหัวไทร - ปากพนัง หรือสาย ปากพนัง -เชียรใหญ่ ไร่หนึ่งผลิตใบจากได้ประมาณ ๕๐๐ ตับจาก ชาวเกษตรกรนากุ้ง จะซื้อไปมุงหลังคาขนำที่บ่อกุ้ง เพราะทำได้ง่ายราคาถูก และมีความเย็นแบบ ธรรมชาติ
๒. ทำน้ำตาลจากหรือน้ำผึ้งจาก โดยผลิตมาจากงวงจากหรือดอกจาก เพราะชาวลุ่มน้ำไม่สามารถ ปลูกอ้อยได้ในแถบนี้ จึงนิยมทำน้ำตาลจากต้นจากที่อยู่ใกล้บ้าน โดยการตีงวงตาลจากเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ต้นจากผลิตน้ำหวานมาสะสมไว้ที่ ดอกต้นจาก ต่อมาก็ตัดดอกต้นจากให้เหลือแต่งวงตาลจากนำกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่เกร็ดไม้เคี่ยม ประมาณ ๒-๓เกร็ด เพื่อเป็นสารกันบูดนำไปแขวนไว้ริมน้ำตาลจากในเวลาช่วงเย็น น้ำหวานที่รับได้งวงละ ๑ กระบอกชาวบ้านจะเก็บในตอนเช้านำไปต้มและเคี่ยวด้วยไฟแรงๆ เมื่อเหลือปริมาณครึ่งหนึ่งก็จะเป็นน้ำหวานดิบหรือน้ำผึ้งจาก จะมีรสหอมหวาน กลมกล่อมไม่แพ้น้ำหวานจากผึ้ง ชาวบ้านนำไปราดข้าวรับประทาน เป็นอาหาร นำไปปรุงอาหารเช่น หมี่ผัด แกงส้ม ทำขนมลา ขนมจากหรือ ทำเป็นน้ำตาลปี๊บ ทำน้ำส้มจากน้ำส้มจากมีลักษณะขาวยุ่นมีรสเปรี้ยวแบบธรรมชาตินำไปปรุงอาหารเช่น ปลากระบอกต้มส้ม ทำเป็นน้ำจิ้มสำหรับปลาซ่อนริ้วรสเด็ดจริงๆ
๓. ทำหมาจาก หรือภาชนะที่ตักน้ำ ชาวลุ่มน้ำปากพนังได้นำยอดจากมาตัดออกแล้วคลี่เป็นใบนำไปตากแดดพอประมาณ ตัดใบจากให้ได้ขนาดพอเหมาะ นำใบจากมาสอดเหมือนสอดตับจากจนเป็นแผ่นกว้างตามนาดที่ต้องการ จึงรวบปลายทั้งสองด้านผูกติดกันด้วยเชือกหรือโดยมัดไขว้กัน อาจจะทาด้วยน้ำมันยางผสมชัน เพื่อให้สวยงามและทนทานชมรมชาวปากพนังในกรุงเทพฯได้นำ"หมาจาก" เป็นสัญลักษณ์ของชมรมชาวปากพนัง
๔. ลูกจาก สามารถนำมาทำเป็นขนมหวานโดยหั่นเป็นชิ้นๆนำไปเชื่อมใส่น้ำแข็ง ลูกจากที่ยังอ่อน ๆ ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มหรือผักเหนาะของชาวใต้กับแกงไตปลา,แกงส้ม
๕. ใบจาก ใช้ม้วนบุหรี่ หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ยาสูบใบจาก หรือ ยากราย โดยนำเอายอดใบจาก ตัดเอาใบมาตากแดดให้แห้ง ลอกเอาก้านใบ ข้าและใยออก นำใบจากมาตัดให้ยาวเท่ามวนบุหรี่ นำไปม้วนกับยาเส้นหรือยากราย เพราะนำมาจากบ้านกราย อ.ท่าศาลา ใบจากของคนลุ่มน้ำเป็นที่ติดอก ติดใจของคอบุหรี่ในแถบต่างๆ ได้สั่งใบจากหรือยอด จากไปจำหน่ายที่ จ.สงขลา, จ.ปัตตานี, จ.สตูล และ ประเทศมาเลเซีย ประโยชน์จากต้นจากมีอีกมากมาย เช่น นำมาทำเป็นหมวกกันฝนกันแดด ชาวบ้านเรียกว่า หมวกเปี้ยว โดยการเย็บใบจากเป็นรูปทรงกรวย ทำ เป็นหมวกคล้ายๆกับหมวกชาวเวียดนาม ก้านใบจะ นำมาถักเป็นที่ครอบศีรษะเย็บกับเปี้ยว สามารถกันฝนกันแดดได้ ต่อมาได้เย็บเป็นขนาดใหญ่กันแดดคล้ายเต็นท์ เรียกว่า แซง ขนาดที่เล็กกว่าเย็บเป็นสองผืนให้โพงใช้คลุมศีรษะกันฝนสำหรับผู้ใหญ่ใช้แซงผืนเดียวนำมาพับแล้วเย็บมุม เรียกว่า อีหุบ ส่วนของเด็กๆที่เล็กกว่าทำคล้ายๆ หมวกที่เรียกว่าแมงดา ภูมิปัญญาชาวบ้านที่รู้จักดัดแปลงเอาพืชพันธุ์ใกล้ตัวมาผลิตเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค โดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้านนับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่น่ายกย่องอย่างยิ่งของคนลุ่มน้ำปากพนัง การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำปากพนัง เมื่อมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ได้มีการขุดบ่อกุ้งกันทั้งลุ่มน้ำทำทำให้ต้นจากถูกทำลายโดยรถขุดนากุ้งไปหลายแสนไร่ ต้นจากมีปริมาณลดน้อยลงไปมากวัสดุที่ผลิตจากต้นจากเริ่มขาดแคลนทำให้ราคาของตับจากมุงหลังคาราคาสูงขึ้น น้ำผึ้งจาก น้ำส้มจาก ลูกจาก หมาจากแซง แมงดา อีหุบ มีการผลิตและการใช้ลดลงไปมาก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่าลืมว่าต้นจากมาจากป้าชายเลนที่มีคุณค่าต่อขาวลุ่มน้ำปากพนังมากมาย ต้นจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกมองข้ามแต่ต้นจากเป็นพืชที่ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนลุ่มน้ำปากพนังที่ไม่ควรลืมความมีคุณค่าของป่าชายเลนเป็นกำเนิดของสัตว์น้ำทุกชนิด เราจึงควรอนุรักษ์ต้นจากไว้ให้อยู่คู่กับป้าชายเลนและเป็นพืชเศรษฐกิจของคนลุ่มน้ำปากพนังตลอดไป การปลูกและดูแลรักษาต้นจาก ชื่อทั่วไป จาก ชื่อสามัญ Nipa Palm,Nypa Palm ชื่อวิทยาศาสตร์ Nypa fruticans Wurmb วงศ์ Palmae ลักษณะทั่วไป ต้นจากเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีบริเวณชายฝั่งที่มีน้ำกร่อย แดดจ้าบริเวณเขตร้อนทั่วไปปัจปัจจุบันจากมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศศรีลังกา พม่าปากแม่น้ำคงคา คาบสมุทรมาลายา อินโดนีเชีย ไทยปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ฟิลิปปินส์ และไปทางเหนือถึงหมู่เกาะริวกิวในประเทศญี่ปุ่นที่มีต้นจากขึ้นอยู่บ้างประปราย หรือไปทางใต้จนถึงรัฐควีนแลนด์ตอนเหนือของประเทศอสเตรเลีย ต้นจากจะไม่ขึ้นในที่เค็มจัดเกินไป จึงพบเห็นจากบริเวณปากแม่น้ำหรือปากอ่าวมากกว่าบริเวณชายทะเลที่มีน้ำเค็มจัดตลอดปี นอกจากนั้นยังพบต้นจากเจริญเติบโตแม้ในที่ลุ่มห่างจากชายฝั่งหลายกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่น้ำทะเลเคยท่วมถึงมาก่อนการเจริญเติบโตของต้นจากอาจขึ้นเดี่ยวๆหรือขึ้นหนาแน่นเป็นป่าจาก ซึ่งจะมีการแตกแขนงคืบคลานไปเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติวิธีหนึ่งแล้ว ยังมีส่วนช่วยป้องกันตลิ่งริมฝั่งไม่ให้พังและยังช่วยให้แผ่นดินงอกได้อีกด้วย ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบมากโนบริเวณตำบลขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และกระจายอยู่ตามบริเวณอื่นทั่วๆ ไปที่มีน้ำเค็มขึ้นถึงและพื้นที่ราบที่เคยมีน้ำทะเล ท่วมถึงมาก่อน
วิธีการปลูกจาก การปลูกต้นจากในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราย จะนิยมปลูกในช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม เพราะเป็นช่วงหลังฤดูฝน เพราะถ้าเป็นช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมนานทำให้ต้นกล้าตายได้ วิธีการปลูกจากนั้นมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้ ๑. การคัดเลือกพันธุ์ โดยการคัดเลือกจากพันธุ์ที่ให้น้ำหวานมากผลใหญ่สมบูรณ์ ซึ่งโดยส่วน ใหญ่จะมีลักษณะผลกลมท้ายไม่แหลม มีโบมากจนเกือบถึงโคนกอ ๒. การเพาะพันธุ์ โดยการนำผลจาก หรือลูกจากที่คัดเลือกแล้วซึ่งแก่จัด มาตั้งเรียงในที่ชื้นแฉะ การเรียงนั้นจะต้องเอาส่วนที่เรียกว่า "ท้าย"ปักลงดิน ทั้งนี้เพื่อให้หน่องอกชี้ขึ้นข้างบน ปัจจุบันชาวบ้านบางคนได้หันมาเพาะพันธุ์ในถุงพลาสติก เพราะสะดวกต่อการนำไปปลูก แต่วิธีการนี้จะต้องรดน้ำทุกวัน การเพาะพันธุ์ จะใช้เวลาประมาณ ๒ เดือน ก็จะมีหน่องอกขึ้นมา และเมื่อหน่อแตกใบยาวประมาณ ๑๕ ชม. จึงเหมาะที่จะนำไปปลูกได้ ๓. การเตรียมดิน การเตรียมดินเพื่อปลูกต้นจากไม่มีความขับช้อนมากนัก เพียงแต่แผ้วถางวัธพืชอื่น ๆ ออกเฉพาะบริเวณที่ปลูกเท่านั้น ในส่วนของการเตรียมหลุมปลูกนั้นจะทำกันในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ ถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำแห้งการเตรียมหลุมอาจทำได้ ๓ วิธี คือ ๓.๑ ใช้ไม้ปลักหลุมขนาดพอที่จะนำต้นกล้า ใส่ลงไปได้ ๓.๒ ใช้จอบขุดหลุมตื้น ให้มีความกว้างและลึกพอที่จะฝังต้นกล้าได้วิธีที่ ๓.๑ และ ๓.๒ นี้ เป็นวิธีการที่ง่าย และ ใช้เวลาน้อย แต่มีข้อเสียคืออัตราการเจริญเติบโตช้า ๓.๓ ขุดหลุมขนาด ๕๐x๕๐x๕๐ ชม. โดยขุดทิ้งไว้ประมาณ ๖ เดือน ถึง ๑ ปี เพื่อให้ดินในหลุมกลายเป็นตม เพราะชาวบ้านพบว่าต้นจากจะเจริญเติบโตได้ดีในดินลักษณะนี้ ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านบางรายเริ่มใช้ปุยคอกลงไปในหลุมด้วยเพื่อให้ดินมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วิธีการเตรียมหลุมแบบนี้ถึงแม้จะใช้เวลาในการเตรียมหลุมนาน แต่พบว่าต้นจากจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก
๔. วิธีการปลูก การปลูกจากจะปลูกให้มีระยะห่างกัน ๕ - ๖ เมตร เพราะเมื่อต้นจากมีอายุ ๒ - ๓ปี ต้นจากจะแตกออกรอบทิศทางจะต้องตัดแต่งให้เหลือเพียงกอละประมาณ ๓ ต้น การปลูกจากจะมี๒ วิธี คือ ๔.๑ การปลูกโดยใช้ต้นกล้าที่เพาะพันธุ์มาก่อนซึ่งมีความสูงประมาณ ๑๐ ชม. โดยการนำต้นกล้าไปใส่ในหลุม แล้วกลบดินให้เสมอโคนต้นกล้า ๔.๒ การปลูกโดยใช้ผลปลูกโดยไม่ต้องเพาะต้นกล้า โดยการนำผลที่คัดพันธ์แล้ว นำมาปลูกโดยอาจใช้วิธีการใช้ไม้แหลมหรือเสียมแทงดินให้เป็นรูแล้วนำผลจากวางลงไป ให้ด้านท้ายผลอยู่ด้านล่าง แล้วใช้ดินกลบผลจาก หรืออาจใช้วิธีการใช้ดินตมหรือดินโคลนใส่ลงไปจนเต็มหลุม แล้วนำผลจากใส่ลงไปก็ได้ ข้อควรระวังในการปลูกจากคือ ไม่ควรปลูกจากในบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น หรือบริเวณที่มีตอไม้มาก เพราะเมื่อต้นจากโตขึ้น ลำต้นใต้ดินหรือเหง้าหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หินจาก" จะเติบโตเลื้อยชอนไซดินไปเรื่อยๆ ถ้าไปพบต้นไม้หรือรากไม้ก็จะดันโผล่ขึ้นมาข้างบน ซึ่งลักษณะนี้ขาวบ้านพบว่าจะให้น้ำหวานน้อย
๕. วิธีการดูแลรักษา การปลูกจากไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามากนัก ไม่ต้องให้ปุยหรือใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูที่เข้ามารบกวน เพราะต้นจากไม่ค่อยมีแมลงหรือโรคที่เป็นศัตรู ดังนั้นจึงเป็นการเกษตรกรรมที่ใช้ต้นทุนต่ำมาก สำหรับการดูแลรักษาโดยทั่วไปเป็นเพียงแต่การตัดแต่งใบและกำจัดวัชพืชเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วการดูแลรักษาแบ่งออกเป็น ๒ระยะ คือ ๕.๑ ระยะแรกปลูกจนถึงระยะก่อนให้ผลผลิต การดูแลรักษาช่วงนี้เพียงแต่ดูแลไม่ให้เถาวัลย์หญ้า และวัชพืชอื่นๆ ขึ้นปกคลุมเท่านั้น หรืออาจมีการปลูกซ่อมแชมกรณีที่ต้นกล้าตายหรือไม่สมบูรณ์ ๕.๒ ระยะให้ผลผลิต เป็นช่วงที่ต้นจากมีอายุประมาณ ๕ - ๖ ปีจะมีการดูแลรักษามากขึ้นกว่าเดิม โดยจะต้องมีการตกแต่งทางใบ และแผ้วถางวัชพืชบริเวณรอบๆ กอออกให้หมด ถ้าบริเวณกอมีคันดินถูกดินให้สูงขึ้น ก็จะต้องใช้จอบขุดออกเพราะถ้าปล่อยให้มีคันดินสูงจะทำให้ดินบริเวณนั่นแน่นทำให้ต้นจากไม่สมบูรณ์ ส่วนบริเวณใดที่มี ต้นจากขึ้นหนาแน่นมาก ก็จะต้องทำการตัดแต่งให้เหลือกอละ ๒ - ๓ ต้นเท่านั้น และจะต้องตัดแต่งให้มีระยะระหว่างกอประมาณ ๓ เมตร เพราะถ้าแน่นกว่านี้จะทำให้ได้ผลผลิตน้อยลงเนื่องจากต้นจากต้องแย่งอาหารกัน โดยทั่วไปถ้ากอจากไม่แน่นต้นจากจะไม่สูง แต่พงจากด้านล่างจะมีขนาดใหญ่ทำให้มีน้ำหวานมากอย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรบางรายเริ่มใช้ปุ๋ยให้แกต้นจากบ้างแล้ว โดยใช้ปุยนาข้าวสูตร ๑๖ -๒๐ - ๐ และปุ๋ยยูเรียมาใช้ ซึ่งพบว่าสามารถให้ผลผลิตดีขึ้นเกือบ ๑๐๐% และต้นจากจะมีความสมบูรณ์เจริญเติบโตดี การใส่ปุยจะทำหลังน้ำลด คือ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยการขุดพรวนดินรอบโคนต้นจากแล้วหว่านปุยรอบโคน แต่การใส่ปุ๋ยก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
อาชีพท้องถิ่นที่ใช้วัสดุจากต้นจาก ความหมายอาชีพท้องถิ่น หมายถึงอาชีพที่มีการประกอบการทำมาหากิน เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้นจาก คือพืชชนิดหนึ่ง ซิ่งอยู่ในสกุลปาล์มมีมากในบริเวณป้าชายเลนและริมฝั่งแม่น้ำ ที่มีน้ำกร่อย และดินเป็นดินโคลน ถึงดินเหนียว สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม แต่จะมีความเจริญได้ดีในเขตที่เป็นน้ำกร่อยและดินเหนียว น้ำท่วมถึงตลอดปี ต้นจากเป็นพืชมหัศจรรย์ที่สามารถนำส่วนประกอบทุกๆ ส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ และบางส่วนมีคุณค่าถึงขั้นนำไปเป็นวัสดุในการประกอบอาชีพต่างๆได้ ในที่นี้จะได้ศึกษาอาชีพที่สำคัญของท้องถิ่นปากพนัง ที่นำเอาส่วนประกอบของต้นจากมาเป็นวัสดุในการประกอบอาชีพ ได้แก่ ๑.การทำจากตับมุงหลังคาเป็นวัสดุที่ผลิตมาจากใบจากแก่โดยนำใบจากมาเย็บรวมกันเป็นแผง มีตับจากเป็นแกนเย็บร้อยด้วยหวายลิง หรือคล้า ตับหนึ่งมีความยาวประมาณ ๓ - ๔ ศอก ใช้เป็นวัสดุมุงหลังคาบ้านกั้นฝาบ้าน ทำเพิงพัก ขนำนา หรือหลังคาคอกสัตว์วิธีผลิต ฟันทางจากใบแก่มาจากแหล่งวัตถุดิบ แล้วตัดใบออกจากทาง เอาเฉพาะใบส่วนตอนกลางๆ ของทาง หรือตามขนาดที่ต้องการ แต่ไม่เอาส่วนปลายหรือส่วนโคนทาง เพราะใบจากจะสั้นนำใบที่ได้มาช้อนกัน ๓ ใบ หันปลวยและโคนไปทางเดียวกัน ทาบตับจากเป็นแนวขวางลงบนด้านในค่อน ไปทางโคนใบประมาณ ๑ คืบ แล้วพันด้านปลายใบลงไปอยู่ด้านล่างให้ขนานกับด้านโดนไป ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับตอกคล้า (หรือหวายลิง) แทงจากด้านล่างของตับจากผูกหัวใบจากที่เย็บไว้จนแน่นเพื่อกันหลุดออกจากตับ แล้วเอาใบจากที่ช้อน ๓ ใบชุดต่อไปประกบเรียงกันไป และใช้ตอกส่วนที่เหลือเย็บต่อไปเหมือนเย็บผ้าด้วยมือ เย็บต่อไปจนถึงปลายตับ ผูกไว้อีกครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการเย็บตับ
เทคนิคในการผลิต การเย็บจากจะได้ฝีมือดีาม ต้องฝึกหัดจนธานาญ ต้องผูกหัว ปลาย ตับให้แน่นมี เวลาพับใบจากเข้ากับตับจาก ต้องกดให้แน่น แทงตอกคล้าขึ้นลงให้เป็นแนวเดียวกัน และให้ชิดตับจากรักษาแนวความยาวด้านโคนใบซึ่งอยู่ด้านบนให้นมี เท่ากันตลอดตับ จะทำให้ดูสวยงามก่อนนำไปใช้ควรผึ่งแดด ๑-๒ วัน เพื่อให้ใบวันเอาก สะดวกในการเก็บ วิธีเก็บ นำตับจากที่ผึ่งแดดแล้วมาช้อนกันเป็นมัดๆ ละ ๒๕ หรือ ๕๐ ตับ แล้วแต่ถนัด ทาบด้วยทางจากแห้ง หรือไม้ไผ่ทั้งสองด้าน แล้วมัดด้วยเถาว์วัลย์ทางด้านปลายทั้งสองข้าง เก็บไว้ในที่ร่ม การจำหน่าย ปัจจุบันราคาจากตับ ประมาณตับละ ๔ - ๕ บาท ผู้ผลิตหนึ่งคนสามารถเย็บได้สูงสุดประมาณวันละ ๑๐๐ ตับ ถ้าขายได้หมดจะมีรายได้วันละ ๔๐๐ - ๕๐๐ บาท/คน (แต่ไม่นับการเตรียมหาวัสดุต้องใช้เวลามาก เพราะปัจจุบัน วัสดุคือ ใบจาก คล้า หรือหวายลิง หายากมากต้องเข้าป้าไปไกลๆ หรือมีปลูกไว้เป็นสวนของตนเองจึงจะสามารถผลิตได้จำนวนดังกล่าว....ที่สำคัญฝีมือ การเย็บต้องเร็ว และอดทน ๒. อาชีพการทำน้ำตาลจากความหมาย น้ำตาล คือสารละลายประเภทหนึ่งซึ่งใช้กระบวนการและขั้นตอนในการทำที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพื่อให้ได้สารละลายที่ตกผลึกแล้ว นำมาใช้ในการบริโภค ซึ่งทำจากวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของพืชหลายชนิด เช่น ต้นตาลโตนด มะพร้าว อ้อยหัวผักกาดหวาน และต้นจากน้ำตาลจาก คือน้ำตาลที่ผลิตจากน้ำหวานที่ได้จากต้นจาก พืชสกุลปาล์ม ในป่าชายเลนหรือป้าจากลุ่มแม่น้ำ โดยใช้กระบวนการผลิตตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการทำน้ำตาลจากของคนชาวลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งปังปัจจุบันยังมีการประกอบอาชีพนี้จำนวนไม่มากนัก และมีมากที่สุดในตำบลขนาบนาก อ.ปากพนัง มีขั้นตอนและวิธีการดังนี้
ขั้นเตรียมความพร้อม เมื่อผลจากอายุได้ประมาณ ๑ เดือน ต้องนวดก้านช่อผลให้ลูกตาลค้อมลงโดยใช้เท้านวดวันละ ๑๐ - ๒๐ เที่ยว ติดต่อกันสามวัน หลังจากนั้นทิ้งช่วง ๑ เดือน กลับมานวดใหม่อีกครั้ง โดยใช้ไม้ตีตาล (ไม้ตีต้องทำจากไม้เนื้ออ่อน หรือใช้ช่อผลของจาก ผลที่ไม่นำมาทำน้ำตาล เพราะจะมีความนุ่มตีแล้วงวงตาลไม่ซ้ำ และกระตุ้นน้ำตาลได้ดี) ตีติดต่อกัน ๓ วัน วันละๆ ๓๐ - ๕๐ ที เวลาที่ตีตาลควรเป็นตอนเช้า หรือเย็นทิ้งไว้ ๑๕ - ๓๐ วัน แล้วแต่สภาพผล ถ้าผลแก่มากแล้วควรรีบตัด ถ้าผลยังไม่แก่มากก็ทิ้งไว้ได้อีกระยะหนึ่ง ก่อนตัดควรนวดหรือตี ซ้ำอีก ๑ วันและบาก งวงตาลดูสักนิด สังเกตว่ามีน้ำหวานออกมาแล้วหรือไม่ ถ้ามีนัก้หวานออกแล้ว ก็ ตัดผลจาก ออกจากงวง ทำการปาดตาล รับน้ำหวานได้ ถ้าบากแล้วน้ำหวานยังไม่ออก หรือออกน้อย ให้ตีหรือนวดต่อไปให้ครบ ๓ วัน แล้วบากดูใหม่ถ้าน้ำหวาบถูกกกกง ก็ตัดผลออกได้ หากยังไม่มีน้ำหวานก็ทิ้งระยะไปอีกได้ แล้วกลับไปนวดหรือตีซ้ำ ขั้นปาดตาลรับน้ำหวานเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากต้องมีความชำนาญในการปาดตาลน้ำหวานจึงจะได้มาก หรือมีคุณภาพโดยต้องใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ คือ มีดปาดตาล(ภาษาท้องถิ่นปากพนังเรียกกันว่า ทับปาดตาลมีลักษณะคล้ายเคียวแต่สั้น และโตกว่า) กระบอกน้ำตาล ที่ทำจากไม้ไผ่ตง(ปัจจุบันอาจใช้วัสดุอื่น เช่นขวดพลาสติก แกลลอน หรืออื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่จะได้น้ำตาลที่คุณภาพไม่ดี) เศษไม้เคี่ยมสำหรับใส่ในกระบอกตาลป้องกันน้ำตาลเปรี้ยว และคานหาบ ๑ อัน สำหรับหาบกระบอกน้ำตาลคนทำตาล ต้องเตรียมอุปกรณ์โดยสับเศษไม้เคี่ยมให้เป็นเกร็ดเล็กๆ นำไปใส่ในกระบอกตาลกระบอกละ ๒ - ๓ เกร็ด (ถ้าใส่มากไปน้ำตาลจะขม และสีไม่สวย) เวลา ๔ - ๖ โมงเย็นเป็นเวลาที่เหมาะในการไปปาดตาล เพราะมีแสงสว่างเพียงพอ และระยะเวลาที่น้ำตาลขังอยู่ในกระบอกไม่มากเกินไป(ถ้าปาดตาลในเวลาอื่น ทำให้เวลาที่น้ำตาลอยู่ในกระบอกยาวนานเกินไปน้ำตาลจะเปรี้ยว ประกอบกับในเวลากลางวันน้ำตาลจะออกน้อยกว่ากลางคืน)
วีธีปาดตาล คนทำตาลต้องใช้เท้าข้างหนึ่งกดงวงตาลเอาไว้ แล้วใช้มือสองมือถือทับ เฉือนงวงตาลโดยดีจากล่างขึ้นข้างบน ๒ - ๓ ครั้ง แล้วบากทำลิ้นนิดหนึ่ง เอากระบอกสวมเข้ากับงวงตาล ทำอย่างนี้กับทุกๆ งวง จนหมดตาลที่ตัดไว้ ทิ้งไว้ ๑ คืน จึงมาเก็บน้ำตาลในตอนเช้าวิธีเคี่ยวตาล(เคี่ยวน้ำหวาน)ให้เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเคี่ยวให้พร้อมดังนี้
๑.เตาเคี่ยวตาล มักทำขึ้นเองจากวัสดุท้องถิ่น เช่นทำโครงไม้เป็นวงกลม แล้วพอกด้วยติเหนียวผสมฟาง (หรือถังน้ำมันตัดเป็นสองท่อนบา ๒. กะทะเคี่ยวตาล นิยมใช้กะทะใบบัวเล็กหรือใหญ่ แล้วแต่จำนวนตาลที่ตัดไว้ ๓.กระชอนกรองน้ำตาล ทำจากวัสดุท้องถิ่นเช่นกะลา หรือวัสดุสมัยใหม่ก็ได้ (เพื่อกรองเอาสิ่งแปลกปลอมและเศษ ไม้เคี่ยมที่อยู่ในน้ำหวานออก) ๔. ฟืน จำเป็นต้องใช้ฟืนที่มีคุณภาพ เช่นไม้โกงกาง ไม้ฝาด กะลามะพร้าว หรือไม้เนื้อแข็งเพราะให้ไฟแรง เคี่ยวตาลได้เร็วน้ำตาลจะไม่เปรี้ยวและมีควันน้อยไม่รบกวนคนอยู่ใกล้เคียง ๕. ไม้พาย ใช้ไม้พายเล็กที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะไว้กวนน้ำตาล ๖. ผลา คือชั้นวางที่ทำเหนือเตาเคี่ยวตาลเพื่อไว้วางกระบอกน้ำตาลรมไฟเพื่อฆ่าเชื้อที่กระบอกน้ำตาล (หากไม่รมไฟ กระบอกน้ำตาลจะมีแบคทีเรียมากเมื่อนำไปรับน้ำหวานคืนต่อไปน้ำหวานสามารถล้วงเข้าไปถึงก้นกระบอกได้ เมื่อได้น้ำหวานมาแล้ว นำน้ำหวานเทใส่กระชอนที่วางไว้บนปากกะทะ จนหมดทุกกระบอก(กะทะควรตั้งไว้บนเตาเรียบร้อยแล้ว) ก่อไฟในเตาใช้ไฟแรงได้ตลอดการเคี่ยวแต่เมื่อมีเปือกผุดขึ้นมามาก ควรตักเชือกทิ้งไป หรือถ้าเดือดมากเกินไปจนพลุ่งล้นกะทะ ก็ให้เบาไฟลง น้ำตาลจะไม่เดือด ไม่ล้นออกนอกกระทะ เคี่ยวจนน้ำหวานมีสีน้ำตาลอ่อนๆ จะได้ผลผลิตที่เรียกว่าน้ำผึ้งจาก ซึ่งชาวลุ่มน้ำปากพนังนิยม บริโภค (เช่นเอาใบทำขนมลา กินกับข้าวสวย ทำขนมพื้นบ้านอื่นๆ ได้เหมือนน้ำตาล) ถ้าต้องการแค่เป็น น้ำผึ้งก็ดับไฟ รอจนน้ำผึ้งเย็นก็เก็บน้ำผึ้งใส่ปี๊บ ไว้จำหน่ายได้ (ปัจจุบันราคาปี๊บละ ๗๐๐ - ๘๐๐ บาท) แต่ถ้าต้องการทำเป็นน้ำตาลปีก ก็เคี่ยวต่อจนน้ำตาลข้นเป็นยวง พอได้ความข้นตามต้องการให้ยกกะทะลงจากเตาวางให้มั่นคง แล้วใช้ไม้พายกวนน้ำตาลให้แน่นเป็นปึก ตักน้ำตาลใส่แบบ หรือภาชนะที่เตรียมไว้ (เช่นอาจทำเป็นวงกลม วงรี หรือรูปถ้วยเล็กๆ ) แล้วทิ้วไว้ให้แห้งเสร็จสิ้นการทำตาลได้น้ำตาลปีก เป็นแผ่นๆหรือเป็นปี๊บ เอาไปจำหน่ายจะเปรี้ยว) ๗. ไม้ยอนบอกตาล ทำจากงวงตาลที่ไม่มีน้ำตาลแล้วหรือตัดช่อผลที่ไม่ใช้ทำตาล ทุบหลายให้แตก ฉีกให้เป็นฝอย ใช้ทำความสะอาดบอกน้ำตาลสามารถล้วงเข้าไปถึงก้นกระบอกได้เมื่อได้น้ำหวานมาแล้ว นำน้ำหวานเทใส่กระชอนที่วางไว้บนปากกะทะ จนหมดทุกกระบอก(กะทะควรตั้งไว้บนเตาเรียบร้อยแล้ว) ก่อไฟในเตาใช้ไฟแรงได้ตลอดการเคี่ยวแต่เมื่อมีเปือกผุดขึ้นมามาก ควรตักเชือกทิ้งไป หรือถ้าเดือดมากเกินไปจนพลุ่งล้นกะทะ ก็ให้เบาไฟลง น้ำตาลจะไม่เดือด ไม่ล้นออกนอกกะทะเคี่ยวจนน้ำหวานมีสีน้ำตาลอ่อนๆ จะได้ผลผลิตที่เรียกว่าน้ำผึ้งจาก ซึ่งชาวลุ่มน้ำปากพนังนิยมบริโภค (เช่นเอาใบทำขนมลา กินกับข้าวสวย ทำขนมพื้นบ้านอื่นๆ ได้เหมือนน้ำตาล) ถ้าต้องการแค่เป็นน้ำผึ้งก็ดับไฟ รอจนน้ำผึ้งเย็นก็เก็บน้ำผึ้งใส่ปี๊บ ไว้จำหน่ายได้ (ปัจจุบันราคาปี๊บละ ๗๐๐ - ๘๐๐ บาท)
แต่ถ้าต้องการทำเป็นน้ำตาลปีก ก็เคี่ยวต่อจนน้ำตาลข้นเป็นยวง พอได้ความข้นตามต้องการให้ยกกะทะลงจากเตาวางให้มั่นคง แล้วใช้ไม้พายกวนน้ำตาลให้แน่นเป็นปึก ตักน้ำตาลใส่แบบ หรือภาชนะที่เตรียมไว้ (เช่นอาจทำเป็นวงกลม วงรี หรือรูปถ้วยเล็กๆ ) แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง เสร็จสิ้นการทำตาลได้น้ำตาลปีก เป็นแผ่นๆหรือเป็นปี๊บ เอาไปจำหน่ายหรือเก็บไว้กินเอง ต้นจากพืชมหัศจรรย์ แห่งลุ่มน้ำปากพนัง เขียนโดย ไพศาล วิภูษณะภัทร์เขียนโดย หนังสือสารนครศรีธรรมราช ปีที่ 40 ฉบับที่ 9 เดิอนกันยายน2553