24 เมษายน, 2568

พราหมณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ประวัติความเป็นมา
ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาดั้งเดิมของชาวอารยันที่อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุประเทศอินเดีย เมื่อลาว 4000 ถึง 3500 ปีมาแล้ว ศาสศาสนานี้เกิดจากการผสมกลมกลืน ระหว่างคัมภีร์พระเวท คือความเชื่อในเทพเจ้าที่เกี่ยวกับธรรมชาติ หรือลมฟ้าอากาศ ซึ่งชาวอารยันได้ยกย่องธรรมชาติเหล่านั้นขึ้นเป็นเทพเจ้า เช่น อาทิตย์ดวงจันทร์ ไฟ พายุ และน้ำ เป็นต้น กับความเชื่อถือดั้งเดิม ของชาวพื้นเมืองในประเทศอินเดีย ซึ่งอาจจะเป็นพวกดราวิเดีย(หรือทมิฬ หรือมิลักขะ หรือทราวิท หรือทัสยุ ) ผู้ถูกชาวอารยันรุกรานอันเป็นความเชื่อเกี่ยวกับสังสารวัฏ(การเวียนว่ายตายเกิด) ตั้งแต่เรา 1000 ปีก่อนพุทธกาลอันเป็นที่มาของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์ได้นำเอาระบบวรรณะเข้ามาใช้ โดยแบ่งมนุษย์ออกเป็นสี่วรรณะ คือ วรรณะพราหมณ์ (ผู้มีความรู้เกี่ยวกับพระพรหม ประเวท พระอาตมัน) วรรณะกษัตริย์(นักรบหรือผู้ป้องกันภัย) วรรณะแพศย์ (ผู้ทำหน้าที่ประกอบการค้า และพาณิชยการต่างๆ) และวรรณศูทร (กรรม ผู้รับใช้ในกิจการต่างๆโดยทั่วไป ศาสนาพราหมณ์มีนิกายหรือลัทธิที่สำคัญหลายนิกาย แต่จากหลักฐานทางโบราณคดี ที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทย ในขณะนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าศาสนาพราหมณ์นิกายที่สำคัญที่มีอิทธิพลในภาคใต้มาแต่โบราณมีอยู่3นิกายคือ 1 ไวษณพ นิกาย (นิกายพระวิษณุ) ซึ่งแต่เดิมเป็นชื่อเทพแห่งสวรรค์ในศาสนายุคพระเวท คือเทพแห่งพระอาทิตย์ คำว่า “ไวษณพ” ปรากฏในคัมภีร์หรือมหากาฬย์ มหาภารตะอันเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมากของศาสนาพราหมณ์ว่าหมายถึงชื่อลัทธิที่เป็นที่รู้จักกันในนามต่างๆเหล่านี้คือ สุริ สุหฤต ภควตะ สัตตวตะ ปั่ญจกาลวิ เอกานติกะ ตันมายะ และปาญจรมตริกะ แต่ที่นิยมใช้มาก คือ ภควตา คำว่า“ภควตา” แต่เดิมเป็นชื่อลัทธิที่บูชา เทพวสุเทวะ กฤษณะ ต่อมาเทพวสุเทวกฤษณะ ได้กลายเป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุ คือกฤษณาวตาร ในราวพุทธศตวรรษที่8 ลัทธิภควตา ได้แผ่ขยายลงไปทางทิศใต้ของอินเดียเกี่ยวกับอวตารของพระวิษณุนั้นมีมากมายบางคำภีร์กล่าวว่ามี 39 ปางและบางคัมภีร์ก็ว่ามี9 ปาง เพราะปางที่ 10 คือ พุทธะ นั้นเพิ่มเข้ามาในภายหลัง 2 ไศวนิกาย(ศิวลึงค์) ในยุคประวัติศาสตร์ ลึงค์ นี้ได้มีความสัมพันธ์กับการบูชาพระศิวะโดยกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะ คือศิวลึงค์ ศิวลึงค์ที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดคือศิวลึงค์ ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดในหมู่บ้านคุฑิมัลลัม ในมัทราส ประเทศอินเดีย 3 ลัทธิศักติ ลัทธิศักติเป็นลัทธิที่เก่าแก่ไม่แพ้ลัทธิไศวนิกาย เพราะพัฒนามาจากการบูชาอัตถีพละ ในรูปของแม่ธรณี อันเป็นลัทธิที่เก่าแก่มากของชนชาวพื้นเมืองก่อนหน้าที่อารยธรรมประเวศจะปรากฏในอินเดีย นอกจากพบรูปพระแม่จำนวนมากแล้ว การขุดค้นดังกล่าว ยังไม่พบหินเจาะรู ซึ่งมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง(โยนี) การบูชาอิตถีพละ อันเป็นลัทธิเก่าแก่ที่ปรากฏในกลุ่มชนที่มีอาชีพหลักในการกสิกรรมได้วิวัฒนาการมาเป็นลัทธิศักติ และแพร่หลายในยุคกลางของอินเดีย
อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายสำคัญของลัทธิศักติ ก็คือการรวมเป็นหนึ่งอันหนึ่ง อันเดียวกันกับพระราม เช่นเดียวกับลัทธิอื่นๆในศาสนาพราหมณ์ วิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางดังกล่าวคือการทำสมาธิจิต ตามหลักฐานทางโบราณคดีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามาสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง ราวพุทธศตวรรษที่ 8-12 ทั้งนี้เห็นได้จาก เทวรูปพระนารายณ์ สวมหมวกแขกรุ่นแรก ในปีพุทธศักราชที่ 12-14 อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเพราะในอินเดียเป็นยุคราชวงศ์ปัลลวะ ได้มีการส่งเสริมศาสนาพราหมณ์เพื่อแข่งขันกับพุทธศาสนาโดยการสร้างลัทธิภักดีขึ้นในหมู่ชนผู้นับถือพระอีศวรและพระนารายณ์ ในบริเวณที่ได้มีการสำรวจ ได้พบเทวรูปทั้งในไศวนิกาย คือ เทวรูปที่เกี่ยวเนื่องพระอิศวร และ เทวรูปพระนารายณ์ เทวรูปดังกล่าวพบมากที่บริเวณเขาจอมทอง วัดนาขอม เขาคา เทพราช ดอนใคร ทอนเกียง ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอสิชล ส่วนในเขตอำเภอท่าศาลา พบที่วัดพระนารายณ์ เขตอำเภอเมืองพบที่ตำบลท่าเรือ
ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราช สินเชื่อกันว่าเป็นเรื่องราวในยุคนี้ ทำให้เราทราบว่าศาสนาพราหมณ์ ได้เข้ามามีอิทธิพลเกี่ยวกับการเมืองและการปกครองมากขึ้นดังจะเห็นได้จากการจัดลักษณะการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัยนี้คือจัดเมืองขึ้น หรือเมืองบริวารเป็น 12 นักษัตร คือ นำสัตว์12 ตัว มาเป็นตราประจำเมือง ตามลำดับปีทางจันทรคติ ตราประจำเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันมีรูปสัตว์12 ตัว ล้อมรอบพระบรมธาตุ สำหรับในเมืองนครศรีธรรมราชมีหลักฐานทางโบราณวัตถุเกี่ยวกับ ศาสนาพราหมณ์ คือเทวรูปเหล่านี้เป็นศิลปะสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 จากตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชทำให้เรารู้ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชในหลายแง่ด้วยกัน 1 กล่าวถึงเมืองรามนคร บางแห่ง เรียกว่ารัมเหตุ รามเหตุ หรือรามราษฏร์ หมายถึงเมืองเดียวกัน 2 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรหมเมืองนครศรีธรรมราชกับพราหมณ์ในราชธานี ที่เป็นไปตามอำนาจทางการเมืองการปกครอง 3 ตำนานพลเมืองนครศรีธรรมราชแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์เช่น พิธีตรียัมปวาย หรือโล้ชิงช้า จากตำนานได้กล่าวไว้ว่าจารึกที่มีอายุก่อนพ.ศ. 1826 ที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทยในขณะนี้ มีจำนวน9 หลัก นั้นเป็นจารึกที่อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผสมผสานอยู่ถึง6 หลัก กล่าวคือ ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย ซึ่งค้นพบที่หุบเขาช่องคอย บริเวณบ้านคลองท้อน หมู่ที่ 9 ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จารด้วยอักษรคฤนถ์-ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 10 ได้กล่าวสรรเสริญพระศิวะ ประโยชน์อันพึงได้จากการบูชาพระศิวะ และสรรเสริญว่าคนดีอยู่ในชนเผ่าใด ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชนนั้น อันนับเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทยในขณะนี้ และหลักฐานเช่นนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาสนาพราหมณ์ทั้ง 2 ลัทธิ ได้เข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยในเวลาที่ใกล้เคียงหรือร่วมสมัยกัน เพราะศิลาจารึกหลักนี้มีอายุใกล้เคียงกันกับประติมากรรมพระวิษณุที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทยในขณะนี้
ศิลาจารึกหลักที่ 27 ซึ่งค้นพบที่วัดมเหยงค์ ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จาร ด้วยอักษรคฤนถ์-ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุเราพุทธศตวรรษที่ 12-14 ได้กล่าวถึงวัตรปฏิบัติ หรือธรรมะสำหรับผู้ปกครองที่พึงปฏิบัติต่อตนเอง พรในลัทธิไศวนิกาย พระสงฆ์ในพุทธศาสนาและ คณะประชาราษฎร์ อันเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในภาคใต้ ของประเทศไทยในขณะนี้ที่แสดงให้เห็นถึงความผสมผสานระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ในจารึกหลักเดียวกัน
ศิลาจารึกหลักที่ 23 ซึ่งค้นพบที่วัดเสมาเมือง(เสมาชัย) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จาร จานด้วยอักษรอินเดียกลายเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อพ.ศ. 1318 เป็นจารึกที่สรรเสริญผู้ปกครองและการสร้างพุทธสถาน แต่ได้กล่าวเปรียบเทียบผู้ปกครองผู้นั้น กลับเทพที่สำคัญในศาสนาพราหมณ์หลายองค์ และธรรมะสำหรับพระราชาตามหลักในศาสนาพราหมณ์ด้วย
ศิลาจารึกหลักที่ 26 พบที่เขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอกะปง (เดิมอำเภอตะกั่วป่า) จังหวัดพังงา จาร ด้วยอักษรทมิฬ-ปัลลวะ ภาษาทมิฬ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 -15 กล่าวถึงการสร้างชุมชนและการขุดสระของชาวอินเดีย ศิลาจารึกหลักที่ 29 พบที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จาร ด้วยอักษรทมิฬ-ปัลลวะ ภาษาทมิฬอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 กล่าวถึงคติความเชื่อและข้อปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์
ศิลาจารึกหลักที่ 24 พบที่วัดหัวเวียง(ปัจจุบันเรียกว่าวัดเวียง) ตำบล ตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จาร ด้วยอักษรอินเดียกลาย เมื่อ พ.ศ. 1773 กล่าวสรรเสริญพระเกียรติของกษัตริย์จันทระภาณุศรีธรรมมราชแห่งตามพรลิงค์ นายจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงเทพที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์หลายองค์ เช่นพระกามเทพ พระจันทร์ พระอาทิตย์ และพระอินเป็นต้น อีกทั้งยังได้กล่าวถึงหลักนิติศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีจารึกรุ่นหลังอีกหลายหลัก ที่กล่าวถึงศาสนาพราหมณ์ภาคใต้ไว้ เช่นจารึกที่หัวระฆังสำริด ค้นพบที่วัดคงคาลี ตำบลกะหรอ อำเภอท่าศาลา พ.ศ. 2203 และจารึกที่ค้นพบในอำเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนเอกสารโบราณประเภทหนังสือบุด (สมุดข่อย) ได้จาร เรื่องราวและคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ไว้ในลักษณะต่างๆ รวมทั้งประเพณีและพิธีกรรม และยังคงสืบทอดต่อเนื่องกันมาตราบจนปัจจุบัน และที่กล่าวถึงเรื่องของพราหมณ์และศาสนาพราหมณ์โดยตรง เช่นตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น
สรุปได้ว่า ตราเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินเดียภาคใต้ เมื่อเข้ามาแล้วก็เป็นผู้ทำพิธีในราชสำนัก ของเจ้าผู้ครองนคร เมืองนครศรีธรรมราช ลดความสำคัญลงพิธีกรรมต่างๆก็ไปเจริญในราชธานี พวกพราหมณ์บางส่วนก็ได้อพยพไปอยู่ในราชธานีด้วย อย่างไรก็ตามในเมืองนครศรีธรรมราชยังมีพราหมณ์อยู่เป็นจำนวนมากเหมือนกัน และยังเป็นผู้ทำพิธีกรรมต่างๆให้ผู้ครองเมืองเช่นเดิม ยังสามารถทำพิธีบวชให้แก่พราหมณ์ด้วยกันได้ ถึงแม้จะถูกมองว่าด้อยกว่าก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น เมืองกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าก็ต้องอาศัยตำรับตำรา และพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญจากนครศรีธรรมราชนั่นเองจึงทำให้อิทธิพลของเมืองนครศรีธรรมราชยิ่งมีมากขึ้น ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนตลอดสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ที่มา รายงานการขุดแต่งเนินโบราณสถาน หมายเลข 2 ณ เขาคา ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช,2530