29 สิงหาคม, 2568

วัดชายนา

วัดชายนา วัดชายนา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโบสถ์เก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา ร่วมสมัยกับวัดท้าวโครตและวัดศพเดิม เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อบัว” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชให้ความเคารพนับถือมาก ในอดีตวัดชายนา เคยเป็นวัดที่”พระครูวินัยธร”(พระครูกาชาด) นักปราชญ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 จำพรรษาอยู่ และเป็นผู้แต่งหนังสือ “สุบิน” ฉบับภาษาท้องถิ่น ต่อมาวัดชายนาเสื่อมโทรมลง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา โบสถ์ถูกทิ้งร้างจนเกือบพังทลายลงมา เนื่องจากต้นโพธิ์ใหญ่ที่ขึ้นมาระหว่างแผ่นดินกับโบสถ์ โบสถ์มีลักษณะเฉพาะคือเป็น "โบสถ์มหาอุด" ที่มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว ผนังทึบ สร้างเป็นช่องแสงรูปกากบาท โบสถ์มีขนาดเล็ก สร้างหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา เป็นสถานที่จัดพิธีกรรมปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลที่สำคัญ ถูกขึ้นบัญชีเป็นวัดร้าง ในปี พ.ศ.2473 ครั้นถึงปี พ.ศ.2477 จึงมีการเปิดเป็นสำนักวิปัสสนาขึ้น และพัฒนามาเป็นวัด กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะซ่อมแซมโบสถ์วัดชายนาให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2512มีพระสงฆ์จำพรรษาจวบจนปัจจุบัน โบสถ์วัดชายนา หรืออุโบสถวัดชายนา ถูกสันนิษฐานว่า ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตัวโบสถ์มีลักษณะสำคัญ คือ มีลักษณะเป็นโบสถ์ยุคแรกทางพระพุทธศาสนาที่นิยมทำ ขนาดความยาวไม่เกิน 7 ก้าว กว้างพอจุพระครบองค์ สังฆกรรมตามบัญญัติในพุทธศาสนาได้เท่านั้น มีประตูเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ไม่มีหน้าต่างแต่มีช่องหรือรูระบายอากาศที่ฝาผนัง โบสถ์วัดชายนาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพื้นที่วัด ลักษณะของโบสถ์มีขนาดเล็ก และแปลกกว่าโบสถ์วัดอื่นๆ เพราะสร้างหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นยกสูงป้องกันความชื้นจากดิน กำแพงก่อหนา ผนังทำเสาหลอกและเปิดช่องหน้าต่างเป็นช่องแสงรูปกากบาท ส่วนประตูเป็นเครื่องไม้มีเพียงประตูด้านหน้าเพียงประตูเดียว โครงหลังคาใช้ไม้ทั้งหมด
สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ 1.อุโบสถ มีขนาด 5 ห้อง ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 10เมตร ตัวอาคารยกพื้นสูง ทำเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ มีบันไดและประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันออกทางเดียว อุโบสถหลังนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่ใช้การเจาะช่องลม หรือช่องแสงสว่างเป็นรูปกากบาทที่ฝาผนัง กล่าวคือ ผนังบริเวณข้างประตูของผนังด้านสกัดทางทิศตะวันออก 2 ด้าน และผนังด้านข้างห้อง ที่ 2,3และ4 ทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ผนังอุโบสถยังตกแต่งด้วยเสาหลอกหรือเสาติดผนัง แต่ทางด้านหน้ามี เสาค้ำเครื่องบนหลังคา 2 เสา ประดับหัวเสาด้วยบัวจงกล หลังคาอุโบสถเป็นหลังคาจั่ว มีปีกนก 1 ชั้น ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มุงหลีงคาด้วยกระเบื้องดินเผาเกล็ดปลา หน้าบันทำด้วยไม้ ตรงกลางหน้าบันด้านทิศตะวันออก มีลายปูนปั้นลายดอกไม้ เดิมมีเครื่องถ้วยประดับอยู่
2 พระพุทธรูปปางมารวิชัย จำนวน3 องค์ ประดิษฐานภายในอุโบสถ องค์หนึ่งเป็นพระประธาน เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางมารวิชัย ขนาดด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์เล็กอีก 2 องค์ เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการลงรักปิดทองพระพุทธรูปทั้ง 3องค์ จนมีลักษณะสวยงามเช่นในปัจจุบัน
3.ภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่บริเวณผนังด้านหลังพระพุทธรูป เสาติดผนังและผนัง ด้านข้างสภาพลบเลือนไปมาก ภาพจิตรกรรมด้านหลังพระประธานมีข่าวเป็นภาพซุ้มเรือนแก้ว ที่สองต้นที่สองข้างพระประธาน มีภาพจิตรกรรมรูปเทวดา และสัตว์ในเทพนิยาย ส่วนผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ของภาพ จิตรกรเลือนรางมากไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นภาพเล่าเรื่องใด
ที่มา : ประวัติวัดชายนา https://shorturl.at/v5Lxr นครศรีธรรมราชในอดีต https://shorturl.at/IfxiZ อุโบสถวัดชายนา https://shorturl.at/RjbgZ อุด-มหาอุด https://shorturl.at/47JhQ แนวการจัดการเรียนรู้หลักสูตรนครศรีธรรมราชศึกษา https://shorturl.at/tVL76 https://www.facebook.com/nakonsrifad14

28 สิงหาคม, 2568

วัดหน้าพระบรมธาตุ

วัดหน้าพระบรมธาตุตั้งอยู่ด้านหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของ จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ 1800 โดยวัดแห่งนี้เกิดจากการนำวัด 3 วัดมารวมกัน ได้แก่ วัดหน้าราหู วัดประตูรักษ์ และ วัดหน้าพระบรมธาตุ ซึ่งความสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ก็คือเป็นสำนักสงฆ์แห่งแรกของภาคใต้ โดยมีเจ้าอาวาสที่พอทราบได้ คือ 1. พระครูกาแก้ว (บุญศรี) 2. พระศรีธรรมราชมุนี (หมุ่น อิสฺสโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช. 3. พระธรรมนาถมุนี (ใส ถาวโร) อดีตผู้ช่วยเจ้าคณะภาค ๑๖. 4. พระครูวิมลนวการ (เผ้ง ทิฏฺฐธมฺโม นามสกุล กาฬกาญจน์) 5. พระปริยัติวโรปการ (หมุ่น ปุณฺณรโส)) เปรียญ ๖ ประโยค 6. พระครูกาชาด (เจียม กิตฺติสาโร) 7. พระครูอดิสัยธรรมศาสก์ (ชอบ อติเมโธ ) นักธรรมชั้นเอก พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ อายุ ๘๓ ปี พรรษา ๕๘ ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568. 8. พระครูโสภณพัฒนบัณฑิต ( ฐานิสสโร ) อายุ ๕๘ ปี พรรษา ๓๖วิทยฐานะ น.ธ. เอก, ป.ธ. ๓, ปริญญาโท วัด หน้าพระบรมธาตุ ต. ในเมือง อ. เมืองจ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ และเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต ๑ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๒๔ เม.ย.๖๘ ในหนังสือตำนานพระธาตุ เขียนไว้ว่า รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ วั ดหน้าพระบรมธาตุ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2441 เพื่อทอดพระเนตรที่พักพระครูเทพมุนี (ปาน) ต่อมาเมื่อปี 2520 สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จวัดหน้าพระบรมธาตุ เพื่อทรงสรงน้ำศพ พระครูวิมลนวการ ความสำคัญของวัดหน้าพระบรมธาตุ อยู่ที่การเรียนภาษาบาลี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2467 พระศรีธรรมราชมุนี (หมุ่น) เปิดโรงเรียนสอนภาษาบาลีขึ้นเป็นแห่งแรกในปักษ์ใต้ที่วัดนี้ จนถึงปี 2470 ได้ผลิตมหาเปรียญชาวปักษ์ใต้ได้สำเร็จ 3 รูป แล้วผลิตต่อเรื่อยมาอีกจนได้หลายร้อยรูป เปรียญ 3 รูปแรก ของวัดหน้าพระบรมธาตุ คือ พระมหาหมุ่น พระมหาวรรณ และสามเณรชื่น ทั้งสามท่านสอบจนได้ 6 ประโยค พระมหาวรรณ ลาสิกขาไปเป็นครู จนได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นครูใหญ่ พระมหาชื่น ลาสิกขา รับราชการจนเป็น นายอำเภอ ภายหลังเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนพระมหาหมุ่น ภายหลังได้ขึ้นเป็น พระครูกาแก้ว แล้วได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะที่ พระปริยัติวโรปการ เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ ปัจจุบันมี พระครูกาชาด (เจียม กิตฺติสาโร) เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ และมี พระครูอดิสัยธรรมศาสก์ (ชอบ อติเมโธ) เป็นรองเจ้าอาวาส พระครูกาแก้ว (บุญศรี) ท่านเป็นชาวชัน ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง โยมพ่อของท่านชื่อหมื่นเดช ก่อนบวช ท่านมีครอบครัวมาก่อน ภรรยาชื่อนางแดงพุ่ม มีลูก 3 คน คือ นายนาค นายเงินและนางสุข นายศรี ได้เดินทางมาซื้อวัวควายแถวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นประจำ ได้เกิดความเลื่อมใสต่อเจ้าอาวาสวัดบางกล้วย จึงศรัทธาขอบวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาที่วัดบางกล้วย ได้ 3 พรรษาจึงมาจำพรรษาที่วัดสระเรียง พระศรีมีความซาบซึ้งในรสพระธรรมก็มิได้คิดจะลาสิกขาอีก จึงได้บวชและศึกษาพระธรรมวินัยต่อไป จนมีความรอบรู้ในพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัยพอสมควร ต่อมาชาวบ้านจึงได้อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าราหู อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่นานพระศรีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ศรี ฐานานุกรมของพระครูกาแก้ว วัดสวนหลวงออก เมื่อถึง ปี พ.ศ. 2436 พระสมุห์ศรีได้เดินทางเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่กรุงเทพ เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้วพระสมุห์ศรีได้จำพรรษาและเรียนอยู่ที่วัดมหาธาตุ พระสมุห์ศรีเรียนอยู่ที่วัดมหาธาตุ อยู่ได้ 4 ปี ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงเดินทางกลับนครศรีธรรมราช เมื่อพระครูกาแก้ว วัดสวนหลวงออกได้ถึงแก่มรณภาพ พระสมุห์ศรีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูกาแก้ว ต่อมาในปี 2458 พระใบฏีกาหมุ่น วัดหน้าพระลาน ซึ่งเป็นพระฐานานุกรมของพระครูกาแก้ว (ศรี) ได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุ(ตอนนั้นท่านพระครูกาแก้ว (ศรี)ได้เริ่มบุรณะวัดหน้าพระบรมธาตุแล้ว)เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของพระครูกา แก้ว (ศรี) ซึ่งชราภาพ พ.ศ. 2459 ได้รวมวัดหน้าราหู วัดประตูลักษณ์ และวัดหน้าพระบรมธาตุเข้าเป็นวัดเดียวกัน รวมเรียกว่าวัดหน้าพระบรมธาตุมาตั้งแต่ครั้งนั้น ซึ่งปีเดียวกับที่พระครูกาแก้ว (ศรี) มรณภาพ ขณะที่มีอายุได้ 70 ปี เสร็จจากงานพระราชทานเพลิงศพแล้ว พระใบฏีกาหมุ่นได้รับแต่งตั้งเป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระญาณเวที (ลือ) วัดพระเดิม พระสงฆ์ในวัดหน้าพระบรมธาตุรวมทั้งพระครูสุนทรดิตถคณีจึงได้พร้อมใจกันนิมนต์พระปลัดหมุ่นเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ สืบต่อมา หมายเหตุ.. ท่านพระครูกาแก้ว (บุญศรีหรือสี) 1 มกราคม 2450 ได้เป็นผู้ร่วมสร้างพระพุทธบาทจำลองที่มณฑปบนยอดเขาจำลองในวัดพระบรมธาตุ ร่วมกับพระศิริธรรมมุนี (ม่วง ต่อมาคือพระรัตนธัชมุนี วัดท่าโพธิ์)และพระยาตรังภูมาภิบาล (ถนอม บุณยเกตุ ต่อมาคือ พระยารณชัยชาญยุทธ) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
พระศรีธรรมราชมุนี (หมุ่น อิสฺสโร)อดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาติภูมิ นามเดิม หมุ่น ชูสังข์ มารดาชื่อ ชุม บิดาชื่อ ชู เกิดวันอาทิตย์ 23 เดือนเมษายน พ.ศ. 2425 (เดือน 6 ขึ้น 6 ค่ำ) ณ บ้านสามดอน ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านเป็นบุตรคนหัวปี มีน้องร่วมท้อง 5 คน คือ 1.พระแดง ธมฺมปาโล 2.นายวงศ์ ชูสังข์ 3. นางคง เพ็ชรรัตน์ 4.นายพุ่ม ชูสังข์ 5.นายแก้ว ชูสังข์ ครั้งเจริญวัย บิดามารดานำไปถวายเป็นศิษย์พระเดชพระคุณพระรัตนธัชมุนี วัดท่าโพธิ์ เมื่อยังเป็น พระมหาม่วง รตฺนธโช เล่าเรียนหนังสือไทยได้ชั้น 4 เมื่อ พ.ศ. 2440 ท่านได้รับการบรรพชาอุปสมบท เมื่อ เวลา 4 นาฬิกา ล.ท. ตรง (16.00 น.) ของวันที่ 23มิถุนายน พ.ศ. 2445 ในนาม พระหมุ่น ฉายา อิสฺสโร ท่านพระครูกาแก้ว (บุญศรี) วัดหน้าราหู(ชื่อเดิมของวัดหน้าพระบรมธาตุในสมัยนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุนทรดิฐคณี วัดดินดอน กิ่งอำเภอลานสกา เมื่อยังเป็นพระปลัดนาค โชติพโล และพระอาจารย์จันทร์ โกนาโค วัดหน้าราหู เป็นกรรมวาจาจารย์ บรรพชาอุปสมบท ณ อุโบสถพระวิหารหลวง วัดพระบรมธาตุ ครั้งบวชแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ในสำนักพระปลัดบัว วัดหน้าพระลาน และเล่าเรียนมูลกัจจายน์เบื้องต้นใน สำนักท่านพระครูกาแก้ว พระอุปัชฌาย์วัดหน้าพระบรมธาตุ พ.ศ. 2459 ท่านได้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยรวมวัดหน้าราหู วัดประตูรักษ์ วัดหน้าพระบรมธาตุ เข้าเป็นวัดเดียวกัน รวมเรียกว่า “วัดหน้าพระบรมธาตุ” มาแต่ครั้งนั้น ซึ่งเป็นปีที่พระครูกาแก้ว(บุญศรี) มรณภาพลง พ.ศ. 2460 ท่านได้รับตราตั้งเป็นเจ้าคณะหมวดพระเสื้อเมือง (ตำบลในเมือง) พ.ศ. 2461 เสร็จการถวายเพลิงศพพระครูกาแก้ว(บุญศรี)แล้ว ได้รับตราตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ พ.ศ.2467 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูกาแก้ว ( หมุ่น อิสฺสโร )” ต่อมาท่านได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ “พระปริยัติวโรปการ” มีตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัด เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดว่างลง ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัด และ เปลี่ยนชื่อสมณศักดิ์เป็นที่ “พระศรีธรรมราชมุนี ปริยัติธรรมวาทีสังฆปาโมกข์”ท่านได้ดำรงตำแหน่งนี้จนถึงมรณภาพ ใน วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2498 รวมอายุ 73 ปี 4 เดือน 12 วัน และได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ พ.ศ.2499 ประวัติย่อพระเดชพระคุณ พระศรีธรรมราชมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช  เกิดวันอาทิตย์ ที่ ๒๓ เมษายน เดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๒๕  เรียนหนังสือไทยได้ชั้น ๔ อย่างเก่า วัดท่าโพธิ์ พ.ศ. ๒๔๔o  บรรพชาอุปสมบท วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕  ดำริตั้งสำนักเรียนส่งศิษย์เข้าศึกษากรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๕๕  รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ พ.ศ.๒๔๕๙  รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะหมวด พ.ศ.๒๔๕๙  เป็นเจ้าคณะหมวด พระเสื้อเมือง พ.ศ. ๒๔๖๐  เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ และพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๔๖๑  จัดตั้งโรงเรียนชั้นตรีในวิหารธรรมศาลา พ.ศ.๒๔๖๒  เป็นพระปลัดฐานานุกรม พระญาณเวที เจ้าคณะจังหวัด พ.ศ.๒๔๖๔  ย้ายโรงเรียนนักธรรมชั้นตรีเข้าสอบวัดหน้าพระบรมธาตุ พ.ศ.๒๔๖๔  จัดตั้งสำนักเรียนบาลี พ.ศ.๒๔๖๗  เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูกาแก้ว พ.ศ.๒๔๖๗  เปิดโรงเรียนนักธรรมชั้นโท พ.ศ.๒๔๖๙  นักเรียนของสำนักเรียนเข้าสอบเปรียญครั้งแรก พ.ศ.๒๔๗๐  เปิดสอนนักธรรมชั้นเอก พ.ศ.๒๔๗๑  เป็นเจ้าคณะแขวงและพระอนุศาสนาจารย์อำเภอร่อนพิบูลย์ พ.ศ.๒๔๗๒  เป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง พ.ศ.๒๔๘๓  เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๘๖  เป็นพระราชาคณะที่ พระปริยัติวโรปการ เจ้าสำนักเรียน พ.ศ. ๒๔๙o  รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๔๙๔  เปลี่ยนพระราชทินนาม เป็น พระศรีธรรมราชมุนี พ.ศ. ๒๔๙๕  มรณภาพวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๘  พระราชทานเพลิงศพ พ.ศ.๒๔๙๙
พระธรรมนาถมุนี (ใส ถาวโร) ชาติภูมินามเดิม ใส ดุลยกุล เป็นบุตรนายนุ่น-นางจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2436 ตรงกับวันพุธ แรม 8 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง ณ ตำบลบ้านกลาง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช บรรพชาอุปสมบทพ.ศ. 2453 บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสระโพธิ์ ตำบลเสือหึง อำเภอปากพนัง (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอเชียรใหญ่) จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพระอธิการใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2463 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเก้าตำลึง ตำบลเสือหึง อำเภอปากพนัง (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอเชียรใหญ่) จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพระอธิการนุ่น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รุ่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ การศึกษาหลังบรรพชาอุปสมบทได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ณ สำนักวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ในปี พ.ศ. 2462 และสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ในปี พ.ศ. 2465 หน้าที่การงาน หลังจากได้ศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ครูสอนปริยัติธรรม สำนักวัดมหาธาตุอยู่ระยะหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2467 ท่านได้เดินทางกลับนครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่ครูสอนปริยัติธรรมสำนักวัดหน้าพระบรมธาตุ และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2500 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุและเป็นเจ้าสำนักเรียนนักธรรม-บาลี วัดหน้าพระบรมธาตุ จนตลอดชีวิต สมณศักดิ์พ.ศ. 2484 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระธรรมนาถมุนี พ.ศ. 2498 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามเดิม บั้นปลายชีวิตท่านเจ้าคุณธรรมนาถฯ มักพูดกับศิษย์ของท่านเสมอว่า ท่านจะตายอายุประมาณ 77 ปี และเขียนติดไว้หน้าห้องในกุฏิว่า “อายุ 77 ปี เราจะตายแน่นอน และตายคนเดียวไม่มีใครเห็นใจ” เหตุการณ์ก็เป็นดังนั้นจริงๆ เพราะเมื่อท่านอายุได้ 76 ปี ก็เริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคหอบและโรคปอด ลูกศิษย์ได้นำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาล เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จนอาการทุเลาลงกระทั่งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2512 ซึ่งท่านมีอายุได้ 77 ปีเศษ ในเวลา 08.00 น. ท่านได้รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของโยมที่คุ้นเคยและมีอุปการะกันมานาน ซึ่งในวันนั้นท่านได้ให้โอวาทและสั่งสอนอย่างจับใจเป็นพิเศษ แล้วก็เป็นลมล้มพับลง เจ้าของบ้านได้นำส่งโรงพยาบาล ไปถึงโรงพยาบาลเวลาประมาณ 11.00 น. แต่ท่านก็ได้มรณภาพเสียก่อนแล้ว ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านเคยบอก คือ ไม่มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนใดได้เห็นใจ แม้กระทั่งหมอ
พระครูวิมลนวการ (เผ้ง ทิฏฺฐธมฺโม) ชาติภูมิพระครูวิมลนวการ เป็นบุตรนายกลับ กาฬกาญจน์ กับ นางทองชุม (สกุลเดิม ณ นคร) เกิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2444 ณ ตำบลท่าไร่ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ 4 การศึกษาและการบรรพชาอุปสมบท ในเบื้องต้นได้ศึกษาหนังสือขอมไทยจากบิดา มีความรู้ความสามารถอ่านเขียนได้คล่องตามแบบโบราณ จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนต่อและขออุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหน้า- พระบรมธาตุ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2464 มีพระปลัดหมุ่น อิสฺสโร (ต่อมาเป็นพระครูกาแก้ว และพระศรีธรรมราชมุนี ปริยัติธรรมวาที สังฆปาโมกข์ ตามลำดับ) เจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุในสมัยนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระพลับ อิสฺสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เป็นสัทธิวิหาริกลำดับที่ 3 ของพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “ทิฏฺฐธมฺโม” เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมชั้นโท การทำงานหลังจากศึกษาจนมีความรู้พอสมควรแล้ว ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์แก่พระศาสนาเป็น อันมาก ได้ไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดปะ ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ พ.ศ. 2480–2483 แล้วกลับมารักษาการแทนเจ้าอาวาสมุมป้อม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางจาก (วัดธาราวดี พ่อท่านจบในปัจจุบัน) และได้เลื่อนเป็นพระธรรมธร ฐานานุกรมในพระศรีธรรมราชมุนี ปริยัติธรรมวาที สังฆปาโมกข์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2498 ได้รับแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำหน้าที่ตรวจการวัดทั่วอำเภอเมืองเป็นประจำทุกปี วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ได้สมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนาม “พระครูวิมลนวการ” และ ได้ย้ายกลับจากวัดบางจาก มาจำพรรษา ณ วัดหน้าพระบรมธาตุ จากนั้นในปีพ.ศ. 2505 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2515 บั้นปลายชีวิตหลังปี พ.ศ. 2515 ได้เกิดอาพาธด้วยโรคมะเร็งหลอดเสียงอยู่หลายปี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2520 ท่านได้มรณภาพอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช สิริอายุได้ 78 ปี พรรษา 57
พระปริยัติวโรปการ (หมุ่น ปุณฺณรโส) ชาติภูมิ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ชาวบ้านนาโหนด ต.กำแพงเซา อ. เมือง จ.นครศรีธรรมราช เกิดในสกุล “ พฤกษ์เสถียร” บรรพชาเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ที่วัดเสมา อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ที่วัดหน้าพระบรมธาตุ มีพระศรีธรรมราชมุนี (หมุ่น อิสฺสโร)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเทพเจติยาภิบาล(พลับ)เป็นพระคู่สวด สมณศักดิ์พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปริยัติวโรปการ มรณภาพ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๔ อายุได้ ๘๖ ปี
พระครูกาชาด (เจียม กิตฺติสาโร) พระครูกา ผู้รักษาพระธาตุ นครศรีฯ จากหลักฐานที่ปรากฏในตำนาน ทำให้ทราบว่า วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมชื่อวัดพระบรมธาตุ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารใน พ.ศ. 2458 พื้นที่ใช้สอยในวัดเมื่อสมัยแรกสร้างจนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กำหนดให้บริเวณวัดเป็นเขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา และได้ตั้งเขตสังฆาวาสขึ้นรอบองค์พระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ มีวัดพระเดิม วัดมังคุด และวัดโรงช้าง ทิศใต้ มีวัดหน้าพระลาน วัดโคกธาตุ วัดท้าวโคตร วัดศพ วัดไฟไหม้และวัดชายนา ทิศตะวันออก มีวัดดิ่งดง วัดธรรมาวดี วัดสิงห์ วัดสระเรียง วัดหน้าพระบรมธาตุ และวัดหน้าราหู ทิศตะวันตก มีวัดพระนคร วัดแม่ชี และวัดชลเฉนียน ในปัจจุบัน วัดต่างๆ ที่อยู่รอบองค์พระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ วัดโรงช้าง วัดดิ่งดง วัดธรรมาวดี วัดสิงห์ และวัดแม่ชี กลายเป็นวัดร้าง ส่วนวัดพระเดิมและวัดมังคุดรวมเป็นวัดเดียวกับวัดพระมหาธาตุฯ วัดศพและวัดไฟไหม้รวมเป็นวัดเดียวกับวัดท้าวโคตร สำหรับวัดราหูได้รวมกับวัดหน้าพระธาตุ ในส่วนของพระสงฆ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลองค์พระบรมธาตุ มีจำนวน ๔ คณะ แต่ละคณะจะรับผิดชอบประจำอยู่ในทิศต่างๆ คือ คณะกาเดิม อยู่ทิศเหนือ คณะการาม อยู่ทิศใต้ คณะกาแก้ว อยู่ทิศตะวันออก คณะกาชาด อยู่ตะวันตก จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ตั้งพระสงฆ์คณะต่างๆ มีตำแหน่งเป็นพระครู โดยมีพระครูเหมเจติยานุรักษ์เป็นหัวหน้าคณะ และมีผู้ช่วยอีก 4 รูป คือ พระครูกาเดิม พระครูการาม พระครูกาแก้ว และพระครูกาชาด ตำแหน่งพระครูทั้ง 4 นี้ยังคงจำพรรษาอยู่ในวัดเดิมของตนตามทิศทั้ง 4 มีหน้าที่ดูแลพระบรมธาตุร่วมกัน ใน พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ นิมนต์พระสงฆ์จากวัดเพชรจริกซึ่งมีพระครูวินัยธร (นุ่น) เป็นหัวหน้าสงฆ์จำพรรษาดูแลวัด และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เจ้าคณะทั้งสี่นั้นหมายถึงเจ้าคณะทั้งสี่กา ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลรักษาพระบรมธาตุทั้งสี่ทิศ และดูแลคณะสงฆ์ข้างนอกตามทิศที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล และในช่วงปี พ.ศ.2504 ช่วงนั้นพระบรมธาตุยังรกร้างอยู่ ซึ่งเจ้าคณะทั้งสี่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าคณะจังหวัดซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย ร.6 แต่เป็นเจ้าคณะทั้งสี่กา ที่คณะสงฆ์ของนครศรีธรรมราชเป็นผู้คัดสรรขึ้น ตามที่มีมาแต่โบราณกาลเมื่อท่านพระครูกาแก้วแห่งวัดสวนหลวงออกสิ้นบุญ พระสมุห์บุญศรี เจ้าอาวาสวัดหน้าราหู ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูกาแก้ว (บุญศรี) ท่านเป็นบิดาท่านพระครูสุนทร และท่านพระครูกาแก้ว (บุญศรี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ของท่านพระครูกาแก้ว (หมุ่น อิสฺสโร)พระครูกาแก้ว (บุญศรี) สิ้นบุญปี พ.ศ.2460 ในปี พ.ศ.2467 หลังจากท่านพระครูกาแก้ว (บุญศรี) สิ้นบุญ พระหมุ่น อิสฺสโร ซึ่งเป็นปลัดในฐานานุกรมพระญาณเวทีเจ้าคณะจังหวัด วัดพระเดิม ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูกาแก้วต่อซึ่งการแต่งตั้งพระครูกาทั้งสี่นั้นเป็นตำแหน่งทำเนียบสงฆ์พระครูกาทั้งสี่ของเมืองนคร ซึ่งเป็นกรรมการรักษาองค์พระบรมธาตุสืบมาแต่โบราณ และมีท้องที่ปกครองสงฆ์แบ่งทิศกัน แยกตามฐานะ ด้วยวัดพระบรมธาตุเป็นหลักชัยของชาวนครฯและชาวใต้ ในสมัยก่อนจะเป็นเขตพุทธาวาส พระอารามหลวงไม่มีพระสงฆ์อยู่ พระครูกาแก้ว (เท่าที่พอทราบ) 1. ท่านพระครูกาแก้ว วัดสวนหลวงออก 2. ท่านพระครูกาแก้ว (บุญศรี) วัดหน้าราหู บิดาท่านพระครูสุนทร วัดดินดอน ท่านเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะพระบรมธาตุร่วมกับท่านปาน 3. ท่านพระครูกาแก้ว(หมุ่นอิสฺสโร) วัดหน้าพระบรมธาตุ (รวมวัดหน้าราหู วัดประตูลักษณ์ วัดหน้าพระบรมธาตุเข้าด้วยกัน) 4. ท่านพระครูกาแก้ว ( เดิมชื่อแก้ว เป็นชาวจังหูน ต้นตระกูลมณีโลก พ.ศ.2442–244 วัดสวนปาน) 5. ท่านพระครูกาแก้ว (พุฒ วัดชะเมา) 6. ท่านพระครูกาแก้ว วัดใหญ่ชัยมงคล 7. ท่านพระครูกาแก้ว (หมุ่นปุณฺณรโส) วัดหน้าพระบรมธาตุ 8. ท่านพระครูกาแก้ว วัดหน้าพระลาน รูปปัจจุบัน พระครูการาม 1.ท่านพระครูการาม (ดี) วัดหน้าพระลาน 2.ท่านพระครูการม (นาค) วัดหน้าพระลาน 3.ทานพระครูการาม(จู) เปรียญ 4 ประโยค วัดมเหยงคณ์ 4.ท่านพระครูการาม (เกื้อ) วัดธาราวดี (วัดไฟไหม้) 5.ท่านพระครูการาม วัดท่าช้าง ต. นาพรุ อ. พระพรหม จ. นครศรีฯ พระครูกาชาด 1.ท่านพระครูกาชาด (ดำ) วัดท้าวโคตร 2.ท่านพระครูกาชาด วัดประตูเขียน (รวมกับวัดชะเมาปัจจุบัน) 3.ท่านพระครูกาชาด (ขาว) วัดชะเมา 4.ท่านพระครูกาชาด (ย่อง) วัดวังตะวันตก 5.ท่านพระครูกาชาด วัดพระนคร ผู้จัดการโรงเรียนราษฎรผดุงวิทยา 6.ท่านพระครูกาชาด (แก้ว) วัดใหญ่ 7.ท่านพระครูกาชาด (จัด) วัดสระเรียง 8.ท่านพระครูกาชาด (เนียม ) วัดชลเฉนียน 9.ท่านพระครูกาชาด (เจียม) วัดหน้าพระบรมธาตุ รูปปัจจุบัน พระครูกาเดิม 1.ท่านพระครูกาเดิม วัดเสมาเมือง (อาจารย์หลวงพ่อทวด วัดช้างให้) 2.ท่านพระครูกาเดิม (ทอง) วัดจันทาราม 3.ท่านพระครูกาเดิม (คลิ้ง) วัดจันทาราม 4.ท่านพระครูกาเดิม (รักษ์) วัดบูรณาราม 5.ท่านพระครูกาเดิม (เกตุ) วัดบูรณาราม 6.ท่านพระครูกาเดิม (หนู ) วัดจันทาราม 7.ท่านพระครูกาเดิม (ปุ่น) วัดท่าโพธิ์ 8.ท่านพระครูกาเดิม วัดบางสะพาน
พระครูอดิสัยธรรมศาสก์ (ชอบ อติเมโธ) นักธรรมชั้นเอก ตำแหน่งปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช , เจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ ท่านอายุ ๘๓ ปี พรรษา ๕๘ ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568.
พระครูโสภณพัฒนบัณฑิต ( ฐานิสสโร ) อายุ ๕๘ ปี พรรษา ๓๖วิทยฐานะ น.ธ. เอก, ป.ธ. ๓, ปริญญาโท วัด หน้าพระบรมธาตุ ต. ในเมือง อ. เมืองจ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ และเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต ๑ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๒๔ เม.ย.๖๘ สืบค้นข้อมูล https://medium.com

18 สิงหาคม, 2568

ประวัติวัดอินคีรี

วัดอินคีรี ประเภทวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2375 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2470 แต่จากรูปแบบทางศิลปะของแหล่งศิลปกรรมที่ปรากฏน่าจะอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 12–14 และต่อเนื่องมาในสมัยทางอยุธยา จากการพบพระพุทธรูปศิลปะภาคใต้ ภายในวัดอินทคีรี สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 ตามตำนานระบุว่าพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกนำมาเก็บไว้ที่วัดอินคีรีก่อนที่จะอัญเชิญไปประกอบพิธีปลงพระบรมศพในเมืองนครศรีธรรมราช
วัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่สองในเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธสิหิงค์องค์สีดำตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ระหว่างศาลาการเปรียญ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานองค์สีเหลืองทองอร่าม เป็นพระปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร)ที่ได้บูรณะขึ้นมาใหม่หลังจากที่อุโบสถได้ถูกไฟไหม้และทำให้พระพุทธรูปเสียหายเกือบทั้งหมด เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 วัดยังมีโยนิทำด้วยหินทรายสีแดงวางอยู่ข้างบ่อน้ำภายในวัดอินทคีรี
พระพุทธรูปประทับนั่ง ทำด้วยสำริด เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานทรงสูง เป็นศิลปภาคใต้ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระขนมต้ม มีพระพักต์ ค่อนข้างกลม เป็นพระคู่วัดมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ทาง วัดอินทคีรี เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เจ้าอาวาส - พระครูวิมลอินทโชติ - พระครูภาวนาโสภณ วิ. เตชปญฺโญ ปัจจุบัน https://th.wikipedia.org

14 สิงหาคม, 2568

ประวัติวัดมะนาวหวาน

วัดมะนาวหวานเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๖ หมู่ที่ ๔ ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๓๖ ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๔๐๑๕ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัด นับตั้งแต่พ.ศ. 2225 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2230 และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระอารามหลวง นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษษยน พ.ศ.2539 วัดมะนาวหวาน ปรากฏหลักฐานครั้งล่าสุด โดยหนังสือรับรองตรวจสอบวัดของกรมการศาสนา ตามหนังสือที่ ศธ. ๐๔๐๕/๔๒๙๕ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ระบุว่า วัดนี้จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ตามหลักฐานนี้ แสดงว่าวัดมะนาวหวานปัจจุบันมีอายุ ๓๒๑ ปีแล้ว และได้สร้างขึ้นในรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปูชนียวัตถุที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเจดีย์คู่โบราณที่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่สมภารอินและส่งผ่านจันทร์พระภิกษุสองพี่น้องซึ่งเคยเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้น ปัจจุบันมีหลักฐานจากกรมศาสนาคือหนังสือรับรองสภาพวัดตามหนังสือกรมศาสนาที่ ศธ.0405/4295 ลงวันที่ 27 เมษายนพ.ศ. 2530 ที่ระบุว่าได้ตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2225 และได้รับพระราชทานสงครามศรีมาเมื่อพ.ศ. 2230 ได้รับยกย่องว่าเป็นวัดพัฒนาดีเยี่ยมของจังหวัดนครศรีธรรมราชประจำปีพ.ศ. 2525 เป็นหน่วยอบรมประชาชนดีเด่นของกรมการศาสนาประจำปี 2533 และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนาประจำปี 2534
ทรัพย์สินที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 37 ไร่สามงาน 70 ตารางวาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.ตก) ทะเบียนเลขที่ 2575 เลขที่ดิน 160 แบ่งเป็นเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสและมีที่ธรณีสงฆ์จำนวนแปดแปลง เนื้อที่ 324 ไร่สามงาน 44 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 213,2114,2115,2576,2577,2578,3850,และ3851 ซึ่งวัดได้จัดให้เป็นเขตการศึกษาเขตอภัยทานเขตจัดผลประโยชน์และเขตบริการชุมชน เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามมีดังนี้ 1.พระอธิการอินทร์ 2.พระอธิการจันทร์ 3.พระครูสังฆรักพุ่มปัญญาที่โป พ.ศ. 2461 ถึง 2489 4.พระอธิการดำ จิตุตสวโร (พรหมทอง) 5.พระอธิการพันธุ์ ขนุติโก(วิมลเมือง) 6.พระอธิการดำ อินทมโม 7. พระครูสถิตวิหารธรรม(สอน ฐิตวีโร) รองเจ้าคณะอำเภอฉวางตั้งแต่พ.ศ. 2550
สภาพวัดและสิ่งก่อสร้าง วัดมะนาวหวาน ตังอยู่ในที่เหมาะสม มีแม่น้ำไหลผ่าน มีสวนป่าธรรมชาติซึ่งสงวนไว้เป็นเขตอภัยทาน ประกอบด้วยไม้ตะเคียน ไม้ไผ่ และป่าไม้เบญจพรรณ ปัจจุบันวัดมะนาวหวาน เป็นศูนย์กลางศาสนกิจและเป็นที่ประชุมของส่วนราชการ องค์กรต่างๆ ตามโอกาศ มีพระสิริธรรมราชมุนี (สอน ฐิตวีโร) เป็น เจ้าอาวาสและรองเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช กิจกรรมพิเศษของวัดมะนาวหวาน นอกจากการศึกษาปฏิบัติธรรมเผยแพร่อบรมศีลธรรมตามปกติแล้ว ทางวัดได้วางโครงการและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องหลายโครงการกิจกรรม เช่น การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนการสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การอบรมปฐมนิเทศพระนวกะในพรรษาและอนุเคราะห์เยาวชนในท้องถิ่น ทั้งมีการจัดตั้งมูลนิธิวัดมะนาวหวาน โดยมีวัตถุประสงค์ในตราสารเพื่อบำรุงการศึกษา ให้ทุนการศึกษา เผยแพร่ศาสนาและสาธารณกุศลอื่นๆ วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และสังคม คือได้รับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๑๙ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นทุนมูลนิธิวัดมะนาวหวานด้วย ครั้งที่ 2 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์แบบนครศรีธรรมราชจำลองและทรงเปิดศาลาเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ วัดมะนาวหวาน ได้พัฒนาในด้านต่างๆ จนปรากฏเกียรติคุณดังนี้ - เป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรม ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช - เป็นวัดชนะเลิศวัดพัฒนาดีเยี่ยมของจังหวัดนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - เป็นหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลดีเด่นของกรมการศาสนาประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๓ - เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๔ - เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๕ - ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกวัดมะนาวหวาน เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๓๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๓ ตอนที่ ๔๔ ง วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ - พระเจดีย์สองพี่น้อง เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดภายในวัดตั้งอยู่หน้าอุโบสถริมฝั่งคลองจันดี ห่างกันประมาณ ๖.๕๐ เมตร เป็นที่ศรัทธาเชื่อถือและเคารพสักการะของพุทธบริษัทวัดนาวหวาน และประชาชนทั่วไป มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา เจ้าอาวาสได้บูรณปฏิสังขรณ์เสร็จเมื่อปี ๒๕๓๕ ตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินมาททรงยกช่อฟ้าอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๑๙ - พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แบบสุโขทัยหน้าตักกว้าง ๔๙ นิ้ว สร้างโดย จ่าเผ่นผยอง ( ชุ่ม สุวรรณจินดา) และนางทองสุข สุวรรณจินดา เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ( จวน อุภฐยี) ประทานนามว่า“พระพุทธพิชิตมาร ประทานสันติสุขสวัสดี นรสีห์ธรรมานุศาสก์ ไตรโลกนาถธรรมบพิตร” - พระพุทธสิหิงค์ แบบนครศรีธรรมราชจำลอง หล่อด้วยโลหะผสม หน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว มีพระนามาภิไธยย่อ “สธ.” พระตราประจำพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประดิษฐ์บนผ้าทิพย์ ประดิษฐ์เป็นพระปฏิมาประธาน ในศาลาเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วัดนี้เคยเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาของทางราชการ คือ - การอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล ในสมัยเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี ๒๕๓๐ - การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปีของอำเภอฉวางเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระชนมายุได้ ๓๖ พรรษา ประจำปี ๒๕๓๕ - พิธีถวายพระพร ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พิธีถวายบังคมวันปิยมหาราช - การประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ระดับจังหวัด เขต ภาค และการบริการประชาชนตามโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ มีประชาชนบำรุงวัดเป็นประจำ ประมาณ ๑,๒๐๐ คน และ ในวันธัมมัสสวนะ มีประชาชนมาประกอบศาสนกิจเฉลี่ยครั้งละประมาณ ๑๒๐ — ๒๐๐ คน ทางวัดได้จัดกิจกรรมพิเศษในวันธัมมสวนะ และวันสำคัญทางศาสนา คือ - ทำวัตรเช้า — เย็น รักษาอุโบสถศีล ฟังพระธรรมเทศนา - เจริญสมาธิภาวนา - เวียนเทียนในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา - ถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน ตักบาตรโวโรหณะ - ประกอบพิธีกรรมในเทศกาลสงกรานต์ วันสารท วันปีใหม่ ด้วยการตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำผู้สูงอายุ - การเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพร ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ทางวัดมีการศึกษาพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ แผนกบาลีเปิดเรียนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ แผนกสามัญเปิดเรียน พ.ศ.๒๕๓๔ วัดจัดการปกครองคณะสงฆ์ภายในวัด ดังนี้ - ยึดหลักพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์กฎหมาย ระเบียบ กฎมหาเถรสมาคม หลักสามัคคี การอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีพะอธิการกะ รับผิดชอบหน้าที่ตามพระวินัย มีกติกาปกครองเป็นหลักฐานโดยเฉพาะ ทางวัดจัดการเผยแพร่พระพุทธศาสนา คือ - เทศนาประจำวันธรรมสวนะ งานบุญ และเทศกาล - ออกเทศนาอบรม ฝึกอบรมบุคคลเป้าหมายตามโครงการ “ธรรมะสู่ประชาชน” - ตั้งหอกระจายข่าว เผยแพร่ข่าวศาสนา ข่าวทางราชการ เทปบันทึกพระธรรมเทศนา ปาฐกถาธรรม - ช่วยเหลือการศึกษาทางโลก จัดตั้งโรงเรียนระดับอนุบาล โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ส่งพระภิกษุสามเณร ผุ้ทรงคุณวุฒิสอนโรงเรียนต่างๆ - นอกจากนี้ วัดยังเป็นที่ตั้ง หน่วยอบรมประจำตำบล อ.ป.ต. ของกรมศาสนา และร่วมมือกับองค์การอื่นๆ ประกอบกิจกรรมในการเผยแพร่ธรรมะ เช่น วิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามโครงการ “พัฒนาชีวิตด้วนศาสนาและจริยธรรม” ที่มาสืบค้นข้อมูล https://medium.com/pisann https://books.classstart.org/thai-buddhist-temples/index.html

13 สิงหาคม, 2568

ประวัติวัดศรีทวี

วัดศรีทวี ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2398 ในอดีตนั้นชื่อว่า วัดท่ามอญ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีชุมชนชาวมอญอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ อันเนื่องมาจากชาวมอญนับถือพระพุทธศาสนา จึงได้สร้างเป็นที่พักสงฆ์ จากหลักฐานทำเนียบการสร้างวัดของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอจดทะเบียนตั้งวัดเมื่อปี พ.ศ. 2398 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีชื่อว่า วัดท่ามอญ สันนิษฐานว่า สถานที่ตรงนี้คงเป็นท่าน้ำที่ชาวมอญเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายกับชาวเมืองนครศรีธรรมราช เพราะลำน้ำหลังวัดในปัจจุบันนี้ ในสมัยก่อนมีเรือบรรทุกสินค้าของชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายกับเมืองนครศรีธรรมราช ลำน้ำแห่งนี้ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ทางทิศตะวันตก และไหลสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำท่าซักหรือปากพญา และสถานที่ เช่นถนนเมื่อก่อนเรียกว่าตรอกท่ามอญ ในกาลต่อมาเทศบาลได้ใช้ชื่อใหม่ว่า ถนนท่าวัง ทำให้ชื่อเดิมหายไป ในอดีตหลักฐานต่าง ๆ ของวัดไม่ได้บันทึกเอาไว้ เพียงแต่เล่าความกันมา ต่อมาพระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโน ป.) เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมื่อครั้งยังเป็นพระศรีธรรมประสาธน์ ได้เปลี่ยนชื่อจากวัดท่ามอญ มาเป็น วัดศรีทวี เพราะอดีตพระเถระ ของวัดนี้สมณศักดิ์เป็นพระครูศรีสุธรรมรัต 2 รูป คือ พระครูศรีสุธรรมรัต (ห้องกิ้ม วุฑฺฒิงฺกโร) และพระครูศรี- สุธรรมรัต (ดำ ฐิตเปโม) จึงได้ชื่อว่า “ศรีทวี” วัดศรีทวี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2514
ปัจจุบัน วัดศรีทวี เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งที่ 2 สังกัด คณะสงฆ์ธรรมยุต ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ยกย่องให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2552 มีผู้มาใช้สถานที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นแหล่งจัดกิจกรรมทางด้าน การปฏิบัติธรรม สืบต่อประเพณีทางพระพุทธศาสนา การศึกษาเรียนรู้แก่หน่วยงานต่างๆ โดยแยกเป็น คณะบุคคล ดังนี้ 1) บุคคลทั่วไป ปีละไม่น้อยกว่า 2,000 คน 2) หน่วยงานราชการอบรมสัมมนา ปีละไม่น้อยกว่า 1,000 คน 3 )สถานศึกษาอบรมเยาวชน ปีละไม่น้อยกว่า 4,000 คน
ปรัชญา วิสัยทัศน์และพันธกิจ ของวัดศรีทวี ปีพุทธศักราช 2555 – 2560 1. ปรัชญา วัดศรีทวี มีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนและเผยแผ่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา หล่อหลอมครรลองวิธีปฏิบัติแห่งการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีให้บังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ด้วยการสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม พัฒนาเป็นแหล่งรื่นรมย์ทางใจแก่ผู้ใฝ่ธรรม และเชื่อมธรรมสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อสืบทอดความยั่งยืนของพระพุทธศาสนา 2. วิสัยทัศน์ วัดศรีทวี เป็นเลิศด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ชี้นำพุทธศาสนิกชนไทย ด้วยปัญญา เผยแผ่พระพุทธศาสนากว้างไกล เป็นอุทยานรวมใจคนใฝ่ธรรม 3. พันธกิจ 3.1 ดูแล จัดการศึกษา ถ่ายโอนองค์ความรู้เกี่ยวกับพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร เพื่อสืบทอดหลักพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา 3.2 เผยแผ่หลักธรรมคำสอนแก่พุทธศาสนิกชนไทยเพื่อสร้างสังคมชาวพุทธที่แข็งแกร่ง และสามารถครองตนโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำรงชีวิต 3.3 สร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายองค์กรทางพระพุทธศาสนา ทั้งในระดับชุมชน ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อพัฒนางานด้านพระพุทธศาสนา 3.4 พัฒนา ปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง และงานศาสนูปกรณ์เพื่อสนับสนุนกิจของสงฆ์ สร้างทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมร่มรื่น และเอื้ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาใฝ่ธรรมให้ได้รับความสะดวกตามสมควร
การบริหารและการปกครอง ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีต – ปัจจุบัน รูปที่ 1 พ่อท่านเรือง รูปที่ 2 พ่อท่านเสือ รูปที่ 3 พ่อท่านนุ้ย รูปที่ 4 พ่อท่านรอดสำหรับพ่อท่านรอดเล่ากันว่า ท่านมีเสียงก้องกังวาน พูดเสียงดังฟังชัด ท่านสามารถเลียนเสียงวัวได้ดีมาก ท่านปกครองวัดในสมัยรัชกาลที่ ๔ รูปที่ 5 พระวินัยธรสีนิลวัดท่ามอญเป็นวัดธรรมยุตในสมัยท่านปกครอง แต่ท่านปกครองวัดไม่นาน ท่านมีความประสงค์ที่จะให้พระห้องกิ้ม วุฑฺฒึงกโร ปกครองวัดท่ามอญ จึงได้ไปขอความเมตตาจากท่านเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ (ม่วง รตฺนธชเถระ ป.) ให้พระห้องกิ้ม มาปกครองวัดท่ามอญแทนท่าน สำหรับท่านได้ไปปกครองวัดมเหยงคณ์ รูปที่ 6 พระครูเหมเจติยานุรักษ์ (ห้องกิ้ม วุฑฺฒิงฺกโร) ท่านได้พัฒนาความเจริญให้กับวัดท่ามอญ เช่น อุโบสถ กุฏิสงฆ์ และที่สำคัญได้สร้างโรงเรียนวัดท่ามอญเพื่อให้เด็กผู้หญิงได้ศึกษาเล่าเรียน เช่นเดียวกับเด็กผู้ชาย ซึ่งเด็กผู้ชายได้เรียนที่วัดท่าโพธิ์ และโรงเรียนวัดท่ามอญในครั้งนั้นเป็นที่มาของโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้ โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ในครั้งนั้นเป็นที่มาขอโรงเรียนเบญจมราชูทิศในปัจจุบันนี้ รูปที่ 7 พระครูศรีสุธรรมรัต (ดำ ฐิตเปโม) พ.ศ. 2478 – 2497 รูปที่ 8 พระภัทรธรรมธาดา (ฮั้ว โสภิโต) พ.ศ. 2497 – 2519 รูปที่ 9 พระครูธรรมธรถาวร วชิราโก (รักษาการแทนเจ้าอาวาส) พ.ศ. 2519 – 2520 รูปที่ 10 พระครูปลัดณรงค์ กตปุญฺโญ พ.ศ. 2520 – 2524 รูปที่ 11 พระครูสิริธรรมประสาธน์ (เอื้อน วุฑฺฒิญาโณ) พ.ศ. 2525 – 2539 รูปที่ 12 พระพุทธิสารเมธี (สุวิทย์ อชิโต ป.) พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน ที่มา https://nakhon.dhammayut16.net/temple.php?tid=13

ประวัติวัดท้าวโคตร

วัดท้าวโคตรเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๖๑ และเป็นวัดที่อยู่คู่นครศรีธรรมราชมาอย่างยาวนาน สถานที่ตั้งวัดท้างโคตรเคยเป็นศาสนสถาน ในศาสนาพราหมณ์ ภายในวัดท้าวโคตรมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณสถานที่สำคัญคือ ซากเจดีย์โบราณ สูงประมาณ ๑๑ เมตร ฐานเจดีย์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลียมผืนผ้า เจดีย์สร้างด้วยอิฐและดินเหนียวและหินปะการังบางส่วน เจดีย์วัดท้าวโคตรใช้อิฐเป็นโครงสร้างหลัก และใช้ดินเหนียวเป็นส่วนยึด ข้างในมีพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นของมีมาแต่เดิม มีตู้เก็บของวางอยู่ทางซ้ายขององค์พระซึ่งพ่อบอกว่าแต่เดิมเป็นตู้หนังสือพระ ตัวโบสถ์ยังเหมือนเดิม แต่หลังคาคงบูรณะใหม่ มีใบเสมาคู่หรือใบเสมาซ้อน ในพระอุโบสถของวัด มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเป็นองค์พระประธาน ขนาดหน้าตัก ๑๘๓ นิ้ว สูงประมาณ ๑๙๕ นิ้ว เป็นฝีมือช่างนครศรีธรรมราช ลักษณะพระพักตร์คล้ายพระประธานที่วิหารวัดสบเดิม และที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุฯ สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗–๒๐ ภายในมีเป็นภาพจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ เขียนลงบนไม้กระดานคอสอง เป็นภาพเขียนสีฝุ่น มีขนาดภาพกว้าง ๓๗ เซนติเมตร ยาว ๕๖ เซนติเมตร ประดับไว้ที่เสายาวข้างละ ๕ ต้น ด้านซ้ายและด้านขวา ของด้านหน้าพระประธานในอุโบสถ สูงจากพื้นประมาณ ๓ เมตร เป็นภาพพุทธประวัติและทศชาดก จำนวน ๔๐ ภาพ ซึ่งน่าจะเขียนขึ้นในคราวที่มีการบูรณะหลังคาพระอุโบสถ (น่าจะรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ ) วัดท้าวโคตร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๕๓ ตารางวา จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่พอสืบค้นได้ปรากฏว่าแต่เดิมในบริเวณนี้มีวัดตั้งอยู่หลายวัด ประกอบด้วย -วัดวัดประตูทอง อยู่ทางด้านหลังสุดติดกับถนนพัฒนาการทุ่งปรังและวัดชายนา (ในปัจจุบันนี้) -วัดธาราวดี (วัดไฟไหม้) อยู่ทางด้านทิศเหนือ -วัดวา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัดประตูทอง และทางทิศใต้ของวัดธาราวดี -วัดศรภเดิมหรือวัดศรภ อยู่ทางทิศใต้บริเวณรอบ ๆ เจดีย์ - วัดท้าวโคตร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ขณะที่ยังดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากทรงนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์แล้ว ทรงทราบเรื่องเทวาลัยที่วัดท้าวโคตร จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรเทวาลัยที่ยังปรากฎเป็นหลักฐานอยู่ และยังได้ทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณที่ใกล้ ๆ กับวัดท้าวโคตร ทรงพบว่ามีวัดเล็กวัดน้อยตั้งเรียงรายอยู่หลายวัดย่อมไม่สะดวกต่อการปกครองของคณะสงฆ์และคงไม่สะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจ จึงทรงรับสั่งให้ยุบวัดทั้งหมดนั้นมารวมเข้ากับวัดท้าวโคตร สมัยต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิ์ส.ค. ๑ และโฉนดเลขที่ ๙๘๖๘ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงสิทธิ์ถือครอง
คำว่า “วัดท้าวโคตร” นั้น น้อม อุปรมัย (๒๕๒๖) ได้เขียนไว้ว่า... ท้าวโคตรเป็นชื่อเฉพาะที่ถูกเรียกขานโดยประชาชนภายหลัง เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ในยุคสมัยนั้น โดยสามารถแยกออกเป็น ๒ พยางค์ด้วยกันคือ -คำว่า “ท้าว” ตามปทานุกรมแปลว่า “ผู้เป็นใหญ่, พระเจ้าแผ่นดิน, อาการอันสั่นรัว ๆ” เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หมายถึงผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดินมากกว่า เพราะใหญ่ถึงขนาดที่ต้องการเรียกว่า “ท้าว” นั้นก็หมายถึงเป็นผู้ใหญ่ในที่ทุกสถาน -คำว่า “โคตร” ตามปทานุกรม แปลว่า “วงศ์ สกุล เผ่าพันธุ์” คำ ๆ นี้เป็นคำที่เข้าใจความหมายกันทั่วไป และยังกินลึกลงไปคือเป็นต้นตอ ชาติกำเนิด กำพืด (คือเทือกเขาเหล่ากอ) เพราะฉะนั้นเมื่อคำทั้ง ๒ คำมารวมกันคือ “ท้าวโคตร” หมายถึง “เผ่าพันธุ์ของผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดิน” และถ้านำมาใช้กับสถานที่เช่นวัดวาอารามก็หมายถึงวัดของผู้เป็นใหญ่หรือของพระเจ้าแผ่นดิน หรืออย่างน้อยก็ต้องเกี่ยวข้องหรือผูกพันกับผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น ๆ จึงสามารถสรุปได้ว่าวัดท้าวโคตรเป็นวัดที่ผู้เป็นใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้นมีความผูกพันหรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งถูกเรียกกันในสมัยต่อมาว่า “วัดท้าวโคตร” อันหมายถึงกษัตริย์พระองค์แรกที่ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชที่มีชื่อปรากฏตามที่นักประวัติศาสตร์พบหลักฐานคือพญาศรีธรรมโศกราชที่ ๑ จากตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช มีข้อความที่กล่าวถึง “วัดศรภเดิมหรือวัดศรภ” หนึ่งในวัดที่อยู่รายล้อมทางทิศใต้บริเวณรอบ ๆ เจดีย์วัดท้าวโคตร ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันว่า “…..อยู่มายังมีพระมหาเถรองค์หนึ่งชื่อสัจจานุเทพ อยู่เมืองนครป่าหมากรื้อญาติโยมมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ด้วยพระยามหาเถรพรหมสุโยขอที่ตั้งเขตอาราม ปลูกพระศรีมหาโพธิ์ ก่อพระเจดีย์ก่อกำแพงไว้ให้ญาติโยมรักษาอยู่ตามระญาอุทิศถวายไว้นั้นได้ชื่อว่า “วัดศรภเดิม”… และอีกตอนหนึ่งว่า “….อยู่มาพระศรีมหาราชาถึงแก่กรรมศักราช ๑๘๖ ปี โปรดให้ข้าหลวงออกมาเป็นศรีมหาราชา แต่งพระธรรมศาลาทำระเบียงล้อมพระมหาธาตุ และก่อพระเจดีย์วัดศรภ มีพระบัณทุรให้พระศรีมหาราชาไปรับเมืองลานสกา ศรีราชาถึงแก่กรรมเอาศพมาไว้วัดศรภ แล้วเอามาก่อเจดีย์ไว้ในพระเดิม ๙ ยอด”
สำหรับความเป็นมาของ “วัดท้าวโคตร” นั้น ราษฎรในบริเวณใกล้เคียงมีความเชื่อว่าเกี่ยวพันกับพระยาศรีธรรมาโศกราชและนางเลือดขาวซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในตำนานและนิทานพื้นบ้านของชาวใต้ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับวัดท้าวโคตร เฉลียว เรืองเดช (2542) ได้เรียบเรียงไว้ว่า....... พระยาศรีธรรมาโศกราชที่ ๑ หรือชาวบ้านเรียกกันในฐานกษัตริย์ซึ่งทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชเป็นพระองค์แรกว่า “ท้าวโคตร” ได้ขุดกำแพงดินและคูน้ำล้อมรอบเมือง มุมกำแพงทุกมุม ให้ตั้งตุ่มใบใหญ่ใส่น้ำเต็มตุ่มอยู่มิได้ขาด กันข้าวยากหมากแพง ฝังหลักเมืองไว้ในบริเวณดังกล่าว สำหรับเทวสถานและเทวลัยได้สร้างขึ้นไว้ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง (วัดท้าวโคตรในปัจจุบัน) ไว้สำหรับประกอบศาสนกิจตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ เทวาลัยที่ท้าวโคตรสร้างขึ้นนี้มีรูปพรรณสันฐานคล้ายปล้องกลมก่อด้วยอิฐโดยรอบ เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประยาวประมาณ ๕ วา สูง ๘ วา ตอนบนสุดไม่มียอดแต่มีฐานแยกขึ้นเป็นแท่นทางทิศตะวันออก สูงประมาณ ๒ ศอก กว้างประมาณ ๑ วา ตอนหน้าแท่นมีหินสีขาวก้อนสี่เหลี่ยมกว้างเกือบ ๒ ศอก ยาวประมาณ ๓ ศอก ตรงกลางขุดเป็นแอ่งสำหรับรองรับน้ำฝน ซึ่งถือกันว่าเป็นน้ำที่พระพรหมบนสรวงสวรรค์ประทานลงมา ตรงกลางปล้องมีช่องกลมเล็กขึ้นไปจากฐาน มีบันไดอิฐจากฐานขึ้นถึงลานข้างบน ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๖ ตารางวา ส่วนเหนือจากที่ทำเป็นแท่นกลายเป็นที่ว่าง ต่อมาใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพของท้าวโคตร เทวาลัยดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นเมื่อถวายพระเพลิงแล้วบริเวณนั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นที่รกร้างมีสภาพเป็นป่า ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือนอยู่รอบ ๆ ตัวเมืองแต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่สำคัญ เพียงแต่เว้นเป็นช่องทางเดินเข้าออกที่จะไปประกอบพิธีบนเทวาลัยเท่านั้น
ประมาณปี พ.ศ. ๑๕๓๕–๑๕๙๒ ศาสนาพราหมณ์เสื่อมลงศาสนาพุทธเข้ามาแทนที่บริเวณรอบ ๆ เทวสถานที่ไม่สำคัญก็ถูกชาวบ้านบุกรุกที่ทำกินและสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ส่วนเทวาลัยที่สำคัญ ๆ ชาวบ้านไม่กล้าแตะต้อง ดังนั้นศาสนาพุทธที่กำลังขยายตัวอย่างแรงกล้าก็เข้ามาแทนที่ ผู้เป็นหัวแรงในการสร้างกุฏิ วิหาร โรงธรรม อุโบสถ ขึ้นแทนตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชได้กล่าวไว้ว่า คือนางเลือดขาวนางได้ร่วมกับพุทธสนิกชน เป็นผู้สร้างสถานที่ของศาสนาพราหมณ์ ในเวลาต่อมาจึงกลายเป็นสถานที่ของศาสนาพุทธเกือบทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่เทวสถานเทวาลัยที่วัดท้าวโคตรก็กลายเป็นวัดที่เรียกว่า “วัดท้าวโคตร” มีพระสงฆ์จำพรรษาและสร้างอุโบสถวิหารขึ้นให้เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา ส่วนเทวสถานที่ทำด้วยอิฐที่รูปเป็นปล้องสูงดังกล่าวก็ยังเหลือให้เห็นจนกระทั่งบัดนี้ ส่วนที่ตั้งเป็นวัดท้าวโคตรก็อยู่ในวงแคบคืออยู่ตรงบริเวณตอนหน้าและตอนหลังของเทวลัยที่เป็นปล้องสูงส่วนบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นส่วนของเทวสถานพราหมณ์ ชาวพุทธในสมัยนั้นก็ชวนกันตั้งเป็นวัดขึ้นอีกหลายวัด ประกอบด้วยวัดวา วัดประตูทอง วัดธาราวดี หรือวัดไฟไหม้ ที่ดินที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นที่ตั้งเทวาลัยกับบริเวณทางทิศเหนือเทวาลัยรวมกันเป็นวัดศรภเดิมหรือวัดศรภ (สืบเนืองมาตั้งแต่มีการถวายพระเพลิงพญาศรีธรรมโศกราชที่ ๑) ใช้ที่ว่างด้านหลังเทวาลัยไปทางทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งวังของพระนางเลือดขาวเจ้าแม่อยู่ ... และจาการค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญทางด้านคดีชนวิทยา ได้ความว่าแต่เดิมนั้นในบริเวณวัดท้าวโคตรจะมีกำแพงอิฐอยู่ทางด้านหน้าอุโบสถ และวิหาร โดยมีประตูอยู่ทางด้านหน้าอุโบสถ และตกแต่งโดยทำเป็นรูปช้างโผล่หัวออกมาจากซุ้ม ต่อมาได้รื้อกำแพงดังกล่าวลงแล้วก่อเป็นกำแพงวัดใหม่ดังปรากฏในปัจจุบัน
โบราณสถาน/โบราณวัตถุ วัดท้าวโคตร ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่มีโบราณสถานและเป็นแหล่งของโบราณคดีที่สำคัญแหล่งหนึ่งของไทย ลักษณะและสภาพของโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่บนสันทรายเก่านครศรีธรรมราช โดยตั้งอยู่ระหว่างเมืองโบราณนครศรีธรรมราชกับเมืองโบราณพระเวียง โดยที่วัดท้าวโคตรตั้งอยู่ห่างจากเมืองโบราณทั้ง ๒ แห่งเพียงเล็กน้อย โดยทางด้านทิศเหนือมีคลองป่าเหล้าและทางด้านทิศไต้มีคลองสวนหลวงไหลผ่าน แต่เดิมในบริเวณนี้มีอยู่ ๖ วัด คือ วัดศรภเดิม วัดวา วัดธาราวดี วัดประตูทอง และวัดท้าวโคตร จนในที่สุดจึงมีการรวมเป็นวัดเดียวกัน คือวัดท้าวโคตรในปัจจุบัน จากการศึกษาวิจัยตลอดจนการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดีพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญประกอบด้วย
ฐานเจดีย์ ฐานเจดีย์หรือสถูปวัดศรภเดิมหรือสถูปวัดท้าวโคตรหรือเจดีย์วัดท้าวโคตร มีรูปแบบศิลประกอบด้วยฐานบัวลูกฝักซ้อนกัน ๓ ชั้น แต่ละชั้นมีการเพิ่มมุมโดยมุมประธานมีขนาดใหญ่กว่ามุมขนาบข้างเล็กน้อย ฐานทางด้านทิศตะวันออกยื่นออกไปกว่าด้านอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวเจดีย์ซึ่งทลายลงไปแล้วเดิมมีมุขยื่นอยู่ทางด้านดังกล่าวด้วย ส่วนเรือนธาตุและยอดของเจดีย์องค์นี้ได้พังทลายไปหมดแล้ว การที่นิยมสร้างฐานบัวลูกฝักเพิ่มมุม โดยมุมประธานมีขนาดใหญ่กว่ามุมอื่น ๆ เพียงเล็กน้อยเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง คือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และยังนิยมอยู่ในช่วงต้น ๆ ของสมัยอยุธยาตอนปลายหรือราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ทั้งนี้มีการค้นพบภาชนะดินเผาใต้ฐานอาคาร โดยภาชนะดินเผาเหล่านี้มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘–๒๒
ดังนั้นอาจเป็นได้ว่าเจดีย์องค์นี้อาจสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗–๑๙ ในขั้นต้นฐานของเจดีย์เป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมทุกด้าน ขนาดกว้าง ๑๓.๓๐ เมตร ยาว ๑๓.๓๐ เมตร เฉพาะทางด้านทิศตะวันออกมีมุขยื่นออกไปประมาณ ๕ เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระปรางค์วัดพระมหาธาตุ วัดเชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แต่ตอนบนของฐานเจดีย์แห่งนี้ได้ปรากฏร่องรอยว่ามีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นในองค์ระฆังของสถูปทรงกลม ก่ออิฐรอบ ๆเจดีย์หรือสถูปองค์นี้มีเจดีย์บริวารอยู่ ๔ องค์ (ปัจจุบันถูกทำลายเสียหายหมดแล้ว) ภายหลังกรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นเจดีย์เหล่านี้ได้พบพระพิมพ์ดินดิบจำนวนมากในเจดีย์เหล่านั้น พระพิมพ์ที่พบจากกรุพระเจดีย์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายแบบศรีวิชัย พระพิมพ์ของวัดท้าวโคตรที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายคือ พระพิมพ์เนื้อชินเงินสนิมปรอด ลักษณะเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นแผ่นค่อนข้างบาง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อยู่ในซุ้มเรือนแก้วใต้ปรกโพธิ์ มีพระโมคคัลลานและสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวาพนมมือแสดงคารวะ ใต้อาสนะมีรากษสแบกฐาน ๓ ตน ขอบด้านขวามีต้นไม้ ๒ ต้น ด้านซ้าย ๑ ต้น อีกแบบหนึ่งเป็นพระพิมพ์เนื้อชินเงินสนิมปรอดเช่นเดียวกัน ผิวแตกระเบิด ทำเป็นองค์เดียว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ฐานราบลงทองล่องชาด อยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดตรีศูล พระพิมพ์กรุวัดท้าวโคตรทั้ง ๒ แบบนี้เป็นฝีมือช่างนครศรีธรรมราช
อุโบสถ อุโบสถหลังเก่าซึ่งตั้งอยู่หน้าวัด มีประวัติว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๐ อุโบสถตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือขององค์เจดีย์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นอุโบสถหลังหนึ่งที่มีความชำรุดทรุดโทรมมาก จึงคงจะยังเหลืออยู่เฉพาะส่วนฐานของพระอุโบสถที่มีอิฐวางเรียงรายออกพ้นมาจากตัวอาคาร สถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นการบูรณะขึ้นในสมัยหลังประกอบด้วยกำแพง ผนัง และโครงสร้างหลังคา คงมีแต่พระพุทธรูปปางมารวิชัยและใบเสมาเก่ารอบอุโบสถเท่านั้น ที่พอจะยืนยันถึงอายุสมัยได้ว่าคงสร้างขึ้นราวสมัยรัตนโกสินทร์ต้อนต้นหรือสมัยอยุธยาตอนปลาย
ปัจจุบันได้มีการสร้างอุโบสถขึ้นมาใหม่มีลักษณะเป็นเนินดินสูงกว่าระดับข้างเคียง ๑ เมตร เป็นอาคารทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกาหลังคาลดลั่น ๓ ชั้นมีขนาดกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๓ เมตร ๓๓ เซนติเมตร ภายในมีขนาด ๗ ห้อง มีเสาภายใน ๕ คู่ ด้านหน้า ๒ ห้อง ผนังก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ ๒ เมตร ช่องบนเป็นเสาขึ้นรับเชิงชาย ระหว่างเปิดผนังมีช่อง มีบานเหลือไม้กั้นเป็นช่องลม หลังคามุงกระเบื้องดินเผาปลายแหลม ด้านหน้ามีประตู ๔ บาน สร้างซุ้มประตูเป็นทรงโค้งครึ่งวงกลมมีเสาประดับกรอบประตู คล้ายประตูกำแพง ด้านข้างทิศเหนือใกล้องค์พระประธานมีประตู ๑ บาน ด้านหลังพระประธานไม่มีประตู ก่อเป็นผนังทึบไปถึงเชิงชายด้านบน พระพุทธรูปในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยฝีมือช่างนครศรีธรรมราช มีลักษณะพระพักต์คล้ายกันกับพระประธานที่วิหารวัดสบเดิม และที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุฯ มีอายุอยู่ระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗–๒๐ สันนิษฐานว่าคงจะสร้างพระพุทธรูปพร้อมกันกับการสร้างอุโบสถ (หลังเก่า) มีขนาดหน้าตัก ๑๘๓ นิ้ว สูงประมาณ ๑๙๕ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ สมัยต่อมามีการบูรณะบ้าง
จิตรกรรม จิตรกรรมภายในอุโบสถวัดท้าวโคตรเป็นภาพจิตรกรรมที่ได้สร้างสรรค์เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เขียนลงบนไม้กระดานคอสอง เป็นภาพเขียนสีฝุ่น ขนาดภาพกว้าง ๓๗ เซนติเมตร ยาว ๕๖ เซนติเมตร ประดับไว้ที่เสายาวข้างละ ๕ ต้น ด้านซ้ายและด้านขวาของด้านหน้าพระประธานในอุโบสถสูงจากพื้นประมาณ ๓ เมตร เป็นภาพพุทธประวัติและทศชาดก จำนวน ๔๐ ภาพ คงจะได้รับการสร้างสรรค์เขียนขึ้นในคราวที่มีการสร้างหลังคาของอุโบสถแทนของเดิมที่ปรักหักพังลงไป อายุประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔
ใบเสมา ใบเสมารอบ ๆ อุโบสถหลังเก่าซึ่งประดิษฐานอยู่ทางด้านนอกของอุโบสถ ตั้งอยู่บนฐานทั้ง ๘ ทิศ แต่ละใบสูงประมาณ ๑๔๐ เซนติเมตร ในเสมาเหล่านี้สลักด้วยหินทราย สลักด้วยแบบเดียวกันทั้ง ๒ ด้าน ส่วนฐานเป็นรูปสามเหลี่ยมพื้นผ้า ถัดจากฐานขึ้นไปมีลักษณะคอดกิ่ว แล้วค่อย ๆ ผายออกทางด้านบน แล้วค่อย ๆ โค้งมนเป็นส่วนยอดที่มีปลายแหลมคล้ายใบโพธิ์ ภายในสลักด้วยลวดลายพรรณพฤกษา อาจจะศึกษาเปรียบเทียบกันได้กับใบเสมาในศิลปะอู่ทองที่ค้นพบในภาคกลางของประเทศไทย ด้านรูปแบบของศิลปะนั้นนักโบราณคดีสันนิฐานว่าอาจสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางคือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑–๒๒ โดยพิจารณาจากขนาดซึ่งเล็กกว่าสมัยอยุธยายุคต้นแต่ยังใหญ่สมัยอยุธยายุคปลาย และรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ลวดลายดอกไม้ออกก้านขดที่ดูใกล้เคียงกับธรรมชาติก็เป็นที่นิยมในยุคดังกล่าวด้วย ที่มา https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/0561637

07 สิงหาคม, 2568

ตำนานนางเลือดขาว

พระนางเลือดขาว มีเรื่องราวสรุปย่อได้ว่าเป็นบุตรีคหบดีมีอาชีพค้าขาย ณ ชุมชนสุดสายหาดทรายแก้วนครศรีธรรมราช (สันทรายเชียรใหญ่) บิดาเป็นชาวพัทลุงเชื้อสายลังกา (คุลา) มารดาเป็นชาวบ้านเก่าหรือบ้านฆ็อง (บริเวณที่ตั้งวัดแม่เจ้าอยู่หัวปัจจุบัน) เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๕ ไม่ปรากฏพระนามเดิมนอกจากบางกระแสเรียกชื่อว่า “กังหรี” มีพี่ ๒ คน คือ ทวดชีโป (มีรูปปั้นที่วัดพังยอม ตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) และพ่อท่านขรัว (มีรูปปั้นที่วัดบ่อล้อ ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่) พระนางเลือดขาวเป็นคนงามด้วยเบญจกัลยาณี คือ ผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม และวัยงาม มีนิสัยโอบอ้อมอารี เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นที่รักของบุคคลโดยทั่วไป มีเลือดสีขาวแต่กำเนิดจนเป็นที่รับรู้เมื่อคราวช่วยงานในหมู่บ้าน ทำหน้าที่เจียนหมากพลูจนกรรไกรหนีบนิ้วมีเลือดไหลออกมาปรากฏเป็นสีขาวต่อหน้าผู้คนที่มาร่วมงาน จนร่ำลือถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๕ หรือพระเจ้าสีหราช แห่งนครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) ณ เมืองพระเวียง จนคราวศึกเมืองทะรังหรือเมืองกันตังแข็งข้อ หลังชนะศึกชนช้าง (ที่บ้านทุ่งชนในเขตอำเภอทุ่งสงปัจจุบัน) และรับบรรณาการที่นำมาถวายแล้ว (จนได้ชื่อว่าทุ่งสง-ส่งเครื่องบรรณาการ)
ระหว่างพักแรมกลางทางกลับ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงพระสุบินเห็นสตรีมีลักษณะงดงามตามเบญจกัลยาณี มีใจกุศล เป็นคู่บุญบารมี พำนักอยู่ทางทิศใต้ตามเส้นทางหาดทรายแก้ว และมีเลือดสีขาว จึงเมื่อเข้าเมืองนครศรีธรรมราช นมัสการพระบรมธาตุแล้วจึงจัดขบวนเสด็จออกค้นหาจนถึงสำนักพ่อท่านขรัว ได้พบพระนางเลือดขาวที่มารับเสด็จ โดยขณะทอผ้าถวายได้ทำตรน (อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ไผ่มีความคมมาก) บาดนิ้วเลือดออกเป็นสีขาว จึงขอพระนางไปเป็นพระนางเมือง เมื่อเสด็จกลับแล้วจึงให้พราหมณ์ปุโรหิตจัดขบวนหลวงสู่ขอรับเข้าวัง ปรนนิบัติรับใช้ด้วยความจงรักภักดี ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากมาย เป็นที่รักของไพร่ฟ้าแต่ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาต่างๆ นานาจากพระสนมอื่น พระนางเลือดขาวได้รับสถาปนาเป็นแม่เจ้าอยู่หัวหรือพระนางเลือดขาวอัครมเหสี จนเป็นที่เรียกโดยทั่วไปว่า พระนางเลือดขาวแม่เจ้าอยู่หัว หรือแม่เจ้าอยู่หัวพระนางเลือดขาว พระนางเลือดขาวทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งในเมืองนครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) และเมืองใกล้เคียง สร้างวัดแม่เจ้าอยู่หัวเป็นวัดแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๗๕ (พระชนมายุ ๓๐ พรรษา) ประมาณปี พ.ศ. ๑๗๙๐ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เสด็จไปเกาะลังกาเพื่อรับพระพุทธสิหิงค์มายังนครศรีธรรมราช และปี พ.ศ. ๑๗๙๙ ได้เสด็จยัง เมืองสุโขทัย เพื่อจัดระเบียบสงฆ์ฝ่ายฆราวาส (?-ผู้เขียน) ประทับอยู่นาน ๕ ปี จึงเสด็จกลับนครศรีธรรมราช พระนางเลือดขาวได้ขอต่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชว่าหากสิ้นพระชนม์ลงขอให้นำศพกลับบ้านเกิด ต่อมาข่าวความเดือดร้อนที่พระนางถูกกลั่นแกล้งทราบถึงพ่อท่านขรัว พ่อท่านขรัวได้เดินทางมาขอบิณฑบาตรับแม่เจ้าอยู่หัวกลับบ้านเดิม และทรงอนุญาตพร้อมทั้งให้สร้างวังขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำปากพนัง (บ้านในวัง ตำบลแม่เจ้าอยู่หัวปัจจุบัน) แต่การสร้างล่าช้าเพราะพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงประวิงเวลาไว้ไม่อยากให้พระนางกลับบ้านเดิม
จนกระทั่งคราวเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่เมืองทะรัง (ตรัง) ได้สิ้นพระชนม์ระหว่างทางขณะประทับแรมด้วยกลด (บ้านควนกลด อำเภอทุ่งสงปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. ๑๘๑๔ พระศพถูกอัญเชิญกลับสู่เมืองนครศรีธรรมราช (เมืองพระเวียง) ตั้ง ณ วัดท้าวโคตร แล้วจัดขบวนทางน้ำตามลำคลองท่าเรือ ออกทะเลปากนคร เข้าแม่น้ำปากพนัง (ปากพระนาง) มาขึ้นฝั่งที่บ้านหน้าโกศ จนถึงสำนักพ่อท่านขรัว (บริเวณวัดบ่อล้อปัจจุบัน) ถวายพระเพลิงแล้วนำพระอัฐิและพระอังคารประดิษฐานในมณฑปสูง ๑๒ วา มีเจดีย์บริวารโดยรอบ ณ วัดแม่เจ้าอยู่หัว พงศาวดารเมืองพัทลุง เล่ม 12 บันทึกว่า เมืองพัทลุงใหม่ที่โคกเมืองบางแก้วเมื่อ พ.ศ.1832 ได้เจริญรุ่งเรือง มีเจ้าเมืองสืบต่อกันมา เป็นเวลาประมาณ 300 ปี พ.ศ.2180 ได้ถูกกองโจรสลัดอุชงตะนะ กองทัพศาสนาอิสลามโจมตีอย่างหนัก หลายครั้งหลายหน เมืองพัทลุงแตก ต้องไปสร้างเมืองใหม่ที่เขาชัยบุรี ควนมะพร้าว ลำปำและวังเนียงคูหาสวรรค์ (ตามหลักฐานพัทลุงย้ายเมืองแล้ว 12 แล้ว) จากจารึกในเพลาเมืองสทิงพระ กรมศิลปากร มีความว่า “ศุภมัสสุ 651 ศกระกา นักบัตร เอกศกจำเดิมแต่แรกตั้งเมืองพัทลุง ครั้งเมื่อตั้งพระ วัดเขียน วัดสทัง วัดสทิงพระ คณะสามป่าแก้ว อนุโลมเป็นหัวเมืองสทิงพระ” ตามข้อความนี้ หมายความว่า จุลศักราช 651 ตรงกับ พ.ศ.1832 ตรงกับสมัยกรุงสุโขทัย คือเมื่อ พ.ศ.1832 นั้น วัดเขียน วัดสทัง วัดสทิงพระ รวมเป็นเมืองขึ้นอยู่เมืองสทิงพระ ประโยคที่ว่า “ครั้งเมื่อตั้งพระ” หมายความว่า ตั้งพระประธานในโบสถ์วัดเขียน วัดสทัง และวัดสทิงพระอาณาจักรศรีวิชัย (พ.ศ.1300-1836) ตั้งก่อนกรุงสุโขทัยกว่า 500 ปี ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยนั้น ปรากฏว่าเมืองพัทลุงเป็นเมืองอยู่แล้ว โดยมีเมืองขึ้นอยู่ในปกครอง 11 เมือง คือ
เมืองปะเหลียน เมืองชะรัด เมืองกำแพงเพชร (รัตภูมิ) เมืองจะนะ เมืองเทพา เมืองสงขลา เมืองสทิง เมืองพิพัทสิงห์ เมืองระโนด เมืองปราณ (ท่าเสม็ด) เมืองศรีชะนา (ท่ามิหรำ) อาณาจักรศรีวิชัย มีอิทธิพลตามประวัติศาสตร์ตั้งแต่เกาะชวา แหลมมาลายูเหนือสุดถึงเมืองไชยา อาณาจักรนี้เชื่อว่าตั้งอยู่ที่เกาะสุมาตรา เมืองพัทลุงก็เคยอยู่ในปกครองของอาณาจักรนี้แล้วด้วย และยังมีนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า พัทลุงบางแก้ว (ปาฏลีบุตร) เป็นที่ตั้งของอาณาจักรศรีวิชัย หลักฐานเพิ่มเติม เรื่องของนางเลือดขาว ตามที่อ้างแล้ว เมื่อครั้งเจ้าอินทร์ (พ.ศ.2057 สมัยอยุธยา) ได้ปฏิสังขรณ์วัดเขียนบางแก้ว และวัดสทัง ได้นำไม้แก่นแคฝอยแกะเป็นนางเลือดขาวและพระพุทธรูปเรียกว่า “ประทุมกาศเทวานางเลือดขาว”
การสร้างพระธาตุเจดีย์ในปักษ์ได้ ซึ่งถือว่าได้มาจากลังกานั้น พระบรมธาตุที่เก่าแก่ และมีฐานะเสมอเหมือนกัน 3 แห่ง คือ พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช พระบรมธาตุ บางแก้ว พัทลุง พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี พระบรมธาตุทั้งสามแห่งมีสมณศักดิ์พระครูชั้นสัญญาบัตร ประจำพระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ นัยว่าได้ตั้งชื่อตามชื่อกา ซึ่งได้เฝ้าพระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ คือ พระครูกาแก้ว (กาขาว) พระครูกาชาด (กาแดง) พระครูการาม (กาลาย) พระครูกาเดิม (กาดำ) ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์วัดเขียนบางแก้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติ พ.ศ.2523 ทางวัดได้ทำการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ประชาชนพบในละแวกชุมชนรอบวัดเขียนบางแก้วจากท้องไร่ ท้องนา และในทะเลสาบ เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา “พระนางเลือดขาว” เป็นบรรพบุรุษ “คนพัทลุง” เป็นหญิงแกร่ง เก่ง ดี รวย สวย เป็นคนจริง มีแต่ให้ เสียสละเพื่อส่วนรวม การนำเสนอ “นางเลือดขาว” สู่มวลชน เพื่อสดุดีเทิดพระเกียรติท่าน เพื่ออนุชน ปัญญาชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำประเทศ องค์กรเอกชน ได้รับรู้ถึงมรดกที่ท่านสร้างไว้ พระพุทธรูป “พระพุทธสิหิงค์” อันล้ำค่าสูญหายไป อยู่ในครอบครองของท่านผู้ใด วัดพระงาม วัดพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดตรัง วัดพระนางสร้าง จังหวัดภูเก็ต วัดสทิงพระ จังหวัดสงขลา วัดเขียนบางแก้ว วัดสทัง จังหวัดพัทลุง ได้รับการดูแลบูรณะ มีความมั่นคง วัดแม่อยู่หัวเลือดขาวที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นวัดร้างไป ชาวพุทธผู้ใจบุญทั้งหลายช่วยเสียสละอีกครั้ง น่าจะมีโอกาส สุดท้ายเพื่อให้ผู้อ่าน “บอกต่อ” ว่า พระบรมธาตุเจดีย์บางแก้ว มีมานานตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย พร้อมๆ กับพระบรมธาตุไชยา พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ได้เปิดกว้างสู่การท่องเที่ยวกราบไหว้บูชา เป็นโบราณวัตถุ โบราณสถาน ของชาติบ้านเมืองที่ต้องบำรุงรักษา เพื่อชนรุ่นหลังสืบไป
ในบทสรุปจริงที่ยาวประมาณ ๗ หน้านั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่พ้องจองกับชื่อสถานที่บริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เชียรใหญ่ และปากพนังในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก พร้อมกับยังมีสรุปพระกรณียกิจที่สำคัญในตอนท้ายอีกว่า ทรงเป็นผู้นำเสด็จพระพุทธสิหิงค์ พระบรมสารีริกธาตุจากลังกา ทรงสมโภชพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ฐานะพระอรหันต์ฆราวาส (?-ผู้เขียน) ทรงเป็นอรหันต์ฝ่ายฆราวาสแห่ง ๑๒ หัวเมืองนักษัตร เสด็จไปสุโขทัยในนามกษัตริย์นครศรีธรรมราชวางแผนนโยบายด้านศาสนาฝ่ายฆราวาส ทรงปกครองเมืองนครศรีธรรมราชช่วงศึกลังกา (ที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงยกทัพไปลังกา) ทรงปฏิสังขรณ์และสร้างวัดมากมายทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชถึง ๕๔ วัด กับในจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ภูเก็ต ชุมพรอีกถึง ๒๓ วัด โดยมีภาคผนวกแสดงลำดับกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชระหว่าง พ.ศ. ๑๔๔๖-๑๘๒๐ พร้อมลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เรียง พ.ศ. ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๙๙-พ.ศ. ๑๙๕๐ ไว้ค่อนข้างละเอียดและพิสดารถึง ๑๐ หน้าโดยไม่แน่ชัดในที่มา ที่มา https://www.tewfree.com หนังสือศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤษภาคม 2546 เขียนโดยบัญชา พงษ์พานิช, นครศรีธรรมราช หนังสือวรรณกรรมอนุสรณ์ เนื่องในงานฌาปนกิจศพผู้ใหญ่สมจิตต์ (เต้ง) สุขสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548

05 สิงหาคม, 2568

ตำนานพระทันตธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชหรือพระธาตุยอดทองตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารหรือที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกว่า “ในพระ” ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ อันเปรียบเสมือนเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวปักษ์ใต้ทั้งหมด ในชั่วชีวิตสักครั้งหนึ่งขอให้ได้มีโอกาสไปนมัสการองค์พระบรมธาตุก็ถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แล้ว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนภาคกลางที่ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้ไปทำบุญไหว้พระพุทธบาทสักครั้งในชีวิตถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ สมัยที่ต้องเดินเท้ารอนแรมอันแสนลำบาก แต่หัวใจเปี่ยมด้วยแรงศรัทธาเป็นล้นพ้นมีแก้วแหวนเงินทองติดตัวไปก็ถอดถวายแด่องค์พระบรมธาตุด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข ภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลานำมาจากกรุงลังกามาประดิษฐานไว้ที่หาดทรายแก้วแห่งนี้ เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของมหาชนทั่วไป พระทันตธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้มีเรื่องปรากฏอยู่ในตำนานพระเขี้ยวแก้วและคัมภีร์ชินกาลมาลินีว่าเมื่อครั้งถวายพระเพลิงพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มกุฏพันธนเจดีย์ แคว้นมัลละในครั้งนั้น เขมภิกษุซึ่งเป็นพระสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารูปหนึ่งได้นำพระทันตธาตุออกมาจากจิตกาธานในขณะที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็นำไปมอบให้พระเจ้าพรหมทัตกษัตริย์แคว้นกลิงคราษฎร์ได้นำพระทันตธาตุไปประดิษฐาน ณ เมืองทันตบุรี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นกลิงคราษฎร์ในเวลานั้นและน่าจะประดิษฐานพระทันตธาตุที่เมืองทันตบุรีสืบมาเป็นเวลาประมาณ 100 กว่าปี
ครั้นเมื่อถึงสมัยของพระเจ้าคูหาสิวะ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันครองกรุงลังกา ประมาณปี พ.ศ.841- 869 พระเจ้าคูหาสิวะได้ให้พระเจ้าปัณฑุราชกษัตริย์เมืองปาตลิบุตรอัญเชิญพระทันตธาตุไปประดิษฐานในกรุงปาตลิบุตร เพราะว่าเมืองปาตลิบุตรเป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เมืองนี้ตั้งอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำคงทางตอนเหนือของแคว้นกลิงคราษฎร์ เพื่อให้ชาวเมืองปาตลิบุตรที่เลื่อมใสศรัทธาได้สักการบูชาพระทันตธาตุชั่วขณะระยะเวลาหนึ่ง พระเจ้าปัณฑุราชกษัตริย์เมืองปาตลิบุตรถูกพวกนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวศยะ (ไวษณพนิกาย) พวกหนึ่งทูลยุยงให้นำพระทันตธาตุออกมาทดลองความศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นวิธีการที่ดูถูกเหยียดหยาม แต่ตามตำนานว่าพระทันตธาตุเกิดปาฎิหาริย์ชวนให้เลื่อมใสเป็นอัศจรรย์ยิ่งขึ้นทุกที และผลจากการทดลองครั้งนี้เองจึงทำให้พระเจ้าปัณฑุราชกษัตริย์เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า พระองค์จึงทรงขับไล่พวกเดียรถีย์ที่เป็นตัวการ ยุยงและบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาออกไปจากเมืองปาตลิบุตร พวกเดียรถีย์เมื่อถูกขับไล่ออกจากเมืองปาตลิบุตรก็ไปประจบประแจงพระเจ้าขีรธารราชกษัตริย์เมืองขันธบุรีทูลยุยงให้ไปโจมตีเมืองปาตลิบุตรเพื่อชิงพระทันตธาตุมาทำลายเสีย แต่การยกทัพไปโจมตีเมืองปาตลิบุตรของพระเจ้าขีรธารราชกษัตริย์ครั้งนี้ถูกกองทัพของพระเจ้าปัณฑุราชกษัตริย์ตีแตกและพ่ายแพ้กลับไป พระเจ้าขีรธารราชกษัตริย์สิ้นพระชนม์ในที่สนามรบ ต่อจากนั้นไม่นานพระเจ้าปัณฑุราชกษัตริย์ก็คืนพระทันตธาตุให้แก่พระเจ้าคูหาสิวะนำกลับไปประดิษฐานในเมืองทันตบุรีตามเดิม
เมื่อพระเจ้าคูหาสิวะนำพระทันตธาตุกลับไปประดิษฐาน ณ กรุงทันตบุรีไม่นานนัก ท้าวอังกุลราชพระนัดดาของพระเจ้าขีรธารราชกษัตริย์ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นกษัตริย์เมืองขันธบุรีสืบต่อมาจากพระเจ้าขีรธารราชกษัตริย์ก็รวบรวมกำลังยกทัพมาตีเมืองทันตบุรีเป็นศึกใหญ่ พระเจ้าคูหาสิวะมีพระทัยปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไม่ให้พระทันตธาตุตกไปอยู่ในมือข้าศึก เพราะทรงทราบดีว่าข้าศึกเป็นคนนอกศาสนามีความต้องการพระทันตธาตุไปทำลาย แต่เมื่อประมาณดูกำลังของข้าศึกแล้วทรงเห็นว่าไม่สามารถจะสู้กับกองกำลังของข้าศึกได้ พระเจ้าคูหาสิวะจึงมอบพระทันตธาตุให้แก่เจ้าชายทันตกุมารซึ่งเป็นราชบุตรเขยและเป็นราชบุตรของพระเจ้าอุชเชนิราชมีศักดิ์เป็นพระนัดดาของพระองค์และเจ้าหญิงเหมมาลาราชธิดา พระองค์ทรงรับสั่งว่าให้ทั้งสองพระองค์ช่วยกันนำพระทันตธาตุหลบหนีออกจากเมืองทันตบุรีไปถวายให้ถึงพระหัตถ์ของพระเจ้ากรุงลังกาให้จงได้ ครั้นเมื่อกรุงทันตบุรีแตก พระเจ้าคูหาสิวะสิ้นพระชนม์ในสนามรบ เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลาจึงนำพาพระทันตธาตุหรือพระเขี้ยวแก้วหลบหนีลงเรือสำเภาหนีข้าศึกไปลังกา แต่เรือสำเภาโดยสารถูกพายุพัดมาทางฝั่งตะวันตกของแผ่นดินรูปด้ามขวานแห่งสุวรรณทวีป คือ ดินแดนภาคใต้ของประเทศไทยและในที่สุดเรือสำเภาแตกก็จมลง คลื่นซัดเจ้าชายและเจ้าหญิงรอดพระชนม์มาขึ้นฝั่งบนแผ่นดินส่วนนี้ทั้งสองพระองค์ เจ้าหญิงเหมมาลาทรงนำพระทันตธาตุซุกไว้ในมุ่นมวยผมมาตลอดเวลา ทั้งสองพระองค์ได้เดินทางมาจากฝั่งทะเลด้านตะวันตกบุกป่าเดินทางข้ามแผ่นดินมาทางทิศตะวันออกจนบรรลุถึงฝั่งทะเลตรงกับหาดทรายแก้ว จึงได้ฝังซ่อนพระทันตธาตุไว้เกือบใจกลางของหาดทรายและทำสัญลักษณ์ไว้แล้วข้ามกลับไปอยู่ในหมู่บ้านริมฝั่งแผ่นดินใหญ่ โดยปิดบังฐานะอันแท้จริงของตนเองอย่างเข้มงวดอยู่หลายเดือนเพื่อรอโอกาสที่จะเดินทางกลับไปลังกาให้ปลอดภัย
ครั้นในเวลาต่อมาเจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลาได้พบกับพระภิกษุอรัญวาสีรูปหนึ่ง ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชชื่อว่ามหาเถรพรหมเทพ ตามตำนานกล่าวว่ามหาพรหมเทพเป็นพระอรหันต์ท่องธุดงค์มาจากอินเดีย เจ้าชายและเจ้าหญิงเลื่อมใสพระอรหันต์รูปนี้มากจึงได้เปิดเผยฐานะอันแท้จริงของตัวเองและเล่าเรื่องแต่หนหลังให้มหาเถรพรหมเทพทราบโดยตลอด พระอรหันต์รูปนี้ได้ช่วยเหลือเจ้าชายและเจ้าหญิงนำพระทันตธาตุเดินทางบกไปยังท่าเรือเมืองตรังฝั่งทะเลด้านทิศตะวันตก ซึ่งในขณะนั้นเป็นท่าเรือที่สำคัญที่มีเรือขนาดใหญ่ไปมาค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ ในฝั่งทะเลทางทิศตะวันตก เช่น ลังกา อินเดีย และอาหรับ เมื่อสืบทราบได้ความว่าเหตุการณ์ที่เมืองทันตบุรีสงบลงแล้ว มหาเถรพรหมเทพก็ได้นำเจ้าชายและเจ้าหญิงพร้อมกับพระทันตุธาตุโดยสารเรือสำเภาค้าขายลำหนึ่งออกจากท่าเรือเมืองตรังไปยังลังกาโดยปลอดภัย เมื่อเจ้าชายทันตกุมารกับเจ้าหญิงเหมมาลาเดินทางมาถึงเมืองลังกาก็เข้าเฝ้าพระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันกษัตริย์กรุงลังกา ถวายพระทันตธาตุและกราบทูลเรื่องราวแต่หนหลัง พระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันทรงรับพระทันตธาตุด้วยความโสมนัสปราโมทย์ จัดพิธีสมโภชเป็นการใหญ่และประดิษฐานพระทันตธาตุไว้ในกรุงลังกาเมื่อประมาณปีพ.ศ.854 พระองค์ทรงพระราชดำริว่าหาดทรายแก้วซึ่งเป็นที่ฝั่งพระทันตธาตุชั่วระยะเวลาหนึ่งนั้นเป็นมงคลภูมิ ทั้งในเวลานั้นก็มีคนไปพำนักอยู่อาศัยแล้วต่อไปในภายหน้าคงจะเป็นเมืองใหญ่ที่มั่นคง สมควรที่จะนำพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปประดิษฐานไว้ให้เป็นที่สักการบูชาของมหาชนสืบไป
พระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันทรงจัดตั้งคณะธรรมทูตขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งนำโดยเจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลา เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับไปฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยฝังซ่อนพระทันตธาตุ คณะธรรมทูตได้อัญเชิญพระบรมสารริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปสู่หาดทรายแก้ว โดยการเดินทางด้วยเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเมืองตรังแล้วยกขบวนเดินบกจนมาถึงหาดทรายแก้ว จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุซึ่งบรรจุผอบแก้วลงฝังไว้ ณ ที่ร่องรอยเดิมที่เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลาเคยฝังพระทันตธาตุ โดยใช้ขันทองรองรับผอบอีกครั้งหนึ่งแล้วก่อพระเจดีย์องค์เล็กๆ ครอบไว้เพื่อเป็นเครื่องหมาย อธิษฐานเสี่ยงทายเอาพุทธบารมีผูกด้วยตาภาพยนตร์ขึ้นรักษา และพระบรมสารีริกธาตุอีกส่วนหนึ่งได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ทันตบุรี แคว้นกลิงคราษฎร์ พระเจ้ากฤตติสิริเมฆวันทรงมีพระราชสารให้คณะธรรมทูตถือไปถวายกษัตริย์พระองค์ใหม่ของเมืองทันตบุรี เพื่อขอให้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้แทนพระทันตธาตุ ณ ที่ประดิษฐานเดิมและทรงขอร้องไม่ให้ทำอันตรายเจ้าชายและเจ้าหญิงเชื้อสายกษัตริย์เก่า หาดทรายแก้วบริเวณฝังซ่อนพระทันตธาตุเดิมยังคงว่างเปล่า แต่ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ของหาดทรายรวมทั้งแผ่นดินใหญ่ น่าจะมีผู้คนตั้งหลักแหล่งอาศัยประปรายแล้ว เพราะปรากฏหลักฐานจากหลายแหล่งว่าแผ่นดินส่วนนี้เป็นแหล่งชุมชนเรือสำเภานานาชาติหรือท่าเรือที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งและดินแดนแห่งนี้เคยมีพระภิกษุอรัญวาสีจากดินแดนอื่นท่องธุดงค์ผ่านมามิได้ขาด ประกอบกับคณะธรรมทูตจากลังกาที่มีเจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลานำพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ ณ หาดทรายแก้วพร้อมทั้งก่อพระเจดีย์องค์เล็กๆ ครอบไว้ ซึ่งน่าจะกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาได้เริ่มปักหลักลงแล้ว ณ หาดทรายแก้วตั้งแต่ครั้งนั้นมา อย่างไรก็ตามในระยะนั้นชุมชนแห่งนี้ยังไม่ได้ตั้งเป็นเมืองและไม่มีกษัตริย์ปกครอง
สรุป พระบรมธาตุเจดีย์หรือพระธาตุยอดทองเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวปักษ์ใต้ พระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเจ้าชายทันตกุมารกับเจ้าหญิงเหมมาลาได้นำมาจากลังกา เพื่อให้มหาชนได้สักการบูชา พระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้มีปรากฏอยู่ในตำนานพระเขี้ยวแก้วและคัมภีร์ชินกาลมาลินีว่าเขมภิกขุได้นำออกมาจากจิตกาธานในขณะที่ถวายพระเพลิงแล้วนำไปถวายพระเจ้าพรหมทัตกษัตริย์แคว้นกลิงคราษฎร์นำไปประดิษฐานที่เมืองทันตบุรี ครั้นเมื่อเกิดศึกสงครามแย่งชิงพระทันตธาตุ พระเจ้าคูหาสิวะได้มอบพระทันตธาตุให้กับเจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลานำไปถวายให้กับพระเจ้ากรุงลังกา แต่เรือสำเภาถูกพายุพัดอับปางลงกลางทะเล คลื่นซัดเจ้าชายและเจ้าหญิงมาขึ้นฝั่งตะวันตกของภาคใต้ทั้งสองพระองค์เดินทางข้ามบกมาถึงฝั่งตะวันออกและได้ฝังซ่อนพระทันตธาตุไว้บนหาดทรายแก้ว เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลาได้พบกับพระมหาเถรพรหมเทพ พระอรหันต์องค์นี้ได้ช่วยเหลือให้เจ้าชายและเจ้าหญิงได้เดินทางนำพระทันตธาตุไปถวายพระเจ้ากรุงลังกา และจัดพิธีสมโภชพระทันตธาตุเป็นการใหญ่ กษัตริย์กรุงลังกาได้จัดตั้งคณะธรรมทูตขึ้นคณะหนึ่งด้วยการนำของเจ้าชายทันตกุมารกับเจ้าหญิงเหมมาลา นำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ากลับไปประดิษฐานบนหาดทรายแก้วและก่อเจดีย์ครอบไว้ คณะธรรมทูตก็ได้นำพระทันตธาตุอีกส่วนหนึ่งไปประดิษฐานที่เมืองทันตบุรี แคว้น กลิงคราษฎร์ไว้แทนพระทันตธาตุเดิม หาดทรายแก้วสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นแหล่งชุมชน เป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ ท่าเรือสำเภานานาชาติ และเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่ได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ เรียบเรียงโดย พระครูวรวิริยคุณ (ปราโมทย์ ปสุโต) เอกสารอ้างอิง ดิเรก พรตตะเสน, “พุทธศาสนาในนครศรีธรรมราช” ในรายงานสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช, (กรุงเทพมหานคร : วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช, 2521. พุทธศาสนสุภาษิต อนิจฺจา อทฺธุวา กามา พหุทุกฺขา มหาวิสา อโยคุโฬว สนฺตตฺโต อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเหตุ (เค้า) แห่งความคับแค้น มีผลเป็นทุกข์